Jump to content


THE E11EVEN ♠ KY

Member Since 04 Oct 2012
Offline Last Active Dec 08 2019 04:06 PM
-----

Topics I've Started

Do you believe in destiny? (3/5)

08 December 2019 - 04:08 PM

 SF : Do you believe in destiny? 

Author : ALY

 

 

 

 

Chapter : 03

 

 

 

 

 

 

แท็ก #ky_ig

 

 

 

 

Mr.SIRK: คุณ

 

 

 

LOEY_CY: หือ?

 

 

 

Mr.SIRK: เหนื่อย

 

 

 

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในทันทีเมื่อเห็นข้อความที่ถูกส่งมาให้ คนที่กำลังนอนเล่น เปิดดูอะไรในโทรศัพท์ไปเรื่อยรีบพลิกตัวกลับมานอนคว่ำเพื่อตั้งใจคุยในทันที รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาว ๆ ก่อนเจ้าตัวจะคว้าหมอนมารองอกแล้วพิมพ์ตอบกลับไป

 

 

 

LOEY_CY: เหนื่อยก็พักก่อน

 

 

 

Mr.SIRK: ก็พักอยู่

 

 

 

ข้อความที่ตอบกลับมาไวเหมือนไม่ต้องใช้เวลาคิด ทำให้ชานยอลแอบย่นจมูกใส่หน้าจอไปหนึ่งที แต่ถึงอย่างนั้นบนใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่เหมือนเดิม

 

 

 

LOEY_CY: พักอะไรล่ะ ยังคุยกับผมอยู่เลยเนี้ย

 

 

 

Mr.SIRK: ก็พักของผมคือการคุยกับคุณไง

 

 

 

LOEY_CY: หรอออออ

 

 

 

Mr.SIRK: ช่ายยยยยยย

 

 

 

ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบปิดเพราะรอยยิ้มที่กว้างขึ้นหลังจากได้เห็นข้อความที่ถูกตอบกลับมา มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาเท้าคางก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียง พอเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า รอยยิ้มที่มีก็เจื่อนลงเล็กน้อยพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดเข้านิด ๆ เพราะความเป็นห่วง

 

 

 

LOEY_CY: ถึงผมจะดีใจที่คุณพูดแบบนี้ แต่ผมว่าคุณควรไปพักก่อนดีกว่า เพิ่งจะกลับมาเหนื่อย ๆ ด้วย

 

 

 

Mr.SIRK: ครับผม เดี๋ยวผมจะไปพักแล้ว แต่ก่อนไปขอเล่าให้คุณฟังก่อน

 

 

 

LOEY_CY: เดี๋ยวค่อยเล่าพรุ่งนี้ก็ได้

 

 

 

Mr.SIRK: ไม่เอา ขอเล่าก่อน

 

 

 

“ดื้อจริง ๆ เลย”

 

 

 

ความดื้อที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางตัวอักษรทำให้ชานยอลอดจะบ่นออกมาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมุมปากทั้งสองข้างกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นข้อความที่ทยอยส่งมาให้เรื่อย ๆ

 

 

 

ประโยคแล้วประโยคเล่าถูกใช้เพื่อถ่ายทอดความสวยงามของสถานที่ที่อีกฝ่ายได้ไปพบเจอมา ซึ่งชานยอลเองก็ตั้งใจอ่านพร้อมทั้งนึกภาพตามไปอย่างตื่นเต้น เวลาเกือบยี่สิบนาทีที่ใช้คุยเกี่ยวกับเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวผ่านไปไวมากจนไม่ทันรู้ตัว ต่างฝ่ายต่างผลัดกันตอบ ผลัดกันถามจนจำนวนข้อความเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยอย่างรวดเร็ว

 

 

 

ตลอดเวลาที่คุยกันชานยอลไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง แต่สำหรับตัวเขาแล้วเวลายี่สิบนาทีที่ผ่านไปนี้  ไม่มีสักวินาทีที่ทำให้รู้สึกเบื่อ แม้จะไม่ได้ส่องกระจกอยู่เขาก็รู้ตัวว่าต้องกำลังยิ้มกว้างอยู่แน่ ๆ และมั่นใจมากว่ายิ้มที่มีอยู่ตอนนี้จะยิ่งกว้างขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นข้อความต่อมา

 

 

 

Mr.SIRK: อยากให้คุณได้มาเห็นด้วยกันจริง ๆ

 

 

 

“ผมก็อยากไปเห็นเหมือนกัน”

 

 

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มตอบข้อความนั้นกลับไป พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่หวานกว่าช่วงเวลาปกติ ชานยอลก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงต้องยิ้มหวานขนาดนี้ ก็แค่รู้สึกว่า...

 

 

 

ควรจะยิ้มให้กับคำพูดนั้น...ก็เท่านั้นเอง

 

 

 

LOEY_CY: ผมจะรีบเคลียร์ตัวเองให้ว่างแล้วไปดูตามที่คุณบอกนะ

 

 

 

Mr.SIRK: ไม่ใช่

 

 

 

“หือ?”

 

 

 

เสียงร้องเบา ๆ ดังขึ้นในลำคอด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าไม่ใช่ของอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร หัวคิ้วเหนือดวงตากลม ๆ มุ่นเข้าเล็กน้อย ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิแล้วพิมพ์ถามกลับไป

 

 

 

LOEY_CY: อะไรไม่ใช่

 

 

 

Mr.SIRK: ผมไม่ได้อยากให้คุณไปดูตามที่ผมบอก แต่ผมอยากให้คุณมาเห็นด้วยกัน...มาเห็นพร้อมกัน

 

 

 

LOEY_CY: ???

 

 

 

Mr.SIRK: สงสัยอะไร ผมหมายความตามนั้นแหละ

 

 

 

LOEY_CY: หมายความว่าคุณจะชวนผมไปเที่ยว?

 

 

 

Mr.SIRK: อืม

 

 

 

เป็นเพียงคำตอบสั้น ๆ แต่ทำให้ชานยอลเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ก่อนจะจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ อยู่นานสองนาน

 

 

 

อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะตกใจอะไรขนาดนั้นหรอก แต่ออกจะแปลกใจซะมากกว่า เพราะจากการคุยกันมานานเกือบสองปี ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่เราจะชวนกันไปเที่ยวแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

 

LOEY_CY: อารมณ์ไหนเนี้ยคุณ

 

 

 

Mr.SIRK: จะชวนกันไปเที่ยวต้องมีอารมณ์ด้วยหรอ

 

 

 

LOEY_CY: ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่...คือผมเห็นว่าปกติร้อยวันพันปีเราไม่เคยจะคุยเรื่องนี้กันเลย

 

 

 

Mr.SIRK: นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ผมสงสัยมากเลยว่าทำไม

 

 

 

“ก็จริงแหะ”

 

 

 

พอลองคิดตามแล้วก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า เราสองคนคุยกันทุกวันเกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยวมาเกือบสองปี แต่ดันไม่เคยมีใครชวนใครไปเที่ยวด้วยกันมาก่อนเลย...นึกแล้วก็ตลกดี

 

 

 

LOEY_CY: นั่นสินะ ทำไมเราไม่เคยคุยเรื่องนี้กันเลย

 

 

 

Mr.SIRK: ที่ผ่านมาช่างมัน ยังไงตอนนี้เราก็คุยเรื่องนี้กันแล้ว

 

 

 

LOEY_CY: นั่นสินะ

 

 

 

Mr.SIRK: แล้วสรุปคุณว่าไง

 

 

 

คำถามที่ถูกส่งมาอีกครั้งทำให้ชานยอลกลับมาอมยิ้มจนแก้มบุ๋มเหมือนเดิม ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้า ก่อนจะวางคางลงบนหมอนแล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

 

 

 

LOEY_CY: ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว

 

 

 

ปกติเขามักจะไปเที่ยวคนเดียวอยู่แล้ว เลยมีบ้างเป็นบางครั้งที่เกิดคำถามกับตัวเองว่า ถ้าหากวันหนึ่งเราได้ไปเที่ยวกับใครสักคน มันจะทำให้เรารู้สึกสนุกและมีความสุขมากกว่านี้หรือเปล่านะ แล้วยิ่งถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนที่สนใจอะไรคล้าย ๆ กัน ชอบในเรื่องที่คล้าย ๆ กัน...

 

 

 

มันจะทำให้การเที่ยวของเรายิ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากขึ้นหรือเปล่า?

 

 

 

Mr.SIRK: หมายความว่าตกลง?

 

 

 

LOEY_CY: ...ถ้ามีวันว่างตรงกันน่ะนะ

 

 

 

 

 

ไม่แน่นะ...

 

 

 

 

 

Mr.SIRK: งั้นถ้าคุณว่างวันไหนก็บอกผมนะ

 

 

 

LOEY_CY: อือ แล้วผมจะบอกนะ

 

 

 

 

 

...การไปเที่ยวด้วยกันครั้งนี้อาจจะทำให้คำถามที่เคยสงสัยได้รับคำตอบกลับมาก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

---

 

 

 

 

 

 

 

LOEY_CY: คุณ

 

 

 

Mr.SIRK: ครับผม

 

 

 

LOEY_CY: ผมมีอะไรจะบอก

 

 

 

Mr.SIRK: ///รอฟังอย่างตั้งใจ

 

 

 

ข้อความที่ได้ตอบกลับมาทำให้คนที่อารมณ์ดีอยู่แล้วหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ดวงตากลมโตเหลือบมองปฏิทินที่เพิ่งจะถูกวาดวงกลมสีแดงอย่างเด่นหรา หลังจากได้ฟังข่าวดีมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

 

 

 

รอยยิ้มหวานปรากฏอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ขณะที่ปลายนิ้วก็ค่อย ๆ แตะหน้าจอเพื่อพิมพ์ข่าวดีของตัวเองส่งไปให้อีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้น

 

 

 

LOEY_CY: พฤหัสนี้ผมว่าง

 

 

 

ข้อความแรกเพิ่งถูกส่งไป ชานยอลก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังพิมพ์ไม่จบเลยรีบพิมพ์เพิ่มอีกข้อความแล้วกดส่งตามไปอีกครั้ง

 

 

 

LOEY_CY: ยาวไปถึงวันจันทร์เลยด้วย

 

 

 

หลังจากส่งข้อความทั้งสองไปหน้าต่างแชทก็เงียบไปเลย รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร จนสุดท้ายคนรอก็ลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อย ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหาอะไรกินเพราะคิดได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะติดธุระกะทันหันตอนที่คุยกันก็เลยไม่ได้ตอบ

 

 

 

ชานยอลรื้อตู้เย็นอยู่สักพักก็ได้นมกล่องหนึ่งและช็อคโกแลตติดมือมาไว้กินเล่น ร่างสูงโปร่งเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนโซฟาก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มาเล่นเกม แต่พอหน้าจอสว่างวาบก็เป็นอันต้องเปลี่ยนใจกดเข้าไปดูในหน้าต่างแชทแทนเมื่อเห็นว่ามีข้อความตอบกลับมาจาก Mr.SIRK

 

 

 

Mr.SIRK: งั้นเจอกันพฤหัสนี้นะ

 

 

 

“หือ?”

 

 

 

ทันทีที่อ่านจบเจ้าตัวก็ส่งเสียงครางในลำคอเบา ๆ เพราะไม่ได้คิดไว้ว่าคำตอบที่ได้จะเป็นแบบนี้ ก็จริงอยู่ที่เขาหวังไว้ว่าเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน แต่ที่คิดไว้คืออาจจะโดนถามว่า ‘ว่างจริงหรอ’ หรือไม่ก็ ‘เดี๋ยวขอดูก่อนนะว่าว่างตรงกันหรือเปล่า’ ไม่ใช่ประโยคแรกที่ตอบกลับมาคือ ‘เจอกันวันพฤหัส’ แบบนี้

 

 

 

LOEY_CY: คุณว่างหรอ

 

 

 

Mr.SIRK: ว่าง

 

 

 

LOEY_CY: เอาดี ๆ สิคุณ

 

 

 

Mr.SIRK: นี่ก็ดี ๆ ไง ผมบอกแล้วว่าผมว่าง

 

 

 

LOEY_CY: จริงหรอ

 

 

 

Mr.SIRK: คุณไม่เชื่อผมหรอ

 

 

 

LOEY_CY: ก็ปกติเราไม่เคยว่างตรงกันอ่ะ

 

 

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราจะเข้าใจตรงกันว่าต่างฝ่ายต่างจะได้ไปเที่ยวในช่วงวันหยุดของตัวเอง  ซึ่งก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เราได้ไปเที่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน การไปเที่ยวของเราจะสลับกันตลอดเวลา สัปดาห์นี้เขาได้ไป สัปดาห์หน้าอีกฝ่ายไป เดือนนี้เขาได้ไป เดือนหน้าก็จะเป็นอีกฝ่ายที่ได้ไป เราจะสลับกันอยู่แบบนี้ทุกครั้งแบบไม่เคยมีเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะได้ไปเที่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน

 

 

 

Mr.SIRK: ก็ครั้งนี้ได้ว่างตรงกันแล้วไง

 

 

 

LOEY_CY: คุณว่างจริงนะ

 

 

 

Mr.SIRK: จริงสิ คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกผมไม่เป็นไร ผมไปเที่ยวกับคุณได้จริง ๆ

 

 

 

หากลองส่องกระจกดูตอนนี้ชานยอลคงได้เห็นว่าหัวคิ้วของตัวเองกำลังขมวดแน่นจนแทบเป็นปม ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีใจนะ จริง ๆ แล้วเขาดีใจมากที่เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน แต่ที่ถามย้ำหลาย ๆ ครั้งแบบนี้ก็เพราะเป็นห่วง กลัวว่าจะติดธุระหรือไม่สะดวก เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ยังเลื่อนออกไปเป็นคราวหน้าได้

 

 

 

เขาก็แค่...

 

 

 

อยากให้เราได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบมีความสุขทั้งสองฝ่ายโดยไม่ต้องมีใครเดือดร้อน

 

 

 

LOEY_CY: คุณพูดจริงหรอ

 

 

 

Mr.SIRK: จริงสิ ผมจะโกหกคุณทำไมล่ะ

 

 

 

LOEY_CY: ก็ไม่รู้อ่ะ ผมแค่คิดว่ามันน่าจะกะทันหันสำหรับคุณ

 

 

 

Mr.SIRK: ไม่กะทันหันหรอก

 

 

 

แม้คำตอบที่ได้รับจะชวนให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นชานยอลก็ยังอดถามกลับไปเพราะความเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

 

 

 

LOEY_CY: จริงนะ

 

 

 

Mr.SIRK: จริงสิครับ คุณอย่าลืมสิว่าผมเป็นคนชวนคุณเองนะ

 

 

 

LOEY_CY: ก็ผมเป็นห่วงนี่ กลัวคุณจะไม่ว่าง

 

 

 

Mr.SIRK: ผมว่าง และพฤหัสนี้เราจะเจอกัน โอเคนะครับ?

 

 

 

“เฮ้อ...”

 

 

 

พอเจอประโยคนี้เข้าไป สุดท้ายชานยอลก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม ใบหน้าขาว ๆ พยักรับเบา ๆ อย่างลืมตัว ดวงตากลมโตจ้องมองข้อความนั้นอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากทั้งสองข้างจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

 

 

 

LOEY_CY: อือ โอเคก็ได้

 

 

 

Mr.SIRK: โอเคก็ได้ แบบนี้เหมือนคุณไม่เต็มใจเลย โอเคดี ๆ สิ

 

 

 

LOEY_CY: โอเคดี ๆ

 

 

 

Mr.SIRK: กวนผมหรอ

 

 

 

LOEY_CY: เปล่าสักหน่อย  :P

 

 

 

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบา ๆ อย่างชอบใจเมื่อได้กวนอีกฝ่ายเล่น ลักยิ้มที่ข้างแก้มบุ๋มลงไปอย่างชัดเจนจากรอยยิ้มกว้างที่ถูกวาดขึ้นบนใบหน้า ดวงตากลม ๆ หยีลงจนแทบปิดพร้อมทั้งส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อถูกกวนกลับมา

 

 

 

หลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็กวนกันไปกวนกันมา นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ชานยอลนอนหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่อย่างนั้นเพียงเพราะได้คุยเล่นกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้า จนกระทั่งอีกฝ่ายเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน แล้วส่งข้อความที่ทำให้คนที่กำลังหัวเราะเปลี่ยนกลับมาเป็นยิ้มหวานให้กับหน้าจอโทรศัพท์แทน

 

 

 

Mr.SIRK: แล้วเจอกันวันพฤหัสนี้นะครับ

 

 

 

เป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้คนได้รับเผลอพยักหน้ากลับไปอีกครั้ง ปลายนิ้วบรรจงพิมพ์ข้อความตอบกลับไปโดยที่รอยยิ้มหวาน ๆ ไม่เลือนหายไปจากใบหน้าเลยสักวินาทีเดียว

 

 

 

LOEY_CY: ครับ...แล้วเจอกันนะ ^^

 

 

 

Mr.SIRK: เจอกันครับ  ^_^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#ky_ig

 

Do you believe in destiny? (2/5)

01 December 2019 - 04:42 PM


SF : Do you believe in destiny?
Author : ALY
Chapter : 02

แท็ก #ky_ig










เฮ้อ...

เสียงถอนหายใจดังขึ้นในทันทีที่เจ้าของห้องพาตัวเองไปทิ้งตัวลงบนโซฟาได้เป็นผลสำเร็จ กระเป๋าสะพายที่ทนแบกมานานนมถูกวางทิ้งไว้ที่พื้นอย่างไม่คิดจะสนใจ เมื่อตอนนี้พลังงานในร่างกายใกล้จะหมดลงเต็มที สังเกตได้จากดวงตากลม ๆ ที่ตอนนี้หรี่ปรือจนแทบจะปิดอยู่รอมร่อ

“เหนื่อยจัง”

เสียงพึมพำดังออกมาแทบไม่พ้นลำคอเมื่อใบหน้าขาว ๆ ฝังลงกับหมอนอิงที่หยิบมาหนุนชั่วคราว ลมหายใจถูกผ่อนออกช้า ๆ พร้อมกับความเหนื่อยล้าที่เริ่มออกฤทธิ์จนสมองไม่สามารถสั่งการได้อีกต่อไป

เปลือกตาทั้งสองข้างค่อย ๆ ปิดลงในที่สุดเมื่อไม่อาจฝืนลืมขึ้นได้ จนกระทั่งสุดท้าย สติสัมปชัญญะทั้งหมดก็เลือนหาย พร้อมกับประโยคสุดท้ายที่ใช้บ่นตัวเองเป็นประจำเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

กลับมาจากไปเที่ยวทีไรต้องเหนื่อยจนหลับเป็นตายแบบนี้ทุกทีสิน่า



---



Rrrrrr


“อือ...”

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ที่ชานยอลเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยตั้งแต่กลับมาถึงที่พัก มารู้ตัวอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่กำลังสั่นครืด ๆ อยู่ในกระเป๋ากางเกงนี่แหละ จากที่นอนคว่ำหน้าจึงค่อย ๆ พลิกตัวกลับมานอนหงายแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์เจ้ากรรมที่จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิกสั่นออกมาดูทั้งที่ตายังเปิดไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ

“ใครโทรมาเนี้ย”

น้ำเสียงงัวเงียอย่างคนยังไม่ตื่นดีดังขึ้นพร้อมกับที่เจ้าตัวยกมืออีกข้างมาขยี้ตา ดวงตากลม ๆ พยายามฝืนลืมขึ้น ก่อนจะเพ่งมองว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับโทรศัพท์ของตัวเองกันแน่ แต่แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้เผลอสะดุ้งเฮือก ตื่นเต็มตาแบบไม่ค่อยจะเต็มใจ พร้อมทั้งลุกพรวดขึ้นมารับโทรศัพท์มือไม้สั่นไปหมด

“พี่ยูรา”

[ชานยอลลี่]

“ครับพี่”

[ไม่ต้องมาครับพี่เลย ป่านนี้ยังไม่ถึงบ้านอีกหรือไง ทำไมไม่โทรหาพี่]

เสียงดุ ๆ ของพี่สาวที่แว่วมาตามสาย ทำให้คนเป็นน้องชายได้แต่ทำสีหน้าเหยเกทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางได้เห็น ริมฝีปากแห้งผากถูกเจ้าตัวแลบลิ้นเลียเบา ๆ ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นมาเสยผมลวก ๆ แล้วฉีกยิ้มแห้งตอบกลับไปเสียงอ่อย

“โทษทีครับพี่ พอดีผมเผลอหลับไปก็เลยไม่ได้โทรบอก ขอโทษนะครับแต่ผมกลับมาถึงนานแล้วล่ะ”

[เรานี่น่ะ แล้วก็ทำให้พี่เป็นห่วงอยู่ตั้งนานว่าทำไมยังกลับไม่ถึง บอกกี่ครั้งแล้วว่าถ้าอยากไปเที่ยวไหนพี่ให้ไป แต่ถ้ากลับถึงเมื่อไหร่ให้โทรบอกด้วยพี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง]

“ขอโทษคร้าบ”

พอเป็นแบบนี้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้น้ำเสียงสำนึกผิดบอกขอโทษกลับไป ชานยอลรู้ดีว่าพี่สาวของตัวเองเป็นคนที่มีนิสัยขี้เป็นห่วงแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาแยกออกมาพักอยู่ข้างนอกคนเดียวก็เลยทำให้พี่ยิ่งเป็นห่วงขึ้นอีกเท่าตัว

[ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนเสียงหวานเลย]

“พี่ยูรา อย่าโกรธผมเลยน้า เดี๋ยวอาทิตย์นี้กลับไปผมจะซื้อเค้กร้านโปรดพี่ไปฝากด้วย”

[ไม่ต้องเอาของกินมาล่อ]

“พี่จะไม่เอาหรอ”

[เอาสิ แล้วห้ามลืมด้วยล่ะ]

“ครับผม”

พอได้ยินแบบนั้นคนเป็นฝ่ายง้อก็ค่อยยิ้มออกเพราะความโล่งใจ เจ้าตัวคุยเล่นกับพี่สาวอยู่อีกสักพักเกี่ยวกับเรื่องที่ไปเที่ยวมา ก่อนที่อีกฝ่ายจะขอวางสายเพราะต้องไปจัดการธุระต่อ ซึ่งชานยอลก็ไม่ได้ค้านอะไร เพราะหลังจากนี้เขาก็ต้องเริ่มจัดการกับข้าวของที่วางทิ้งไว้ตั้งแต่กลับมาถึงให้เรียบร้อยเหมือนกัน

“ฮ้า...”

เสียงครางดังขึ้นเบา ๆ จากการบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความเมื่อย สองขายาว ๆ เหยียดลงบนพื้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาอย่างตั้งใจว่าจะเอาของออกมาเก็บเข้าที่ แต่ยังไม่ทันได้เริ่มรูดซิป โทรศัพท์ที่วางไว้ข้างตัวกลับส่งเสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้าขึ้นมาซะก่อน

“หืม?”

หัวคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้านิด ๆ ขณะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู ดวงตากลมโตจ้องมองด้วยความสงสัย ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ส่งข้อความมา

Mr.SIRK: ก๊อก ก๊อก

ข้อความที่ได้เห็นทำให้ชานยอลหลุดขำออกมาเบา ๆ กระเป๋าสะพายที่หยิบขึ้นมาเมื่อกี้ถูกวางทิ้งไว้บนพื้นเหมือนเดิม เพราะความสนใจในตอนนี้ถูกดึงไปอยู่ที่เจ้าของข้อความมากกว่า ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาอีกครั้ง ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

LOEY_CY: ว่าไงคุณ

Mr.SIRK: กลับมาถึงหรือยัง

LOEY_CY: ถึงแล้ว

Mr.SIRK: แล้วเป็นไง

LOEY_CY: สวยมากกกกกกกกก

ขณะที่พิมพ์ตอบกลับไปเจ้าตัวก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้นจนลักยิ้มที่แก้มบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน แต่ถึงแม้สภาพจิตใจจะเบิกบานขนาดไหน แต่ว่าตอนนี้สภาพร่างกายของเจ้าตัวกำลังอ่อนล้าแบบสุด ๆ ขณะที่ถือโทรศัพท์นอนเล่นอยู่เลยเผลอมืออ่อนพลาดทำโทรศัพท์ตกใส่หน้าตัวเอง

...ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายส่งข้อความมาพอดี

Mr.SIRK: ผมบอกคุณแล้วว่าสวย

LOEY_CY: นย่ยบา

Mr.SIRK: หืม?

LOEY_CY: โทษทีคุณ ผมทำโทรศัพท์ตกใส่หน้าตัวเองก็เลยแป้นลั่น

พิมพ์ตอบไปคนทำแป้นลั่นก็ใช้มือถูปลายจมูกของตัวเองไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ทำให้เจ้าตัวเปลี่ยนจากที่กำลังนอนหงายมาเป็นนอนคว่ำแทน จะได้ไม่มือไม้อ่อนเผลอทำให้ตัวเองต้องเจ็บอีก

Mr.SIRK: เจ็บไหมเนี้ย

LOEY_CY: ก็เจ็บอยู่นะ

Mr.SIRK: งั้นคุณไปพักดีไหม น่าจะเหนื่อยจนมือไม้อ่อนไปหมดแล้ว

LOEY_CY: ผมก็ว่างั้นแหละ เมื่อกี้ก็ได้นอนไปหน่อยนึง แต่ดูเหมือนจะยังไม่พอ

Mr.SIRK: อ้าว นี่ผมกวนคุณหรอ โทษทีนะผมไม่รู้ว่าคุณพักอยู่

LOEY_CY: ไม่ ๆ คุณไม่ได้กวน ผมตื่นก่อนที่คุณจะทักมาแล้ว

พอเห็นว่าอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจผิดชานยอลจึงรีบพิมพ์ตอบกลับไปแบบนั้น ดวงตากลม ๆ จ้องมองหน้าจออย่างจดจ่อว่าจะได้รับข้อความอะไรตอบกลับมา

แล้วทันทีที่ข้อความใหม่ปรากฏขึ้น บนใบหน้าขาว ๆ ก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างในทันที

Mr.SIRK: ค่อยยังชั่ว นึกว่าผมจะกวนคุณซะอีก

LOEY_CY: เปล่า คุณไม่ได้กวน

Mr.SIRK: แต่ถึงอย่างนั้นผมว่าคุณก็ควรไปนอนได้แล้วนะ

LOEY_CY: คร้าบ ๆ เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จผมก็จะไปนอนแล้วเนี้ย

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าตลอดเวลาที่ปลายนิ้วสัมผัสกับหน้าจอเพื่อพิมพ์ข้อความตอบกลับไป เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าดังขึ้นเบา ๆ จากการขยับตัวให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้น เพื่อรอข้อความที่จะได้รับตอบกลับมา

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่การรอข้อความตอบกลับมาของอีกฝ่าย ได้กลายเป็นความเคยชินในชีวิตประจำวันไปแล้ว

และไม่รู้ด้วยว่าถ้าบอกไปจะเชื่อไหม ว่า...

จนถึงตอนนี้ เขายังไม่รู้ชื่อของอีกฝ่ายเลย

ถ้ามีใครมาเล่าให้ฟังว่าได้คุยกับใครบางคนทุกวันโดยที่ไม่รู้จักชื่อและไม่เคยเห็นหน้ากัน ชานยอลยอมรับตามตรงว่าเขาก็คงไม่เชื่อและคิดว่ามันแปลก แต่ใครเลยจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าเรื่องแปลก ๆ นี่จะมาเกิดขึ้นกับตัวเอง

ทั้งเขาและ Mr.SIRK ไม่มีใครรู้จักชื่อหรือหน้าตาของกันและกัน แต่ว่าเราสองคนก็คุยกันมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กำลังจะล่วงเข้าปีที่สองแล้ว

ถ้าจะให้เล่าถึงเรื่องนี้ก็คงต้องเท้าความไปถึงตอนที่ได้เจอกับ MR.GALAXY นั่นแหละ เพราะการได้เจอ IG นั้น เลยทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปพอสมควร จากที่แต่ก่อนเป็นคนชอบเที่ยวคนเดียว อยากไปไหนก็ไป ไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไปแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่พอได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะตามรอย IG นั้น ทุกครั้งก่อนไปเที่ยวก็เลยต้องเริ่มหาข้อมูล เริ่มหาดูรีวิวต่าง ๆ หาอ่านกระทู้แนะนำสถานที่สวย ๆ หาทุกอย่างที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว แล้วพอหาไปหามา...

ก็ได้มาเจอเข้ากับคน ๆ นี้

เอาตรง ๆ เลยก็ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่พอเห็นข้อความที่เจ้าตัวเข้าไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้ท่องเที่ยวก็รู้สึกชอบเลยไปแสดงความคิดเห็นต่อ ซึ่ง Mr.SIRK ก็มาแสดงความคิดเห็นต่อจากตัวเขาอีกที พอพิมพ์ต่อกันไปต่อกันมา สุดท้ายก็เลยได้หลังไมค์ไปคุยกันแค่สองคน

ช่วงแรก ๆ ก็จะเกร็ง ๆ กันหน่อย แต่หลังจากผ่านไปสักพักก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นจนพอจะคุยเรื่องอื่น ๆ ได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเรื่องไปเที่ยวอยู่ดี

Mr.SIRK เป็นคนที่รู้จักสถานที่เที่ยวดี ๆ เยอะมาก เวลาเขาบอกว่าวันหยุดนี้อยากไปเที่ยวเจ้าตัวก็จะช่วยออกความเห็นได้ทันที หรือไม่ก็เวลาที่เขาอยากไปเที่ยวตามรอย MR.GALAXY แค่บอกชื่อสถานที่ไป ก็จะได้ข้อมูลทุกอย่างกลับมาแบบละเอียดยิบ ไม่มีตกหล่นที่ตรงไหนเลยแม้แต่น้อย นี่เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาคุยกับเจ้าตัวลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้

อ้อ แต่ก็ยังมีอีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กันอยู่ด้วยนะ...

Mr.SIRK: โอเค งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่ครับ

เพียงแค่ประโยคง่าย ๆ ที่ได้รับกลับมา ชานยอลก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาแทบปิด ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็นข้อความของอีกฝ่าย เหมือนกับมันเป็นปฏิกิริยาตอบรับอัตโนมัติไปแล้วว่าถ้าได้คุยกับคน ๆ นี้ ร่างกายก็จะหลั่งความสุขออกมาในรูปแบบของรอยยิ้ม

LOEY_CY: อือ พรุ่งนี้คุยกันใหม่นะ

Mr.SIRK: ครับ งั้นก็ฝันดีครับ

LOEY_CY: ฝันดีครับ

ดวงตากลมโตจ้องมองข้อความที่คุยกันในโทรศัพท์อยู่อีกพักใหญ่ โดยที่รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้า ปลายนิ้วเกลี่ยหน้าจอไปมาเพื่อดูประโยคที่คุยกันก่อนหน้านี้ ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นเพียงแค่ถ้อยคำธรรมดาไม่ได้มีความพิเศษอะไร แต่กลับมีคุณค่าต่อใจได้อย่างมากมายโดยที่คาดไม่ถึง

การได้คุยกับ Mr.SIRK ในทุก ๆ วัน กลายเป็นความเคยชินของเขาไปแล้ว ทุกครั้งที่ได้คุยกันมันจะมีความเชื่อใจและความสบายใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จนกระทั่งวันนี้ที่มันก่อตัวขึ้นมากมายจนนึกภาพไม่ออกแล้วว่าถ้าวันหนึ่งไม่ได้คุยกันอีกจะเป็นยังไง

ก็คงจะเหงา คงจะเศร้า คงจะเสียใจ...

แต่ว่า...

ในเมื่อวันนั้นยังมาไม่ถึง ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปนึกถึงให้วุ่นวาย

เพียงแค่ในวันนี้ยังมีความสุขที่ได้คุยกันอยู่...เท่านี้ก็พอแล้ว ^^


---


Mr.SIRK: เที่ยงแล้วนะ ไปกินข้าวกันคุณ

LOEY_CY: พูดเหมือนคุณจะพาผมไปกินได้งั้นแหละ

Mr.SIRK: ^_^

อีโมติค่อนหน้ายิ้มที่ได้รับกลับมาทำให้ชานยอลเผลออมยิ้มตามไปด้วย เจ้าตัวขำในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแตะปลายนิ้วลงบนหน้าจอเพื่อพิมพ์ข้อความตอบกลับไป แต่เพิ่งเริ่มพิมพ์ได้ยังไม่ทันจบคำก็ต้องหยุดมือไว้ เมื่อมีข้อความใหม่จากอีกฝ่ายถูกส่งมาให้ซะก่อน

Mr.SIRK: ถึงจะพาไปกินไม่ได้ แต่ผมก็ส่งรูปไปยั่วคุณได้นะ

หลังจบข้อความนั้น ภาพอาหารกลางวันหน้าตาน่ากินก็ถูกส่งมาให้ทันที คนถูกยั่วได้แต่มองภาพนั้นด้วยด้วยตาเป็นประกาย น้ำลายพาลจะไหลเพราะความอยากกินบ้างจนต้องเม้มปากตัวเองไว้ เหลือบมองมื้อกลางวันของตัวเองแล้วก็ได้แต่เบะปาก ส่งเสียงครางออกมาอย่างน่าสงสาร

LOEY_CY: คุณใจร้ายมาก T^T

แล้วพอทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเลยส่งข้อความไปงอแงใส่ซะเลย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ได้ตอบกลับมาก็คือสติ๊กเกอร์หัวเราะจนท้องแข็งที่อีกฝ่ายชอบใช้เป็นประจำ

ชานยอลทำหน้ามุ่ยใส่สติ๊กเกอร์ที่ได้รับ แต่เป็นอย่างนั้นอยู่ได้ยังไม่ทันถึงนาทีก็กลับมาอมยิ้มได้เหมือนเดิม ก็อย่างที่บอกว่าเจ้าตัวจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้คุยกับอีกฝ่าย เพราะฉะนั้นถึงจะทำหน้าบูดหน้างอยังไง สุดท้ายก็ต้องปิดท้ายด้วยหน้ายิ้มเหมือนเดิมอยู่ดี

LOEY_CY: คุณ ๆ

Mr.SIRK: เรียกคุณเดียวผมก็ขานแล้ว

LOEY_CY: ฮ่า ๆ ๆ

Mr.SIRK: ^_^

LOEY_CY: ว่าแต่ที่นั่นเป็นไงบ้างคุณ สวยไหม

ถามไปก็ใจเต้นตึกตักไปด้วย ชานยอลมักจะตื่นเต้นเสมอเวลารอฟังเรื่องเล่าถึงสถานที่เที่ยวต่าง ๆ จากอีกฝ่าย ซึ่งแต่ละครั้ง นอกจากจะเล่ารายละเอียดต่าง ๆ แล้วก็มักจะมีรูปเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่งมาให้ดูด้วยเสมอ แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะส่งเป็นรูปเต็มมาให้ เพราะเจ้าตัวชอบพูดว่าอยากให้เขาไปเห็นด้วยตาตัวเองมากกว่า

เหมือนกับที่ชอบปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า...

Mr.SIRK: ที่นี่สวยมาก...ผมอยากให้คุณได้มาเห็นด้วยกันมาก ๆ เลย

รอยยิ้มหวานถูกวาดขึ้นบนใบหน้าทันทีที่เห็นประโยคนั้น ปลายนิ้วเตรียมแตะหน้าจอเพื่อพิมพ์ตอบกลับไป แต่ยังไม่ทันได้จิ้มสักตัวก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นจากโทรศัพท์

“อะไรล่ะเนี้ย”

ได้แต่บ่นขึ้นเบา ๆ เมื่อโดนขัดจังหวะการคุย แต่ทันทีที่เห็นว่าการแจ้งเตือนนี้มาจาก IG เจ้าตัวก็รีบกดเข้าไปดูในทันที

“ว้าว ได้ไปเที่ยวที่สวย ๆ อีกแล้วแหะ”

ทันทีที่เห็นรูปภาพที่ถูกอัพเดตโดย MR.GALAXY คำชมก็หลุดออกจากปากไปโดยอัตโนมัติ ดวงตากลม ๆ ไล่ดูรูปภาพไปเรื่อย ๆ จนลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้กำลังทำอะไรอยู่ และก็คงจะได้เพลินอยู่แบบนั้นอีกนานถ้าไม่เหลือบไปเห็นว่าชื่อสถานที่นี้ เป็นที่เดียวกับที่ Mr.SIRK กำลังไปเที่ยวอยู่พอดี

“ตอนนี้ที่นี่กำลังดังหรอเนี้ย”

พึมพำไปหัวคิ้วก็ขมวดเข้าอย่างใช้ความคิดไป ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเพราะนึกขึ้นได้ว่ากำลังคุยค้างกับใครบ้างคนอยู่ เจ้าตัวรีบสลับหน้าต่างแอพฯของตัวเองอย่างไว ริมฝีปากเม้มเข้านิด ๆ ตอนเปิดดูว่ามีข้อความอะไรเพิ่มเติมไหม แต่พอเห็นว่าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเริ่มพิมพ์ตอบข้อความล่าสุดที่ได้คุยค้างไว้

LOEY_CY: ผมก็อยากไปที่นั่นเหมือนกัน

เขาอยากไปจริง ๆ นะ อยากไปตั้งแต่ตอนได้คุยกับ Mr.SIRK แล้ว ยิ่งตอนนี้มาเห็น MR.GALAXY ลงรูปอีก ความอยากไปก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะคิดว่ามันจะต้องเป็นที่ที่ดีมากแน่ ๆ เลย

อยากไปจัง...

Mr.SIRK: คุณต้องมาให้ได้นะ ที่นี่สวยมากจริง ๆ

LOEY_CY: อือ ผมจะต้องไปให้ได้เลย

ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้ เป็นการตามรอย MR.GALAXY แถมยังได้ไปที่สวย ๆ ตามที่ Mr.SIRK บอกอีก

Mr.SIRK: อยากให้คุณได้มาเห็นภาพเดียวกับผมเร็ว ๆ จัง


ผมเองก็อยากไปเห็นภาพเดียวกับคุณเร็ว ๆ เหมือนกัน




TBC.

Do you believe in destiny? (1/5)

24 November 2019 - 03:21 PM

 

SF : Do you believe in destiny? 

Author : ALY

 

 

 

 

Chapter : 01

 

 

 

 

 

 

แท็ก #ky_ig

 

 

 

 

 

 

ผมชอบการท่องเที่ยว

 

 

 

ผมชอบสถานที่สวย ๆ

 

 

 

ผมชอบบรรยากาศดี ๆ

 

 

 

ผมชอบ ‘ไลฟ์สไตล์’ ของคน ๆ หนึ่งใน IG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ถึงแล้ว”

 

 

 

ถ้อยคำสั้น ๆ ดังขึ้นในทันทีที่คนพูดลงมาจากรถโดยสายได้เรียบร้อย ดวงตากลมโตมองตรงไปเบื้องหน้าพร้อมกับที่มุมปากทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปหาป้ายขนาดใหญ่ที่มีตัวอักษรสวยงามสลักเป็นชื่อของสถานที่ไว้

 

 

 

ฝ่ามือขาว ๆ ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาถ่ายรูปป้ายชื่อสถานที่ เพื่อเป็นหลักฐานว่าตัวเองได้มาถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

หลังจากถ่ายไปได้ 4-5 รูปจนเป็นที่พอใจก็เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม ดวงตากลม ๆ กวาดมองไปโดยรอบเพื่อหาเป้าหมายต่อไป พอเจอแล้วก็อมยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะรีบเดินไปยังอีกจุดที่อยู่ไม่ไกลกันนักเพื่อดูแผนที่โดยรวมของที่นี่

 

 

 

“โห ต้องไปอีกไกลเหมือนกันแหะ”

 

 

 

ตัวเลขบอกระยะทางกว่าจะไปถึงจุดที่ต้องการในแผนที่ทำเอาเจ้าตัวได้แต่บ่นออกมาเบา ๆ หัวคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกระชับกระเป๋าสะพายด้วยท่าทางเตรียมพร้อมเพื่อเดินไปยังจุดที่ตัวเองต้องการ

 

 

 

ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ ก้าวเดินไปอย่างไม่รีบร้อนเพราะต้องการเก็บเกี่ยวบรรยากาศดี ๆ ระหว่างทางไปด้วย โทรศัพท์มือถือที่เก็บไปแล้วถูกเอาออกมาอีกครั้งเพื่อถ่ายรูปตามจุดต่าง ๆ ที่ถูกใจ อันที่จริงในกระเป๋าสะพายก็มีกล้องถ่ายรูปมาด้วยหนึ่งตัว แต่เพราะนิสัยแปลก ๆ ที่ชอบใช้โทรศัพท์มากกว่า กล้องตัวนั้นจึงกลายเป็นเพียงของประดับกระเป๋าไปโดยปริยาย

 

 

 

“สวยจัง”

 

 

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มพึมพำออกมาเบา ๆ เมื่อบังเอิญหันไปเห็นดอกไม้แสนสวยที่ไม่รู้จัก ดวงตากลมโตมองเจ้าดอกไม้ผ่านหน้าจอโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่งเพื่อหามุมสวย ๆ แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วินาที ภาพ ๆ นั้นก็ถูกบันทึกลงในแกลเลอรี่รูปภาพ ให้ได้เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งได้บังเอิญเจอกับเจ้าดอกอะไรสักอย่างนี่เข้าแล้ว

 

 

 

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงที่เจ้าตัวยังคงเดินชมวิวข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน มีเป็นบางครั้งที่หยุดพักเพื่อถ่ายรูปและพักขาตัวเองบ้าง แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ออกเดินต่อเพราะใจจริงก็อยากไปดูที่จุดชมวิวสุดท้ายอยู่เหมือนกัน

 

 

 

“สู้ ๆ ชานยอล นายทำได้”

 

 

 

เสียงให้กำลังใจตัวเองมีขึ้นมาเป็นบางครั้งคราวที่รู้สึกว่าขามันชักจะล้าจนไม่อยากเดินต่อ แต่ทุกครั้งที่ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูรูป ๆ หนึ่ง ใน IG ของคน ๆ หนึ่ง รอยยิ้มก็มักจะกลับคืนมาสู่ใบหน้าพร้อมกับกำลังใจที่เต็มเปี่ยมขึ้นทันทีโดยไม่มีเหตุผล

 

 

 

ฝ่ามือขาว ๆ กำโทรศัพท์ไว้แน่นขณะเดินขึ้นทางชันที่ผลาญพลังงานในกายไปมากพอดู หยาดเหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผมจนต้องปาดทิ้งไปเสียหลายรอบ เกือบจะได้รู้สึกท้อขึ้นมาอีกแล้ว แต่ทันทีที่นึกถึงภาพในโทรศัพท์ จากที่จะถอนหายใจออกมาเมื่อกี้เลยได้เปลี่ยนเป็นหลุดยิ้มออกมาแทน

 

 

 

ชานยอลไม่รู้สักนิดว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ไม่รู้ว่าทำไมเพียงแค่มองรูปภาพธรรมดา ๆ ในโทรศัพท์แล้วเขาถึงได้กำลังใจเพิ่มขึ้นมามากมายขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังว่าวิวที่ได้เห็นหลังจากเดินขึ้นไปถึงจุดหมายแล้วคงสวยงามเหมือนอย่างในภาพ หรือไม่...

 

 

 

ก็อาจจะเป็นเพราะเจ้าของรูป...มั้ง

 

 

 

ถ้าให้ว่ากันตามจริงชานยอลเองก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าของรูปที่ตัวเองกำลังดูอยู่นี่เป็นใคร เพราะว่าอีกฝ่ายไม่เคยลงรูปของตัวเองเลยสักครั้ง ไม่เคยบอกชื่อ ไม่เคยพูดคุยหรือตอบคำถามใคร ส่วนใหญ่ใน IG จะลงเป็นภาพวิวสวย ๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ จะมีเป็นบางครั้งที่ติดรูปตัวเองมาด้วย แต่ก็เป็นเพียงด้านหลังหรือไม่ก็ด้านข้างที่เป็นมุมไกล ๆ เท่านั้น ก็เลยไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเจ้าของรูปนี้มีหน้าตายังไงหรือว่าเป็นใครกันแน่

 

 

 

แต่...

 

 

 

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเจ้าของรูปเป็นใครหรือหน้าตาเป็นยังไง ท้ายที่สุดแล้วชานยอลก็ยังคงชอบรูปของอีกฝ่ายมากอยู่ดี

 

 

 

ถ้าจะให้เท้าความถึงเรื่องนี้ก็คงต้องย้อนไปสัก 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเขายังไม่รู้จัก IG นี้เลยด้วยซ้ำ ไม่สิ ต้องบอกว่าแทบจะไม่ได้เข้าไปเล่น IG ของตัวเองเลยต่างหาก ก็คือมีแอพพลิเคชั่นนี้อยู่ในโทรศัพท์นะ แต่ไม่เคยคิดจะเข้าไปใช้งานเลยสักครั้ง ได้แต่สมัครแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เปล่าประโยชน์อยู่แบบนั้น

 

 

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง คิมจงอินผู้มีศักดิ์เป็นเพื่อนซี้ที่นาน ๆ จะได้เจอกันทีเกิดมีเวลาว่างก็เลยแวะมาหา ด้วยความที่สนิทกันมากจนสามารถใช้ของร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ระหว่างที่จงอินไปเข้าห้องน้ำ คนเป็นเจ้าบ้านอย่างชานยอลเลยเอาโทรศัพท์ของเจ้าตัวมานั่งเล่นแทนโทรศัพท์ของตัวเองที่กำลังชาร์ตแบตเตอรี่อยู่

 

 

 

หลังจากที่ดูอะไรเพลิน ๆ ไปได้สักพัก ก็มีเสียงแจ้งเตือน IG อัพเดทดังขึ้นจนชานยอลต้องเปิดดูว่ามันคืออะไร

 

 

 

แล้วสิ่งแรกที่เห็นก็คือ...

 

 

 

รูปถ่ายสวย ๆ ของบรรยากาศยามค่ำคืนจากที่ไหนสักที่ ทั้งภาพมีแค่ท้องฟ้ามืด ๆ กับดาวอีก 2-3 ดวง แล้วก็ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นเพียงภาพธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เป็นภาพที่แทบจะไม่มีจุดเด่นอะไร หากแต่องค์ประกอบทุกอย่างในนั้นกลับทำให้รู้สึกตกหลุมรักได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น

 

 

 

ตกหลุมรักรูปท้องฟ้ากลางคืนรูปนั้นเข้าอย่างจังโดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าของรูปคือใคร

 

 

 

หลังจากวันนั้น จากคนที่ไม่เคยสนใจ IG ที่ตัวเองสมัครไว้อย่างส่ง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นคนที่ติดแอพพลิเคชั่นนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น มีเวลาว่างเมื่อไหร่เป็นต้องกดเข้าไปดูตลอดเวลา ทุก ๆ วันได้แต่เฝ้ารอให้มีข้อความแจ้งเตือนว่า IG ที่ตัวเองติดตามมีการอัพเดต โดยที่...

 

 

 

รายชื่อติดตามล่าสุดก็คือเจ้าของ IG ที่ได้มาจากการเล่นโทรศัพท์ของจงอินนั่นแหละ

 

 

 

อันที่จริงก่อนจะได้มาเจอ IG นี้ โดยปกติชานยอลก็เป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว พอได้มาเห็น IG นี้ที่ดูท่าว่าเจ้าของจะเป็นคนชอบเที่ยวเหมือนกันเพราะลงแต่รูปสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ไว้ทั้งนั้น การที่ชานยอลจะรู้สึกปลื้มจนทำตัวเป็นแฟนคลับขนาดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

 

 

เจ้าตัวชอบถึงขั้นตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าจะขอตามรอยไปทุกที่ ไม่ว่าเจ้าของ IG นี้จะลงรูปไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม

 

 

 

“โอ๊ะ ขอโทษค่ะ”

 

 

 

ระหว่างที่กำลังเดินคิดอะไรเพลิน ๆ ก็รู้สึกถึงแรงกระแทกเบา ๆ มาจากทางด้านหลัง พอหันไปมองก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสีหน้าตกใจ เธอรีบก้มหัวปรก ๆ เพื่อขอโทษโดยมีกลุ่มเพื่อนทั้งหญิงและชายยื่นขอโทษอยู่ที่ด้านหลังด้วยอีกประมาณ 5-6 คน

 

 

 

“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ”

 

 

 

เห็นเธอลนลานขอโทษขนาดนั้นชานยอลเลยได้แต่ส่งยิ้มบาง ๆ กลับไปเป็นการปลอบใจ จริง ๆ เมื่อกี้เธอก็ไม่ได้ชนแรงเท่าไหร่ แถมตัวเขาเองก็ไม่ได้เจ็บอะไรด้วย อีกอย่างทั้งเธอและเพื่อนก็พร้อมใจกันขอโทษมาซะขนาดนี้ แล้วเขายังจะไปเอาเรื่องอะไรได้อีกล่ะ

 

 

 

“ขอโทษจริง ๆ นะคะ”

 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ติดใจอะไร”

 

 

 

“ขอบคุณมากค่ะ”

 

 

 

ถ้อยคำขอบคุณที่มาพร้อมรอยยิ้มโล่งใจของเธอทำให้ชานยอลหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะปล่อยให้คนกลุ่มนั้นเดินนำไปก่อนเพราะตัวเองยังต้องการจะถ่ายรูปวิวแถวนี้อีกสักนิด

 

 

 

หน้าจอโทรศัพท์จับภาพก้อนหินรูปทรงแปลก ๆ ไว้เพียงไม่กี่วินาที ในแกลเลอรี่ก็มีจำนวนรูปภาพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรูป ชานยอลอมยิ้มพอใจกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มออกเดินอีกครั้งโดยที่ระหว่างนั้นก็มองหาอะไรสวย ๆ เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย

 

 

 

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงนับจากที่เจ้าตัวเริ่มเดินขึ้นมาจากจุดที่หยุดดูแผนที่ ในที่สุดก็ได้เจอป้ายบอกทางป้ายสุดท้ายที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้สักที อันที่จริงมันควรจะเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะระหว่างนั้นเล่นหยุดแวะถ่ายรูปตามข้างทางแทบจะทุก ๆ สิบนาที แถมแต่ละที่ก็ยังถ่ายไปเป็นสิบรูปเลยด้วย

 

 

 

“อีกนิดเดียวเอง”

 

 

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ยิ่งเห็นว่าใกล้จะถึงแล้วเจ้าตัวก็ยิ่งรู้สึกฮึดมากขึ้นไปอีกเท่าตัว ใบหน้าขาวใสที่ตอนนี้มีสีอมชมพูระเรื่อเพราะความเหนื่อยฉายแววจริงจัง มุ่งมั่น โทรศัพท์มือถือที่พกมาตลอดทางถูกเก็บใส่กระเป๋าเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะเดินลุยรวดเดียวให้จบไปเลย สองขาก้าวฉับ ๆ ตรงไปตามทางที่ป้ายได้บอกเอาไว้

 

 

 

แล้วจากนั้น...

 

 

 

ยังไม่ทันถึงสองนาทีก็ต้องหยุดถ่ายรูปต้นไม้สวย ๆ อีกเหมือนเดิม

 

 

 

สรุปว่า จากที่ตั้งใจจะเดินลุยให้จบรวดเดียว สุดท้ายก็เดินไปหยุดถ่ายรูปไปเหมือนเดิม จากปกติที่ต้องใช้เวลาประมาณห้านาทีจากป้ายมาถึงจุดชมวิวสุดท้าย ก็กลายเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

 

 

 

“มัวแต่ถ่ายรูปเพลินไปหน่อยแหะ”

 

 

 

ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เมื่อมองเห็นทางเชื่อมไปยังจุดชมวิวสุดท้ายอยู่รำไร ความตื่นเต้นที่เริ่มผุดขึ้นมาทำให้เจ้าตัวยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม สองมือกำสายกระเป๋าแน่นขึ้นอย่างลุ้น ๆ ว่าวิวที่ได้เห็นจะเป็นยังไง ทั้งที่ความจริงก็ได้เห็นจากรูปในโทรศัพท์มาก่อนหน้านี้แล้ว

 

 

 

แต่ก็อย่างว่า...

 

 

 

การเห็นในโทรศัพท์กับเห็นด้วยตาตัวเองยังไงความรู้สึกก็ต้องต่างกันอยู่แล้ว ถ้าจะตื่นเต้นขนาดนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

 

 

โค้งสุดท้ายที่ต้องเดินผ่านเพื่อไปยังจุดที่ตัวเองต้องการยิ่งทำให้ชานยอลใจเต้นตุ้บ ๆ ต่อม ๆ ราวกับหนุ่มน้อยที่กำลังจะไปออกเดท เพียงแต่มันต่างกันตรงที่เป้าหมายในการเดทของเขาควรจะเป็นสาวน้อยน่ารัก หรือพี่สาวสุดเซ็กซี่ หากแต่ในความเป็นจริงเป้าหมายของการมาเที่ยวในทุก ๆ ครั้งของเขาก็คือวิวสวย ๆ ที่กำลังจะได้เห็น...

 

 

 

 

 

...วิว...

 

 

 

 

 

...ที่ได้เห็น...

 

 

 

 

 

“ว้าว”

 

 

 

สิ่งที่ได้เห็นทำให้สมองประมวลผลออกมาได้เพียงแค่นั้นจริง ๆ

 

 

 

อยู่ ๆ ก็คิดอะไรไม่ออกจนทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับสมองจะมึนเบลอไปหมดเมื่อได้มาเห็นสถานที่นี้ด้วยตาตัวเอง ต้องใช้เวลาอยู่อีกพักใหญ่กว่าเจ้าตัวจะเรียกสติกลับมาได้ ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงรั้วที่กั้นตัวเองกับบรรยากาศอันสวยงามของธรรมชาติเอาไว้ แม้ว่าใจจริงจะอยากเข้าไปใกล้ให้มากกว่านี้ แต่ก็รู้ดีว่าได้เท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว เพราะถ้าเกิดว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปใกล้มากกว่านั้น สถานที่สวย ๆ แบบนี้คงไม่หลงเหลือให้เขาได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแบบนี้แน่

 

 

 

“สวยจัง”

 

 

 

สวยกว่าที่จินตนาการไว้เยอะเลย

 

 

 

สองมือปล่อยออกจากสายกระเป๋าแล้วเปลี่ยนมาวางลงบนรั้วไม้แทน มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะหลับตาลงแล้วสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าที่นี่ก็ต้องสุดยอดไม่แพ้ที่อื่นที่เขาไปตามรอยเจ้าของ IG มา แต่สิ่งที่ได้เห็นอยู่ตอนนี้มันดีเกินกว่าที่คิดเอาไว้มาก...มาก ๆ เลย

 

 

 

ร่างสูงโปร่งเดินเลาะริมรั้วไปเรื่อย ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศดี ๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ รีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์ออกมา หน้าจอสว่างวาบขึ้นทันทีที่เจ้าตัวปลดล็อคเสร็จ และสิ่งที่ค้างอยู่ในนั้นก็คือรูปสวย ๆ ที่เป็นต้นเหตุให้เขาตามรอยมาจนถึงที่นี่

 

 

 

ดวงตากลม ๆ กวาดมองไปโดยรอบว่าเจ้าภาพสวย ๆ ภาพนี้อยู่ตรงตำแหน่งไหนของจุดชมวิวนี้กันแน่ สองขาพาเจ้าตัวเดินวนไปเรื่อย ๆ เพื่อหามุมเดียวกันกับในภาพ โดยที่ระหว่างนั้นก็ซึมซับเอาบรรยากาศดี ๆ เข้าไปทดแทนความเหนื่อยล้าและหยาดเหงื่อที่สูญเสียไปตลอดการเดินทางขึ้นมาถึงที่นี่

 

 

 

ชานยอลเดินมองรูปในโทรศัพท์สลับกับสถานที่จริงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ทางด้านซ้าย ที่สุดขอบรั้วไม้พอดี

 

 

 

“ตรงนี้นี่เอง”

 

 

 

รอยยิ้มหวาน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันทีเมื่อเจ้าตัวหาตำแหน่งในภาพพบ ดวงตากลมโตมองสลับระหว่างสถานที่จริงตรงหน้ากับภาพในโทรศัพท์ไปมา ก่อนจะเปลี่ยนหน้าจอไปที่กล้องถ่ายรูปแล้วจัดการบันทึกภาพเข้าในแกลเลอรี่ของตัวเองทันที

 

 

 

เวลาผ่านไปสักพักที่เจ้าตัวได้ถ่ายรูปมากจนพอใจ สุดท้ายชานยอลก็โน้มตัวลงเท้าแขนไว้บนรั้วไม้เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ได้รับ บนใบหน้าขาว ๆ ยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา ก่อนเจ้าตัวจะยกมือข้างที่ถือโทรศัพท์ขึ้นมาเท้าคางพลางนึกไปถึงเจ้าของ IG ที่ทำให้ตัวเองต้องดั้นด้นมาจนถึงที่นี่

 

 

 

ฝ่ามืออีกข้างลูบไปตามรั้วไม้เบา ๆ ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าที่มีอยู่แล้วจะยิ่งกว้างขึ้นจนเห็นลักยิ้มบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยเพื่อพึมพำถึงคน ๆ นั้น

 

 

 

คน ๆ นั้นที่ทำให้เขาได้มาเห็นภาพสวย ๆ ภาพนี้

 

 

 

“ตอนที่ถ่ายรูปนี้ คุณก็คงยืนอยู่ตรงนี้สินะ”

 

 

 

ระหว่างที่พูดไปเจ้าตัวก็นึกภาพคน ๆ หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปอยู่ตรงนี้ไป เปลือกตาทั้งสองข้างค่อย ๆ ปิดลงขณะที่ในหัวก็วาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้คร่าว ๆ

 

 

 

นี่เป็นเรื่องที่ชานยอลชอบทำในทุกครั้งที่ได้เที่ยวตามรอยเจ้าของ IG คนนั้น เจ้าตัวมักจะชอบนึกภาพว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร จะถ่ายรูปด้วยท่าทางแบบไหน ทั้งที่ความจริงก็ยังไม่รู้เลยสักนิดว่าเงาที่วาดภาพขึ้นมาในหัวจะเหมือนกับเจ้าของ IG ตัวจริงหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอกว่าอีกฝ่ายไม่เคยลงรูปหน้าตาของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ชานยอลเอาแต่ยืนหลับตานึกภาพเล่นอยู่ตรงนั้น จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง...

 

 

 

อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาต้องรีบลืมตาขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

 

 

 

“.....”

 

 

 

ไม่มีประโยคใดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มเม้มเข้านิด ๆ ชานยอลทำเพียงก้มลงมองฝ่ามือข้างที่ลูบไปตามรั้วไม้เล่นเมื่อครู่นี้ มองดูว่ามันยังคงปกติดีหรือเปล่า ในเมื่อ...

 

 

 

ชานยอลรู้ว่าเขาอาจจะคิดไปเอง

 

 

 

แต่ว่า...

 

 

 

ในชั่วขณะนั้น เป็นเพียงวูบเดียวสั้น ๆ ที่เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจาง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่

 

 

 

จะเป็นของคุณหรือเปล่านะ?

 

 

 

คำถามที่เกิดขึ้นมาในใจทำให้เจ้าตัวหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะรู้ดีว่ายังไงมันก็คงเป็นไปไม่ได้ เมื่อกี้เขาอาจจะเพ้อมากเกินไปหน่อยก็เลยรู้สึกแบบนั้น สงสัยพักนี้เขาคงจะอ่านนิยายมากเกินไป แบบนี้คงต้องลด ๆ ลงบ้างแล้วล่ะ

 

 

 

หลังจากที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ชานยอลก็กลับมามองดูความสวยงามตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตากลมโตไม่ได้โฟกัสไปที่ตรงไหนเป็นพิเศษ แต่กลับเก็บเป็นภาพมุมกว้างเข้าสู่ความทรงจำของตัวเองแทน มุมปากทั้งสองข้างยังคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหมือนเดิมแม้จะเปลี่ยนจากการเท้าคางมาเป็นการเท้าแขนไว้กับรั้วไม้เฉย ๆ ก็ตาม

 

 

 

“ที่นี่สวยจัง”

 

 

 

ประโยคที่ออกมาแม้แต่ชานยอลเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาพูดอยู่กับตัวเองหรือกำลังพูดกับใครกันแน่ สุดท้ายเลยได้แต่หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู

 

 

 

ดวงตากลมโตมองรูปในโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองบรรยากาศจริง ๆ ตรงหน้าแล้วเอียงคอลงเล็กน้อย รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าค่อย ๆ เลื่อนหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มหวาน ๆ แทน เมื่อคราวนี้เจ้าตัวมั่นใจแล้วว่าประโยคที่กำลังจะพูดต่อไปนี้...ต้องการจะพูดกับใคร

 

 

 

“สวยเหมือนในรูปของคุณเลยล่ะ”

 

 

 

สวยมากจริง ๆ นะ

 

 

 

 

 

‘Mr.GALAXY’

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#ky_ig

 

 

 

 


Born to be rival (4/4)

10 November 2019 - 02:53 PM

 

SF : Born to be rival

Author : The Random

Chapter : 04

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

 

 

                จากที่โอเซฮุนตั้งใจว่าจะระงับความเป็นเพื่อนกับปาร์คชานยอลชั่วคราวเพื่อสั่งสอนเพียงเล็กน้อย แต่เหมือนปาร์คชานยอลจะสมนาคุณให้มากกว่านั้น ร่างโปร่งลั่นว่าจาตัดความสัมพันธ์กับโอเซฮุนมาได้ 72 ชั่วโมงแล้ว และกำลังจะเข้าชั่วโมงที่  73 ในไม่ช้า เซฮุนเลยต้องบากหน้าง้อเพื่อนอยู่สามวันเต็ม ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ

                ชานยอลกำลังคุยงานกลุ่มกับเพื่อน เขาแสร้งทำหูทวนลมกับทุกประโยคที่เซฮุนพูดมา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเอาน้ำเอาขนมมาให้ เดินไปเดินมาเรียกร้องความสนใจเพียงใด ชานยอลก็นั่งหลังตรง หน้าเชิด ไม่แม้แต่จะปรายตามองรอบตัว ราวกับเซฮุนเป็นธาตุอากาศ ถ้าเป็นเวลาอื่น เซฮุนคงตบกะโหลกเพื่อนสนิทสักป้าบข้อหาเล่นตัวเกินงาม แต่หนนี้เขาผิดจริงเลยต้องมาคอยง้อมันอยู่อย่างนี้ เซฮุนทรุดลงนั่งข้างชานยอล เอานิ้วจิ้มแขนอีกฝ่ายเบา ๆ

                “มึง หายงอนกูเถอะ”

                “เสียงแมลงหวี่แมลงวันที่ไหนวะ หนวกหูจัง” ชานยอลพูดกับเพื่อนที่นั่งฝั่งตรงข้ามพลางเบ้ปาก โบกมือปัดสิ่งชวนรำคาญใจ ซึ่งสิ่งน่ารำคาญนั่นก็ไม่ได้ย่อท้อ เซฮุนยังคงนัวเนียร้องของความสนใจจากชานยอลไม่หยุดหย่อน

                “มึงงง ดีกันเถอะ กูขอโทษ กูผิดไปแล้ว”

                “บรรยากาศไม่ดีเลยเนาะ พวกมึงว่าปะ ..กูหายใจไม่ค่อยออกเลย มลพิษแน่ ๆ” พูดจบชานยอลก็หันกลับไปเขียนหนังสือต่อ  เซฮุนเลยดึงปากกาออกจากมือเพื่อน

                “โห่ มึง หายโกรธกูเถอะ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วนะเว้ย ปากมึงก็หายเจ่อละ.. โอ๊ย!  และแล้วก็สำเร็จ ชานยอลหันมาตบเซฮุนจนหัวทิ่ม

                “ดูปากมึง สมควรให้กูหายไหม ไสหัวไปเลย!!!” พวงแก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะทั้งโกรธ ทั้งอาย เขาอุตส่าห์ไม่พูดถึงเรื่องนี้มาได้ตั้ง 73 ชั่วโมง! โอเซฮุนจะพูดขึ้นมาทำไมอีก! ริมฝีปากอิ่มเม้นแน่น คิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนแล้วก็อยากชกหน้าใครสักคนระบายความคับแค้น และถ้าถามว่าใครสมควรโดนต่อยรองจากอู๋อี้ฟาน ก็โอเซฮุนนี่แหละ!

                “ชานยอลลลลลจ๋า”

                “ไม่ต้องมาจ๋า!

                ชานยอลสะบัดหน้าหนี งานนี้เขาไม่ให้อภัยอีกฝ่ายง่าย ๆ แน่ หลังจากที่เมาหัวทิ่มจำอะไรไม่ได้ เขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บระบบที่ริมฝีปาก บนเตียงนอนของตัวเอง เขาคิดว่าเซฮุนเป็นคนพาเขามาส่งที่บ้าน ทว่ากลับไม่มีวี่แววของเพื่อนสนิทในห้องของเขาเลย ด้วยอาการมึนตึ้บและพะอืดพะอมสุด ๆ เขาคิดว่าเขาน่าจะสภาพย่ำแย่จนไม่อาจตะเกียกตะกายกลับมาเองได้ ชานยอลพยายามเรียกสติ คิดย้อนไปถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

                ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะเรียกความทรงจำกลับมาได้ทั้งหมด ซึ่งภายหลังชานยอลคิดว่าเขาไม่น่าทำเช่นนั้นเลย ทุกสัมผัส คำพูด และลมหายใจร้อนผ่าว ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียจนเขาเผลอจับริมฝีปากของตัวเอง อยากจะแทรกแผ่นดินหนีมันเดี๋ยวนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ เขาทำได้เพียงยอมรับความอับอายขายขี้หน้า และกลิ่นอายอดีตที่เขารื้อฟื้นขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง

                เกิดเป็นความหนักอึ้งและโหยหาอยู่ในใจลึก  ๆ เมื่อตระหนักได้ว่าสายสัมพันธ์ที่เกินกว่าพี่น้องข้างบ้านของเขากับอู๋อี้ฟานมันหยั่งรากลึกและแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทุกช่วงจังหวะชีวิตมานับสิบปี อู๋อี้ฟานเป็นรักครั้งแรกตั้งแต่วัยเยาว์ หลักฐานความแก่แดดก็คือสมุดสติ๊กเกอร์รูปพวกเขาสองคน ทว่ามันเนิ่นนานเสียจนเขาหลงลืมความรู้สึกหวานหอมนั้นไปหมดแล้ว และคิดว่ามันคงเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ไม่เป็นเช่นนั้น มันแตกหน่อออกผลเล็ก ๆ ทุกครั้งที่พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของกันและกัน การริลองดื่มเหล้าครั้งแรก สอบตกครั้งแรก  โดดเรียนครั้งแรก และอีกสารพัดวีรกรรม เขาจะมีอู๋อี้ฟานอยู่ตรงนั้นเสมอ จนวันหนึ่งชานยอลก็ไม่รู้ว่าจะบังคับหัวใจไม่ให้สั่นเวลาสบตาอีกฝ่ายได้อย่างไร

                พอเห็นชานยอลตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง เซฮุนก็ถอนหายใจหนัก ๆ เขาไม่ได้อยากจะเร้าหรือ แต่เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกจริง ๆ “มึง ยังไม่ต้องหายโกรธกูก็ได้ แต่สนใจกูหน่อย”

                “อะไรของมึง เห็นไหมเนี่ยว่ากูทำงานอยู่”

                “กูขอเวลาแป๊บเดียว”

                “อะไร ว่ามา”

                “ก่อนกูจะบอก มึงหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนนะ” ถึงจะเป็นคนบอกให้ชานยอลหายใจลึก ๆ แต่เซฮุนเองก็เผลอทำเช่นเดียวกัน เขารู้ว่าถ้าพูดออกไป ต้องโดนโกรธมากกว่าเดิม

                “อะไรของมึง”

                “เอาเหอะน่า เชื่อกู หายใจเข้าเร็ว ฮึบบ ..หายใจออก โอเคนะ” ชานยอลทำตามที่เซฮุนบอกแล้วพยักหน้า “คือว่า  งานทัศนศึกษาของวิชาสัมมนาอะ มันเปิดให้เด็กเอกอื่นสมัครได้ใช่เปล่า ..ทีนี้ กูเลยชวนจงอินไปด้วย แล้วจงอินก็ชวนอี้ฟานต่ออีกที ...แหะ”

                “ไอ้ ..!

                “หยุด ใจเย็น  ๆ หายใจเข้า ..เร็วสิวะ เออ อย่าเพิ่งด่า นี่กูคิดมาดีแล้วนะเว้ย อาทิตย์หน้าที่เราไปกันอะ ก็อาทิตย์สุดท้ายแล้วนะ ที่พวกมึงเล่นเกมกัน มึงต้องปิดเกมได้แล้วนะเว้ย ถ้ามึงจะทำอะไร ก็ทำให้จบที่นั่นไปเลย หรือมึงยอมแพ้แล้ว?”

                “ไม่มีทาง เรื่องอะไรกูจะยอม  กูใกล้จะชนะอยู่แล้วเหอะ”

                “ใกล้มากเลยดิ ล่อซะปากแตกเลย”

                “เดี๋ยวมึงจะได้ปากแตกเพราะตีนกูเนี่ย”

                “แหม ก็แหย่เล่น”

                “สรุปหายงอนกูยัง”

                “ไม่รู้ คิดดูก่อน”

                “ชานยอลอ่า ..”

                เสียงคร่ำครวญของเซฮุนไม่เข้าหูชานยอลอีกต่อไป เขามัวแต่ขบคิดว่าเขาจะสามารถคว้าชัยชนะในห้วงเวลาแห่งการตัดสินที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างไร เมื่อหัวใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด

                .

                .

                โคตรเลวร้าย ปาร์คชานยอลจินตนาการภาพวันไปทัศนศึกษาไว้ค่อนข้างแย่พอสมควร แต่ไม่ได้คิดไว้ว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ มันเริ่มตั้งแต่การที่เขาต้องปะทะฝีปากกับอี้ฟานตั้งแต่บ้านจนถึงมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาต้องฟาดฟันกันด้วยคำพูดเสมอ ทว่ามันไม่เคยยากขนาดนี้มาก่อน อาจจะเป็นครั้งแรกที่ชานยอลคิดคำด่าไม่ออก และไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอีกฝ่ายอย่างไร ขณะที่อี้ฟานยังปากปีจอ หาเรื่องกวนประสาทเขาได้ราวกับว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนพวกเขาไม่ได้จูบกัน ไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าจูบนั้นมันลึกซึ้งจนทำให้เขาปากระบม มันน่าเจ็บใจถ้าเกิดว่าความจริงแล้วมีเพียงเขาที่รู้สึกมากกว่า นั่นหมายถึงว่าเขาจะแพ้

                ซึ่งเขาไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นแน่!

                ชานยอลตั้งใจว่าเขาจะนั่งกับเซฮุนบนรถบัส มันควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? แต่กลายเป็นว่าเซฮุนหนีไปกับจงอินแล้วปล่อยเขาไว้กับอู๋อี้ฟาน แถมยังหาข้อแก้ตัวสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่าเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการกับคู่กรณี เพื่อปิดฉากเกมนี้อย่างสวยงาม ถามหน่อยว่าจะเอาอะไรมาสวย ถึงจะปากดีกับตัวเองในใจว่าไม่มีทางยอมแพ้ แต่ชายอลยังคิดหาหนทางเผด็จศึกไม่ออก ซ้ำร้ายเขายังพบกับมารผจญที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นอีกต่างหาก ..องซองอู

                ยอมโดนด่าว่าใจหมาที่สถาปนาน้องเทคให้เป็นมารชีวิต แต่ชานยอลรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ตอนที่รุ่นพี่ประกาศว่าที่นั่งไม่พอ ต้องมีคนนั่งเก้าอี้เสริมตรงกลางทางเดิน องซองอูยกมือแล้วมากางเก้าอี้เสริมนั่งทางด้านซ้ายมือของเขา เลยกลายเป็นว่าเขานั่งตรงกลาง ขนาบข้างด้วยองซองอูและอู๋อี้ฟาน

                ถ้าเป็นคนฉลาดหัวใสก็คงหาเรื่องยั่วอารมณ์โมโหอี้ฟานด้วยการจี๋จ๋ากับซองอูเสีย แต่ชานยอลไม่อยากจะเสี่ยง มันไม่ต่างอะไรกับหนีเสือปะจระเข้ ชานยอลรู้เต็มอกว่ารุ่นน้องคนนี้คิดกับเขาอย่างไร ลำพังแค่เรื่องของอี้ฟานเขายังจัดการไม่ได้ ก็อย่าเพิ่มตัวแปรให้มันมากไปกว่านี้ อาจจะเป็นการกระทำที่ฉลาดที่สุดเท่าที่คนมุทะลุอย่างชานยอลจะทำได้แล้ว เขาพยายามปกป้องตัวเองแล้วจริง ๆ บรรยากาศมันควรจะเงียบสงบไปจนถึงที่หมาย ถ้าผู้ชายสองคนข้าง  ๆ เขา ไม่ประกาศสงครามกันเสียเอง

                ให้ตาย เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนางเอกละคร

                “ลูกอมไหมครับพี่? หน้าพี่ซีด ๆ นะ เผื่อเมารถ” ชานยอลไม่ได้เมารถ แต่เขาเป็นกังวลกับทริปนี้จนนอนไม่หลับ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการลูกอมหรือเปล่า แต่ก็รับมาด้วยหวังว่าความหวานจากน้ำตาลจะช่วยได้ การกระทำนั้นทำให้อี้ฟานเปิดศึกกับซองอูทันที

                “เสนอหน้า”

                ชานยอลหันขวับไปทางอี้ฟานอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าสำนึกผิดอะไร กลับมองข้ามไหล่ชานยอลไปยิ้มท้าทายให้กับซองอูอีกต่างหาก  มันจะจบลงตรงนี้ถ้าเกิดว่าซองอูไม่ได้เป็นคนที่ใจกล้าเอาเรื่องเหมือนกัน

                “หวงก้าง”

                สวนกลับนิ่ม ๆ แต่อี้ฟานคิ้วกระตุก

                “ปีนเกลียว”

                “กร่าง”

                นั่นแค่ตัวอย่าง เพราะทั้งสองคนยังพ่นคำร้าย ๆ งัดกันไม่หยุด จนชานยอลรำคาญ อยากจะโขกหัวทั้งสองคนจูบปากกันเสียให้เข็ด อยากย้ายที่แทบแย่ เขาพยายามหาทางรอดด้วยการชะโงกหน้าว่าพอจะมีใครใจบุญแลกที่กับเขาไหม ก็เห็นแต่โอเซฮุนเพื่อนรักที่ส่งยิ้มตอแหลมาให้ ก่อนจะรู้สึกถึงแรงสั่นของมือถือ

                ข้อความจากเซฮุน

            “เข้าใจความรู้สึกของกูหรือยัง”

                ความรู้สึกของคนที่ต้องยืนตรงกลางเวลาชานยอลกับอี้ฟานปะทะฝีปากกันทุกวันน่ะ เซฮุนตั้งใจจะบอกแบบนั้น ซึ่งบอกเลยว่าชานยอลค่อนข้างจะซาบซึ้งพอสมควรเลยทีเดียว ที่เพื่อนรักสอนให้รู้จักชีวิต ก่อนจะวางแผนฆาตกรรมไอ้พวกน่ารำคาญสองตัวนี้ ชานยอลคิดว่าเขาควรจัดการเซฮุนก่อนใครเพื่อน

                “ถ้ากูหลุดออกไปได้ มึงตายแน่”

ชานยอลส่งข้อความตอบกลับไป แต่ตอนนี้ชานยอลก็ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากใส่หูฟังแล้วสงบจิตสงบใจอยู่ในโลกของตัวเอง โดยที่มีเสียงสองคนนั้นเถียงกันดังลอดเข้ามาเป็นระยะ

ชานยอลคิดว่าถ้าอี้ฟานจะหึงหวงเขาขนาดทำตัวงี่เง่าแบบนี้ก็ช่วยบอกรักเขาสักที เกมบ้า ๆ นี่จะได้จบ พลันเกิดคำถามวาบขึ้นมาในสมอง มันจะจบหรอ? จบยังไงล่ะ? ..ชานยอลไม่เคยคิดต่อจากนั้นเลยว่าถ้าเขาชนะ หรืออี้ฟานชนะ มันจะเป็นอย่างไรต่อ พวกเขาจะคบกันหรอ? ครองรักกันอย่างมีความสุขจนโลกล่มสลายหรือไง? ..อยู่ดี ๆ ชานยอลก็รู้สึกวูบโหวงในอก เขาคิดเกมนี้ขึ้นมาเพียงแค่อยากชนะ ..อยากสะใจ

                เขาคิดว่ามันคงสนุกดีที่เอาชนะศัตรูตลอดชีวิตอย่างอี้ฟานได้ แต่ดูเหมือนว่าความสนุกของมันจะลดลงเรื่อย ๆ จนจืดเจื่อนไปหมด ..

                .

                .

                ชานยอลอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อได้เยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทัศนศึกษาครั้งนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้เพื่อนของซองอูมาชวนอีกฝ่ายให้ไปเดินด้วยกัน ไม่อย่างนั้นมันต้องอิหลักอะเหลื่อกว่าเดิมแน่ ถ้าพวกเขาจะเดินกันไปสามคนอีก การมีเซฮุนกับจงอินมาเดินด้วยช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย  ถึงทั้งสองคนจะเดินนำอยู่ข้างหน้า แล้วเขากับอี้ฟานรั้งท้ายก็ตาม

                การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งและสมองโลดแล่น เขาโยนเรื่องที่ว่าหลังจากเกมจบลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับอี้ฟานทิ้งไปก่อน ผลที่ตามมายังไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ที่ได้ คว้าชัยชนะได้แล้วค่อยมาคิดยังไม่สาย ชานยอลกำลังคิดหาทางเผด็จศึก ช่วงบ่ายเขาจะมีกิจกรรมทำร่วมกันอีกที่รีสอร์ต ส่วนตอนเย็นจะมีงานเลี้ยงอาหารติดชายทะเล ทำเลเหมาะเจาะ บรรยากาศเป็นใจ เขาต้องหลอกล่อให้อี้ฟานหลุดปากได้สักทางสิน่า

                ทว่า อารมณ์ดี ๆ ของชานยอลตรงสะดุดลงเมื่อพวกเขาเดินทางถึงที่พัก

                “เดี๋ยว หมายความว่าไง ทำไมกูไม่ได้นอนกับมึง แต่ได้นอนกับมันวะ!” ชานยอลโวยวายอยู่หน้าห้องพัก เมื่อเขาพบว่า เซฮุนลงชื่อให้เขานอนกับอี้ฟาน ส่วนตัวเองนอนกับจงอิน เรื่องที่นั่งบนรถบัสยังพอจะมองข้ามไปได้ แต่เรื่องห้องนอนนี่มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า

                “ก็กูจะนอนกับจงอิน”

                “มึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ”

                “ทำไมจะไม่ได้ พวกมึงนอนด้วยกันออกจะบ่อย”

                “ถ้าใช้คำว่านอนห้องเดียวกัน กูจะขอบคุณมาก” อี้ฟานแก้คำพูดของเซฮุนให้ก่อนที่ชานยอลจะปรี๊ดแตกอีกรอบ แต่ก็ทำให้ชานยอลหงุดหงิดใจอยู่ดี อี้ฟานแสดงออกราวกับว่าการนอนห้องเดียวกันกับเขามันไม่น่าพิสมัย แล้วหมาตัวไหนมันเสนอหน้ามานอนเตียงเดียวกันกับเขาเองละวะ

                เลี้ยงไม่เชื่องเลยให้ตาย

                “พวกมึงจะสะดีดสะดิ้งกันทำไม ทำอย่างกับว่าพวกมึงไม่เคยอะไร ๆ กันอย่างนั้นแหละ” ชานยอลอ้าปากพะงาบ ๆ อยากจะแก้คำว่า “อะไร ๆ” ที่เซฮุนพูด แต่กลัวจะเข้าตัว เพราะไม่ว่าคำตอบจะออกมาเป็นอะไร ก็คงจะไม่ดีกับเขาอยู่ดี

                “กูไม่ให้มึงนอนกับเพื่อนกู” อี้ฟานแย้งบ้าง

                “กูจะนอนกับแฟนกู ผิดตรงไหน?” จงอินพูด

                “ฮะ..?” ไม่ใช่แค่อี้ฟานที่ตกใจ ชานยอลก็เช่นเดียวกัน

                “พวกกูเป็นแฟนกันแล้วครับ กูจะสวีตกับแฟนกู ส่วนพวกมึงก็ไสหัวเข้าห้องนอนไปได้แล้ว ตอนสี่โมงเย็นเจอที่ทะเล เราต้องทำกิจกรรมกันอีก โอเคนะ ตามนี้”

                เซฮุนตัดบท ชายหนุ่มลากตัวจงอินเข้าห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าเพื่อนทั้งสองคน อี้ฟานกับชานยอลหันมองหน้ากัน ก่อนจะลากสัมภาระของตัวเองเข้าห้องอย่างจำยอม

                ภายในห้องได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายตามมาตรฐานรีสอร์ตทั่วไป มีอากาศถ่ายเทและกลิ่นสะอาด ไม่เหม็นอับ เท่านี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของผู้เข้าพักอย่างชานยอลแล้ว แต่ที่ชานยอลสะดุดตาคือเตียงใหญ่หลังเดียวที่วางเด่นอยู่ทางด้านซ้ายมือ

                “มีเตียงเดียว?”

                “ก็เห็นอยู่แล้วจะถามเพื่อ?”

                ชานยอลตอบเสียงสะบัด ก่อนจะกองสัมภาระไว้ที่มุมหนึ่งของห้องแล้วกระโดดขึ้นนอนทางด้านซ้ายของเตียง

                “เท้าก็ไม่ล้าง สกปรก”

                “ยุ่ง” ชานยอลนอนตะแคงหันไปอีกทาง หยิบหมอนอีกใบมาปิดหน้า เขาขยับตัวให้ได้ท่าที่สบาย นั่งรถมาตั้งหลายชั่วโมง ทำเอาปวดหลังไปหมด ด้วยความอ่อนเพลีย ชานยอลแทบจะสามารถเข้าสู่ห้วงนิทราได้ทันที

                “มึงจะนอนหรอ? อีกเดี๋ยวก็ต้องลงไปแล้ว”

                “อีกเดี๋ยวทีไหน ตั้งชั่วโมงครึ่ง ง่วงจะตายอยู่แล้ว ขอนอนก่อน เลิกจุ้นจ้านสักที”

                “เออดี”

                แต่ก่อนที่จะหลับ ไม่วายทิ้งทายสะกิดต่อมเพื่อนร่วมห้องอีกคน “ห้ามทำอะไรกูตอนหลับแล้วกัน ถึงมึงจะรู้สึกชอบกูมาก ๆ ก็เถอะ”

                “พูดมาได้หน้าไม่อาย” อี้ฟานสั่นหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างสูงนั่งลงกับเตียงอีกฝั่ง โน้มตัวกระซิบข้างหูคนหลับ “หรือความจริงมึงอ่อยกูอยู่?”

                ลมหายใจร้อน ๆ ทำเอาขนอ่อนลุกซู่ ชานยอลเด้งตัวขึ้นมาชูนิ้วกลางใส่คนที่ยืนยิ้มเผล่

                “ไอ้ควาย ไปตายเลยไป ห้ามข้ามเขตมาฝั่งนี้ด้วย!!

                ชานยอลหยิบหมอนข้างมาวางกั้นแบ่งอาณาเขต ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วซุกตัวอยู่ในนั้น ราวกับว่ามันจะปกป้องตัวเองได้

                “หึ แล้วทำมาปากดี”

                ..

                ชานยอลตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงปลุกของอี้ฟาน อีกฝ่ายไล่เขาไปล้างหน้าล้างตา กิจกรรมสันทนาการจะเริ่มในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า ชานยอลย้ายร่างตัวเองไปที่ห้องน้ำอย่างขี้เกียจ พอออกมาก็เห็นว่าอี้ฟานกำลังยืนทาครีมกันแดดอยู่ สัมภาระของอี้ฟานถูกจัดเรียบร้อย มีฝั่งของเขาที่ยังเป็นกองรก ๆ เหมือนตอนเข้ามา

                “ทากันแดดด้วย เดี๋ยวตัวก็ไหม้หมด”

                “ไม่มี”

                “สมกับเป็นมึงดี”

                “อะไร?”

                “โง่ มาทะเลแล้วไม่มีครีมกันแดด”

                “กูหล่อธรรมชาติ ใครจะเจ้าสำอางแบบมึง”

                “มะเร็งแดกสิไม่ว่า”

                พูดจบอี้ฟานก็โยนครีมกันแดดมาให้ ถ้าชานยอลไม่ใช่พวกรับของแม่น คงฟาดเข้าดั้งเขาไปแล้ว ที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือไอ้เวรนี่มันดันทำหน้าตาเสียดายที่เขาดันรับได้นี่แหละ หน็อยแน่!

                กิจกรรมสันทนาการจัดริมชายหาด เป็นการเล่นสนุก ๆ เพื่อละลายพฤติกรรมและทำความรู้จักกันนิดหน่อย ชานยอลคึกคักกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากเมื่อได้งีบมาตื่นหนึ่ง  ถึงจะบอกว่าเล่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่คนชอบเอาชนะอย่างชานยอล ก็จริงจังกับเกมจนคว้าชัยชนะมาได้เกือบหมด ที่มีความสุขที่สุด ก็เห็นจะเป็นการเอาชนะอู๋อี้ฟานได้

                หลังจากเสร็จกิจกรรมกลางทะเล ทุกคนก็ทยอยขึ้นจากน้ำ มีเสียงตะโกนเตือนจากรุ่นพี่ว่าระวังเปลือกหอยที่อยู่บนหาดทรายบาด ชานยอลเลยตะโกนต่ออีกทอดหนึ่ง

                “ระวังโง่โดนหอยบาดละ”

                ฉีกยิ้มกว้างให้กับคนที่ยังเดินอยู่ในทะเล อี้ฟานแยกเขี้ยวอย่างหงุดหงิด เขาโดนชานยอลแกล้งจนหัวจุ่มน้ำอยู่หลายรอบ ตอนนี้ร่างสูงเลยเปียกโชกไปทั้งตัว ทว่าไม่ทันที่จะพ้นจากผืนน้ำ เขาก็ได้ยินเสียงร้องของชานยอล

                “เป็นอะไรมึง” เซฮุนที่เดินนำชานยอลไปหลายก้าวหันมาถามเพื่อน

                ชานยอลหน้าเผือดสี ค่อย ๆ ยกเท้าตัวเองขึ้นมาก่อนจะตอบ “เปลือกหอยบาดว่ะ”

                พอเห็นเลือดสีแดงสดทะลักจากบาดแผลหยดลงบนหาดทราย อี้ฟานก็พุ่งตัวเข้าไปหาชานยอล ท่ามกลางความตกใจของทุกคน แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังตะลึงกับความแดงฉานของเลือด อี้ฟานตรวจดูแผล พอเห็นว่าลึกพอสมควร ก็บอกให้เซฮุนแจ้งอาจารย์เพื่อพาชานยอลไปคลินิกที่ใกล้ที่สุด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกที ชานยอลก็มานั่งให้คุณหมอทำแผลแล้ว อี้ฟานนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเป็นห่วง มือใหญ่กุมมือเขามาตลอดทางบีบแน่นเป็นระยะ ทุกครั้งที่เขามีสีหน้าเจ็บปวด และส่งเสียงร้องออกมาตอนหมอทำความสะอาดแผล

ชานยอลไม่ใช่คนกลัวเลือด คนนิสัยห่าม บ้าดีเดือดอย่างเขาหาเรื่องเจ็บตัวมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ หวิดจะบาดเจ็บสาหัสหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง กับอีแค่โดนเปลือกหอยบาด มันช่างดูเล็กน้อยเสียเหลือเกิน หากเทียบกับการขับรถฉวัดเฉวียนร่ำ ๆ จะปาดหน้ารถใหญ่ของเขา แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่ชานยอลได้แผลแล้วเลือดท่วมขนาดนี้ จังหวะที่เขากดน้ำหนักเท้าลงกับพื้น มันเข้ามุมหยักแหลมคมของเปลือกหอยจนคว้านเนื้อเข้าไปลึก ตอนเห็นเลือดไหลเป็นน้ำประปาแตก เขาก็สติหลุดไปเหมือนกัน ครู่หนึ่งที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก กลับเป็นอี้ฟานที่มีสติกว่าใคร ..

                ตากลมเหลือบมองคนข้างตัว ก่อนจะหน้าเบ้เมื่อรู้สึกแสบจี๊ดที่แผล น้ำตาไหลซึมหางตา

                “อดทนอีกนิดหนึ่งนะ เดี๋ยวหมอปิดแผลก็เสร็จแล้ว”

นิ้วโป้งไล้บนหลังมือเขาเบา ๆ ชานยอลรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเด็กน้อยที่เผลอเดินเหยียบเศษแก้ว แล้วมีพี่ชายข้างบ้านที่แสนใจดี คอยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ  ทุกครั้งที่เล่นซนจนได้แผล ไม่ได้ว่าจะหกล้ม ตกต้นไม้ หมาวิ่งไล่ อี้ฟานจะยืนอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ ปลอบจนหยุดร้องไห้บ้าง หัวเราะกับความซุ่มซ่ามของเขาบ้าง แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยไปไหน ทุกครั้งที่หันไป อี้ฟานจะอยู่ตรงนั้น ยิ้มให้เขา พร้อมกับจับมือเขาไว้เสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เสร็จแล้ว เก่งมาก เดี๋ยวไปรับยาแล้วกลับกันนะ เด็กดี”

อี้ฟานพูดน้ำเสียงอ่อนโยน กระชับมือเล็กแน่น ชานยอลกุมมือตอบกลับไป

ความอบอุ่นที่ได้รับ ทำลายภูมิต้านทานหัวใจของชานยอลจนย่อยยับ

..

ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้าเขายังหมายมาดว่าจะต้องเป็นผู้ชนะของเกมนี้ จะต้องจบเกมนี้ได้อย่างสวยงาม ทว่าตะวันยังไม่ทันจะลับขอบฟ้า ความพ่ายแพ้ก็มาจ่อรออยู่ตรงหน้าเสียแล้ว ใจที่หวั่นไหวเป็นทุนเดิมของชานยอล ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จากการกระทำของอี้ฟานเมื่อตอนเย็น อาจเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน สิ่งที่แสดงออกมาล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณ แววตาตื่นตระหนกเป็นกังวลของอี้ฟานยังติดตรึงอยู่ในหัวของชานยอล  

                มีวูบหนึ่งที่ชานยอลคิดว่าถ้าเราสองคนสามารถแสดงออกความรู้สึกที่มีต่อกันได้อย่างตรงไปตรงมา จะเป็นเช่นไร? ชานยอลมีสีหน้าปั้นยาก เมื่อคิดว่าเขากับอี้ฟานจะญาติดีต่อกัน ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเสียจนกลืนน้ำลายลำบาก หากหัวใจกลับประท้วงอย่างไม่ยอมแพ้ ตัวตนของอี้ฟานในหัวใจของเขาทั้งอดีตและปัจจุบัน ชัดเจนจนยากจะฝังกลบลงไปได้

“ไงมึง เจ็บแผลมากหรือเปล่า?”

เซฮุนยืนยิ้มอยู่หน้าประตู งานเลี้ยงกลางคืนกำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า อี้ฟานช่วยเขาจัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ก็ลงไปช่วยงานรุ่นพี่ข้างล่าง เขาเลยต้องนั่งง่อยรอเซฮุนพาลงไปกินข้าว อี้ฟานบอกว่าไม่อยากให้เขาลงไปนั่งตากลมนาน ๆ อาการแผลอักเสบอาจจะทำให้เขาป่วยได้ง่าย

“ปวดตึบ ๆ กับยังรู้สึกตึง ๆ อยู่เลยว่ะ”

เซฮุนยกมือแตะหน้าผากเพื่อน “ตัวมึงรุม ๆ ด้วยนะ จะลงไปข้างล่างหรอ? ให้กูเอาข้าวขึ้นมาให้ข้างบนเปล่า?”

“ไม่เอา อุตส่าห์มาทั้งที จะให้กูอุดอู้อยู่ห้องได้ไง”

“กูว่าแล้วว่ามึงต้องดื้อ ตอนแรกไอ้อี้ฟานมันจะลงไปสั่งข้าวมาให้มึงพิเศษแล้ว แต่กูห้ามมันไว้ เพราะมึงต้องดื้อจะลงไปแน่ ๆ”

ชานยอลเบะปาก “วุ่นวายกับกูจังเลยมันเนี่ย ทำตัวอย่างกับพ่อ” ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกร้อนผ่าวที่สองข้างแก้ม คำพูดและสายตาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยที่อีกฝ่ายพูดย้ำหลายครั้งก่อนจะลงไปข้างล่างฉายซ้ำในหัว

“ถ้ามีลูกอย่างมึงคงปวดหัวตายห่า ..ไงล่ะ ปากดีบอกเขาอย่าโง่โดนหอยบาด แล้วสะเหล่อไปโง่แทนมันทำไม”

“ก็กูไม่เห็นนี่หว่า เจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว หมอก็มือโคตรหนักเลย”

“มีคนจับมือโอ๋ตลอดยังเจ็บอยู่อีกหรอ?” เซฮุนหัวเราะที่เพื่อนตกใจทำตาโตว่าเขารู้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปด้วย “กูมีสายหรอกน่า พี่ที่ขับรถพามึงไปนั่นไง บอกว่าเพิ่งรู้ว่ามึงกับอี้ฟานสนิทกัน กูนี่ยิ้มเจื่อนเลย ด่ากันแต่ก็รักกันแบบงง ๆ”

ชานยอลส่งเสียงเหอะในลำคอ

“แล้วไง ขาเดี้ยงงี้ มึงจะปิดเกมยังไง พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายแล้วนะ หรือจะใช้เรื่องที่ได้นอนเตียงเดียวกันให้เป็นประโยชน์ กูก็ไม่ขัดศรัทธานะ อยากเลี้ยงหลาน”

“พ่อมึงเหอะ เดี๋ยวกูทุบหัวแบะ”

“เดินเองให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยมาขู่กู”

ชานยอลฟึดฟัด ก่อนจะถอนหายใจ เมื่อคิดถึงเกมงี่เง่าที่ตัวเองสร้างขึ้นมา เขาคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาว่าจะเดินหมากตัวสุดท้ายของเกมนี้อย่างไร และเขาคิดว่าเขาได้คำตอบแล้ว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่ามันจะดีหรือเปล่า “มึง ..ถ้าเกิดสมมติว่า กูยอมแพ้เกมนี้ มันจะ ..น่าอายมากไหมวะ?” ชานยอลก้มหน้า พูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

“หือ มึงว่าอะไรนะ? ยอมแพ้?” เซฮุนถามซ้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาเพิ่งจะได้ยินคำว่ายอมแพ้? จากปากของปาร์คชานยอล ผู้ชายที่หลงใหลในการเอาชนะที่สุดเท่าที่เขารู้จักมาเนี่ยนะ?

“อืม กูมาคิดดูแล้ว กูไม่เห็นทางที่จะได้ชนะได้เลย ก็อย่างที่กูเคยบอกมึงนั่นแหละ ต่างคนต่างรู้ว่าตัวเองกำลังเล่นเกม มันจะหลุดบอกความรู้สึกออกมาง่าย ๆ ได้ไงวะ กูจนปัญญาแล้วเนี่ย ..อีกอย่าง กูยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้ามีใครสักคนแพ้ หรือชนะ มันจะเป็นยังไง? ถ้ากูชนะ กูจะสะใจจริง ๆ ไหม? ..ไม่รู้เลยว่ะ”

เซฮุนยิ้มเมื่อได้ฟัง เขาคิดไว้แล้วว่ามันต้องมาอีหรอบนี้  เซฮุนไม่ได้รู้สึกอยากสมน้ำหน้าหรือถ่มถุยให้กับความล้มเหลวของเพื่อนเลยสักนิด กลับภูมิใจด้วยซ้ำ ที่คนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกอย่างอย่างชานยอล โตขึ้นได้ขนาดนี้ ในเวลาเพียงเดือนเดียว

“มึงจำได้หรือเปล่า ที่กูบอกว่าเกมนี้มันน่าสนุก แล้วมึงถามกูว่ามันน่าสนุกตรงไหน? เกมที่เหมือนจะหาทางสิ้นสุดไม่ได้แบบนี้ ถูกไหม?” ชานยอลพยักหน้า ตอนนั้นเขาคิดว่าเล่น ๆ ไป เวลาคงจัดการให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเอง แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น “มันน่าสนุกตรงที่การที่จะมีคนชนะได้ ต้องมีใครสักคนยอมแพ้ ..ต้องมีใครสักคนที่ยอมพูดมันออกมา ใครสักคนที่รักมากกว่าจนเห็นว่าไอ้เกมบ้า ๆ นี่ไม่เห็นจะมีอะไรดี นอกจากฝืนใจตัวเอง”

ชานยอลนิ่งอึ้ง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น มันยากที่จะยอมรับว่าเขารู้สึกมากกว่า เขาไม่รู้ว่ามันดูโง่เง่าหรือเปล่า ที่เริ่มเรื่องทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นคนที่ทนไม่ไหวเสียเอง ชานยอลเริ่มเหนื่อยที่ต้องเสแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกแล้ว เขารำคาญใจกับไอ้ท่าที่ไร้ความรู้สึกของอี้ฟานด้วย

ถ้าเราคิดเหมือนกัน ..แล้วเราทำบ้าอะไรอยู่วะ

หรือมันจะมีแค่เขาที่คิดไปไกลอยู่คนเดียวจริง ๆ

“มึงรู้ไหม ทำไมอยู่ดี ๆ กูถึงปุบปับขอจงอินเป็นแฟน”

“เออ ทำไมวะ”

“กูไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว กูเบื่อ กูเสียดายเวลาที่จะได้เป็นแฟนกัน”

“แล้วมึง ไม่กลัวเสียเพื่อนหรอวะ ..ถ้าระยะเวลาของการเป็นแฟนกัน มันไม่ได้นานอย่างที่มึงคิด”

“กลัว แต่กลัวตัวเองต้องเห็นเขาอยู่กับคนอื่นมากกว่า มึงเองก็ระวังจะติดอยู่กับกับดักความสัมพันธ์ที่พวกมึงสร้างกันขึ้นมาจนออกไปไม่ได้ ..การที่มึงจะยอมแพ้ มันไม่ได้แย่ ไม่ได้เสียศักดิ์ศรีเลย ..มึงแค่เบื่อจะเล่นเกมแล้ว มึงอยากซื่อสัตย์กับหัวใจของมึงเองก็แค่นั้น ..กูแล้วแต่มึงนะ มึงจะปิดเกมนี้ยังไงก็ได้

 

แต่เชื่อกูสิ ไม่ใช่แค่มึงหรอก ที่เบื่อเกมนี้แล้วเหมือนกัน”

.

.

ถ้าไม่ได้ขาเดี้ยง งานเลี้ยงกลางคืนคงสนุกกว่านี้ ชานยอลนั่งแกร่วอยู่ที่โต๊ะ เพราะไม่สามารถเดินไปหยิบจับตักอาหารเองได้ ส่วนอี้ฟานยืนคุมเตาปิ้งย่างคอยย่างอาหารทะเลบริการทุกคน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ชานยอลคงก่นด่าในใจกับการเสนอตัวเอาหน้าของอีกฝ่าย แต่พอเป็นตอนนี้ นั่งดูก็เพลินดีเหมือนกันมั้ง ..

จริง ๆ มันออกจะน่าหงุดหงิดนิดหน่อยที่อี้ฟานเพอร์เฟ็กต์ไปเสียทุกเรื่อง นอกจากเรียนเก่ง จัดการชีวิตได้ดี ยังเป็นผู้ชายที่มีทักษะการทำอาหารอีกต่างหาก สมัยเด็กเวลาคุณนายไปทำงานต่างจังหวัด ก็ข้าวฝีมืออี้ฟานนี่แหละที่ทำให้ชานยอลอิ่มท้อง ในขณะที่ฝีมือการทำอาหารของชานยอลห่วยแตกสิ้นดี เขาแทบไม่เคยเข้าครัว เพราะมีคนทำให้ตลอด เพราะฉะนั้น ถ้าจะโทษใครสักคนที่ทำให้เขาทำนั่นทำนี่ไม่ได้ หรือมีอะไรที่ด้อยกว่าอู๋อี้ฟาน ก็ต้องโทษไอ้หมอนั่นน่ะแหละ เจ๋อไม่เข้าเรื่อง

ทำให้เขาทุกอย่าง จนจะทำอะไรเองไม่เป็นอยู่แล้ว

อา ..นั่นสินะ เพราะมันเป็นแบบนั้นตั้งแต่เด็กเลยนี่นา

“มองไม่วางตาเชียวนะ”

“ก็มึงช้า กูหิวจะตายอยู่แล้ว” ชานยอลบ่นเซฮุนที่เพิ่งมานั่งโต๊ะ เซฮุนกับจงอินอาสาไปช่วยตักอาหารมาให้ แต่เพราะอาหารทะเลย่างเพิ่งจะหมดไปก่อนหน้านี้ ต้องย่างกันใหม่ก็เลยรอนาน ซึ่งคนย่างก็อี้ฟานนั่นแหละ

“ทำมาเป็นพูด ..ไอ้น้องเทคที่รักเพิ่งจะยกทั้งจานให้มึงไม่ใช่หรือไง?”

“นิดเดียวเถอะ”

“เถียงเก่ง ..เอ้า กิน ๆ เข้าไป”

ชานยอลกินจนอิ่มแปล้ โดยมีจงอินช่วยแกะกุ้งให้ บริการอย่างดีเสียจนเซฮุนอยากจะแช่งให้แขนมันเดี้ยงแทนขาจริง ๆ พวกเขานั่งคุยเล่นกันสักพัก ก่อนที่เซฮุนกับจงอินจะไปนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงตามคำชวนของเพื่อน ๆ ปล่อยให้ชานยอลนั่งเหงาอยู่ที่โต๊ะอีกครั้ง ตากลมมองหาร่างสูง พอเห็นว่าเพิ่งจะได้กินข้าวเหมือนกับคนอื่นเขาก็ส่ายหัวระอาใจ ..ชอบบริการคนอื่นจนเกินเรื่องทุกที อี้ฟานไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขา ร่างสูงนั่งโต๊ะเดียวกับรุ่นพี่ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเตา

ชานยอลหยุดความคิดที่จะหาใครสักคนช่วยพยุงไปนั่งที่หาด ทุกคนกำลังสนุกอยู่กับเพลงที่เซฮุนร้อง เขาเลยค่อย ๆ เขย่งขาหอบสังขารตัวเองไปที่ชายทะเล ทว่า ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกได้ถึงแรงพยุงที่แขน เขาหันไปมอง อู๋อี้ฟานนั่นเอง

“อยากขาเดี้ยงอีกข้างหรือไง?”

.

.

ชานยอลไม่เคยคิดว่าเขากับอี้ฟานจะได้มานั่งข้างกันดูทะเลยามค่ำคืนมาก่อน ภาพผืนน้ำสีดำสนิทกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตชวนให้รู้สึกเวิ้งว้าง มันลึกลับน่าค้นหา ทว่าน่ากลัวในคราวเดียวกัน เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับในทะเลผุดขึ้นมาทันควัน ทำเอาชานยอลกลืนน้ำลายฝืดคอ ผิดกับอี้ฟานที่ทอดสายตามองอย่างใจเย็น ราวกับว่ามันช่วยทำให้ใจสงบอย่างไรอย่างนั้น ไม่ก็นิสัยคิดฟุ้งซ่านมันติดตัวชานยอลมาแต่ไหนแต่ไร

อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาคิดว่าบรรยากาศมันเป็นใจดี ที่เขาจะจบเกมนี้อย่างลูกผู้ชาย กล้าเปิดก็ต้องกล้าปิด ปากเก่งแล้วใจก็ต้องเก่งตาม แต่ก่อนที่ชานยอลจะพูด อี้ฟานกลับเอ่ยตัดความเงียบขึ้นมาเสียก่อน

“ยังเจ็บแผลอยู่ไหม?”

“อา ..ยังบวม ๆ ตึง ๆ อยู่”

“แล้วยังไม่เจียมตัว จะเดินมาคนเดียวอีก”

“จุ้นจ้านจริง ๆ”

“ไม่ได้จุ้นจ้าน แต่เป็นห่วง”

“....” คำพูดที่ตรงไปตรงมา ทำให้ชานยอลอึ้งไปชั่วขณะ ชายหนุ่มกระแอมไอ เขาจะไม่ยอมหัวใจวายตายเพราะอี้ฟานเกิดเปลี่ยนโหมดเป็นผู้ชายอบอุ่น ชานยอลพยายามดึงความสุขุมของตัวเองกลับมา “พรุ่งนี้ วันสุดท้ายแล้วนะ”

“อืม”

“ถ้าสมมติว่า ..กูยอมแพ้เกมนี้ล่ะ?”

“แล้วถ้าสมมติกูยอมแพ้เหมือนกันล่ะ?”

ชานยอลรู้สึกว่าเสียงมันใกล้เสียจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง อี้ฟานเขยิบเข้ามานั่งชิดกับเขาตอนไหนก็ไม่ทราบได้ ใบหน้าของอีกคนอยู่ใกล้จนเห็นภาพเงาตัวเองสะท้อนในตาสีเข้ม และอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว

“มึงหมายความว่าไง?”

“หมายความอย่างที่พูด ..ถ้ามึงยอมแพ้ กูก็คงยอมแพ้เหมือนกัน ..”  อี้ฟานไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ชานยอลอยากจะยอมแพ้ แต่สำหรับเขาที่เฝ้ายื้อยุดฉุดกระชากความรู้สึกตัวเองมาตลอด ท่ามกลางเสียงค่อนแคะจากจงอินว่าเขาแพ้ปาร์คชานยอลมาตั้งแต่เกิด เพิ่งจะกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าเขาไม่มีวันชนะ ก็ตอนที่เห็นเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากแผลของอีกฝ่าย ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกห้วงลมหายใจมีแต่ความเป็นห่วง ร้อนรนกระวนกระวายไปหมด สิ่งที่แสดงออกไปยังไม่เท่ากับที่ใจรู้สึกเลยสักนิด เขาไม่สนแล้วว่ากำลังอยู่ในเกม ไม่แคร์ด้วยหากชานยอลจะเอาเรื่องนี้มาต่อรองจนตัวเองชนะ

เพราะเขาแพ้แล้วจริง ๆ..

แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนอย่างชานยอลจะยอมรามือเช่นเดียวกัน  เขาเข้าใจความนัยของการ “ยอมแพ้” ของชานยอลดี มันไม่ได้เกิดจากอยู่ดี ๆ ก็เบื่อ แล้วอยากจะเลิกเล่น แต่อีกฝ่ายเล่นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ปาร์คชานยอลกำลังแพ้หัวใจตัวเอง ..ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าชอบเขาทางอ้อม และการที่เขาจะยอมแพ้เหมือนกัน อีกฝ่ายก็คงเดาได้ ถึงได้ก้มหน้าหลบสายตากันอยู่อย่างนี้

“งี้ถ้าเราต่างคนต่างแพ้ แล้วมันจะยังไงต่อ?” อี้ฟานยิ้มมุมปาก

“เกมก็จบไง แค่นั้น”

                “จบยังไง?”

                “ก็ต่างคนต่างยอมแพ้ ก็จบไง” ชานยอลตอบกำปั้นทุบดิน

อี้ฟานครางในลำคออย่างไม่พอใจในคำตอบ ชานยอลไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างนี้ ไม่คิดว่าพวกเขาทั้งสองคนจะยอมจำนนเหมือนกัน ที่แย่ก็คือ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง โดยมีอี้ฟานพลิกกลับไปคุมเกมทั้ง ๆ ที่เพิ่งบอกว่าจะยอมแพ้ ..ยังไงน่ะหรอ? ก็คงตอนนี้ที่แขนแกร่งโอบรอบเอวเขาไว้ละมั้ง บ้าชะมัด ไอ้เวรนี่เป็นพวกมือไวตั้งแต่เมื่อไหร่

                “ทำไมมึงพูดง่าย?”

                “แล้วทำไมต้องทำให้ยากด้วย”

                “งานถนัดมึงไม่ใช่หรอแบบนั้น”

                “ถึงขากูจะเจ็บ แต่ก็เตะปากมึงได้เหมือนเดิมนะ” ชานยอลขู่ฟ่อ

“จะกลับไปเกลียดกันเหมือนเดิม ว่างั้น?”

“ทำอย่างกับตอนนี้ กูไม่เกลียดมึงอย่างนั้นแหละ”

อี้ฟานยิ้มชอบใจ ที่ชานยอลพูดว่าเกลียดทั้ง ๆ ที่แก้มแดงแจ๋ อันที่จริงเกมบ้า ๆ นี่ก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก อย่างน้อยมันก็ทำให้พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น

 “นั่นสิ ..ยังไงก็ต้องเกลียดกันต่อไปใช่ไหม?”

“ใช่!

“จะไม่มีอะไรเปลี่ยน? เป็นศัตรูกันต่อไป?”

อี้ฟานไล่ต้อนอย่างนึกสนุก ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากอิ่มอยู่ห่างเพียงลมหายใจ ชานยอลเม้มปากแน่นอย่างประหม่าเพียงครู่ ก่อนจะเงยหน้าสบตาอี้ฟาน พูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย

“ใช่ ..เป็นศัตรูกันต่อไป ..ตลอดชีวิตเลย พอไหม?”  

เรื่องอะไรจะยอม ไม่มีทาง บอกแล้วเขาไม่มีทางยอมหัวใจวายตายคนเดียวหรอก ถ้าคิดจะข่มกันน่ะฝันเถอะ ความเก่งกล้าชอบเอาชนะไม่ใช่แค่ราคาคุย เจ้าตัวแสบยกแขนคล้องคออี้ฟาน ทำเอาร่างสูงใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนจะยิ้มอ่อนใจ

“แพ้ไม่เป็นจริง ๆ สินะมึงเนี่ย”

“แน่นอนสิ ..ว่าแล้วว่ามึงต้องชอบกูแน่ ๆ” คนแพ้ไม่เป็นหลิ่วตาล้อเลียน

“เออ ชอบมาตั้งแต่จำความได้แล้ว”

ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงตายด้าน อาศัยจังหวะที่คนฟังตกตะลึงรั้งเอวบางเข้าหา แนบริมฝีปากของตนกับกลีบปากอิ่ม จัดการคนปากเก่งด้วยรสจูบที่ร้ายกาจยิ่งกว่า พวกเขาจูบกันท่ามกลางความรื่นเริงของเสียงดนตรี เสียงกระซิบของระลอกคลื่น และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

 

รางวัลแห่งความพ่ายแพ้ที่หอมหวานที่สุดในโลก

.

.

 

สุดท้าย ก็แพ้ให้กับหัวใจตัวเองทั้งคู่ ..แพ้ราบคาบเลยด้วย

 

END.

#born2berival_KY

 

 


Born to be rival (3/4)

03 November 2019 - 03:06 PM

 

SF : Born to be rival

Author : The Random

 

 

 

 

Chapter : 03

 

 

 

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

 

 

                อู๋อี้ฟานออกจากโรงพยาบาลมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว แต่การเล่นเกมของพวกเขายังไม่คืบหน้าสักเท่าไรนัก เนื่องจากชานยอลติดสอบย่อยทั้งสัปดาห์ เลยไม่มีเวลามาวางแผนแก้เกมที่เผลอทำตามใจ ทิ้งศักดิ์ศรีไปนอนเฝ้าคู่อริถึงที่ อย่างไรก็ดี อี้ฟานแอบนับแต้มในใจว่าเดินเกมได้เร็วกว่าชานยอลหนึ่งก้าว ถึงอีกฝ่ายจะทำเนียนไม่รู้ไม่เห็น อ้างคำเดิม ๆ ว่าเป็นคำสั่งของแม่ก็ตาม ทว่าอย่างที่รู้กัน ความจริงกระจ่างชัดตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ..

 

                เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าปาร์คชานยอลคนเก่งคนกล้าจะมาไม้ไหน? เขาไม่ตกหลุมพรางง่าย ๆ แน่ ไม่ใช่ว่าทระนงตัวไม่ดูตาม้าตาเรือ เขามั่นใจว่าต่อให้ความรู้สึกที่เขามีต่ออีกฝ่ายมันมากมายท่วมท้นเพียงใด แต่นิสัยแพ้ไม่เป็น ยอมไม่ได้ ดันทุรังจนตัวตาย ซึ่งเหมือนกับชานยอลจนน่าทึ่งสมกับที่แม่ของพวกเขาเลี้ยงมาด้วยกัน จะค้ำคอจนเขาจะไม่พูดคำ ๆ นั้นออกไปโดยง่าย

 

                อี้ฟานหวังเช่นนั้น ..แต่ในระหว่างที่ปาร์คชานยอลยังงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่นี้ เขาขอเดินเกมต่อไม่รอแล้วนะ

 

                .

 

                .

 

                ชานยอลนั่งกุมขมับ ถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยแล้ว ผมสีฟ้าถูกขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชี้ฟูไม่เป็นทรง ตากลมมองตัวอักษรในกระดาษราวกับจะสาปแช่งทางสายตา เนื้อหาของบทเรียนที่จะสอบวันมะรืนเต้นระบำอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนจะเยาะเย้ยว่าอ่านให้ตายก็จำไม่ได้หรอกอย่างไรอย่างนั้น ..ซึ่งจริง มันแทบไม่เข้าหัวสมองของเขาเลย

 

                เพราะว่า ..

 

                หนึ่ง เขาอ่านมันเป็นร้อยรอบแล้ว แต่สมาธิไม่นิ่งมากพอที่จะซึมซับเนื้อหาเหล่านั้นได้

 

                สอง เรื่องของอู๋อี้ฟานยังวนเวียนอยู่ในหัวเขา สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด ไหนจะเรื่องที่โรงพยาบาล ที่เขาย้ำหนักย้ำหนากับแม่ว่าให้บอกอี้ฟานว่าเป็นคนส่งเขาไปเฝ้าโดยที่เขาไม่ได้เต็มใจ ซึ่งเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าคุณนายปาร์คจะยอมทำตามคำอ้อนวอนที่แสนโง่เง่าของเขาหรือเปล่า

 

                สาม ไอ้บ้านข้าง ๆ นี่ช่วยปิดเพลงทีได้ไหม! ปวดประสาทจะตายอยู่แล้ว!

 

                ปึง!

 

                ไม่ทนแล้ว! ชานยอลทุบโต๊ะเสียงดัง ถอดแว่นสายตาของตัวเองออก ก่อนจะเดินไปที่ระเบียง ตัวต้นเหตุเท้าแขนกับราวระเบียงชมจันทร์เหมือนรออยู่ก่อนแล้ว

 

                “ออกมาสูดอากาศหรอ?” อี้ฟานถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับว่าเพลงเมทัลที่ตัวเองเปิดเสียงลั่นไม่ได้ก่อกวนการทำงานของสมองและสนับสนุนความจำเหมือนเพลงคลาสสิก

 

                “ออกมาด่ามึงเนี่ย! ถ้าอยากฟังเพลงเสียงดังก็ใส่หูฟังสิวะ กูไม่ได้อยากฟังกับมึงด้วยนะ จะอ่านหนังสือ!”

 

                “ใส่หูฟังมันไม่เร้าใจ”

 

                “แต่เร้าตีนกูมาก” ไม่พูดเปล่า ปาร์คชานยอลปีนขึ้นราวระเบียงหวังไปฟาดปากคนปากดี ก่อนหน้านี้ห้องของชานยอลไม่มีระเบียง แต่เพิ่งต่อเติมขึ้นมา มันกว้างจนแทบชิดกับระเบียงห้องนอนของอี้ฟาน ใกล้พอที่จะข้ามไปมาหากันได้ คุณนายปาร์คทำเพราะอยากเพิ่มพื้นที่การใช้สอยในอนาคต ในขณะที่ชานยอลไม่ได้ใช้งานอะไรมากไปกว่าการยืนทะเลาะกับบ้านข้าง ๆ

 

                “อ๊ะ ..อย่านะ ถ้ามึงปีนข้ามมา กูถือว่ามึงมีใจเลยนะ” อี้ฟานจุ๊ปาก เอ่ยเย้าคนที่เพิ่งพาดขายาว ๆ ของตนลงบนขอบระเบียง  “..จะทำไรกูอะ โห อย่ามาเนียนดิ แกล้งโมโหกลบเกลื่อนแต่ความจริงอยากอยู่ใกล้  ๆ กูเปล่า” อี้ฟานทำหน้ากวนประสาท ส่วนชานยอลลังเลว่าจะยอมมีใจแต่ได้เตะปากมันสักป้าบดีหรือไม่

 

                “ไปตาย! ถ้ามึงยอมปิดเพลงดี ๆ กูก็ไม่ปีนไปหรอก”

 

                “ทำอย่างกับว่าปีนมาแล้วทำอะไรได้ มึงปิด กูก็เปิดใหม่ ..หรือจะอยู่เปิด ๆ ปิด ๆ กันทั้งคืนเลยไหมละ?” อี้ฟานยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายวิบวับ ชานยอลนึกอยากข่วนหน้าอีกฝ่ายแรง ๆ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา ร่างสูงก็ดูจะปากกล้ามากขึ้นกว่าเดิม หลายครั้งแล้วที่อี้ฟานชอบพูดอะไรสองแง่สองง่ามให้เขาไปต่อไม่ได้ บ่อยกว่าด่าแรง ๆ อย่างเมื่อก่อนเสียอีก

 

                “ว่าไง กล้าเปล่า?”

 

                ชานยอลฟึดฟัด “ถ้าพรุ่งนี้ห้องมึงไฟไหม้ ก็ให้รู้ไว้เลยนะว่าฝีมือกู หน้าหมา”

 

                “โฮ่ง!”

 

                โฮ่งพ่อ โฮ่งแม่มึง ไอ้สัดดดดดดด!

 

                ชานยอลกระทืบเท้าปึงปัง สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป อี้ฟานใจยิ้มชอบที่กวนอารมณ์จนอีกฝ่ายตอบโต้ไม่ได้ หน้าบูดบึ้ง อู๋อี้ฟานก็เป็นแค่ผู้ชายฟอร์มจัด นิสัยเสีย ที่อยากเห็นหน้าเขาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้ตะโกนว่า “เธอ ๆ ออกมาให้เห็นหน้าหน่อยดิ” ก็คงจะสยองขวัญชวนขนลุกขนชันเกินไป ฉะนั้นไหน ๆ ก็ไม่ชอบขี้หน้ากันอยู่แล้ว หาเรื่องโดนด่าจะได้ฟังทั้งเสียง ทั้งได้เห็นหน้าเลยดีกว่า

 

                อี้ฟานยังคงเปิดเพลงเสียงดังเหมือนเดิม รอดูว่าชานยอลจะทนได้อีกนานสักเท่าไหร่ คนความอดทนต่ำอย่างอีกฝ่าย ไม่มีทางนั่งนิ่งได้แน่นอน อี้ฟานโยกตัว ฮัมเพลงอย่างลำพองใจ ทว่าผ่านไปหลายสิบนาที ชานยอลก็ยังไม่ออกมาสักที อี้ฟานเลยปีนขึ้นระเบียงเพื่อชะโงกหน้าดูเข้าไปในห้อง เห็นชานยอลใส่หูฟัง ขยับปากคุยกับใครบางคน

 

                ถ้าเป็นอย่างที่คิด .. อี้ฟานวิ่งไปปิดเพลงก่อนจะพยายามเงี่ยหูฟัง

 

                “อ่าฮะ ตามนี้แหละ ที่พี่พูดเข้าใจไหม? ..มีบทไหนไม่เข้าใจอีกบ้าง ให้ไล่ไปทีละบทเลยหรือเปล่า แต่พี่ก็ไม่ค่อยแม่นนะ”

 

                ไม่ต้องถามก็เดาได้ว่าคุยกับใคร

 

                องซองอูแหง..

 

                อี้ฟานเผลอทำหน้าเหม็นเบื่อออกมา เขารู้อยู่แล้วว่าวิชาที่ชานยอลกำลังจะสอบ องซองอูเรียนด้วย มหาวิทยาลัยของเขาสามารถจัดตารางเรียนวิชาที่ต้องการจะลงได้อย่างเสรี อยู่ที่ว่าจะสามารถขอโควต้าหรือลงทะเบียนเรียนทันหรือไม่ เขาก็ไม่เข้าใจว่าองซองอูซึ่งอยู่ปีสองจะสะเออะมาลงเรียนวิชาของปีสามทำไม ร้อนวิชานักเรอะ? เหอะ!

 

                ยิ่งเห็นชานยอลทั้งยิ้มทั้งหัวเราะยามคุยกับคนในสาย ใจมันยิ่งร้อนรุ่ม ในหัวอี้ฟานคิดอะไรไม่ออก นอกจาก

 

                ต้อง – ขัด – ขวาง

 

                พรึบ!

 

                “เฮ้ย!!”

 

                “หมดเวลาติวแล้ว บาย”

 

                ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จู่ ๆ แขกไม่ได้รับเชิญก็ดึงหูฟังของชานยอลออก เขาร้องเสียงหลง ก่อนที่อี้ฟานจะพูดกับคนในสายแล้วกดวาง

 

                “มึงทำอะไรของมึงเนี่ย เอามือถือกูคืนมานะ!” ตอนนี้ทั้งมือถือและหูฟังของชานยอลอยู่ในครอบครองของอี้ฟาน เขาโกรธจนหน้าแดงที่อีกฝ่ายรุกล้ำความเป็นส่วนตัวและทำเสียมารยาททั้งกับเขาและน้องรหัสขนาดนี้ ทว่าอี้ฟานไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

 

                “เล่นโทรศัพท์ตอนอ่านหนังสือคงจะรู้เรื่องหรอก เพราะงี้เลยสู้กูไม่ได้ไง” อี้ฟานยิ้มเยาะ

 

                “กูไม่ได้เล่น กูติวกับน้อง!”

 

                “มันโง่กว่ามึงอีก ติวกับมันได้ประโยชน์ตรงไหนถามหน่อย”

 

                “อย่างน้อยกูก็ได้ทวนสิ่งที่กูอ่านไปแล้วกัน”

 

                “ชอบอ่านคนเดียวก็อ่านไปดิ เกรงใจเด็กมันทำไม”

 

                “ไม่เสือกสักเรื่องได้ไหมเนี่ย เถียงกับมึงมันเสียเวลากว่าคุยกับน้องอีก!”

 

                “เสียเวลามากก็ไปอ่านหนังสือดิ ใครขอให้มาเถียงกูฉอด ๆ”

 

                “ไอ้...! โว้ย! ไปตายที่ไหนก็ไปเลย!”

 

                น่าหงุดหงิดเป็นบ้า! พอกันที! ชานยอลไม่สนใจแล้วว่าอี้ฟานจะทำอะไร ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อสงบอารมณ์ เขาไม่มีเวลามาเล่นแล้ว ต้องรีบอัดข้อมูลทุกอย่างเข้าสมองให้เร็วที่สุด ส่วนซองอู ค่อยไปขอโทษพรุ่งนี้แล้วกัน น้องมันคงเอาตัวรอดได้แหละ

 

                ชานยอลไม่คิดจะไล่อี้ฟานออกไปจากห้องเพราะระอาใจเต็มทน หากมีจิตสำนึกก็น่าจะรู้ได้เองว่าไม่ควรเสนอหน้าอยู่ที่นี่ต่อ ชานยอลตัดความสนใจจากสิ่งรอบกาย แล้วหันเหสมาธิมาที่หนังสือตรงหน้าทั้งหมด พอโทรศัพท์ไม่อยู่กับตัวก็ไม่มีที่ให้วอกแวก และการรับรู้ว่ามีอีกคนอยู่ในห้องก็ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดจนเกินไป

 

                อี้ฟานไม่ได้ประชดประชันโดยไม่มีมูล ชานยอลชอบอ่านหนังสือคนเดียวเงียบ ๆ จริง ๆ แถมยังไม่ชอบไปติวกับคนอื่นด้วย เพราะข้อมูลใหม่ที่ได้รับมักจะตีกับคลังข้อมูลเดิมที่มีอยู่จนสับสน ส่วนมากชานยอลจะแค่โทรถามเพื่อน ๆ ในหัวข้อที่ตัวเองสงสัย ไม่แน่ใจ หรือเพื่อยืนยันว่าตัวเองเข้าใจถูกต้อง ซึ่งครั้งนี้ชานยอลถามมาจนหมดแล้ว เหลือแค่ตัวเองนี่แหละ ที่ยังจำไม่ได้สักที เนื้อหามันมากมายมหาศาลเสียจนยากจะจัดระเบียบความคิด

 

                ชานยอลหยิบกระดาษออกมา เริ่มวาดแผนภาพความคิด เขาคิดว่าด้วยปริมาณข้อมูลที่มากขนาดนี้ ถ้ามัวมานั่งเขียน ก็คงจะเสียเวลา ทว่าดื้อแพ่งไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อการพยายามยัดเยียดโดยไม่เขียน ก็จำไม่ได้อยู่ดี พอเริ่มเขียน ก็เหมือนว่าเขาจะจัดการข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ชานยอลอ่านหนังสือเพลินจนเกือบตีสอง เขาอ่านได้เกือบครบ ที่เหลือมาทำต่อวันพรุ่งนี้น่าจะทัน ตอนเย็นค่อยอ่านทวนอีกรอบ ขอบคุณพระเจ้าที่พรุ่งนี้งดเซค ชานยอลวางแผนในใจเสร็จสรรพ ก่อนจะตัดสินใจนอน

 

                ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ หมุนปลายเท้าไปยังเตียงนอน และพบว่า ..

 

                ร่างสูงใหญ่ของอี้ฟานนอนอยู่บนเตียงของเขา

 

                ชานยอลลืมไปเสียสนิทว่าพี่ชายแก่เดือนยังไม่ออกไปจากห้อง!

 

                เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง อะไรกันวะเนี่ย ไม่มีอารมณ์เขินอายในสมองของชานยอล แม้แต่คำก่นด่าก็คิดไม่ออก เขายืนเกาหัวว่าจะเอาอย่างไรกับคืนนี้ดี ถ้าขืนปลุกขึ้นมาคงตีกันจนไม่ได้นอนแน่ ชายหนุ่มขึ้นไปยืนบนเตียง เอาเท้าเขี่ย ๆ เห็นว่าอี้ฟานหลับจริงก็ถอนหายใจ เตียงชานยอลเป็นเตียงใหญ่นอนสองคนได้สบาย ๆ ปกติเขาเองก็นอนแค่ฟากเดียวของเตียงอยู่แล้ว คืนนี้จะทำทานให้หมาให้แมวสะสมแต้มบุญสักหน่อยจะเป็นไรไป

 

ชานยอลเดินไปปิดไฟแล้วสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกฝั่ง หยิบหมอนหนุนมากั้นใบหน้าของผู้มาเยือนอีกคนเพื่อความสบายใจ ชานยอลหลับอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยล้า

 

ท่ามกลางความมืด อี้ฟานที่เผลอหลับไปตื่นขึ้น ตาเรียวหรี่ตามองว่ากี่โมงแล้ว ..ตีสาม เขายันกายลุกขึ้น มองไปที่โต๊ะหนังสือ ชานยอลไปไหน? ..อา ..อยู่ข้าง ๆ นี่เอง ชานยอลนอนกอดหมอนข้างขดตัวเป็นกุ้งอยู่ข้าง ๆ เขา ชายหนุ่มยิ้ม คิดว่าจะไล่โดนเตะออกไปเสียอีก เขาทิ้งตัวลงบนเตียงนอนต่อ อี้ฟานลอบมองเสี้ยวหน้าคนหลับด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ชิดใกล้โดยไม่ต้องปะทะฝีปากราวกับจะฆ่ากันให้ตายด้วยคำพูด กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มปะปนกับกลิ่นสบู่ของอีกคนหอมติดปลายจมูก บอกให้รู้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงใด

 

อี้ฟานเลื่อนมือไปกุมมือขาวไว้ ความอบอุ่นที่ได้รับลดความบ้าระห่ำของก้อนเนื้อในอกลงเป็นจังหวะปกติ เขากระชับมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น ก่อนจะหลับไป ..

 

.

 

.

 

ชานยอลตื่นสายเกือบสิบโมง อี้ฟานไม่อยู่ในห้องของเขาแล้ว อีกฝ่ายมีเรียนวันนี้คงออกไปแต่เช้า ไม่ต้องอยู่เจอหน้ากันก็ดี ชานยอลมองหาโทรศัพท์เพราะต้องการจะเช็กโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ ตามความเคยชิน แล้วก็เห็นว่ามันชาร์จอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ พอกดปุ่มล็อกสกรีนพื้นสีขาวพร้อมข้อความก็ปรากฏเด่นหรา

 

 

 

“หัดตั้งใจอ่านหนังสือให้เหมือนเล่นมือถือบ้างนะ”

 

 

 

โอ้โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮอ  เอารางวัลสาระแนดีเด่นไปเล้ย!!

 

สาระแนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ! ไอ้หมาตัวนี้มันเลี้ยงไม่เชื่อง ไม่น่าทำบุญทำทานให้มันนอนบนเตียงเพื่อสลัดเห็บหมัดเลย! อี้ฟานคงอาศัยตอนหลับ เอานิ้วเขาไปแปะเพื่อแสกนเข้ามือถือ มาเปลี่ยนภาพหน้าจอเขาแน่ ๆ ..ไอ้งูพิษ!!

 

นอกจากนี้ ชานยอลยังเห็นความผิดปกติอื่นบนโต๊ะ ชีทเรียน สมุดจด และปากกาหลากสีที่กองกระจัดกระจาย ถูกจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งแรกที่ชานยอลคิดคือ ชิบหาย ..มันแกล้งอะไรเขาอีกหรือเปล่าวะเนี่ย! ชายหนุ่มรีบเปิดสมุดจดของตัวเองไล่ที่ละหน้า ก่อนจะพบว่า ..

 

มีกระดาษสีและกระดาษโน้ตแปะเพิ่มอยู่ในนั้น

 

                กวาดตาอ่านคร่าว ๆ ทั้งหมดแล้วชานยอลก็ยืนนิ่ง อี้ฟานเก็งข้อสอบให้เขา ..นอกจากมันสมองอันชาญฉลาดของอี้ฟานที่ชานยอลอิจฉาแล้ว อี้ฟานยังมีพรสวรรค์ในการคาดเดาว่าแต่ละวิชาอาจารย์จะออกเรื่องอะไร เรื่องไหนควรจำเป็นพิเศษ แม้กระทั่งเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ได้เรียนก็ยังเก็งข้อสอบได้เกือบจะแม่นยำทั้งหมด ชานยอลรู้ เพราะตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราสอบกันคนละวิชา แต่อี้ฟานก็เก็งข้อสอบให้เขาตรงหลายจุด ไม่อยากจะยอมรับ ทว่าการที่ชานยอลได้เรียนที่นี่ ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือของคนที่ตัวเองเหม็นขี้หน้า

 

                ชานยอลเลือกไม่ถูกว่าจะซาบซึ้งน้ำใจที่อีกคนมีให้ หรือหมั่นไส้ที่บังอาจมาหยามหน้าเขาแบบนี้ดี สำหรับคนดื้อรั้นอย่างปาร์คชานยอล การกระทำดังกล่าวจะตีความว่าอี้ฟานคิดว่าเขาไม่เก่งพอที่จะทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองก็ได้ ปลายนิ้วเรียวพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย

 

                ตากลมสะดุดกับตัวหนังสือสีดำตัวใหญ่ที่วางพาดอยู่เต็มหน้ากระดาษ

 

                เมื่ออ่านจบก็ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ

 

               

 

                “เขียนให้ขนาดนี้ อย่าสะเหล่อสอบตกละ

 

แล้วถ้าสอบผ่าน อย่าลืมสำนึกบุญคุณพี่ด้วยนะครับ น้องชานยอล : )”

 

 

 

กูจะจองเวรมึงทุกชาติเลยไอ้เวรเอ๊ย!

 

 

 

.

 

.

 

การสอบของชานยอลผ่านไปด้วยดี ที่อี้ฟานเก็งข้อสอบให้ออกตรงเกือบ 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัดส่วนที่มากพอที่เซฮุนจะสั่งให้เชื้อเชิญอีกฝ่ายให้มาฉลองหลังสอบเสร็จด้วยกัน ชานยอลเป็นพวกมีน้ำใจเผื่อแผ่กับเพื่อนฝูงอยู่แล้ว เขาแบ่งปันช็อตโน้ตที่อี้ฟานทำให้กับกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกัน ทุกคนได้อานิงส์ถ้วนทั่วจนแทบจะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอี้ฟานด้วยซ้ำ ชานยอลโล่งใจที่สอบเสร็จแต่ก็โคตรเซ็งที่ทั้งวันของต้องฟังเพื่อน ๆ ชื่นชมว่าอี้ฟานเก่งไม่เสียชื่อว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

 

น่ารำคาญ อ้วกจะแตก!

 

ตอนแรกชานยอลว่าจะปล่อยเบลอ ไม่ชวนอี้ฟานไปกินเลี้ยงด้วย แต่เอกของอี้ฟานดันมีนัดวันเดียวกัน ร้านเดียวกันกับพวกเขาพอดี หนึ่งในสี่ของร้านจึงพวกเขายึดครองไปโดยปริยาย

 

“แผนมึงถึงไหนแล้ว คืบหน้าบ้างยัง?” เซฮุนกระซิบคนที่นั่งข้าง ๆ ชานยอลหยิบแก้วเหล้าขึ้นจิบ ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงงุนงง

 

“แผนไรวะ”

 

“ไอ้เวร แผนเผด็จศึกมึงไง! เหลืออาทิตย์หน้าแค่อาทิตย์เดียวแล้วนะ!”

 

ชิบหาย ลืมไปเลย!               

 

ชานยอลตกใจ ตาเบิกกว้าง เขามัวแต่ง่วนกับการสอบจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เซฮุนถอนหายใจอย่างเอือมระอา อยากจะจับหัวมันกดถังน้ำแข็งให้รู้แล้วรู้รอด ท้าก็ไปท้าเขาก่อน ปากดีใส่เขาก่อน แล้วก็ลืมง่าย ๆ เนี่ยนะ เยี่ยมไปเลย!

 

“ทำไงดีวะมึง ๆๆๆๆ กูยังไม่ได้คิดอะไรเลย” พอระลึกได้ ชานยอลก็วิ่งพล่านเหมือนหนูติดจั่น

 

“มึงนี่มันจริง ๆ เลย!”

 

“อย่าเพิ่งด่า ช่วยกูคิดก่อน ..มันทำไรอยู่วะ” ชานยอลพยายามหรี่ตามองไปอีกโต๊ะที่อี้ฟานนั่งอยู่ เห็นร่างสูงกำลังคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

 

“มึงจำที่กูบอกได้ไหม ว่าแผนมาตรฐานมีไม่กี่แผน”

 

“อ่าฮะ ..ไม่แกล้งป่วยเข้าโรงพยาบาล ก็แกล้งเมาแล้วทำให้หึง”

 

“ตอนนี้อี้ฟานใช้แผนแรกไปแล้ว ..” เซฮุนพูดแล้วเว้นจังหวะให้เพื่อนได้คิดทบทวน ทว่าชานยอลสวนกลับมาในทันที

 

“ไม่เอา!!”

 

“อะไรของมึงวะ เป้าหมายก็อยู่นี่ สถานที่ก็เอื้ออำนวย มึงอย่าเรื่องมากได้ไหม?”

 

“โอ๊ย ทำให้มันหึงก็เท่ากับว่ากูต้องไปอ่อยคนอื่นสิวะ มึงแหกตาดู วันนี้มีแต่เพื่อนเรา กูจะไปอ่อยใคร โต๊ะนู้นก็เด็กปีหนึ่ง หมดกันความเคารพนับถือ”

 

“โต๊ะนั้นไง เขามอง ๆ มึงอยู่นา” เซฮุนไม่สนใจชานยอลที่กำลังทึ้งหัวตัวเอง บุ้ยปากไปทางขวามือ หญิงสาวหน้าตาสวย ส่งยิ้มมาให้ชานยอลอย่างเปิดเผย

 

“10 เอา 100 กูว่ามีผัวแล้ว”

 

“จริง ไม่เถียง” มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนักล่าที่มีเจ้าของ แม่เสืออย่างนี้ ชานยอลน่าจะเอาไม่อยู่

 

“ไอ้ห่า แล้วยังจะยุ นี่มึงอยากเห็นกูเข้าโรงพยาบาลหรือไง”

 

เซฮุนไหวไหล่ “ถ้ามึงไม่ทำวันนี้ โอกาสก็ยากแล้วนะ ถ้าไม่ทำตามแผนกู มึงมีแผนอื่นหรือไง?”

 

ชานยอลเครียดกว่าเดิม เขาไม่มีแผนสำรองอะไรเลย แผนยั่ว ๆ อ่อย ๆ นี่เขาโคตรไม่อยากทำ ถ้าเกิดว่าพลาดขึ้นมา นอกจากอี้ฟานจะไม่หึงแล้ว เขายังอาจโดนต่อยตาแตกถ้าคู่หูเล่นละครมีคนรักอยู่แล้ว ไม่ก็เขาเองจะโดนรังควานหากอีกฝ่ายนึกอยากจริงจังขึ้นมา แต่ถ้าเล่นตามแผนของเซฮุนจะมีใครที่ยินดีเล่นกับเขาโดยที่จะไม่เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาบ้าง .. ชานยอลหันขวับไปทางเซฮุน

 

“มึง..” จู่ ๆ เซฮุนก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

“อะไร?”

 

“มึงไง ..มึงเคยบอกกูนี่นา ว่าอี้ฟานมันหึงกูกับมึงตอนเราสนิทกันใหม่ ๆ อะ”

 

“กูไม่ทำ!” หนนี้เซฮุนก็ตอบกลับฉับไวเหมือนกัน

 

“ไอ้เวร อย่าแล้งน้ำใจสิวะ น่า ..ช่วยเพื่อนหน่อย ถ้าเป็นมึงก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เล่นได้สบาย ๆ เลย ที่รักขา”

 

“ไอ้ควายยยย กูขนลุกไปหมดแล้ว” เซฮุนผลักชานยอลออก ทำหน้าสยดสยอง

 

“ขนลุกหรือกลัวจงอินเข้าใจผิด”

 

“ทั้งสอง อย่าหาเรื่องให้กูเลยขอร้อง”

 

คนช่างหาเรื่องขยับตัวมาเกาะแขนเพื่อน ทำหน้าละห้อย “มึงไม่สงสารกูหรอ ..กูเพื่อนมึงนะเว้ย ..เซฮุน”  อาจจะไม่มีใครรู้ว่าความจริงแล้วปาร์คชานยอลอ้อนเก่งที่หนึ่ง แต่จะทำเฉพาะออดอ้อนคุณนายปาร์คเวลาตัวเองกระทำความผิดแล้วพยายามขอลดโทษ หรืออ้อนเซฮุนเวลาขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็นับว่าเป็นเวรกรรมของเซฮุนอย่างหนึ่ง ที่ภูมิต้านทานต่ำกับชานยอลโหมดนี้เป็นอย่างมาก

 

“ไม่..”

 

“น้ามึง ..มึงไม่รักกูหรอ จะมีใครเหมาะสมเท่ามึงอีก ถ้ามันเคยหงุดหงิดใจเพราะมึงแล้ว เติมน้ำมันอีกหน่อย ไฟลุกพรึบนะเว้ย กูจะได้ชนะไง” ริมฝีปากอิ่มพูดเสียงอ่อย ตากลมช้อนมองขอความเห็นใจเหมือนลูกหมากำลังอ้อนเจ้าของ

 

“ไม่เว้ย” เสียงเริ่มสั่นเล็กน้อย

 

“เซฮุนนนนนน กูขอร้อง ..น้า”

 

“...” คนถูกอ้อนเลิ่กลั่ก ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบด้วยมือสั่น ๆ ชานยอลเห็นดังนั้นก็ทำตัวน้วย เอาแก้มไปแนบคลอเคลียกับแขนเพื่อน  กระพริบตาปริบ ๆ

 

“น้าาา เซฮุนจ๋า”

 

“..”

 

จ๋าก็มา ..

 

พัง ไอ้ชิบหาย พัง!

 

เซฮุนแพ้ราบคาบ ตกเป็นเครื่องมือให้กับชานยอลจนได้ พวกเขาคุยรายละเอียดของแผนการอย่างรวดเร็ว เขาตกลงกันว่าจะให้ชานยอลแกล้งเมาแล้วมานัวเนียกับเขาให้อี้ฟานเห็น ถ้าอีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้าจนทนไม่ได้เมื่อไหร่เข้าทาง ชานยอลจะบีบคั้นให้อี้ฟานพูด ..หลุดออกมาเมื่อไหร่ก็จบเกม

 

เซฮุนไม่แน่ใจเลยว่าระหว่างเกมของชานยอลจบกับเขาจบชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน?

 

                ..

 

                ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ได้คำตอบ ..

 

                ชีวิตกูนี่แหละจบ!

 

                ตอนแรกก็ว่าจะให้มันแกล้งเมา แต่จู่ ๆ เพื่อนจากเอกของอี้ฟานก็เดินมาหาถึงโต๊ะ คน ๆ นี้สนิทกับชานยอลตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง ทว่าไม่เคยได้กินเหล้าด้วยกันสักที พอมีโอกาสก็ชนแก้วกันโครมคราม เพียวบ้าง ชงเข้มบ้าง ซัดโฮกเหมือนอดอยากมาจากไหน รู้ตัวอีกทีไอ้เพื่อนตัวดีก็นอนตัวเปลี้ยซบอยู่ที่ไหล่เขาแล้ว

 

                เวรจริง!

 

                เซฮุนรีบส่งข้อความหาจงอิน

 

            “สำเร็จ แต่ผิดแผน”

 

                ความจริงเขาตั้งใจมัดมือชกชานยอลให้เดินตามเกมที่เขาวางอยู่แล้ว แม้ไม่ยินยอม  เขากะว่าจะมอมเหล้าอีกฝ่ายจนเมา แล้วโยนมันใส่ผู้เคราะห์ร้ายสักคน นัวกันให้สาแก่ใจ จากนั้นจึงให้จงอินพาตัวอี้ฟานเข้ามาเสีย ทุกอย่างลงล็อกเป็นไปตามแผน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับใจของอี้ฟาน ซึ่งตอนนี้ชานยอลเมาจริง แต่ผิดแผนตรงผู้เคราะห์ร้ายเป็นเขาเนี่ยแหละ

 

                กรรมติดจรวดจริง ๆ ตัวกู ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวสินะ

 

.

 

.

 

อี้ฟานกำลังสวดมนต์สงบใจ เขาท่องคำว่า “ใจเย็นไว้” เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจจะทราบได้ ชายหนุ่มพยายามจะข่มอารมณ์หงุดหงิดที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ ยิ่งพูดคำว่าใจเย็นใจกลับยิ่งร้อนขึ้นทุกที และคงปะทุออกมาจริง ๆ หากปาร์คชานยอลยังเมาหัวทิ่มแล้วหัวร่อต่อกระซิกกับใครต่อใครไปทั่วแบบนี้

 

ใครต่อใครที่ว่าก็แค่โอเซฮุน อดีตศัตรูหมายเลขหนึ่ง และบยอนแบคฮยอนที่เขาเพิ่งหมายหัวมันเมื่อกี้นี้

 

ถ้าวัดจากสรีระภายนอก ปาร์คชานยอลไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มคนอ้อนแอ้นอรชรเลยสักนิด พูดถึงนิสัยรึก็ไม่ หัวแข็งยิ่งกว่ากระดูกมันเสียอีก แต่ไอ้สิ่งที่เห็นตอนนี้มันช่างต่างกับที่เขาประสบพบเจอมาจริง ๆ ปาร์คชานยอลที่ประสานจับมือโอเซฮุนไว้ แต่ทิ้งตัวเอียงซบไหล่แบคฮยอน คลอเคลียเหมือนลูกแมว

 

ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ เสือกไปน้วยใส่เขาอยู่ได้!

 

ประเด็นคือทางนั้นก็แลดูจะเอ็นดูพอสมควร จิบเบียร์ไปเย้าแหย่ไป คุยกันสนุกถูกคอ ตากลม ๆ เป็นประกายวาววับ สนอกสนใจและหัวเราะกับมุกตลกของแบคฮยอนตลอด ส่วนเซฮุนเกร็งแล้วเกร็งอีก ถึงจะรู้ว่าเซฮุนพยายามเลี่ยง แต่ก็เหมือนจะขัดใจชานยอลไม่ได้ แค่อีกคนทำเสียงงุ้งงิ้งใส่ เซฮุนก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างให้ สรุปว่าตอนนี้ทุกอย่างแสนจะขัดตาชวนฟาดงวงฟาดงาเป็นที่สุด

 

“จะไปไหนกัน?” อี้ฟานถามชายอลกับจงอินที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน

 

“ห้องน้ำ / กูไปคุยโทรศัพท์กับแม่แป๊บ” ตอบเสร็จชานยอลก็เดินเป๋ไปทางห้องน้ำหลังร้าน ส่วนจงอินเดินออกไปหน้าร้าน เซฮุนเลิกคิ้วถามอี้ฟานทำนองว่าจะปล่อยมันไปอย่างนี้หรอ เขาไหวไหล่ตอบกลับไป แค่ห้องน้ำก็คงไปได้แหละ เมื่อกี้ยังนั่งตาแป๋วมองหน้าแบคฮยอนอยู่เลย

 

ผ่านไปไม่กี่นาที ชานยอลกับจงอินก็กลับมา ขาไปแยกกันไป แต่ขากลับ คนไปโทรศัพท์กลับหิ้วคนเมากลับมาด้วย

 

“มึงสักคนอะมาจัดการเลย โคตรหนัก!” จงอินหน้าเบ้ ชานยอลทิ้งน้ำหนักลงมาที่เขาทั้งตัว พอคุยกับแม่เสร็จ เขาก็ไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็พบชานยอลนั่งทรุดพิงผนังเพราะโลกหมุนติ้ว จงอินเลยรู้ว่าไอ้ที่หัวเราะคิกคักพูดจ้อไม่ใช่ว่ามีสติ แต่เมาจัดจนแทบไร้สติแล้วต่างหาก “เร็ว ๆ สิว---“

 

ท้ายประโยคเสียงขาดห้วง คนเมาแอ๋เปลี่ยนเอาแขนพาดไหล่มาโอบคอ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้

 

“..!!??

 

“จงอินนนนน ...จุ๊บ”

 

“เชี่ยยยยย/เหี้ย”

 

อี้ฟานกับเซฮุนอุทานออกมาเสียงดัง จงอินช็อกตาตั้ง ส่วนคนกระทำการอุกอาจจูบปากคนคุยของเพื่อนหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่กลับทำทั้งเซฮุนและอี้ฟานหึงจนเลือดขึ้นหน้า เซฮุนลุกขึ้นไปกระชากจงอินออกมาพร้อม ๆ กับอี้ฟานที่คว้าตัวชานยอลไว้ในอ้อมแขน

 

“ไอ้เพื่อนเวร กูยังไม่เคยได้แตะสักครั้งเลยนะเว้ย!” เซฮุนพูดอย่างเดือดดาล อยากจะจับปาร์คชานยอลใส่พานประเคนอู๋อี้ฟานให้มันจบ ๆ เขายังไม่มีโอกาสได้ถึงเนื้อถึงตัวกับจงอินแบบที่มันทำเลยสักครั้ง มีอย่างที่ไหนมาฉวยโอกาสกันต่อหน้าต่อตา ถึงเป็นคนเมา เซฮุนก็คิดว่าคงไม่ลดโทษให้ จะมีจ๋าอีกกี่สิบจ๋าก็ไม่หลงตาแป๋ว ๆ นั่นแล้ว มันน่าโมโหนัก!

 

มิตรภาพของมึงกับกูมีอันต้องระงับชั่วคราวแล้วว่ะเพื่อน

 

“..มึงเอามันไปเลย”

 

“เออ กูจัดการเอง”

 

อู๋อี้ฟานถือว่าครั้งนี้โอเซฮุนถือหางเขาเต็มตัว คงต้องจัดการตัวแสบกันก่อนแล้ว อี้ฟานพาชานยอลที่เดินเป๋ไปเป๋มาไปที่รถ อีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก พูดจ้ออะไรไม่รู้เรื่องราวกับไม่รู้ตัวว่าเพิ่งทำความผิดมา มือซน ๆ ปะป่ายหาอะไรเล่น หยิบนั่นจับนี่มั่วไปหมด ล่าสุดเกียร์รถกลายเป็นของเล่นของปาร์คชานยอลไปแล้ว เขาละอยากจะมัดมือมัดเท้าให้อยู่นิ่ง ๆ จริงเชียว หรือไม่ก็ถ้าถอดที่ปัดน้ำฝนมาให้แกว่งเล่นได้คงทำไปแล้ว จะได้เลิกกวนสมาธิกันสักที ไม่งั้นคงได้หักลงข้างทางก่อนจะถึงบ้าน

 

จู่ ๆ เสียงก็เงียบไป อี้ฟานเหลือบมองคนข้างตัว เห็นชานยอลนั่งคอพับคล้ายกับซนจนหมดแรงแล้วจะหลับ อีกไม่กี่นาทีก็ถึงบ้านแล้ว เพิ่งจะมาหายซ่าเอาตอนนี้เนี่ยนะ ให้ตายเถอะ

 

“ห้ามบอกแม่นะ ..” ชานยอลพึมพำออกมาเหมือนละเมอ

 

“ฮะ?”

 

“ห้ามฟ้องแม่ว่าวันนี้กินเหล้านะ ..พี่อี้ฟาน

 

อี้ฟานแทบจะเหยียบเบรกจนหัวทิ่มเมื่อได้ยินคำเรียกที่ไม่ได้ยินมานาน

 

“อะไรของมึง” ชายหนุ่มถามหยั่งเชิง ไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้ชานยอลละเมอพูดออกมา หรือตั้งใจจะคุยกับเขา

 

ชานยอลเอียงหัวมามองอี้ฟาน แก้มสองข้างแดงก่ำ ตากลมโตฉ่ำน้ำล่องลอยราวกับติดอยู่ในฝัน “คราวก่อนพี่สัญญาจะไม่บอก ..แต่ผมก็โดนแม่ตีอยู่ดี ..” ชานยอลทำหน้าแสนงอนเป็นเด็กเสียจนร่างสูงคิดว่าตนตาฝาด ภูมิแพ้ปาร์คชานยอลกำเริบเฉียบพลัน

 

อี้ฟานไม่แน่ใจว่าตัวเองควรรู้สึกเช่นไร เขาทั้งแปลกใจและดีใจที่ชานยอลยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ ตอนมัธยมต้น ชานยอลนึกอยากรู้อยากลองแอบเอาเหล้าเข้ามากินในบ้านตอนที่คุณน้าไม่อยู่ เขาบังเอิญมาเห็นพอดี ชานยอลเลยขอร้องเขาว่าอย่าบอกแม่ เขาเองก็ไม่ได้บอก ตั้งใจเก็บเป็นความลับให้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายชานยอลก็โดนตีอยู่ดี

 

“ยิ้มอะไร” คนขี้เมาเห็นอี้ฟานยิ้มขำก็ขู่ฟ่อ

 

“ขำเด็กโดนตี”

 

“ไม่ต้องมาพูดเลย..เจ็บจะตาย ..พี่อี้ฟานโกหก” คำว่าพี่ที่หลุดออกมาจากปากอิ่มโดยไม่ได้เกิดจากการบังคับ ทำไมถึงได้น่าฟังนักก็ไม่รู้ อี้ฟานจอดรถที่หน้าบ้านตัวเอง ก่อนจะหันมาคุยกับคนข้างตัวที่เปิดโหมดเด็กงอแงอย่างเต็มรูปแบบ

 

“กูไม่เคยฟ้อง ..คุณน้ารู้เองต่างหาก” อี้ฟานพูดพลางเกลี่ยแก้มนิ่ม ชานยอลไม่ได้ปัดป้องอะไรเพราะใจยังคิดเอาจริงเอาจังกับเรื่องที่อี้ฟานฟ้องแม่ของตัวเองอยู่ นัยน์ตาฉายแววโกรธขึ้งของชานยอลทำให้เขาต้องอธิบายซ้ำ “พี่ไม่ได้บอกจริง ๆ ไม่เคยผิดสัญญาเลย”

 

“แล้วครั้งนี้จะบอกไหม?” ชานยอลเบะปาก หน้าง้ำ อี้ฟานรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย ปกติปากดีปากเก่งเขายังแพ้แล้วแพ้อีก เล่นมาเปิดโหมดน้องชายข้างบ้านแสนดี มีหรือจะรอด .. กลีบปากอิ่มที่บ่นอะไรงึมงำนั้นแสนล่อตาล่อใจ เขาละสายตาไปจากมันไม่ได้เลย ..บ้าแน่ ๆ บ้าแน่ ๆ อู๋อี้ฟานกำลังจะทำเรื่องบ้าคลั่งอีกแล้ว

 

ร่างสูงเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ สัมผัสได้ถึงลมหายใจกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์ของอีกคน กระซิบติดริมฝีปากสีอ่อน “ครั้งนี้ก็จะไม่บอก ..”

 

“ห้ามโกหกนะ”

 

“สัญญา” ริมฝีปากอุ่นตามเข้าทาบทับ อีกครั้งที่อี้ฟานนิสัยไม่ดีฉวยโอกาส  ตอนแรกตั้งใจจะแตะเบา ๆ แล้วผละออก หากพอได้สัมผัสก็ยากที่จะถอนตัว ร่างสูงบดเบียดริมฝีปากอิ่มหยั่งเชิง คิดว่าถ้าโดนต่อยก็จะยอมล่าถอยแต่โดยดี ทว่าชานยอลคล้ายตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ส่งเสียงครางในลำคอจุดประกายคนนิสัยเสียให้เตลิด อี้ฟานแทะเล็มริมฝีปากหวานอย่างย่ามใจ ชานยอลไม่ได้ผลักไสด้วยยังงุนงง ทว่าหัวใจกลับสั่นไหวตามสัญชาตญาณ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยผลักให้ความรู้สึกจากก้นบึ้งนำทาง จูบตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ยิ่งกระตุ้นให้อี้ฟานละโมบ ตักตวงความสุขตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวว่าวันพรุ่งจะโดนชังน้ำหน้าขนาดไหน ทั้งที่ดื่มไปไม่มาก แต่ตอนนี้อี้ฟานกลับรู้สึกมึนเมาจนตาพร่ามัว อาจเพราะจูบแสนหวานจากคนตรงหน้าก็ได้ เรื่องราวเก่า ๆ ที่ชานยอลพูดถึง ทำให้หัวใจพองฟูคับอก เขาดีใจว่าอย่างน้อยเราก็คงจะไม่ได้เกลียดขี้หน้ากันจริง ๆ ไม่ได้มีความชิงชังในน้ำเสียงและแววตา มีเพียงความแสนงอนของเด็กที่โดนผิดสัญญาเท่านั้น

 

ชานยอลชอบคิดว่าเขาไม่เคยเข้าข้าง ชอบแปรพักตร์ไปอยู่กับคุณน้าแล้วหาเรื่องตำหนิให้ตนเองต้องพ่ายแพ้หรือด้อยกว่า ซึ่งมันไม่จริงเลยสักนิด ไม่มีสักครั้งที่เขาจะอยู่ข้างคนอื่น ตั้งแต่เด็กจนโต ปาร์คชานยอลเป็นที่หนึ่งสำหรับเขาเสมอ ..ยกให้ไปหมดแล้วทุกอย่าง

 

แม้แต่หัวใจ

 

“อื้อออ”

 

คนเรามันจะหาเรื่องใส่ตัวได้ขนาดนี้เลยหรือ? อี้ฟานใจเหลวแทบลงไปกองกับพื้น ยามที่สองแขนขาวโอบรั้งลำคอของเขาอย่างเผลอไผล เสียงครางอื้ออึงประท้วงขอลมหายใจไม่ได้ช่วยให้อี้ฟานเห็นใจเลยสักนิด รังแต่จะกลั่นแกล้งให้มากขึ้นไปอีก คนอื่นมาเห็นคงคิดว่าอี้ฟานนั้นคุมเกมได้อย่างหมดจด ชัยชนะอยู่แค่ปลายเอื้อม ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เลย อี้ฟานรู้ดีอยู่แก่ใจ

 

แค่ได้ยินเสียงหวานอยู่ข้างหูก็แทบจะฝืนใจทำปากแข็งต่อไม่ไหว ต่างอะไรกับเห็นความหายนะอยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ลั่นวาจากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเดินเกมก่อนไม่รอให้คนในอ้อมแขนได้ตั้งตัว หากกลับกลายเป็นว่ายิ่งพุ่งทะยานเข้าหา อู๋อี้ฟานกลับอยู่ห่างไกลเส้นชัยออกไปทุกที หรือเขามันโง่เง่าอย่างที่จงอินมันบอกจริง ๆ ..เล่นเกมกับปาร์คชานยอล อย่างไรเสียเขาก็ต้องแพ้

 

แต่เขาก็ไม่คิดว่าชานยอลจะชนะเขาได้หรอกนะ ..

 

ตัวอ่อนปวกเปียกซบอยู่ที่อกเขานี่น่ะหรอจะชนะ ..เฮอะ ไม่มีทางหรอก : )

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 #born2berival_KY