Jump to content


THE E11EVEN ♠ KY

Member Since 04 Oct 2012
Offline Last Active Jun 15 2019 06:40 AM
-----

Topics I've Started

Just a shadow (5/5)

09 June 2019 - 04:11 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 05

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

ชานยอลไม่รู้ว่าเขาถูกพี่อี้ฟานจูบหลังจากประตูห้องปิดลงนานแค่ไหน รู้แค่ว่าอีกฝ่ายหายใจหอบเหนื่อยไม่ต่างกันแต่ก็ยังคงประคองจูบอย่างอ่อนโยนซ้ำไปซ้ำมานานนับหลายนาทีและมันจบลงเมื่อพี่อี้ฟานกอดและซบลงกับอกเขาแทน

“อย่าไล่พี่ไปไหนนะชานยอล”

 

วินาทีนั้นชานยอลรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความโกรธที่อีกฝ่ายแสดงออกเลยสักนิด เพราะน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำของอี้ฟานเสมอ

แน่นอนว่าชานยอลไม่ได้มีคำตอบให้กับประโยคนั้นแต่ก็ซบหน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายไม่ต่างกันและเป็นชานยอลเองที่เอื้อมมือไปกุมมือของอี้ฟานไว้ก่อนจะสอดประสานมันจนแน่น

 

เมื่อตอนเย็นมีแค่สองทางเลือกเท่านั้นที่ชานยอลมีให้คือการสะบัดมือของอี้ฟานทิ้งและเดินไปหาจงอินกับการที่ยอมให้อี้ฟานกุมมือไว้และเดินกลับมาที่คอนโดด้วยกัน

แต่มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

 

ทางที่ชานยอลเลือกคือการ สะบัดมือของอี้ฟานออกและเดินนำกลับมาที่คอนโด โดยไม่ได้ไปหาจงอิน

 

อี้ฟานไม่ได้เห็นแก่ตัว เขาไม่ได้เป็นคนที่ใจร้ายขึ้นเพียงแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากชานยอลก็เท่านั้น

 

“ปวดหัวรึเปล่า พี่นวดให้มั้ย”

“เปล่าครับ พี่อ่านหนังสือเถอะ”

เอ่ยพลางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์มารับสายของแบคฮยอนที่โทรเข้ามา อี้ฟานยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงข้างๆ กันเขาได้ยินประโยคสนทนาระหว่างทั้งสองคน ประโยคที่จับใจความได้คือเพื่อนตัวเล็กอยากเปิดวิโอคอลแต่ชานยอลบอกว่าเขาปิดไฟแล้ว ใช้เวลาคุยไปพักใหญ่ชานยอลถึงวางสายไป อี้ฟานเองก็ปิดหนังสือก่อนจะวางมันไว้ข้างเตียง

 

เมื่อไหร่กันนะ ที่ข้างเตียงชานยอลมีหนังสือที่เขาอ่าน

 

มือหนาประคองใบหน้าหวานที่นอนเล่นมือถือให้หันมาสบตาก่อนจะก้มลงจูบเบาๆ บดเบียดริมฝีปากซ้ำๆ จนมือไม้คนถูกจูบอ่อนแรงปล่อยให้มือถือร่วงลงบนเตียงไปทั้งอย่างนั้นพร้อมกับเปลือกตากลมที่ปิดลงเพื่อที่จะรับสัมผัสอย่างตั้งใจและใช้เวลาที่เหลือสบตากันอยู่นาน

“พี่อี้ฟาน ผมน่ะ..”

“..............”

“ผมกับจงอินกำลังจะกลับมาคบกัน”

 

 

 

 

 

..........................................

 

 

 

 

 

จะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

 

มันยากเกินไปรึเปล่าที่จะหาคำตอบ

 

 

 

 

“พี่อี้ฟานไปไหน”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“อ่าว แล้วมายังไง”

“นั่งแท็กซี่มา”

ประโยคสนทนาห้วนสั้นทำเพียงแค่โต้ตอบกันไปมา ชานยอลยังคงนั่งกดมือถือขณะที่แบคฮยอนเพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ วันนี้มีสอบย่อยเมื่อคืนแบคฮยอนอ่านหนังสือมาหนักพอสมควรจึงได้ดูเพลียๆ และไม่ได้สนใจเพื่อนข้างกายมากนักจนกระทั่งสอบเสร็จเขาถึงได้สังเกตความเป็นไปว่าเหมือนจะมีอะไรผิดแปลกไป

“วันนี้ไม่เห็นพี่อี้ฟานเลย ไปไหนนะ”

แบคฮยอนเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหาถ้าจะให้พูดว่าแปลกขนาดนั้นเลยรึเปล่าก็ไม่ได้ถึงกับน่าตกใจแต่การได้เห็นพี่อี้ฟานมารับชานยอลทุกวันโดยไม่ได้นัดพอวันนี้ไม่เจอก็แค่รู้สึกว่า วันนี้ไม่มาหรอกเหรอ

“พี่อี้ฟานบอกรึเปล่าว่าไปไหน”

“คงมีธุระมั้ง กูไปละนะแบค”

“ไปไหนอ่ะ ไม่ไปกินข้าวด้วยกันเหรอ”

“วันหลังแล้วกัน”

“ให้ไปส่งมั้ยชานยอล”

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวไปแท็กซี่”

 

 

แบคฮยอนยืนมองแผ่นหลังของชานยอลที่เดินห่างไปจนลับสายตาเคยคิดว่าเดี๋ยวชานยอลก็จะกลับมาร่าเริงเหมือนตอนที่พ่อของชานยอลออกจากบ้านไปตอนมอปลายแต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ ชานยอลไม่ได้ดีขึ้นและดูเหมือนว่าจะมีคนอื่นมาช่วยแบกรับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ใช่..มันอาจไม่เหมือนกันที่ในตอนนั้นเป็นคนในครอบครัวแต่ถ้าจะให้พูดแม้จงอินจะเป็นคนนอกแต่ก็เป็นคนที่ชานยอลรักต่างกันเพียงแค่สถานะความสัมพันธ์เท่านั้นจึงไม่แปลกที่จะลืมได้ยากและยังคงมีท่าทีเรียบเฉยอยู่อย่างนี้

กำลังจะหันหลังกลับไปเอารถแบคฮยอนก็ต้องหยุดรอเมื่อเห็นว่าอี้ฟานเดินผ่านมาทางนี้พร้อมกับพี่ลู่หานและเพื่อนอีกคน แบคฮยอนยิ้มรับเมื่อกลุ่มรุ่นพี่เดินมาหาไม่รู้ว่ามาแถวนี้ทำไมเพราะไม่น่าจะใช่ทางผ่าน แต่ถ้าให้คิดไปเองพี่อี้ฟานอาจจะมาหาชานยอลแต่มีเพื่อนมาด้วยก็เท่านั้น

“พี่อี้ฟาน”

“หวัดดีแบคฮยอน”

“ครับ พี่ลู่หาน”

คนตัวเล็กยิ้มรับก่อนจะก้มหัวให้เมื่อเป็นลู่หานที่เอ่ยทักทายออกมาก่อน

“ผ่านมาทางนี้เหรอครับ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ จอดรถไว้อีกฝั่งนะ ตอนบ่ายมาละที่จอดรถเต็ม”

“อ่อ ถ้างั้นผมกลับแล้วนะครับ”

“ชานยอลไปไหนเหรอ”

ลู่หานเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหา พวกเรารู้จักกันก็ไม่แปลกที่จะเอ่ยถามหาส่วนผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยก็มีท่าทีเช่นเดียวกันราวกับสงสัยว่าชานยอลที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน

“มีธุระมั้งครับ บอกจะกลับก่อน ปกติพี่อี้ฟานมารับผมนึกว่าวันนี้จะมา”

“..............”

“วันนี้พี่มีธุระน่ะ พี่บอกชานยอลไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะได้เดินผ่านมาทางนี้”

“ผมก็นึกว่าพี่ไม่ได้บอกเพื่อนผมไว้ ชานยอลก็ดูงงๆ ตอนที่ผมถาม งั้นผมกลับจริงๆ แล้วนะครับ

“ไว้เจอกันนะ”

“ไปเถอะอี้ฟาน เฟยหิวแล้ว”

 

ทั้งสามคนหันหลังเดินจากไปแล้ว แบคฮยอนที่ยังคงยืนส่งยิ้มให้ยิ้มค้างไปกับภาพที่ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ใช้มือคล้องแขนของอี้ฟานไว้ก่อนจะเบียดตัวเองเข้าไปหาในขณะที่พี่ลู่หานเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่นัก

 

 

 

บางสิ่งบางอย่างจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

คำถามนี้..มันฟังดูน่ากลัวขึ้นมาทุกที

 

 

 

........................

 

 

 

 

ชานยอลหายไป

 

 

อาจฟังดูเหมือนน่าตกใจแต่ถ้าจะคิดให้ดีก็เพียงแค่ติดต่อไม่ได้แต่ดูเหมือนว่าสำหรับแบคฮยอนจะไม่ใช่แบบนั้น คนตัวเล็กวุ่นวายโทรหาเพื่อนชานยอลคนอื่นๆ โทรหาคยองซูจนกระทั่งโทรหาอี้ฟานที่มีความหวังที่สุดก็ได้คำตอบที่ว่างเปล่าเช่นเดิม

เพราะวันนี้ไม่มีเรียนแบคฮยอนจึงไม่ได้ติดต่อชานยอลตั้งแต่เย็นของเมื่อวานจนตอนนี้เป็นเวลาเย็นของอีกวันแล้วที่เขาเพิ่งโทรหาเพื่อน แบคฮยอนคิดว่าชานยอลอาจจะไม่ได้พกโทรศัพท์ ออกไปดื่มหรือทำอะไรยุ่งจนไม่มีเวลารับแต่พอไปหาที่ห้องก็ยังไม่กลับในใจจึงอยู่ไม่สุข แบคฮยอนเคยเจอกับตัวเองแล้ว

ชานยอลเคยยืนกำโทรศัพท์ไว้ในมือแน่นทั้งที่มันมีเสียงเรียกเข้าแต่เพื่อนเขาเอาแต่ยืนเหม่ออยู่หน้ารั้วบ้านเขาราวกับคนไร้สติ การโทรไปถามหาชานยอลกับอี้ฟานเองก็ยิ่งกระตุ้นความเป็นห่วงให้หมดขีดจำกัด

อี้ฟานขอตัวจากเพื่อนแยกออกมาหาแบคฮยอนเพราะความเป็นห่วง หลายคนวุ่นวายไม่ว่าจะคิดไปเองหรือมันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ หากแต่นั่นไม่ใช่ความผิดของชานยอล เรามีสิทธิ์เป็นห่วงคนที่ตัวเองรักได้มากเท่าที่อยากจะทำ

อี้ฟานมาเจอกับแบคฮยอนที่หน้าคอนโดของชานยอล เอ่ยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีคำตอบแค่ว่า ผมติดต่อชานยอลไม่ได้ ผมเป็นห่วงเพื่อน

“แบคฮยอนไม่เป็นไรนะ ชานยอลไม่ทำอะไรที่ทำร้ายตัวเองหรอก”

“ครับ ผมรู้ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมแค่ไม่อยากให้ชานยอลอยู่คนเดียว”

“โทรหาคุณน้าที่บ้านรึยัง”

“โทรแล้วครับ ชานยอลไม่ได้กลับ”

“................”

อี้ฟานยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่แบคฮยอนเริ่มเม้มริมฝีปากของตัวเองด้วยความกังวล ปกติชานยอลเป็นคนที่สามารถติดต่อได้ตลอดและเจ้าตัวมักบอกเสมอว่าจะไปไหน

“รู้จักคอนโดจงอินรึเปล่า”

“แต่..ผมไม่คิดว่าชานยอลจะกลับไปคบกับจงอิน”

อี้ฟานเอ่ยถามและดูเหมือนว่ามันจะเป็นอีกความหวังหนึ่งที่มีในตอนนี้ ทั้งสองคนไม่แปลกใจที่ชานยอลจะพูดออกมาแบบนั้น ว่าจะกลับไปคบกับจงอิน ชานยอลเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอแต่แม้ว่ามันจะไม่ใช่การโกหกก็ไม่ได้หมายความว่าชานยอลจะพูดทุกอย่างที่คิดในใจออกมา อี้ฟานหยุดนิ่งมองตาของแบคฮยอนก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหนักแน่นและสร้างความมั่นใจให้กับคนฟังได้เป็นอย่างดี

“ไม่หรอก..จงอินน่ะ จะไม่กลับไปคบกับชานยอล”

 

แต่ก็อาจจะไปหา

 

 

มันไม่ใช่ความมั่นใจที่ว่าอี้ฟานรู้จักจงอินดี เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้น รู้จักแค่ผิวเผินแต่ก็รู้ว่าจงอินไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขายังเห็นว่าจงอินกับเซฮุนยังคงคบกันด้วยดีและจงอินจะไม่หลอกคนที่ตัวเองรักเพราะตอนที่คบกับชานยอลก็ไม่เคยเป็นคนแบบนั้น

เหมือนว่าอี้ฟานจะออกไปตามชานยอลอย่างที่บอกหากแต่ก่อนที่จะได้หันหลังกลับไปแบคฮยอนก็เอ่ยรั้งไว้ก่อน แววตาคู่เล็กนั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้งและนั่นทำให้อี้ฟานขมวดคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรรึเปล่า

“ผมถามอะไรสักอย่างได้รึเปล่าครับ”

“.............”

“วันนั้น วันที่พี่จบมอปลายแล้วจะย้ายมาเรียนมหาลัย”

“...............”

“พี่จูบชานยอลที่หน้าบ้านใช่มั้ยครับ พี่ชอบเพื่อนผมตั้งแต่ตอนนั้นใช่รึเปล่า”

อี้ฟานสบตากับแบคฮยอนที่ยืนรอคำตอบอยู่ด้วยความจริงจัง เขาไม่คิดจะปฏิเสธหรอกเพียงแต่คิดว่าจะไม่มีคนเห็นเหตุการณ์นั้นเพราะมันดึกมากแล้ว เขาจะต้องย้ายมาเรียนมหาลัยและมันไกลจากบ้าน เขาจะต้องห่างจากชานยอลห่างจากแบคฮยอนที่อยู่ระแวกบ้านใกล้ๆ กัน วันนั้นจึงตัดสินใจไปเรียกชานยอลที่หน้าบ้านตอนดึกดื่นและจูบชานยอลอย่างที่แบคฮยอนถามจริงๆ

 

แต่มันก็ดูเหมือนตลกร้ายที่ชานยอลคิดว่าเขาทำไปเพราะเมาหลังจากเพิ่งไปสังสรรค์อำลากับเพื่อนร่วมห้องตอนมอปลายมา มีโอกาสมากมายให้เขาได้พูดความรู้สึกแต่ชานยอลก็ดูจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงมันอยู่เสมอ ทำเหมือนว่าวันนั้นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น อี้ฟานเลือกแสดงออกด้วยการกระทำคอยดูแลแทนคำพูด รอเวลาจนมันสายไปเมื่อชานยอลตัดสินใจคบกับจงอินในเวลาต่อมาหลังจากเข้ามหาลัย

 

“ถ้าพี่ยังรักเพื่อนผมอยู่ ช่วยดูแลเขาด้วยนะครับ”

 

 

 

 

“ชานยอลน่ะ..เขามีพี่เป็นรักแรกเลยนะ”

 

 

“กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง..ถ้าคบกันแล้วเลิก เขากลัวพี่จะหายไป”

 

 

มือแกร่งกระตุกเบาๆ ข้างในอกมันเต้นแรงขึ้นจนรู้สึกได้ เหมือนร่างกายต้องการจะยิ้มแต่มันก็จุกจนพูดหรือแสดงท่าทางอะไรไม่ออก มันเหมือนกล่องๆ หนึ่งถูกเปิดออกและความรู้สึกมากมาย ปัญหา ความลับ คำโกหกต่างๆ ก็ล้นหลามออกมาในคราวเดียว

 

เราต่างโกหกกันและกัน โกหกผู้คนและโกหกตัวเองเพียงเพราะความกลัวอะไรบางอย่าง

 

 

บางอย่างที่คนอื่นอาจมองว่า ก็แค่นั้น แต่สำหรับบางคนมันไม่ใช่

 

 

อี้ฟานเดินออกมาจากคอนโดของชานยอลและบอกให้แบคฮยอนรออยู่ที่นั่นเผื่อชานยอลจะกลับมาหากแต่เขาไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไกลนักก็เจอกับคนที่กำลังตามหา

 

ชานยอลเดินมากับจงอิน เด็กหนุ่มคนนั้นสวมหมวกและเสื้อกันหนาวเก็บมือที่เย็นเฉียบไว้ในกระเป๋าเสื้อในขณะที่ชานยอลค่อยๆ เดินตามและหยุดลงเมื่อถึงทางแยกเข้าคอนโด อี้ฟานยังยืนอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าแม้ว่าอีกเพียงนิดทั้งคู่ก็จะมองเห็นเขาแต่อี้ฟานไม่ได้ต้องการแบบนั้น

 

“ชานยอล ขึ้นห้องเถอะอากาศมันหนาวแล้วนะ”

ชานยอลได้ยินแต่เขาไม่ได้ทำตาม ร่างโปร่งยืนนิ่งก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“จงอิน ทำไมเราไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะ”

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ การที่เรากลับมาคุยกัน เราจะอยู่ในสถานะเพื่อน”

“เราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง ถ้ากลับมาคุยกันก็ต้องกลับมาเป็นแฟนกันสิ”

“สถานะนั้นสำหรับเราสองคนมันเป็นไปไม่ได้แล้วชานยอล”

“แล้วเราผิดอะไรล่ะ..จงอิน”

เสียงของชานยอลสั่นและขาดห้วงหากแต่นั่นไม่ใช่การร้องไห้ ประโยคนั้นทำให้คนฟังอย่างอี้ฟานเจ็บไม่น้อยแต่สำหรับจงอินในตอนนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ประโยคคำถามก็เท่านั้น

“นายไม่ผิด ไม่ผิดอะไรเลย จงอินเองที่ผิดชานยอล”

“................”

“นายนอกใจใช่มั้ย”

“ไม่ใช่เลยชานยอล แต่เพราะจงอินน่ะรู้สึกกับชานยอลไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าเราเหมือนเพื่อนกันมากกว่า พอรู้สึกแบบนั้นแล้วถ้าเราคบกันต่อจงอินก็จะทำให้ชานยอลเสียใจอยู่ดีแต่ถ้าเราเลิกกันแล้วชานยอลก็จะมีโอกาสเจอคนใหม่ที่จะรักชานยอลจริงๆ”

“..............”

“ส่วนเซฮุนน่ะ.. จงอินไม่อยากให้ชานยอลเข้าใจผิดนะ กับเซฮุนเขามาทีหลัง มาหลังจากที่เราเลิกกันแล้ว ถึงเวลามันจะไม่นานก็ตาม”

“..............”

“ขึ้นห้องเถอะ อากาศเย็นแล้ว อีกอย่างเราอย่าเจอกันเลยนะถ้ามันยังทำให้ชานยอลเสียใจอยู่แบบนี้ ไว้พร้อมเมื่อไหร่เราค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกัน”

 

 

ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ หากเป็นเมื่อก่อนจงอินอาจจะดึงชานยอลเข้ามากอดปลอบลูบแผ่นหลังเบาๆ แต่ตอนนี้ ในสถานะนี้มันคงยากเกินไปที่จะทำแบบนั้นหากว่ามันจะทำให้ชานยอลคิดไปเองอีกครั้งเขาก็สู้เป็นคนที่ใจร้ายและเดินจากไปเงียบๆ ซะดีกว่า

 

จงอินจากไปแล้วแต่ชานยอลยังคงยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าหวานที่เขาชอบมองมันนักหนาก้มต่ำ ปลายจมูกแดงรื้นขึ้นพอๆ กับแก้มสองข้าง อี้ฟานไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว เขาก้าวเท้าออกไปตรงหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชานยอลแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแม้ว่าจะรับรู้การมีอยู่ของเขาแล้วก็ตาม

 

“ชานยอล..”

เสียงเรียกเบาๆ ทำให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตา ดวงตาที่กลมโตกว่าคนอื่นเวลาที่มันมีน้ำใสเอ่อคลอมักเห็นได้ชัด ปลายจมูกแดงเรื่อจนอยากจะสัมผัสเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ไม่มีเสียงสะอื้นจนกระทั้งหยดน้ำตาที่คลอหน่วงอยู่กลิ้งหล่นลงบนแก้มเงียบๆ

 

หัวใจของอี้ฟานเหมือนร่วงหล่นลงไปในวินาทีนั้น

 

 

“เจ็บใช่รึเปล่า”

“............”

“ชานยอล.. ถ้ามันเจ็บมากๆ ก็ร้องไห้ออกมานะ สิ่งหนึ่งที่พี่กลัวมาตลอดคือพี่ไม่เคยเห็นน้ำตาของนาย”

“ฮึก..”

“อย่าให้ความเจ็บปวดเก็บอยู่ในนั้นเพราะมันจะไม่มีวันหายไปไหน ร้องเท่าที่อยากร้อง”

“ฮึก...”

“เสียใจเท่าที่อยากเสียใจ”

“ฮึก..”

“พี่อี้ฟานน่ะ ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไม่ว่าในสถานะอะไร ก็จะไม่ไปไหนเลยรู้มั้ย”

“ฮึกก ฮือ....ฮ..”

 

เป็นครั้งแรกที่เห็นชานยอลร้องไห้จนสะอึกสะอื้น ไม่ใช่คำโกหกเลยที่ว่าเด็กคนนี้ไม่เคยร้องไห้ด้วยความเสียใจจากความเจ็บปวดที่อยู่ในอก ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นก็จะพยายามเข้มแข็งด้วยตัวเองไม่คร่ำครวญไม่โหยหาคนปลอบประโลม คิดเสมอว่าไม่มีใครจะอยู่ด้วยได้ตลอดไปจึงบอกตัวเองว่าห้ามทำตัวอ่อนแอ

 

แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าเขาเก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างในนั้นเยอะจนเกินไป

 

และวันนี้ชานยอลเหมือนกล่องเก็บความรู้สึกที่ถูกไขกุญแจ

 

 

อี้ฟานขยับเข้าไปหาประสานมือกับชานยอลไว้หลวมๆ แต่มันก็แนบชิดขึ้นจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อชานยอลบีบมันจนแน่น มือหนาอีกข้างประคองกลุ่มผมสีเข้มให้เอนลงซับไหล่ของตนก่อนจะประคองกอดร่างทั้งร่างไว้แล้วลูบแผ่นหลังเบาๆ ในขณะที่ชานยอลขยำเสื้อที่หลังของเขาจนยับ

“ฮึก...”

 

เด็กน้อยในอ้อมกอดยังคงสะอื้นไห้หากแต่อี้ฟานกลับรู้สึกดีที่มันเป็นแบบนั้น เขาไม่อยากให้ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจในครั้งนี้ถูกเก็บลงไปในกล่องอีกเขาอยากให้มันจางหายไปและให้เก็บแต่ความสุขไว้ในนั้นแทน

“จะเป็นอะไรรึเปล่า”

“..............”

 

 

 

“ถ้าพี่..อยากให้ชานยอลกลับไปหารักแรกของตัวเอง”

 

 

 

 

“เพราะเขายังไม่ไปไหนเลย เขายังรอชานยอลอยู่นะรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีม  #shadowky ให้ไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ ที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้

 

และฝากติดตามเรื่องต่อไปของโปรเจคด้วยนะคะ ^ ^

 

 

 

 

 


Just a shadow (4/5)

02 June 2019 - 03:43 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 04

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

“ชานยอลอยู่ไหนเหรอ”

“อยู่ข้างนอกน่ะ”

“กับพี่อี้ฟาน?

“เปล่าหรอก แค่นี้ก่อนนะออกมาทานข้าวน่ะ”

 

ชานยอลจบบทสนทนานั้นพร้อมๆ กับสายที่ถูกตัดไป แบคฮยอนมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋า เขาไม่ได้ขุ่นเคืองกับประโยคสนทนาห้วนสั้นจากเพื่อนที่ส่งมาให้ เพียงแต่เขานึกเป็นห่วงภาพที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

ใช่ เขาบังเอิญเจอชานยอลที่ร้านอาหารในห้างหากแต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองเห็นเขา แบคฮยอนแค่สงสัยว่าเพื่อนเขามากับใครเพราะบางทีจะได้เข้าไปทักแต่ดูเหมือนว่าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหาจะทำให้แบคฮยอนเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้มากกว่า

 

คิมจงอินกำลังเดินเข้าไปหาชานยอล

 

แบคฮยอนไม่ได้รู้สึกว่าชานยอลโกหกเพียงแต่อีกฝ่ายเลือกที่จะยังไม่ให้เขารับรู้สิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้น คนตัวเล็กหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้งและกดโทรหาคยองซู แบคฮยอนเลือกที่จะเดินผ่านไปแบบนั้น

ภาพแผ่นหลังที่เดินจากไปไม่ได้แปลว่าเขาทอดทิ้งเพื่อนแต่มันไม่ใช่จุดที่เขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของคนสองคน

 

 

 

 

 

-----------------------

 

 

 

 

“แบคฮยอนถ้ามึงมีแฟนจะทิ้งกูมั้ย”

“ถามอะไรเนี่ย จะทิ้งไปไหนก็อยู่นี่แหละ”

“ไม่เชื่อหรอก ไม่เห็นคนอื่นๆ เหรอ ใครๆ เขาก็เอาแต่อยู่กับแฟน”

“มันก็ไม่ใช่ตลอดเวลาขนาดนั้นสักหน่อย แล้วจะกลัวอะไรเพิ่งอยู่มอปลายยังไม่รีบมีแฟนหรอก”

“ก็กลัวต้องอยู่คนเดียว”

“พี่อี้ฟานก็อยู่ กลัวอะไรเนี่ย”

“เดี๋ยวพี่เขาก็คงมีแฟน”

 

 

“กูอยู่ตรงนี้พี่อี้ฟานก็อยู่ต่อให้มึงไปไกลแค่ไหนเมื่อไหร่ที่กลับมาเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน”

 

กาลเวลาหล่อหลอมคนแต่ไม่อาจบอกได้ว่ารูปแบบที่ออกมาจะเป็นแบบไหน เขาอาจจะเข้มแข็งขึ้น อ่อนแอลง หรือด้านชาต่อโลกที่เอาแต่คอยรังแกไม่หยุดหย่อน วันนี้ไม่มีเด็กคนนั้นที่ใส่ชุดนักเรียนวิ่งเล่นกันเหมือนเด็ก พรุ่งนี้เราอาจนั่งคร่ำเครียดอยู่ในห้องประชุมหรือเย็นนี้เราอาจจะนั่งร้องไห้อยู่มุมห้อง

 

พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ไม่มีใครรู้หรอก..แม้แต่ตัวเราเองก็ตาม

 

 

ในเย็นวันนั้นที่ชานยอลเดินมาหาและเอาแต่ยืนเหม่ออยู่หน้าบ้านเปลี่ยนความคิดของแบคฮยอนที่ว่า รอยยิ้มที่แบคฮยอนเห็นทุกวันมันไม่ได้แปลว่าเขากำลังมีความสุข

เด็กมอปลายควรที่จะจัดการความรู้สึกตัวเองได้แต่มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น ชานยอลบอกเขาว่า พ่อเขาไปแล้ว ไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ที่เมืองนอก แบคฮยอนไม่เคยรู้ว่าชานยอลกำลังมีปัญหามาตลอดนั่นคือสิ่งที่เขานึกโทษตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไมชานยอลถึงกลัวว่าคนนั้นคนนี้จะหายไปจากชีวิต ชานยอลรักพ่อมากแค่ไหนเขารู้ดีแต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะทำให้พ่อรักได้มากกว่าลูกแท้ๆ ของตัวเอง

พี่อี้ฟานรีบมาหาหลังจากรู้ข่าวแม้ว่าตอนนั้นพี่ชายข้างบ้านจะย้ายไปเรียนมหาลัยแล้วก็ตาม ชานยอลนิ่งไปหลายเดือนกว่าจะมีรอยยิ้มที่ไม่ต้องปั้นแต่งมาให้ได้เห็นและพี่อี้ฟานที่กำลังลังเลว่าจะกลับไปช่วยแม่ทำงานและเรียนต่อไปด้วยที่จีนก็เลือกจะอยู่ที่นี่กับพ่อต่อ

ครอบครัวพี่อี้ฟานต่างจากชานยอลพวกเขาเป็นนักธุรกิจและเพียงแค่แยกกันทำงานแต่สำหรับชานยอลมันไม่ใช่ พ่อของเขาหายไปและไม่กลับมา

 

หลายคนมักนึกถึงวัยเด็กที่น่าจดจำของตัวเองแต่กลับบางคนมันก็ไม่ใช่ อดีตของบางคนไม่ได้น่าโหยหาขนาดนั้น

 

 

 

 

 

-------------------------

 

 

 

 

 

อี้ฟานยังคงตั้งใจกับการเคลียร์งานที่คั่งค้าง เขาใกล้จะเรียนจบมันทำให้เขาเริ่มช่วยจับงานของพ่อที่บริษัทไปด้วย แม้จะไม่มีเรียนแต่ก็มานั่งทำงานกับกลุ่มเพื่อนที่มหาลัย จากคนที่ไม่ค่อยจับโทรศัพท์กลายเป็นคนที่เริ่มยิ้มให้กับมันอยู่บ่อยๆ นั่นทำทำให้เพื่อนๆ เอ่ยปากแซวอยู่บ่อยครั้งแต่มันก็ไม่ได้มีประโยคใดตอบกลับไปนอกจากรอยยิ้มที่ยิ้มตอบรับคำถามทุกครั้งไป

เพื่อนบางคนเริ่มวาดฝันว่าหลังเรียนจบทำงานสักสองปีพวกเขาจะแต่งงานและมันน่าแปลกที่ประโยคพวกนั้นกระตุ้นให้เขาเริ่มคิดถึงการอยู่กับคนที่ตัวเองรักอย่างมีความสุข

วันนี้ยังไม่มีแรงสั่นเบาๆ จากมือถือเครื่องเล็กอี้ฟานทำแค่มองมันและหยิบขึ้นมาดูเป็นบางครั้ง ยอมรับว่าเขาอยากให้มีสักข้อความส่งเข้ามาก็ยังดีแต่เหมือนว่าคนที่เขารอจะมีสอบมือถือจึงได้เงียบเหงากว่าทุกวัน

“ไปกินข้าวที่ห้างกันมั้ยฟ่าน”

“เที่ยงนี้เหรอ”

“อยากไปซื้อของด้วย”

“งั้นเดี๋ยวแก้งานตรงนี้อีกนิดนึงแล้วกัน”

เอ่ยตอบเพื่อนตัวเล็กอย่างลู่หานไปก่อนจะก้มหน้าทำงานอีกครั้งในขณะที่คนเอ่ยชวนเริ่มยกแขนยืดเส้นสายจากอาการปวดเมื่อยที่นั่งท่าเดิมมานาน

“เรียนจบแล้วเหมือนว่าจะกลับจีนเลย”

“นายนะเหรอลู่หาน”

“อืม เหมือนป๊าม๊าอยากให้ไปช่วยงาน”

“เขาอาจจะคิดถึงต่างหาก”

“ก็ว่างั้น”

เอ่ยตอบก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะประชดความขี้เกียจและเมื่อยล้า ลู่หานปล่อยให้อี้ฟานทำงานอีกพักใหญ่กว่าพวกเขาจะเก็บของและออกไปทานข้าวตามที่ตกลงกันไว้

 

 

 

 

 

ชานยอลกลับมาที่ห้องหลังจากกลับมาจากห้างและเขายังนอนอยู่ในท่าทางเดิมๆ บนที่นอนที่เดิมตั้งแต่หัวค่ำ ห้องทั้งห้องยังคงมืดมันไม่ได้ถูกปรับแสงให้สว่างสวนทางกับความมืดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีเสียงโทรศัพท์จากอี้ฟานเขาอาจจะนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น

 

 

“พี่อี้ฟาน”

“ทำไมไม่เปิดไฟล่ะ”

“.........ผม ง่วงน่ะครับ”

เพียงเวลาไม่นานหลังจากวางสายประตูห้องก็ถูกเปิดออกไม่มีใครเอ่ยร้องขอที่จะมาหรืออยากที่จะไปหา มันเป็นเพียงแค่น้ำเสียงที่ได้ยินผ่านปลายสายของกันและกันเท่านั้นที่พาอี้ฟานมาที่นี่และชานยอลก็ยังคงรออยู่ตรงนี้

“ไม่สบายรึเปล่า”

“แค่เหนื่อยๆ ครับ”

“กินข้าวแล้วใช่มั้ย”

“ผมกินมาจากข้างนอกตั้งแต่เที่ยง”

“แต่นี่มันเย็นแล้วนะ”

“ผมไม่หิวแล้ว”

“เด็กดื้อ”

ร่างสูงนั่งลงบนเตียงหลังจากที่เดินไปเปิดไฟจนห้องสว่าง มือหนาเอื้อมไปลูบกลุ่มผมคนที่นอนหน้าฟุบหมอนเบาๆ ก่อนจะถูกเจ้าตัวจับมือนั้นไว้นิ่งๆ

“พี่อยากกอดผมเหรอ”

“..........”

“ได้มั้ย”

อี้ฟานตอบออกไปโดยไม่ปิดบัง ชานยอลเม้มปากตัวเองเล็กน้อยก่อนจะดันตัวเองขึ้นนั่งและขยับเข้าไปใกล้คนตัวสูงกว่า เพียงแค่อีกเล็กน้อยริมฝีปากอิ่มสีสดก็จะเคลื่อนเข้ามาสัมผัสแต่มันกลับถูกหยุดไว้เพราะอ้อมกอดจากอี้ฟานที่ดึงร่างของเขาเข้าไปกอดเอาไว้ซะก่อน

“พี่หมายถึงกอด..กอดแบบนี้”

“.................”

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง มีความสุขรึเปล่า

“ครับ”

 

ชานยอลไม่รู้ว่าทำไมพี่อี้ฟานถึงเอาแต่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ข้างๆ ใช้ชีวิตราวกับไม่มีตัวตนแต่ก็ไม่ได้หายไปไหน

ชานยอลนอนอยู่บนเตียงข้างๆ กัน เขาไม่ได้ง่วงนอนแล้ว บางครั้งที่พลิกตัวไปมาก็มักจะเอาหัวมาหนุนตักอี้ฟานเป็นบางครั้ง มือหนาเอื้อมมาลูบผมเขาโดยที่สายตาคู่นั้นยังจดจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือ

ชานยอลวางมือถือของตัวเองลงเขาหยิบเครื่องมือสื่อสารของพี่อี้ฟานมาแทนที่ ยื่นให้เจ้าของตักที่ตนหนุนอยู่ปลดล็อคให้จากนั้นก็ใช้งานมันราวเป็นเจ้าของโดยที่เจ้าของตัวจริงนั้นไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าว่ามันจะถูกใช้งานอย่างไร

“ผมโพสต์รูปนี้ได้มั้ย”

มือถือเครื่องเล็กถูกยื่นมาหาพร้อมกับรูปของอี้ฟานที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือมันออกจะพร่าเบลอไปสักหน่อยแต่มันก็ชัดเจนว่าเป็นรูปของเขาเอง อี้ฟานพยักหน้ารับชานยอลจึงได้จัดการมันอย่างที่เอ่ยปากขอ

ชานยอลไม่ได้ใส่ข้อความใดๆ ลงไปเพิ่มเติม เขายังคงนอนไล่ดูภาพถ่ายเข้าไปดูภาพที่พี่อี้ฟานอัพโหลดไว้และอ่านคอมเม้นที่มีคนเข้ามาเอ่ยแซวบ้างทักทายบ้างเพราะเจ้าตัวแทบจะไม่ลงรูปตัวเองส่วนมากจะเป็นสถานที่ที่ไปมากกว่าและมันไม่ได้มีหลายรูปมากนัก

มีข้อความส่งมาจากเพื่อนอี้ฟานระหว่างนั้นชานยอลบอกเจ้าของมือถือออกไปว่ามีข้อความเข้าเมื่ออีกฝ่ายรับรู้ก็บอกให้เขาอ่านให้ฟังและพิมพ์คำตอบบางอย่างกลับไปให้เพราะส่วนมากก็จะเป็นการสื่อสารกันธรรมดาว่าพรุ่งนี้นัดกี่โมงหรือต้องการอะไรบ้างไม่ได้มีเนื้อหาส่วนตัวหรือเรื่องงานที่อธิบายยาก

“มีข้อความจากคนชื่อเฟยครับ”

ชานยอลเม้มริมฝีปากตัวเองเบาๆ หลังจากอ่านข้อความนั้นในใจ ในขณะที่อี้ฟานหยุดอ่านหนังสือและหันมาสบตากับเขา

“ว่ายังไงเหรอ”

“พรุ่งนี้ไปดูหนังกันอีกนะ”

ชานยอลอ่านข้อความนั้นด้วยท่าทางที่เรียบเฉยและน้ำเสียงสม่ำเสมอ เขายื่นมือถือคืนให้อี้ฟานและบอกว่าตัวเองหิวน้ำจึงได้ลุกออกไป

อี้ฟานหยิบมือถือมาตอบข้อความนั้นแล้วลุกตามชานยอลที่เดินไปกินน้ำและยังไม่เข้ามา เขาเห็นชานยอลนั่งพิงกับโต๊ะทานข้าวและมองประตูตู้เย็นที่ปิดสนิทเงียบๆ

“ชานยอล”

“พี่จะกลับรึยังครับ ผมจะเดินลงไปส่ง”

เราต่างรู้ว่ามันเกิดความผิดปกติ มีความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้นกับชานยอลและเจ้าตัวก็เป็นคนแบบนี้ไม่เคยร้องขอหาคำอธิบายใดๆ

“คบกับพี่..ได้มั้ย

“...............”

ชานยอลยืนนิ่งเขาหันมามองหน้าอี้ฟานเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาจางๆ และเดินเข้าไปหา

“ผมง่วงแล้ว”

ดูเหมือนว่าคำตอบที่ได้จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการแต่อี้ฟานก็ยังคงเอ่ยออกไปราบเรียบเป็นปกติเช่นเดิม

“ชานยอลให้พี่รอใช่มั้ย”

“ผมไม่ได้บอกให้พี่รอ”

“................”

“พี่รอเราได้นะ”

“ผมไม่มีอะไรให้พี่รอ..ผมกับจงอินน่ะ เรากำลังจะกลับมาคบกัน”

“แล้วเราสองคน..”

“พี่เป็นพี่ชายที่ดี ดูแลผมเวลาผมไม่มีใครแล้วก็..เราก็สนิทกันขึ้นแค่นั้น”

น้ำเสียงของชานยอลแผ่วเบา อี้ฟานเองก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมชานยอลยังคงปั้นยิ้มส่งมาให้ มีเรื่องค้างคาใจมากมายแต่เราก็เลือกที่จะไม่อธิบายอะไรออกไปสักอย่าง

 

“วันนี้ผมไปทานข้าวกับจงอินแล้วเราก็ไปเดินเล่นกัน..ผมเจอพี่กับพี่ลู่หานเดินผ่านด้วย”

 

“แล้วเราก็ไปดูหนั..”

 

“พี่กลับก่อนก็ได้ พรุ่งนี้พี่จะมารับไปเรียนนะ”

 

อี้ฟานอยากดึงชานยอลเข้ามากอดแต่เขาก็ทำได้แค่ยืนนิ่งและสุดท้ายก็เลือกที่จะหันหลังกลับเพื่อเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอให้ชานยอลไปส่งอย่างที่เจ้าตัวเคยต้องการ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นคนแบบนี้..แบบที่ถูกเอ่ยไล่กลายๆ แล้วแต่ก็ยังไม่ไป

 

อาจจะมีบางคนมองว่าเขาจะโง่อยู่ตรงนี้ทำไม..เขาก็อาจจะตอบออกไปโง่ๆ ว่า เพราะชานยอลอยู่ตรงนี้ ก็เท่านั้น

 

 

 

 

.......................................

 

 

 

 

อี้ฟานยังไม่ได้อธิบายด้วยซ้ำว่าเฟยเป็นใครหรือข้อความที่ส่งมานั้นมันหมายความว่ายังไงบ้าง ชานยอลไม่ได้เอ่ยถามแต่เขาก็คิดว่าเขาควรจะอธิบายมันออกไปให้อีกฝ่ายได้รู้

แต่มันก็ดูว่างเปล่า เมื่อเขาบอกว่าเฟยคือลูกสาวเพื่อนของแม่และวันนั้นพาไปดูหนังเพราะผู้ใหญ่ฝากไว้อีกทั้งยังมีลู่หานไปด้วยไม่ได้ไปกันแค่สองคน ประโยคยืดยาวนั้นมันจบลงด้วยคำตอบสั้นๆ จากชานยอลว่า ครับ ผมไม่ได้คิดอะไร

ไม่รู้ว่าเราพยายามยื้ออะไรไว้กับตัวทั้งที่ความรู้สึกเราโลดแล่นออกไปจนหลงทางกันหมดแล้ว เราต่างรู้ดีแต่เรากลับไม่ยอมหันหลังให้กันจนกระทั่งวันนี้

 

 

 

แบคฮยอนนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำข้างตึกเรียน ชานยอลบอกเขาว่าใกล้จะมาถึงแล้วแม้จะยังไม่ถึงเวลาต้องขึ้นเรียนแต่พวกเขาก็นัดกันเพื่อมาหาอะไรทานก่อน ตอนแรกแบคฮยอนจะเข้าไปรับแต่ชานยอลก็เอ่ยบอกว่าพี่อี้ฟานจะมารับเขาจึงเลือกมานั่งรออยู่ตรงนี้และมันน่าแปลกที่วันนี้พี่อี้ฟานเดินตามมานั่งด้วย

 

“อ้าวพี่ วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ”

“ไม่หรอก มีแค่งานน่ะเลยว่าจะมาทานข้าวด้วย”

“พูดงี้ต้องเลี้ยงแล้วมั้ยครับ”

อี้ฟานแค่ยิ้มแต่นั่นก็เป็นคำตอบว่าไม่มีปัญหาอะไร อี้ฟานไม่ใช่คนติดเพื่อนมีคนแค่สองกลุ่มที่เขาใช้คำว่าสนิทด้วยซึ่งก็มีแค่รุ่นน้องข้างบ้านอย่างกลุ่มแบคฮยอนและเพื่อนร่วมคลาสเรียนอย่างกลุ่มลู่หานเท่านั้น

“ชานยอลมานั่งก่อน”

แบคฮยอนเอ่ยเรียกเพื่อนสนิทที่เดินนำอี้ฟานมาแต่ยังไม่ได้นั่งลง สีหน้าของเพื่อนเขาวันนี้ดูไม่ได้เศร้าหมองแต่มันก็ไม่ได้ร่าเริงซะทีเดียว อีกอย่างถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะเอ่ยแซวตามใจปากไปแล้วว่า ช่วงนี้สนิทกันจังเป็นแฟนกันแล้วใช่รึเปล่า

 

ทำไมกันนะ..ทำไมแบคฮยอนถึงรู้สึกถึงความไม่เหมือนเดิมในสิ่งที่เหมือนเดิมแบบนี้

 

ชานยอลบอกว่าจะกลับไปคบกับจงอินแต่ก็ดูเหมือนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปและพี่อี้ฟานก็ยังคงดูแลไม่ห่างทั้งที่ถ้าหากทั้งสองคนกลับไปคบกันจริงๆ คนอย่างพี่อี้ฟานจะถอยออกมาแน่นอนซึ่งอาจจะเป็นการถอยออกมาเพียงเล็กน้อยหรือกระทั่งถอยห่างออกไปจนเห็นช่องว่างอย่างเช่นตอนที่ชานยอลคบกับจงอินก่อนหน้า

 

ใช้เวลาเล็กน้อยทานข้าวด้วยกันจากนั้นอี้ฟานก็แยกตัวไปทำงานกับเพื่อนที่คณะส่วนชานยอลก็ไปเรียนกับแบคฮยอน ชานยอลยังคงเหมือนเดิมบางครั้งก็หลุดยิ้มหรือหัวเราะออกมายามพบเจอสิ่งที่ชอบใจแต่เมื่อยามต้องใช้ความคิดอยู่กับตัวเองก็ดูจมดิ่งไปกับมันจนดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวค่อยๆ หายไปจากกการมองเห็น

 

เลิกเรียนคาบสุดท้ายของวัน รอยยิ้มของอี้ฟานที่ใต้ตึกของคณะบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขามีคนมารอรับกลับห้องโดยไม่ต้องร้องขอ แบคฮยอนขอตัวแยกย้ายกันไปในขณะที่ชานยอลเองก็เดินขึ้นรถโดยไม่มีคำเอ่ยคัดค้านใดๆ ว่าเขาไม่ได้อยากไปกับคนที่มารอรับ

“อยากกินอะไรมั้ย”

“อะไรก็ได้ครับ”

“ช่วงนี้ไม่ค่อยสบายรึเปล่า นายกินข้าวน้อยลงนะ”

ชานยอลหันไปยิ้มให้คนข้างกายเขาไม่ได้เสแสร้งหากแต่แววตาไม่ได้สดใสสักเท่าไหร่ ไม่ได้มีหลายคนนักที่คอยดูว่าเขากินข้าวในแต่ละวันน้อยลงรึเปล่า

ร้านข้าวใกล้ๆ คอนโดของชานยอลถูกเลือกสำหรับมื้อเย็น พวกเขาจอดรถไว้ที่คอนโดก่อนจะเดินออกมาทานเพราะดูเหมือนว่ามันจะสะดวกกว่าการหาที่จอดรถริมถนนแบบนี้ เพราะร้านที่เลือกเป็นร้านอาหารเปิดตอนเย็นอยู่ริมทาง ที่นี่ไม่ได้ใหญ่นักผู้คนไม่ได้แน่นขนัดเต็มร้านมีเพียงแค่ประปรายหากแต่จะหนาแน่นเมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำไปถึงดึก

ชานยอลมองบรรยากาศรอบๆ ร้านอย่างสนใจ เขาเองไม่เคยแวะทานสักครั้งแต่ก็เห็นมันทุกวันไม่ใช่ว่ามันไม่เหมาะกับเขาหากแต่เมื่อมองอี้ฟานที่เป็นลูกนักธุรกิจใหญ่โตน่าจะชอบร้านอาหารหรูๆ ที่มิดชิดมากกว่านี้แต่ก็ยังคงเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

“ทานได้มั้ยชานยอล”

“ทำไมจะไม่ได้ละครับ น่าอร่อยดีออก”

 

ระหว่างทานข้าวอี้ฟานรู้สึกว่าชานยอลกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่างจากมือถือที่วางอยู่ใกล้ๆ สายตาคู่นั้นจ้องมองมันอยู่บ่อยครั้ง หยิบจับขึ้นมาดูและสุดท้ายก็วางมันไว้ที่เดิม

“อยากทานอะไรอีกมั้ย”

อี้ฟานเอ่ยถามพร้อมกับสบตาคู่กลมตรงหน้าชานยอลไม่ได้ตอบประโยคคำถามนั้นแต่ดูเหมือนว่าชานยอลเองก็อยากมีเรื่องจะเอ่ยถามเขาเช่นกัน

“พี่จะค้างกับผมมั้ยครับ”

“............”

“ค้างสิ พี่อยากนอนที่ห้องนาย”

 

เรากำลังเดินกลับห้อง มีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างมือข้างหนึ่งที่แกว่งไปมาเบาๆ มันไม่เคยสัมผัสกันหากแต่ก็อยู่ใกล้กันเพียงแค่เฉียดไปมาเท่านั้น อากาศเย็นลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้มากนักอี้ฟานตัดสินใจเอื้อมไปกุมมือของคนที่อยู่ข้างกันไว้แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะหลุดออกไปราวกับไม่ตั้งใจ ชานยอลไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำอีกทั้งยังดูเหมือนว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเลยว่ามือของอี้ฟานสัมผัสกับมือของตัวเอง

สายตาคู่นั้นเอาแต่จับจ้องอยู่กับภาพตรงหน้า ภาพที่แม้แต่อี้ฟานเองก็มองเห็นชัดเจน

 

คิมจงอินยืนอยู่ตรงนั้นซึ่งดูเหมือนจะทำเพียงแค่ยืนดื่มเครื่องดื่มอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ อี้ฟานรู้สึกว่าชานยอลแทบไม่มีสติอยู่กับตัวขาคู่นั้นเอาแต่จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายแต่เขารู้ว่าแท้จริงแล้วคิมจงอินนั่นแหละที่ดึงดูดให้สองขาของชานยอลก้าวเข้าไปหา

 

“ชานยอล”

ราวกับสะดุ้งตื่นจากภวังค์  ชานยอลหันกลับมามองหน้าอี้ฟานก่อนเห็นว่ามือข้างหนึ่งของตนถูกกุมไว้แน่น

 

 

 

แน่นจนเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้นกับมือข้างนั้นของตนเอง

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

ตอนหน้าจะจบแล้ว อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจให้กับไรท์เตอร์หรือจะสกรีมแท็กก็ได้นะคะ ^^

 

 

 

 

 

 


Just a shadow (3/5)

26 May 2019 - 01:54 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 03

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

มือหนากำลังใช้ทิชชูเช็ดคราบเปื้อนบนโต๊ะที่เขาและชานยอลทำไว้ เรามีอะไรกันอีกครั้งหลังจากวันนั้นและดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นสัญชาติญาณของคนสองคนโดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ พอจูบดูดดื่มที่คลอเคลียกันอยู่นานจบลงใบหน้าหวานก็เอนซบลงบนไหล่กว้างของคนตรงหน้าก่อนจะยกสองมือโอบรอบเอวหนาไว้หลวมๆ

ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปพร้อมกับความเงียบที่เกิดขึ้นและเสียงที่ดังชัดที่สุดก็คงเป็นเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่สม่ำเสมอเท่านั้น

ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างนั้น แปลกที่ทั้งห้องดูอ้างว้างเงียบเหงาซึ่งมันอาจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจที่ลอยฟุ้งออกมาจนเต็มทั่วห้อง มือหนากอดกระชับเอวของชานยอลให้แน่นขึ้นอีกนิดแต่เพียงแค่นั้นอีกฝ่ายก็ก้าวขาลงจากโต๊ะเขียนหนังสือของตัวเองและเดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ

 

เราไม่แม้แต่จะโหยหาเตียงผืนนุ่มหรือสร้างบรรยากาศใดๆ ด้วยซ้ำ

 

และที่สำคัญคืออี้ฟานไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มมันก่อน

 

กระดาษทิชชูถูกโยนลงถังขยะก่อนมือหนาจะก้มลงเก็บหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกเล็กน้อยที่ร่วงลงมาจากโต๊ะเนื่องจากชานยอลปัดมันลงมา

ความจริงแล้วตอนนี้เป็นเวลาพักระหว่างคาบเช้าและบ่ายที่พวกเขามีเวลาตรงกันซึ่งมันก็มีเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น ชานยอลโทรไปบอกอี้ฟานว่าลืมงานไว้ที่ห้องและต้องรีบกลับมาเอาไปส่งแต่แบคฮยอนมีนัดกับอาจารย์เลยพามาไม่ได้

 

ซึ่งชานยอลก็เลือกที่จะไม่ยืมรถเพื่อนสนิทแบบแบคฮยอนออกมา

 

 

ทุกคนต่างรู้ดีว่าชานยอลไม่ได้ขับรถมาสองเดือนแล้วเพราะเกิดอุบัติเฉี่ยวชนแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นที่บ้านของเขาก็ยังไม่ให้เอารถกลับมาใช้ซึ่งแต่ก่อนแน่นอนว่ามันไม่มีปัญหาอะไรเพราะชานยอลยังมีจงอิน

แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างไม่ได้เหมือนเดิม

 

“พี่จะรีบไปเรียนเลยมั้ยครับ”

 

ชานยอลเอ่ยขึ้นหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำ ร่างโปร่งเดินไปหยิบเอกสารกองหนึ่งที่ถูกวางเรียงไว้อย่างดีบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะถือมันมาวางไว้ที่โต๊ะเล็กหน้าทีวี เขาทรุดตัวลงนั่งและไม่ได้ทำอะไรอีกนอกจากหยิบมือถือออกมาไล่ดูโซเชียลไปเรื่อยๆ บ่งบอกว่าตัวเองพร้อมแล้วและรออี้ฟานเพียงเท่านั้น

 

ชานยอลไม่เอ่ยอะไรอีกเลยหลังจากออกมาจากห้องพออี้ฟานมาส่งที่มหาลัยก็ลงจากรถไปเงียบๆ และเดินเข้าไปหากลุ่มแบคฮยอนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำซึ่งร่างสูงไม่ได้ลงไปด้วยเพราะถูกเพื่อนในกลุ่มโทรตามไปแก้งาน

เขาทำเพียงมองแผ่นหลังของชานยอลเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนเท่านั้น

 

วันนี้ชานยอลไม่แม้แต่จะยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง

 

 

“ชานยอลไปไหนมา ไหนบอกจะไปกินข้าวรอ ลงมากูก็หาไม่เจอโทรไปก็ไม่รับ”

“กลับห้อง”

“กลับห้องวันนี้มีเรียนต่อกลับทำไมวะ ทำไมไม่บอก แล้วใครไปส่ง

“พี่อี้ฟานน่ะ”

 

เอ่ยตอบประโยคยืดยาวของแบคฮยอนเพียงเท่านั้นก่อนจะนั่งลงและวางกระเป๋าไว้ข้างๆ ตัว ไม่มีคำถามจากเพื่อนตัวเล็กส่งมาอีกเพราะอีกฝ่ายก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อโดยไม่รู้ว่าจะจับประเด็นไปที่ไหน บางทีอาจจะเป็นธุระเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมานั่งขยายความให้ฟังถึงรายละเอียดของมัน

 

ชานยอลกลับไปเอาเอกสารก็จริงหากแต่ตอนนี้เขาลืมมันไว้ในรถของอี้ฟานไปแล้วด้วยซ้ำโดยที่ไม่รู้ตัวสักนิด

 

 

 

“แล้วกลับไปทำไมไม่เห็นบอก”

“.............”

ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างนั้นครู่ใหญ่ก่อนประโยคคำถามหนึ่งจะถูกถามออกมาจากปากบยอนแบคฮยอนเพื่อนสนิทอีกครั้ง ท่าทางที่นิ่งเงียบไปของร่างโปร่งทำให้แบคฮยอนเดาได้ไม่ยากเลยสักนิดทั้งที่ตอนแรกเขาคิดว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ก็ดูจะไม่มีเหตุผลอย่างอื่นอีกที่จะทำให้ชานยอลกลับมาเฉยชาอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

“เห็นจงอินกับเซฮุนเหรอ”

คำถามนั้นทำให้ปลายนิ้วของชานยอลที่วางอยู่บนโต๊ะขยับเบาๆ ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วสำหรับแบคฮยอน  จงอินไม่ได้ผ่านมาที่นี่สักพักแล้วหลังจากเลิกกับเพื่อนของเขาแต่ดูเหมือนว่าวันนี้จงอินจะไม่ได้หลีกเลี่ยงเหมือนเมื่อก่อนและอีกทั้งพาใครอีกคนมาด้วย

แบคฮยอนเจอจงอินก่อนหน้าและเข้าใจว่าอีกคนอาจจะพาเซฮุนมาหาเพื่อนที่นี่ พวกเขาทำแค่สบตากันเล็กน้อยและเลือกที่จะไม่เอ่ยอะไร คนตัวเล็กทำได้แค่ภาวนาว่าชานยอลจะไม่เจอจงอินเหมือนอย่างที่เขาเจอแต่ก็ดูเหมือนว่าคำขอนั้นจะไม่เป็นผลเลยสักนิด

ระหว่างที่เขาไปหาอาจารย์และชานยอลเดินลงมาข้างล่างน่าจะทำให้ทั้งคู่เจอกันหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ชานยอลเท่านั้นที่เห็นใครคนนั้นเดินผ่านมา

 

“ชานยอล มีคนอื่นอีกเยอะแยะทำไมมึงไม่ลองเปิดใจ”

“กูไม่เห็นว่าจะมีใคร”

“...........”

“ไม่มีหรือมึงไม่ยอมลืมมัน”

“ถ้าไม่มีคนอื่นเข้ามาเขาก็ไม่เลิกกับกูแบคฮยอน”

นั่นเป็นคำตอบได้ดีว่าชานยอลไม่เคยลืมความรู้สึกที่มีให้อีกคน แม้จงอินจะไม่ได้มีตัวตนอยู่ใกล้ๆ แล้วแต่ภายในความรู้สึกนึกคิดของชานยอลอีกฝ่ายไม่ได้จากหายไปเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งคำพูดที่ออกมาจากปากของร่างโปร่งมันแสดงให้เห็นว่า ชานยอลไม่เคยโทษจงอินเลยสักนิด

สบตากันนิ่งเพียงชั่วครู่หลังจากไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกและก็เป็นชานยอลที่เลือกลุกเดินขึ้นตึกไปก่อน แบคฮยอนเสยผมตัวเองลวกๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และเก็บกระเป๋าเพื่อเดินตามเพื่อนร่างโปร่งที่เดินนำไปก่อนแล้ว หากดูผิวเผินอาจจะมองว่าชานยอลไม่ควรจมปรักกับใครบางคนขนาดนี้แต่ถ้าเป็นเขาที่อยู่กับเพื่อนคนนี้มาตลอดย่อมเห็นอะไรหลายอย่างมาตั้งแต่ต้น

 

วันที่จงอินเดินมาจีบชานยอลต่อหน้าเขาแต่ชานยอลทำตัวไม่ถูกเลยต้องกลับไปแบบงงๆ ทั้งสองฝ่าย

วันที่จงอินเทียวมาหาเพื่อนเขาจนบยอนแบคฮยอนคนนี้ไม่รู้จะไปนั่งตรงไหนของโต๊ะ

วันที่ชานยอลเดินมาบอกกับเขาเป็นครั้งแรกว่า จงอินขอคบ

วันที่จงอินหายไปจนชานยอลเอาแต่มองหา

วันที่เขาเห็นจงอินจูบเพื่อนของเขาครั้งแรกตอนที่ไปทำงานที่ห้องชานยอล

 

เขาเห็นวันที่ชานยอลค่อยๆ คลี่ยิ้มให้กับใครสักคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขในขณะที่มือของทั้งสองคนเกี่ยวพันกันไว้หลวมๆ

มันไม่ใช่เวลาแค่ผิวเผินแต่มันนานพอที่จะให้ชานยอลทบทวนความรู้สึกตัวเองอยู่นานว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

 

เขาเห็นมันมาตลอด

 

 

จงอินน่ะ..เป็นแฟนคนแรกของชานยอล

 

 

 

ร่างโปร่งทำเหมือนว่าตั้งใจจดจำสิ่งที่อาจารย์อธิบายอยู่หน้าห้องแต่แท้จริงแล้วสมองของเขาคงไม่ได้รับรู้มันเท่าไหร่นัก ชานยอลร่าเริงมาตลอดเพื่อนเขาไม่เคยเฉยชาจนน่าใจหายขนาดนี้ แบคฮยอนพยายามคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนเขา ชานยอลก็แค่ไม่เคยรับมือกับความรู้สึกที่ตัวเองไม่เคยเจอ

“ตอนเย็นซื้อของไปทำหม้อไฟที่ห้องกูมั้ย ให้คยองซูทำให้กิน”

“..........”

ชานยอลมองหน้าแบคฮยอนที่ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีและรอคำตอบอยู่อย่างนั้น แม้ภายใจในต่างคนจะรู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้มีความสุขกับวินาทีนี้สักเท่าไหร่แต่ก็ปั้นหน้าให้กันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็แค่เรื่องเล็กๆ เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้นไปในอีกไม่นาน

“กูจะรบกวนคยองซูรึเปล่า”

“มันบอกให้กูชวน จริงๆ นะ เราไม่ได้มาทำอะไรกินกันตั้งนานแล้ว”

แบคฮยอนไม่ได้โกหกมันเป็นเรื่องจริงที่คยองซูเป็นคนเอ่ยชวนผ่านทางเขาแม้เพื่อนตัวเล็กคนนั้นจะไม่ได้เรียนคณะเดียวกันและดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกับชานยอลแต่อีกฝ่ายก็มักเป็นห่วงอยู่เสมอและยิ่งเห็นว่าช่วงนี้เพื่อนร่างโปร่งไม่มีความสุขก็อยากให้กลับมาสนิทกับกลุ่มเพื่อนๆ อีกครั้งจะได้ตัดเรื่องที่เอาแต่คิดถึงใครอีกคนให้ออกไปบ้าง

“ก็ได้”

“ชวนพี่อี้ฟานด้วย กูโทรเลยนะจะได้ไปรับคยองซูแล้วออกไปซื้อของกัน”

ชานยอลพยักหน้าก่อนจะเก็บของลงกระเป๋าขณะที่แบคฮยอนโทรหาพี่อี้ฟานอย่างที่บอก เขาได้ยินคร่าวๆ ว่าคนปลายสายจะตามไปทีหลังเพราะติดงานที่ต้องเร่งส่งกับกลุ่มเพื่อน

 

 

 

 

“ช่วงนี้ติดโทรศัพท์นะ เหงาเหรอมาเล่นกะกูดิ”

 

เสียงแบคฮยอนเอ่ยติดแซวเล็กๆ ที่เห็นชานยอลหยิบมือถือขึ้นมาบ่อยกว่าเมื่อก่อนและเขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะการที่ช่วงนี้ชานยอลใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากเกินไปถึงได้มีแค่มือถือเป็นเพื่อน

“แบคฮยอน..”

 

“กู”

 

“.........”

 

“จะกลับไปคบกับจงอินนะ”

 

 

 

แบคฮยอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ประโยคนั้นของชานยอลก็ชัดเจนสำหรับเขามากพอแล้ว นั่นไม่ใช่คำขออนุญาตหรอกแต่มันคือประโยคที่ชานยอลเอ่ยเพียงเพราะแค่อยากให้เขารับรู้ด้วย ร่างโปร่งไม่พูดอะไรต่อ แต่แบคฮยอนสังเกตว่าเพื่อนเขาเม้มปากเบาๆ และเหมือนว่าแววตาคู่นั้นจะเปลี่ยนไป

 

ชานยอลเหมือนคนที่กำลังมีความหวัง ดวงตาคู่นั้นดูมีประกายมากขึ้นทั้งที่เวลาผ่านมาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

 

“หมายความว่ายังไง มึงไม่ได้คุยกับจงอินเลยไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ กูคุยกับจงอิน”

“............”

“คุยมาตลอด”

“ชานยอล มึงง้อมัน?

 

ริมฝีปากอิ่มขบเม้มเบาๆ เป็นคำตอบ แบคฮยอนถอนหายใจก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นยีผมตัวเองอย่างคิดไม่ตก เขาไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไงเพราะเขาเองก็รู้แค่ทั้งสองคนเลิกกันเพราะจงอินมาบอกเลิกและมีคนใหม่

 

และไม่คิดว่าจะกลับมาเป็นแบบนี้อีก

 

“กูไม่รู้ที่ผ่านมาเป็นยังไงกันแต่คิดดีแล้วเหรอชานยอล แล้วคนใหม่มันล่ะ”

“..........”

“ชานยอล”

“หมามึงอยู่ห้องป่ะแบคฮยอน กูจะไปเล่นด้วย”

ชานยอลเลือกจะตัดบทสนทนาเป็นอย่างอื่นแบคฮยอนจึงได้หยุดคำถามนั้นลง เขารู้ดีชานยอลจะดันทุรังทำทุกอย่างที่ตัวเองตัดสินใจแม้ว่าเขาจะพูดว่าอะไรประโยคพวกนั้นจะทำได้แค่สะกิดใจอีกฝ่ายให้ได้นึกคิดก็เท่านั้นส่วนจะตัดสินใจอย่างไรแน่นอนว่าชานยอลเป็นคนทำมันเองทุกอย่าง

 

ชานยอลเป็นเด็กดื้อ..พี่อี้ฟานเคยบอกไว้แบบนั้น

 

“ครับ”

มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ ชานยอลไม่ได้หันไปมองแบคฮยอนที่ชำเลืองมามองเล็กน้อยระหว่างขับรถว่าเขาคุยกับใครหากแต่เมื่อได้ยินประโยคสนทนาต่อมาก็คงพอจะเดาได้ว่าปลายสายเป็นพี่อี้ฟานที่โทรมาหา

“ครับ เดี๋ยวผมจะรอที่ห้องแบคฮยอนพี่รีบมานะครับ”

ภายใต้ประโยคนั้นมีรอยยิ้มเล็กๆ เกิดขึ้น หากจะให้คาดเดาก่อนหน้านี้ชานยอลและจงอินคงคุยกันมาตลอดและบางประโยคอาจจะทำให้ชานยอลรู้สึกดีขึ้นจนกระทั่งยิ้มได้ ซึ่งประโยคนั้นก็อาจจะเป็นประโยคที่ทำให้ชานยอล พูดออกมาว่า จะกลับไปคบกับจงอิน

“อ่า ผมลืมเหรอครับ”

“ไม่เป็นไรครับ อาจารย์ให้เลื่อนส่งได้พี่ไม่ต้องเอามาให้ก็ได้ครับ ค่อยเจอกันตอนเย็น”

ชานยอลคุยโทรศัพท์อีกสักพักก็วางสายดูเหมือนว่าคนที่คุยด้วยจะกังวลอะไรบางอย่างจนชานยอลปฏิเสธอยู่หลายรอบก่อนจะได้วางไปจริงๆ แบคฮยอนทำแค่ฟังเท่านั้นเขาไม่ได้เอ่ยถามหรืออยากรู้จนต้องหาคำตอบนั้นให้กับตัวเอง

ใช้เวลาพอสมควรกับการไปรับคยองซูและออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกัน แบคฮยอนไม่ได้เอ่ยถามชานยอลเรื่องของจงอินอีก เขาเองก็คาดเดาไม่ได้ว่าความสัมพันธ์นี้จะเป็นไปในทิศทางไหน บางทีเขาอาจจะต้องให้ชานยอลได้เรียนรู้มันด้วยตนเอง ซึ่งเขาเองก็พร้อมจะยืนรออีกฝ่ายเข้ามาปรึกษาอยู่เสมอ เขาไม่ได้เกลียดจงอินแต่ก็ไม่ได้รู้จักไปมากกว่านั้น อีกทั้งกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนเขาควรจะยืนอยู่โดยมีระยะห่างไว้จะดีกว่า

คยองซูไม่ได้รับรู้กับเรื่องที่ชานยอลบอกว่าจะกลับไปคบกับจงอิน คนตัวเล็กคลี่ยิ้มออกมายามเห็นว่าชานยอลไม่ได้นิ่งเงียบเหมือนวันก่อนๆ ที่ได้เจออีกแล้ว ร่างโปร่งไม่ได้จริงจังกับการเลือกของที่จะเอาไปทำอาหารเขาปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของเพื่อนตัวเล็กทั้งสองคนและเดินดูของกินอย่างอื่นไปพลางๆ

“ดื่มมั้ย”

“เอาไปด้วยก็ดี”

ชานยอลเอ่ยถามตอนที่เขาเดินผ่านตู้เครื่องดื่มเมื่อแบคฮยอนเองก็สนับสนุนจึงได้เปิดตู้และหยิบมันออกมาหลายขวด ไม่แน่พวกเขาอาจจะปาร์ตี้กันทั้งคืนและพรุ่งนี้ก็ตื่นสายโด่งตามประสาวันหยุด

แบคฮยอนเดินตามชานยอลไปช้าๆ เขาปล่อยให้เพื่อนร่างโปร่งเดินเลือกขนมกับคยองซูโดยไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไรอีก มือเรียวข้างนั้นเอาแต่หยิบมือถือขึ้นมาบ่อยๆ ชานยอลก้มมองมันครั้งแล้วครั้งเล่าและทำตัวเป็นปกติเหมือนเมื่อครั้งเราเพิ่งจบมอปลายที่สนุกกับการอยู่กับเพื่อนฝูงและเที่ยวเล่นตามที่ใจอยาก

 

ชานยอลทำอย่างที่ตัวเองบอกว่าจะไปเล่นกับหมาของแบคฮยอนที่ห้อง หลังจากมาถึงร่างโปร่งก็ไปเล่นกับมันอยู่อีกห้องหนึ่งโดยที่แบคฮยอนและคยองซูออกมาเตรียมของทำหม้อไฟในตอนเย็น เขาไม่ได้ถูกร้องขอให้ไปช่วยจัดเตรียมของและชานยอลรู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับตัวเองห้องครัวของแบคฮยอนก็เล็กนิดเดียวเขาไม่ควรจะย่างกรายเข้าไปใกล้ให้เกะกะคนอื่นเลยด้วยซ้ำ

ใช้เวลาไปครู่ใหญ่กับการทำกิจกรรมของตัวเองชานยอลนอนหลับไปหลังจากเล่นกับสุนัขของแบคฮยอนที่ร่าเริงจนเกินเหตุและมีพลังจนสู้ไม่ไหว มงมงถูกแยกให้นอนอยู่อีกห้องกับอาหารจานโตเมื่อจัดการสัตว์เลี้ยงของตัวเองเรียบร้อยแบคฮยอนถึงได้เดินมาปลุกอีกคนที่นอนอยู่บนโซฟาให้ลุกไปตั้งโต๊ะทานอาหารด้วยกัน

“พี่อี้ฟานมาแล้วเหรอ”

“ยังหรอก บอกว่าให้เราทานไปก่อนจะรีบตามมา”

ชานยอลพยักหน้าก่อนจะลุกเดินเข้าห้องน้ำและกลับมาที่โต๊ะหน้าทีวีที่ถูกจัดเตรียมสำหรับทำหม้อไฟเรียบร้อยแล้ว

ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่แบคฮยอนบอกว่านานแล้วที่พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาแบบนี้ร่วมกัน แบคฮยอนเปิดขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และรินให้ทุกคน ชานยอลยกมันขึ้นดื่มโดยไม่มีทีท่าประหม่าเลยแม้แต่น้อย

 

แต่ก่อนน่ะชานยอลดื่มอะไรพวกนี้ไม่เป็นและกลัวว่าตัวเองจะเมาแล้วทำอะไรน่าเกลียด แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เราก็ค่อยๆ โตขึ้นและทิ้งคำว่าเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาไว้ข้างหลัง

 

พวกเขาไม่ได้รีบร้อนในการกินหากแต่ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ เรื่อยไปกับการดื่มเพื่อรอรุ่นพี่ที่สนิทอีกคนที่กำลังจะตามมา อี้ฟานรับปากไม่ได้ว่างานเขาจะเสร็จเวลาใดจึงบอกให้ทานกันไปก่อนและไม่ต้องคิดมากเรื่องทานก่อนหลัง มันคงดีกว่าการมานั่งรอกันเฉยๆ และหิ้วท้องรอเลยเวลาอาหารให้ทรมานเล่น

เสียงเคาะประตูดังขึ้นในเวลาต่อมาและพวกเขามั่นใจว่าเป็นอี้ฟานที่ตามมาถึง ชานยอลรีบลุกเป็นคนแรกและไปเปิดประตูให้ก่อนจะจูงมือร่างสูงเข้ามาในห้องและให้นั่งลงข้างๆ ตัวเอง ร่างโปร่งดูอารมณ์ดีและนั่นไม่ใช่แค่อี้ฟานที่เห็นเพราะทั้งแบคฮยอนและคยองซูก็สัมผัสความรู้สึกนั้นได้เช่นเดียวกัน

“เมาแล้วรึไง”

ชานยอลยิ้มให้กับประโยคนั้นที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหากไม่ใช่อาการเมาก็คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้ชานยอลเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป

“งานเสร็จแล้วเหรอพี่”

“เสร็จแล้วล่ะ ก็เลยรีบมา”

แบคฮยอนทั้งเอ่ยถามและรินเครื่องดื่มให้คนมาใหม่ในขณะที่คยองซูเองก็ทำหน้าที่ยื่นตะเกียบและจานให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง

“อันนี้ผมทำเอง”

ชานยอลเอ่ยก่อนจะยื่นตะเกียบมาตรงหน้าคนเป็นพี่ ทุกคนต่างรู้ดีว่าชานยอลจะอารมณ์ดียามที่ดื่มและเริ่มเมาหากแต่ยังมีสติดีอยู่ อี้ฟานอ้าปากรับเนื้อที่ชานยอลยื่นมาให้เขาไม่ได้เอ่ยแซวอีกคนแต่แบคฮยอนก็ทำแทนไปหมดแล้ว

“เขาไม่เรียกทำ อันนั้นเขาเรียกแค่เอาจุ่มลงไปในน้ำชานยอล”

“ก็กูจุ่มเอง”

 

ไม่มีใครเอ่ยเถียงและบรรยากาศก็เป็นไปได้ดีกว่าที่คิด ชานยอลไม่ได้เมาอย่างที่เจ้าตัวยืนยันแต่ก็ต้องยอมรับว่าในกระแสเลือดมีแอลกอฮอล์อยู่ไม่น้อยแล้ว อี้ฟานสังเกตว่าชานยอลกลับมายิ้มอีกครั้งหลังจากที่เมื่อเช้าอีกฝ่ายนิ่งเงียบกว่านี้ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าความรู้สึกของเขาเป็นอย่างไรเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่ตัวเองหลงรักมานานนั่น

 

ราวกับว่าชานยอลเป็นผู้ควบคุมความรู้สึกทุกอย่างของเขาเอาไว้แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงแค่การใช้ชีวิตของเจ้าตัวเองก็ตาม หากชานยอลมีความสุขอี้ฟานก็จะมีความสุขและหากชานยอลเสียใจเขาเองก็ไม่ต่างกัน

 

หลังจากทานเสร็จอาหารก็ถูกจัดเก็บไปโดยไม่ทิ้งไว้ให้เกะกะรกพื้นที่หากแต่เครื่องดื่มยังคงวางอยู่ที่เดิมและมันพร้อมจะมากขึ้นหากพวกเขาต้องการ แบคฮยอนและคยองซูเป็นคนเอาของเข้าไปเก็บในครัวในขณะที่อี้ฟานนั่งอยู่เป็นเพื่อนชานยอล ร่างโปร่งนั่งดูรายการทีวีตรงหน้าอย่างตั้งใจจนไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนจ้องมองตนเองอยู่ อี้ฟานสังเกตเห็นท่าทางเหมือนไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นกับชานยอลคนเป็นพี่จึงได้เอ่ยถามขึ้นเบาๆ

“เป็นอะไรรึเปล่า ขมวดคิ้วอีกแล้ว”

“ผมขมวดคิ้วเหรอครับ”

ร่างสูงไม่ได้เอ่ยตอบประโยคนั้นแต่เอื้อมมือมาหาใบหน้าของชานยอล ปลายหัวมือแม่วางลงระหว่างคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ของอีกฝ่ายแล้วนวดเบาๆ เพื่อให้ความตึงเครียดที่มองเห็นนั้นผ่อนคลายลง

“ปวดหัวเหรอ”

“ผมคงดื่มเยอะไป”

“พี่ไปชงอะไรให้ดื่มดีมั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

ชานยอลเอ่ยตอบพร้อมกับเอนตัวพิงกับโซฟา เขามักถูกคนรอบข้างดูแลอยู่เสมอแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายรอรับมันอยู่ฝ่ายเดียว

“อยากพักรึเปล่า ไปนอนดีมั้ย”

ชานยอลหันมายิ้มกับประโยคคำถามที่ได้ยินเมื่อครู่ ร่างโปร่งมั่นใจว่าหากเขาเอ่ยปากอีกฝ่ายจะรีบพาเขาเข้านอนเหมือนตอนเด็กๆ ที่โดนหลอกว่าถ้าไม่รีบปิดไฟนอนผีจะโผล่ออกมา

“พี่เหนื่อยมั้ยครับ”

“หืม”

ขานรับก่อนจะยกกระป๋องเบียร์ที่อยู่ในมือขึ้นจิบ เขาไม่รู้ว่าทำไมชานยอลถึงถามออกมาแบบนั้นแต่ยอมรับว่าหัวใจเขาเต้นแรงทุกครั้งที่อีกฝ่ายแสดงออกว่ามีท่าทีห่วงใย

“นิดหน่อยน่ะ”

“ผมนวดให้บ้างดีมั้ยครับ”

เอ่ยก่อนจะหันหน้าไปหาอีกคนและยกสองมือขึ้นนวดที่หางคิ้วเบาๆ ลมหายใจของชานยอลมีกลิ่นแอลกอฮอล์แต่ทีท่าของอีกฝ่ายก็ยังดูปกติมากกว่าแสดงอาการมึนเมา มันอาจจะใช่ที่ว่าชานยอลดื่มมันเข้าไปในกระแสเลือดจนร่างกายมีปฏิกิริยากับมันแต่ไม่ถึงกับเสียการควบคุมตนเองไป

ดวงตายังคงสอดประสานกันลมหายใจของชานยอลรินรดอยู่ใกล้ๆ และมันมีกลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางอยู่ในนั้น มือของอี้ฟานยกขึ้นมากุมมือข้างหนึ่งของร่างโปร่งไว้และบีบเบาๆ ก่อนจะดึงมันลงมาวางที่ตัก

เขาอยากให้ความสัมพันธ์ดูมีตัวตนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อาจจะเป็นเขาที่เป็นฝ่ายดูรีบร้อนแต่ก็ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ของเรามันก้าวไปไกลเกินกว่าที่ใครคิด หากแต่สถานะที่มียังไม่ได้เริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง

 

ชานยอลต้องการเวลา..และเขาก็รอเวลานั้นอยู่เสมอ

 

 

 

 

“พี่น่ะ..เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของผมเลยล่ะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#shadowky

 

 

 

 

 

 

 


Just a shadow (2/5)

19 May 2019 - 11:57 AM

SF : Just a shadow

 

Author : Me_MyLak

 

Chapter : 02

 

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

อี้ฟานรู้สึกถึงแรงสั่นของเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าจึงหยิบขึ้นมาดูและพบว่ามีข้อความจากชานยอลเข้ามาพร้อมกับสติ้กเกอร์เศร้าๆ แต่แฝงด้วยความทะเล้นที่เจ้าตัวชอบใช้ส่งมาให้ ก้มลงอ่านก่อนจะอมยิ้มน้อยๆ จนเพื่อนที่นั่งทำงานด้วยกันเอ่ยแซวแต่ร่างสูงก็ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นที่ดูเหมือนว่าอยากให้เขาเล่าอะไรให้ฟังซะเต็มประดา

 

 

ตอนเย็นไปทานข้าวกันมั้ยครับ

 

 

มันอาจเป็นข้อความเรียบง่ายที่เคยได้รับมาตลอด แต่สำหรับอี้ฟานมันพิเศษขึ้นทุกๆ วัน

 

 

ส่งข้อความตอบกลับไปว่าให้รอที่ห้องเดี๋ยวจะไปรับหลังทำงานกลุ่มเสร็จจากนั้นจึงหันมาตั้งใจทำงานในส่วนของตนเองที่ยังคงค้างคาอยู่ มีเสียงเอ่ยแซวอีกเล็กน้อยว่าใครกันสามารถสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนร่างสูงที่ไม่เห็นมีแฟนสักทีได้ แต่ก็นั่นแหละพวกเขาไม่เคยได้คำตอบจากอี้ฟานนอกจากรอยยิ้มจางๆ และแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขของเจ้าตัวที่เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกวัน

 

 

ร่างสูงขอตัวกลับก่อนหลังจากทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ ไม่มีคำเอ่ยท้วงคัดค้านหรือบ่นด่าจากปากของเพื่อนๆ ให้ได้ยิน สาวสวยในกลุ่มยกมือโบกลาด้วยรอยยิ้มก่อนอี้ฟานจะส่งยิ้มตอบกลับไปแล้วรีบไปที่ลานจอดรถเพื่อออกไปรับชานยอลตามที่นัดกันไว้

 

ยกข้อมือขึ้นมองนาฬิการู้สึกพอใจไม่น้อยที่มันไม่ได้เลทเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ชานยอลเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจและตอบกลับมาว่า ให้เขาทำงานให้เสร็จก่อนไม่ต้องรีบร้อนพร้อมกับข้อความที่บอกให้ขับรถด้วยความปลอดภัย

 

 

ประโยคพวกนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยได้รับหากแต่ความรู้สึกมันแตกต่างออกไป

 

 

เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น..เขารู้สึกว่ามันเต้นแรงและเร็วกว่าครั้งเก่าๆ ที่เคยได้ยิน

 

 

อี้ฟานขึ้นไปรับชานยอลที่ห้อง เสียงออดดังเบาๆ ก่อนบานประตูตรงหน้าจะถูกเปิดออก ดูเหมือนว่าชานยอลจะเตรียมตัวพร้อมแล้วจึงทำแค่วิ่งกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์จากนั้นจึงรีบกลับออกมาโดยไม่เอ่ยให้เขาเข้าไปนั่งรอด้านใน

 

 

หิวเหรอ

 

ครับ

 

ขอโทษที่พี่มาช้านะ

 

ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ผมรอได้

 

 

เอ่ยตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะปิดประตูลง อี้ฟานเดินนำไปแล้วหากแต่สองเท้าของชานยอลยังไม่ยอมก้าวตามไปอย่างที่ควรจะเป็น ดวงตากลมเผลอเหม่อมองบานประตูห้องตรงข้ามที่ยังคงปิดสนิท

 

มันเป็นแบบนั้นมานานพอสมควรแล้ว

 

 

เขาไม่เคยเห็นมันเปิดออกอีกตั้งแต่เราเลิกกัน

 

 

จงอินเลี่ยงจะเจอชานยอล จงอินออกไปอยู่กับโอเซฮุน

 

 

 

โอเซฮุนที่แย่งจงอินไป

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นแม้จะไม่เคยเห็นว่าเจ้าของห้องกลับมาแต่ชานยอลก็รู้ว่าจงอินยังคงไม่ได้ย้ายออกไปไหนหากแต่เลี่ยงจะเจอเขา เสียงประตูบานนี้ดังขึ้นเมื่อคืนพร้อมเสียงพูดคุยของเจ้าของห้องและใครอีกคนที่ชานยอลจำได้ดี

 

 

ชานยอล

 

ค ..ครับ

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงตื่นจากความคิดร่างโปร่งคลี่ยิ้มแล้วรีบสาวเท้าเดินตามอี้ฟานที่เดินไปรออยู่หน้าลิฟท์ก่อนแล้ว

 

 

เราต่างรู้ดี..แต่เราก็เลือกจะยิ้มให้กันแม้มีเข็มเล็กๆ คอยทิ่มแทงความรู้สึกอยู่อย่างนั้น

 

 

อี้ฟานเหลือบมองบานประตูห้องตรงข้ามเล็กน้อยระหว่างที่ชานยอลกำลังเดินมาหา ใบหน้าคมก้มลงมองจอมือถือที่ตัวเองเปิดไว้อีกครั้งมันมีชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นร้านดังอยู่บนหน้าจอ ซึ่งเป็นร้านที่ชานยอลบอกว่าอยากกินแต่ที่ร้านคนมักจะเยอะอยู่เสมอไม่รู้ว่าจะไปทันรึเปล่า

 

 

อี้ฟานโทรไปจองร้านไว้ตั้งแต่คุยกันเสร็จจากนั้นเขาก็รีบทำงานเพราะกลัวจะไม่ทันเวลาและร้านจะปล่อยโต๊ะที่เขาจองไว้ให้คนอื่น ชานยอลอาจจะไม่รู้ว่าเขาทำขนาดนี้แต่มันก็เป็นความสุขของตัวอี้ฟานเองด้วยหากว่ามันจะทำให้ใครคนนั้นยิ้มได้กว้างมากกว่าเดิม

 

 

 

โชคดีที่พวกเขามาทันเวลาจึงได้โต๊ะที่จองไว้ ชานยอลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มให้ร่างสูงตอนที่พนักงานถามว่าพวกเขาจองโต๊ะไว้รึเปล่าและอี้ฟานก็ตอบชื่อของชานยอลออกไป หากดูด้วยสายตาเองก็น่าจะดูออกว่าร้านคงไม่มีโต๊ะว่างแล้วแต่เขาก็ยังได้นั่งในห้องที่ต้องการ

 

 

ขอบคุณนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาที่อก

 

 

รอยยิ้มสามารถบดบังความรู้สึกที่แท้จริงของเราได้จริงๆ รึเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่อี้ฟานลูกโป่งของผม

 

 

แค่ชานยอลยืนร้องไห้ชี้ลูกโป่งสีแดงที่ติดอยู่บนต้นไม้ อี้ฟานก็ปีนขึ้นไปเก็บให้แม้มันจะผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่เคยละความพยายามเลยสักนิด มันอาจเป็นเรื่องง่ายหากเวลานั้นทั้งคู่มีร่างกายสูงโปร่งและแข็งแรงแบบตอนนี้ หากแต่เวลานั้นพวกเขาเป็นแค่เด็ก เด็กตัวเล็กๆ ที่ร้องไห้เพียงแค่หกล้มลงกับพื้นแล้วหัวเข่าถลอกเป็นรอยแผล

 

 

 

วินาทีที่พี่ชายตัวสูงยื่นลูกโป่งมาให้ ชานยอลยิ้มดีใจและรีบคว้าลูกโป่งวิ่งกลับบ้าน

 

 

เขาไม่เห็นแผลของอี้ฟานตอนลื่นลงมาจากต้นไม้หลายครั้ง เขาไม่เห็นว่ามือคู่นั้นถลอกจนเลือดซึม

 

 

 

 

...ไม่ใช่หรอก

 

 

 

ชานยอลแค่แกล้งไม่รู้และรีบวิ่งกลับบ้านเพราะกลัวแม่บ่นก็เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือหนาวางลงบนกลุ่มผมนิ่มเบาๆ เขี่ยมันเล็กน้อยก่อนจะพาอีกคนเดินไปยังห้องที่จองไว้ ที่นี่เป็นส่วนตัว มันเหมาะกับการพูดคุยกับลูกค้าหรือแม้กระทั่งพาครอบครัวมาทานด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้สั่งอะไรและปล่อยให้ชานยอลเป็นคนจัดการทุกอย่าง ระหว่างที่นั่งรอเราทำแค่นั่งเงียบๆ และสบตากันไม่กี่ครั้ง

 

ร้านนี้คงความเป็นญี่ปุ่นตามต้นแบบดั้งเดิม พวกเขานั่งทานกับพื้นมีโต๊ะเล็กๆ ขั้นกลาง มีภาพวาดและตัวอักษรแบบญี่ปุ่นติดตามผนัง อี้ฟานกวาดสายตามองมันเล็กน้อยหากแต่ชานยอลไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลยสักนิด ร่างโปร่งหยิบโทรศัพท์ที่มีปลายสายเป็นแบคฮยอนขึ้นมารับ ชานยอลไม่ได้ปฏิเสธหรือโกหกว่าเขาอยู่กับใคร เขาเอ่ยตอบเพื่อนสนิทไปว่าตัวเองออกมาทานอาหารกับพี่อี้ฟานจากนั้นอาหารก็เข้ามาเสิร์ฟพอดีจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ

 

ชานยอลคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองอี้ฟานด้วยแววตาตื่นเต้นกว่าปกติก่อนจะหยิบตะเกียบและคีบอาหารชิ้นที่อี้ฟานคิดว่าเจ้าตัวคงชอบที่สุดเข้าปาก

 

มือหนาแกะตะเกียบของตัวเองบ้างก่อนจะถือมันไว้ในมือและจ้องมองอาหารบนโต๊ะหากแต่ยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจเนื้อปลาดิบชิ้นสวยก็ถูกยื่นมาจ่ออยู่ตรงหน้าของเขาเสียก่อน

 

 

อร่อยนะครับ

 

“..........”

 

ผมรู้ว่าพี่ชอบ

 

 

ชานยอลเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นมันมาใกล้กว่าเดิมจนอี้ฟานต้องอ้าปากรับ มันอร่อยอย่างที่ชานยอลบอกเขา

 

 

และถ้าหากว่าเขาชอบมันก็คงจะอร่อยมากกว่านี้

 

 

อี้ฟานคลี่ยิ้มออกมาเมื่อทานอาหารคำนั้นเสร็จ ดูเหมือนว่าชานยอลจะดีใจที่เห็นเขาชอบมันเช่นกัน ร่างสูงยังคงจับตะเกียบคู่นั้นไว้แต่เขาไม่ได้หยิบจับอาหารบ่อยนักและชานยอลเองก็คงไม่ได้สังเกตการกระทำนั้นสักเท่าไหร่

 

 

ในชีวิตอี้ฟานเข้าร้านอาหารแบบนี้เพียงครั้งเดียวและนี่ก็เป็นครั้งที่สอง

 

 

แต่ชานยอลก็บอกว่าเขาชอบมัน

 

 

 

อี้ฟานไม่รู้หรอกว่าชานยอลมาทานบ่อยแค่ไหนหรือใครที่ชอบทานมันจนชานยอลจดจำได้เพราะตอนนี้เขาอยากมองแค่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของคนตรงหน้ามากกว่า

 

เขามองชานยอลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแม้ว่าข้างในจะปวดหนึบเหมือนมีเข็มคอยทิ่มอยู่ในอกก็ตาม

 

 

 

ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ทานอาหารเสร็จ ร่างโปร่งลุกไปเลื่อนบานประตูก่อนจะปิดมันลงเบาๆ ระหว่างรออี้ฟานจึงหยิบมือถือมาตอบข้อความของเพื่อนที่คุยกันเรื่องงานกลุ่มและใช้เวลาไม่นานชานยอลก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

 

ประตูบานเลื่อนถูกเปิดเบาๆ เช่นขาไป ร่างโปร่งทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะหลังจากกลับมาหากแต่ที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ตำแหน่งเดิมที่ชานยอลเคยนั่งก่อนหน้าเพราะตอนนี้พวกเขาไม่ได้นั่งตรงข้ามกันอีกแล้วหากแต่เป็นการนั่งฝั่งเดียวกันหรือข้างๆ กันแทน

 

 

พี่ดื่มมั้ยครับ

 

 

อี้ฟานมองสิ่งที่ชานยอลถือกลับมาด้วยและเพิ่งวางลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยประโยคนั้นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่ส่งให้

 

 

ไม่เมาหรอกครับ เหล้าญี่ปุ่นน่ะ

 

 

ชานยอลยังคงยิ้มราวกับมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ ก่อนจะรินเหล้าที่ถือมาใส่ถ้วยชาใบเล็กๆ และชักชวนให้ร่างสูงดื่มด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้ปฏิเสธ พวกเขาใช้เวลานั่งดื่มกันต่ออีกครู่ใหญ่จนกระทั่งดูเหมือนจะได้เวลากลับจึงได้เตรียมตัวและเช็คว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ที่นี่

 

 

พี่อี้ฟาน

 

เมาเหรอ

 

 

แก้มและปลายจมูกชานยอลแดงเรื่อแต่ไม่ได้มีทีท่าว่ามึนเมาอย่างที่อี้ฟานเอ่ยถาม ร่างโปร่งรั้งข้อมือหนาไว้ไม่ให้ลุกก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้และจูบที่มุมปากของร่างสูงเบาๆ

 

ครั้งนี้อี้ฟานรู้ตัวดี เขาเห็นตอนที่ชานยอลขยับตัวเข้ามาหา เห็นตอนที่อีกฝ่ายค่อยๆ หลับตาลงจนกระทั่งริมฝีปากอิ่มสีสดราวกับเยลลี่รสหวานนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

 

เราทั้งคู่ต่างก็รู้ดี

 

 

 

 

เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ดวงตากลมนั้นสั่นไหวก่อนมันจะปิดลง เพียงเวลาแค่ไม่นานที่ลมหายใจเรารินรดกันอยู่ข้างแก้ม แม้จะเป็นจูบที่ไม่ลึกซึ้งและชั่วครู่แต่ก็รู้สึกถึงความเชื่องช้าของเวลาที่ค่อยๆ ผ่านพ้นไป

 

 

เปล่าซะหน่อย ผมไม่เมาง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบหลังจากที่ผละออกและได้สบตากันอีกครั้ง บางทีการกระทำเมื่อครู่อาจเป็นคำขอบคุณที่ชานยอลมีให้เพราะไม่อยากพูดประโยคนั้นออกมาซ้ำๆ จนดูเป็นคำง่ายๆ ที่ไม่มีความหมายจึงเลือกจะแสดงออกในแบบที่เขาคิดว่าอี้ฟานจะพอใจแทน

 

 

 

 

มันยังไม่ดึกมากแต่ชานยอลไม่ได้อยากไปที่ไหนต่ออี้ฟานจึงได้มาส่งทีคอนโดหลังจากกลับจากร้านอาหาร ใช้เวลาไม่นานนักกับการเดินขึ้นไปส่งร่างโปร่งแล้วจึงกลับมาที่คอนโดของตัวเอง อี้ฟานพูดคุยกับเพื่อนเรื่องงานกลุ่มอีกครั้งหลังจากข้อความในกลุ่มงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเล็กน้อยเกิดขึ้นหากแต่มันก็สามารถแก้ไขได้ในเวลาต่อมาจึงได้วางมือถือและไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนจะเดินมานั่งที่เตียง

 

 

และอี้ฟานกำลังพบความผิดปกติที่เกิดกับร่างกายตัวเอง

 

 

 

หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติตอนนี้กลับเต้นระส่ำจนรู้สึกหายใจไม่สะดวก พอพลิกหน้าแขนของตัวเองขึ้นมาก็พบว่ามีผื่นสีแดงขึ้นอยู่ประปราย

 

 

เขาแพ้อาหารทะเล

 

 

ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้หากแต่ได้รับรู้มันเมื่อครั้งยังเด็ก ครั้งแรกที่ทานอาหารพวกนี้แล้วเกิดอาการผิดปกติแม่ของเขาก็ไม่ให้ทานมันอีก อี้ฟานค่อนข้างระมัดระวังตัวแต่มันก็นานมากจนบางทีเขาก็คิดว่าเวลาอาจจะทำให้ร่างกายนี้เปลี่ยนไป

 

 

เขาโตแล้วและถ้าหากทานเพียงเล็กน้อยมันก็อาจจะไม่เกิดอะไรขึ้น

 

 

 

แต่อี้ฟานก็คิดผิด..เพราะมันยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น

 

 

 

 

 

 

 

 

………………….

 

 

 

 

 

ชานยอลรีบแต่งตัวและไปโรงพยาบาลกลางดึกโดยมีคยองซูขับรถมารับ เขายังคงมีความคิดมากมายอยู่เต็มหัวตอนที่แบคฮยอนโทรมาบอกว่าพี่อี้ฟานอยู่โรงพยาบาลหากแต่ก็ไม่สามารถถามอะไรได้มากนักเมื่อแบคฮยอนวางสายไปเสียก่อนและบอกว่าค่อยมาคุยกัน สองเท้าก้าวไปตามทางเดินอย่างรีบร้อนก่อนจะพบว่าแบคฮยอนนั่งรอเขาอยู่หน้าห้องคนไข้ที่มีป้ายชื่อติดอยู่เพื่อบ่งบอกว่าใครอยู่ข้างในนั้น

 

 

เกิดอะไร มึงบอกกูว่าอะไรนะแบคฮยอน

 

พี่อี้ฟานแพ้อาหาร

 

 

เพื่อนตัวเล็กของเขาเอ่ยตอบเรียบๆ อีกครั้งเหมือนตอนที่คุยกันผ่านสายเมื่อครู่ คำตอบของแบคฮยอนไม่มีอารมณ์หรือน้ำเสียงที่ฉุนเฉียวอยู่ในนั้นหากแต่คนฟังกลับรู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อได้เป็นอย่างดี

 

 

ชานยอลไม่เคยรู้ว่าพี่อี้ฟานทานอาหารทะเลไม่ได้

 

 

เขาไม่เคยรู้เลย..

 

 

 

 

ชานยอลรู้ว่าคนที่นอนอยู่ในห้องปลอดภัยแล้วแต่ก็ตัดความรู้สึกผิดออกไปจากอกไม่ได้อยู่ดีและอี้ฟานคงเลือกโทรหาแบคฮยอนเพราะเขาบอกว่าจะนอนแล้ว

 

 

ความจริงชานยอลก็แค่ตอบกลับไปส่งๆ เท่านั้นตอนที่อี้ฟานส่งข้อความมาหาในช่วงดึก เขายังคงนั่งกดเข้าออกโซเชียลจนกระทั่งแบคฮยอนโทรหาและให้คยองซูไปรับ

 

 

ทำไมถึงไม่บอกว่าตัวเองทานไม่ได้และปฏิเสธออกมาแต่กลับคลี่ยิ้มตอนที่เขาถามว่าอร่อยใช่รึเปล่า

 

 

มือเรียวกำลูกบิดประตูไว้ก่อนจะตัดสินใจหมุนและเปิดมันออก อี้ฟานยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาลที่ภายในห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาและแขนข้างหนึ่งมีสายน้ำเกลือเชื่อมอยู่ข้างๆ ชานยอลเลือกที่จะนั่งลงข้างเตียงแต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวเปลือกตาคมคู่นั้นจึงได้ลืมขึ้นมาในทันทีที่มีเสียงขยับเก้าอี้เพียงเล็กน้อย

 

 

ชานยอล

 

อย่าลุกสิครับ

 

ดึกแล้วมาทำไม

 

 

คนที่ทำท่าว่าจะพยุงกายลุกขึ้นเอนตัวลงอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคห้ามปราม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะและต่างฝ่ายต่างใช้วิธีสบตากันเพื่อส่งผ่านคำถามที่อยากจะถามออกไปซึ่งมีทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและบางคำถามที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว

 

 

ทำไมไม่บอกผมล่ะครับ

 

“............”

 

 

อี้ฟานเห็นแววตาตัดพ้อจากคนตรงหน้าแม้ว่าประโยคที่เอ่ยออกมาจะแสดงความห่วงใยก็ตาม

 

 

และกลับเป็นเขาเองที่รู้สึกผิด

 

 

 

ชานยอล..

 

 

ผมผิดใช่มั้ยครับ..ผมเหมือนคนโง่ด้วย มีแต่คนหลอกผมเต็มไปหมด

 

“............”

 

ตอนที่พี่ทำเหมือนว่าชอบมัน ตอนนั้นผมดูตลกมากแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ

 

 

 

 

ประโยคนั้นมันชัดเจนแล้วว่าชานยอลรู้สึกอย่างไร ร่างโปร่งกำลังรู้สึกแย่ที่เหมือนตัวเองโดนหลอก อี้ฟานรู้ว่าตัวเองแพ้อาหารแต่ก็ไม่ยอมบอกเขา ทุกคนรู้ รู้แม้กระทั่งแบคฮยอน

 

 

ชานยอลพี่ผิดเอง อย่าคิดแบบนั้นสิ

 

“............”

 

พี่แค่คิดว่ามันผ่านมานานแล้วพี่อาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้

 

 

ชานยอลคลี่ยิ้มจางๆ หากแต่แววตาไม่ได้สัมพันธ์กับความรู้สึกนั้นเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกผิดเขารู้สึกมันมาตลอดทางที่มาที่นี่และขณะเดียวกันความรู้สึกย่ำแย่ก็เกิดขึ้นว่าเขาไม่รู้อะไรเลยส่วนคนที่รู้ทุกอย่างดีก็เอาแต่เล่นตามน้ำจนดูเหมือนกลั่นแกล้งกัน

 

 

เหรอครับ.. ผมขอโทษที่ไม่รู้อะไรเลย

 

 

และประโยคนั้นมันทำให้อี้ฟานเจ็บปวดกว่าคนที่พูดมันออกมาซะอีก

 

มือหนาเอื้อมไปจับมือของชานยอลไว้ก่อนจะบีบมันเบาๆ เรามองตากันเงียบๆ แต่เมื่อเสียงประตูดังขึ้นชานยอลก็ดึงมือกลับในทันที

 

 

ชานยอลกูจะกลับไปส่งคยองซูมึงจะกลับมั้ยจะได้รอ

 

 

ชานยอลยังคงมองหน้าคนที่นอนอยู่บนเตียงเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายยังมองเขาอยู่ แบคฮยอนทำแค่ยืนรออยู่ด้านหลังและเพื่อนตัวเล็กคนนั้นไม่ได้สนใจหรอกว่าคนที่ตนเองเอ่ยถามจะไม่หันมามองหน้ากันเลย เขารอเพียงแค่คำตอบจากอีกฝ่ายก็เท่านั้น

 

 

ไม่ ถ้ากลับพี่อี้ฟานจะอยู่กับใคร

 

 

 

เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นแบคฮยอนจึงพยักหน้ารับและขอตัวกลับก่อนหากเพื่อนต้องการอะไรก็ให้โทรไปบอกเขาจะเอามาให้พรุ่งนี้แต่ถ้าหมอให้กลับบ้านได้เขาก็จะมารับ

 

 

 

 

ชานยอลออกไปคุยโทรศัพท์หลังจากที่แบคฮยอนกลับไปได้สักพักแล้วไม่นานร่างโปร่งก็กลับมานั่งที่เดิมแต่อี้ฟานก็ยังไม่ได้นอนหลับไปอย่างที่คิด เขารอให้ชานยอลเข้ามาและยังค้างคาในแววตาคู่นั้นอยู่ว่ายังโกรธเคืองเขาอยู่รึเปล่า

 

 

แบคฮยอนถึงห้องแล้วล่ะครับ

 

ยังโกรธพี่อยู่มั้ย

 

ผมไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย นอนเถอะครับมันดึกแล้ว

 

 

ชานยอลขยับเข้ามาใกล้ยื่นใบหน้าเข้าไปคุยกับคนที่นอนอยู่และเอ่ยกระซิบเบาๆ บอกให้อีกฝ่ายพักผ่อนได้แล้วก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ให้

 

 

นายน่าจะกลับไปกับแบคฮยอน นอนที่นี่มันไม่ค่อยสบายตัว

 

 

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้ว่าพี่อยากให้ผมอยู่

 

 

“...........”

 

 

พี่ดูแลผมดีขนาดนี้ ผมจะทิ้งพี่ได้ยังไงล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ เอาใจช่วยพ่อพระเอกของเรากัน

 

เป็นกำลังใจและขอบคุณไรท์เตอร์ด้วยการคอมเมนต์หรือสกรีม #shadowky กันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Just a shadow (1/5)

12 May 2019 - 10:04 AM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 01

 

แท็ก #shadowky 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “พี่อี้ฟาน พี่ชอบผมใช่ไหมครับ”

            “.............”

 

นิ้วเรียวที่กำพวงมาลัยรถอยู่กระตุกอย่างไม่รู้ตัวกับคำถามที่ถูกถามออกมาโดยไม่มีสัญญาณอะไรบอกกล่าว ซึ่งคำถามนั้นก็ซื่อตรงและชัดเจนจนเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึกที่มีอย่างไร้เกราะกำบัง

 

ความรู้สึกภายในใจที่ไม่สามารถปฏิเสธมันได้

แม้จะพูดออกไปให้ตรงกันข้ามแต่มันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

 

            อู๋อี้ฟานรักปาร์คชานยอล

 

 

 

 

ปาร์คชานยอลแฟนของคิมจงอิน

 

 

“หรือว่าผมคิดไปเอง”

 

คำถามใหม่ที่ถูกส่งมาทำให้บรรยากาศภายในรถช่างน่าอัดอึดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว สายตาเรียบนิ่งที่เอาแต่จ้องมองเพื่อรอคอยคำตอบละออกจากชายหนุ่มร่างสูงไปยังถนนเบื้องหน้าแทนเมื่อไม่มีประโยคใดถูกเอื้อนเอ่ยกลับมาสักทีแม้ว่าประโยคคำถามนั้นจะจบลงไปสักพักแล้วก็ตาม

 

ชานยอลไม่ได้หงุดหงิดที่ไม่ได้รับคำตอบ แววตาคู่นั้นเรียบเฉยราวกับในหัวไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ หลงเหลืออยู่ อี้ฟานอาจไม่เข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆ คำถามนั้นถึงได้ออกมาจากริมฝีปากอิ่มหากแต่เขาพอจะรู้ว่าท่าทางที่อีกฝ่ายเป็นอยู่มันเกิดมาจากอะไร

 

ยิ่งเงียบความอึดอัดก็ยิ่งทวีคูณ ฝ่ายถูกถามยังคงกลืนน้ำลายเหนียวฝืดลงคอไม่อาจปฏิเสธและตอบรับในเวลาเดียวกันบางทีมันอาจเป็นความขลาดเขลาของเขาเองที่ไม่กล้าจะตอบรับหรือปฏิเสธออกไปตรงๆ ในเวลานี้แม้ว่าความรู้สึกนั้นจะไม่อาจปิดบังคนข้างกายได้ก็ตาม

 

เหตุใดคำถามนั้นจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีเหตุผลใดเอื้ออำนวย มันเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบและความปกติที่เราเคยเป็น อี้ฟานหันไปมองคนข้างกายที่ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดเพิ่มเติมนอกจากมองตรงไปข้างหน้าบนท้องถนนที่คุ้นเคย ซึ่งบางทีนั่นอาจเป็นคำตอบของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

 

ปาร์คชานยอลยังไม่เสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

 

 

ตั้งแต่เลิกกับคิมจงอิน

 

 

การออกมากับอี้ฟานไปทานข้าวด้วยกันอย่างเช่นปกติไม่ได้ทำให้ความคิดในหัวที่มีแต่จงอินลดน้อยลง ทุกการกระทำใบหน้าของใครคนนั้นยังคงปรากฏ ทุกรอยยิ้มของคนตรงหน้ามักจะถูกซ้อนทับด้วยรอยยิ้มของใครอีกคนอยู่เสมอ

 

ปาร์คชานยอลไม่เคยลืมคิมจงอินแม้แต่นาทีเดียว

 

สุดท้ายแล้วความเงียบก็เหมือนคำตอบว่า “ใช่” อู๋อี้ฟานชอบปาร์คชานยอล และมันไม่ใช่แค่คำว่าชอบเหมือนที่อีกฝ่ายถามออกมาด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าชานยอลจะคิดแบบนั้นหรือเปล่าหรืออาจจะคิดว่าเขากำลังหาทางปฏิเสธความจริงที่เป็นอยู่ว่าจะพูดอย่างไรให้คนฟังไม่รู้สึกเสียหน้า

 

            “พี่ .. จอดรถหน่อยได้ไหมครับ”

            “...........”

            “ชานยอลพี่..”

 

แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนพูดแต่รถก็ถูกจอดลงข้างทางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ หรือบางทีเขาควรจะบอกออกไปตอนนี้เพื่อยืนยันความรู้สึกที่ชัดเจนของตนเองในตอนที่อีกคนไม่มีใครและกำลังต้องการคนดูแลความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

 

มันอาจจะเรียกว่าโอกาสให้เขาได้มีสิทธิ์แทรกซึมเข้าไปในหัวใจดวงนั้นก็ได้ การทำได้เพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายมีความสุขกับคนที่ตัวเองรักมันช่างแสนทรมานแต่อี้ฟานก็เลือกที่จะเฝ้ามองอยู่อย่างนั้น บางทีมันก็อาจจะเป็นความสุขสำหรับเขาเวลาที่อีกฝ่ายมีความสุขกับชีวิตที่มีใครคนนั้นข้างกาย แต่ลึกๆ แล้วมันกลับเหมือนมีแผลเล็กๆ เกิดขึ้นในอกและมีใครสะกิดให้มันเจ็บแปลบขึ้นมาอยู่เสมอ

 

การรู้จักกันมานานไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง เคยเรียกพี่อี้ฟานด้วยแววตาเช่นไรเขาก็ยังคงเป็นพี่อี้ฟานของปาร์คชานยอลด้วยแววตาคู่เดิม

เป็นพี่อี้ฟานที่คอยมองคนที่ตัวเองรัก..เล่าเรื่องราวความรักของตนให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

 

ความอัดอึดยังคงไม่ได้หายจากไปไหนอีกทั้งอากาศที่มีราวกับว่ามันกำลังค่อยๆ เบาบางลงสายตาคมหันไปมองร่างโปร่งข้างกายด้วยความหวาดหวั่น บางทีชานยอลอาจจะอยากเปิดประตูรถแล้วเดินจากไป หรือบางทีเขาควรจะตอบคำถามนั้นออกไปให้ชัดเจน แม้ว่าผลลัพธ์มันจะทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

 

            “พี่ไม่ชอบผมสักนิดเลยเหรอครับ”

            “พี่...”

 

ใบหน้าหวานที่เคยจ้องมองบัดนี้กลับเข้ามาชิดใกล้จนลมหายใจสัมผัสปลายจมูกกันและกันเปลือกตาสีอ่อนปิดลงอย่างเชื่องช้าก่อนกลีบปากสีสดจะทาบทับริมฝีปากของอี้ฟานอย่างแผ่วเบาโดยที่เขายังไม่ทันได้ประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งก่อนจะรั้งให้ริมฝีปากสัมผัสกันแนบแน่นยิ่งขึ้น ริมฝีปากนุ่มหยุ่นขยับขบกัดอีกฝ่ายอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะแทรกเรียวลิ้นอุ่นเข้าไปอย่างง่ายดาย คริสได้แต่นั่งนิ่งด้วยความตกใจ ไม่รู้ว่าการที่รู้สึกว่าร่างกายตนเองว่างเปล่าหรือการที่หัวใจเต้นแรงจนหายใจติดขัดนั้นเขาควรจัดการกับมันอย่างไร ตาคมค่อยๆ ปิดลงราวกับมันคือความฝันหากทว่าสัมผัสที่เกิดขึ้นคอยย้ำชัดในความรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่ไม่อาจลบเลือนไปได้

 

 

ปาร์คชานยอลกำลังจูบอู๋อี้ฟาน

 

 

 

จูบเหมือนที่เคยจูบคิมจงอิน

 

 

 

มือหนายกขึ้นสัมผัสเอวบางอย่างสั่นเทาอยากโอบกอดให้มากกว่านี้ อยากรั้งอีกคนไว้ในอ้อมกอดให้นานเท่านานแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่นึกคิดอยากจะทำ ริมฝีปากอิ่มผละออกพร้อมกับสายใยสีจางที่เลอะมุมปาก ตาคมที่ลืมขึ้นอีกครั้งแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ด้วยซ้ำ

 

            “พี่...อยากมีอะไรกับผมไหม”

            “..........”

 

 

 

 

 

................................

 

 

 

 

 

สัมผัสเร่าร้อนบนพื้นเตียงสีขาว ร่างกายที่ขยับตามความปรารถนา ฝ่ามือเปียกชื้นที่ขยำกลุ่มผมสีเข้มแน่นราวกับต้องการหาที่ระบายไม่ได้ทำให้ความต้องการที่มีลดน้อยหรือผ่อนคลายลง

 

ปาร์คชานยอลหอบครางเสียงสั่นในขณะที่ปลายเท้าจิกลงบนพื้นเตียงพร้อมกับเรียวขาเนียนที่เกี่ยวกระหวัดหาที่พักพิง

 

อู๋อี้ฟานกำลังมอบความสุขให้คนที่ตัวเองรักในขณะที่เขาเองก็มีความสุขในการครอบครองไม่ต่างกัน

 

หากร้องครางให้ดังกว่านี้ได้

 

 

ปาร์คชานยอลก็จะทำ..

 

 

หากว่าเสียงนี้เล็ดลอดผ่านบานประตูไปยังห้องที่อยู่ตรงข้ามเพียงห้องเดียวของชั้นนี้หรือทำให้เสียงครางสั่นของตนเล็ดลอดออกไปจนทำให้คนที่เดินผ่านได้ยินปาร์คชานยอลที่จะครางออกไปจนสุดเสียงที่มี

 

 

เขาจะไม่เรียกมันว่าความผิดพลาดในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งคู่ต่างรู้ตัวดี มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิดการฉวยโอกาสหรืออะไรก็ตามหากแต่มันคือสิ่งที่พวกเขาเลือกแล้วทั้งสองฝ่ายว่าจะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างเรา

 

 

 

 

 

 

เปลือกตาบางขยับน้อยๆ เป็นสัญญาณว่าร่างกายตื่นจากการพักผ่อนในช่วงสาย ตากลมลืมขึ้นพบเจอเพียงความว่างเปล่าของพื้นเตียงสีขาวที่ยังคงยับยู่ ชานยอลพยายามมองหาชายหนุ่มร่างสูงที่นอนหลับไปข้างกายกันเมื่อคืนหากแต่ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิมว่าเขาไม่พบเจอใคร

 

ร่างโปร่งลุกขึ้นทำให้ผ้าห่มร่นลงจนเห็นผิวกายขาวที่แต่งแต้มด้วยรอยรักหากเจ้าตัวไม่คิดจะใส่ใจมองหรือปกปิด ขาเรียวก้าวลงจากเตียงก่อนจะ หยิบเสื้อผ้าที่อยู่ใกล้มือมาสวมใส่เพื่อลุกไปเข้าห้องน้ำ

 

            “ชานยอลตื่นแล้วเหรอ”

            “พี่อี้ฟาน”

 

ดวงตากลมโตมองคนที่เดินออกมาจากครัวด้วยท่าทางเรียบนิ่งก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

 

            “พี่ทำอะไรไว้ให้ทาน หิวแล้วใช่ไหม”

            “ขอบคุณครับ แล้วพี่จะกลับรึยัง”

 

หากน้ำเสียงที่ชานยอลตอบกลับมามันชวนให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ก็คงไม่แปลก เพราะมันทั้งเฉยชาและเอ่ยราวกับว่าต้องการให้เขาออกไปได้แล้ว อี้ฟานยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ถูกเรียกสติกลับคืนมาจากคนคนเดิม

 

            “ถ้ายังก็ทานกับผมก่อนนะครับ”

 

รอยยิ้มเล็กๆ ถูกส่งให้ก่อนร่างโปร่งจะเดินเข้าห้องน้ำไป ประโยคเมื่อครู่มันควรทำให้เขายิ้มออกมาได้แล้วใช่รึเปล่า

 

 

 

 

 

            “ชานยอล..”

            “พี่ทำอาหารอร่อยนะครับ”

 

ประโยคที่เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายยังไม่อยากให้เขาพูดอะไรออกไปและพยายามที่จะพูดคุยเรื่องอื่นมากกว่าทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่ควรพูดคุยกันในตอนนี้คือเรื่องความสัมพันธ์เมื่อคืนของเราทั้งคู่ที่มันเปลี่ยนไปจากเดิม

 

            “พี่ดูกังวลนะครับ”

            “เรา..”

            “ผมกับพี่ สนิทกันขึ้น ขอบคุณที่ดูแลผมนะครับ”

            “.............”

 

ท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะยังไม่อยากพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้อี้ฟานเลือกที่จะเก็บมันไว้ก่อนหากมันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะตอนนี้มันก็เร็วเกินไปหากจะให้ชานยอลกับเขาประกาศเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ทั้งที่ชานยอลเพิ่งเลิกกับจงอินได้ไม่นาน

 

เพราะฉะนั้นตอนนี้อี้ฟานจึงทำได้แค่ยิ้มให้กับคนตรงหน้า

 

ยิ้มให้คนที่ตนรักมากที่สุดเพียงเท่านั้น

 

 

 

 

อี้ฟานเดินไปหยิบมือถือในห้องนอนก่อนจะกลับในขณะที่ชานยอลกลับมานอนอยู่ใต้ผ้าห่มอีกครั้งหลังจากอาบน้ำและทานข้าวเสร็จ ตากลมที่จับจ้องอยู่บนหน้าจอมือถือของตนเงยขึ้นมามองร่างสูงที่เดินมาหาก่อนจะส่งยิ้มให้เมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งล้างจานเสร็จเดินเข้ามา

 

            “พี่จะกลับแล้วเหรอครับ”

            “ถ้ามีอะไรโทรหาพี่นะ”

            “ครับ”

 

ส่งยิ้มให้ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะก้มลงมองมือถือเครื่องเล็กต่อแล้ววางมันลงในเวลาต่อมา

 

            “ผมเดินไปส่งนะ”

 

 

จู่ๆ ชานยอลที่นั่งมองจอมือถือก็เลือกที่จะวางมันลงแล้วเอ่ยบอกว่าจะเดินออกไปส่งพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 

และไม่มีครั้งไหนที่อู๋อี้ฟานจะไม่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

 

 

 

 

 

ความจริงอี้ฟานไม่ได้ต้องการแบบนั้นสักเท่าไหร่เขาอยากให้ชานยอลพักมากกว่าเดินออกไปส่งเขาในระยะทางใกล้ๆ แค่หน้าประตูนี้เท่านั้นแต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะดื้อเกินไปจนขอออกมาส่งหน้าประตูห้องจนได้

 

เราสบตากันนิ่งๆ ราวกับต้องการสื่อความหมายแต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรจนกระทั่งอี้ฟานค่อยๆ ยกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ยข้างแก้มชานยอลเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้

 

อี้ฟานอยากให้ชานยอลมั่นใจว่าเขาสามารถเป็นที่เพิ่งยามอีกฝ่ายเหนื่อยล้า เป็นคนที่พร้อมอยู่ข้างๆ ชานยอลได้เสมอเพียงแค่เชื่อมั่นในแววตาคู่นี้ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตั้งแต่วันแรกที่พบเจอจนกระทั่งถึงวินาทีนี้มันก็ยังคงเหมือนเดิม

 

..ชานยอลเองก็เช่นกัน มันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

 

ร่างโปร่งเดินกลับเข้าห้องหลังจากอี้ฟานกลับไปแล้วด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก การที่ประตูของห้องตรงข้ามยังคงปิดสนิท การที่ความบังเอิญไม่เกิดขึ้นเลยสำหรับเขามันน่าหงุดหงิดจนปกปิดสีหน้าไว้ไม่มิด

 

หากเพียงแค่ประตูบานนั้นเปิดออก หากได้เจอใครบางคน ชานยอลอาจจะอารมณ์ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่ วันนี้เขามีเรียนแต่ก็เลือกที่จะปล่อยมันผ่านไปในคาบเช้าและบางทีเขาก็ไม่ควรจะทิ้งคาบเรียนในช่วงบ่ายไปอีก  มือเรียวหยิบมือถือของตนขึ้นมาก่อนจะกดโทรออกหาปลายสายซึ่งเป็นคนที่เขาเดินไปส่งเมื่อครู่

 

          “พี่อี้ฟาน ตอนบ่ายผมมีเรียน พี่มารับผมได้ไหมครับ”

 

 

 

 

 

…………………………..

 

 

 

 

 

หลังจากเดินมาถึงโต๊ะนั่งประจำร่างโปร่งก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรและท่าทางที่ดูมีความหงุดหงิดแฝงอยู่ไม่น้อยนั้นก็เรียกคำถามจากเพื่อนข้างกายได้เป็นอย่างดี

 

            “ชานยอล ยังไม่โอเคเหรอวะ”

            “กำลัง..”

            “ไม่ใช่ว่าหลอกตัวเองหรอกเหรอ กูยังเห็นมึงมองหาเขาบ่อยๆ”

            “ก็กู..”

            “ยังรักมันอยู่”

 

ประโยคจากเพื่อนข้างกายทำให้ใบหน้าหวานชาได้ไม่น้อย ราวกับมีดปลายแหลมปักลงกลางอกเจ็บแปลบขึ้นมาดื้อๆ

 

            “แล้วกูผิดอะไร ทำไมทิ้งกูไปมีคนอื่น”

            “ชานยอล..”

            “แบคฮยอนกูผิดอะไร กูไม่ดีตรงไหน”

 

 

ชานยอลขบเม้มริมฝีปากของตนเองหลังจากพูดจบ ท่าทางอ้ำอึ้งและแววตาที่ยังคงสั่นไหวนั้นบ่งบอกได้ดีว่าร่างโปร่งกำลังเก็บกลั้นความรู้สึกเจ็บปวดไว้จนมันล้นออกมาทางดวงตา คำพูดตัดพ้อที่ออกมาจากริมฝีปากมันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและปวดร้าวไม่ใช่พูดออกมาเพราะอยากแสดงออกว่าตัวเองเข้มแข็ง

 

เป็นคาบเรียนที่แทบไม่มีอะไรอยู่ในหัวนอกจากความคิดฟุ้งซ่านซ้ำๆ เดิมๆ เกี่ยวกับใครบางคน ชานยอลยังคงมีสีหน้าหงุดหงิดไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อนข้างกายที่กำลังนั่งเอามือท้าวคางมองร่างโปร่งถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้ว มือเล็กๆ เอื้อมไปขยี้กลุ่มผมสีเข้มเป็นการปลอบใจ ความจริงเขามีนัดแต่ตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะลุกไปไหนเมื่อเห็นว่าชานยอลยังคงนั่งเหม่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม

 

ไม่คิดว่าชานยอลจะเสียใจขนาดนี้แต่ก็ทำได้แค่คิดว่าสักวันทุกอย่างจะดีขึ้นเพราะพวกเขาเพิ่งเลิกกันได้ไม่นานการจะทำใจหรือปล่อยให้ความรู้สึกที่เคยมีกลายเป็นความเคยชินหรือเฉยชาคงต้องใช้เวลาสักพักและทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น

 

 

            “แบคฮยอน”

 

เสียงที่เอ่ยขึ้นเบาๆ เรียกความสนใจจากทั้งสองได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มที่นั่งท้าวคางมองเพื่อนคลี่ยิ้มให้กับเจ้าของเสียงก่อนจะลุกเดินไปหาในเวลาต่อมา

 

            “เลิกเรียนแล้วเหรอ”

            “อืม..”

 

คยองซูตอบรับโดยการพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะชำเลืองมองใครอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องด้วยท่าทางเดิมๆ

 

            “ชานยอลมันยังไม่โอเค คงไม่รำคาญนะ”

            “อืม..”

 

เมื่อแบคฮยอนเอ่ยบอกแบบนั้นโดคยองซูก็พยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ คนตัวเล็กถูกจับจูงให้เข้ามานั่งในห้องก่อนเพื่อคุยกับชานยอลอีกสักพักแล้วพวกเขาถึงจะออกไป แต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะดูออกจึงได้ชิงเอ่ยตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน

 

            “งั้นเดี๋ยวกลับก่อนแล้วกัน มีอะไรจะโทรหานะแบคฮยอน”

            “เอางั้นเหรอ แล้วจะกลับยังไง ให้ไปส่งไหม”

            “ไม่เป็นไร”

 

แววตาของชานยอลยังคงเรียบนิ่งหากริมฝีปากฉีกยิ้มน้อยๆ ให้เพื่อนคลายความกังวล ร่างโปร่งเก็บกระเป๋าแล้วลุกขึ้นเพื่อรอให้ทั้งสองคนเดินออกไปด้วยกัน แต่แบคฮยอนก็ยังคงไม่สบายใจกับช่วงเวลานี้ที่จะปล่อยให้ชานยอลอยู่คนเดียว เขาเคยเอ่ยชวนให้ไปพักหรือไปอยู่ที่ห้องด้วยกันบ่อยๆ จะได้ไม่เหงาแต่ชานยอลก็มักปฏิเสธทุกครั้งหากก็ย้ำให้แบคฮยอนสบายใจเสมอว่าเขาไม่เคยคิดจะทำร้ายตัวเองไม่อยากให้เป็นห่วง

 

            “งั้นกูกับคยองซูกลับแล้วนะ จะไปรับมงมงเอาไปทิ้งไว้ที่คลินิก ป่านนี้คิดถึงพ่อมันจะแย่แล้วมั้ง”

            “อืม แล้วเจอกัน”

            “แล้วตกลงกลับยังไงเมื่อเช้าก็ไม่มา กูนึกว่าเป็นอะไร”

            “ก็อย่างที่บอกนั่นแหละตื่นสายเลยขี้เกียจ พี่อี้ฟานมาส่งเดี๋ยวพี่เขาก็มารับ”

 

เอ่ยตอบออกไปเรียบๆ ก่อนจะยกสายสะพายข้างหนึ่งของกระเป๋าขึ้นบ่า แบคฮยอนมองเพื่อนด้วยความฉงนใจไม่น้อย หากไม่ใช่การแคลงใจที่พี่ชายคนสนิทมารับแต่แคลงใจในร่องรอยบางอย่างบนตัวของชานยอลที่เขามองเห็น

 

            “คบกันเหรอ”

 

แบคฮยอนเอ่ยถามออกไปตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมเพราะความเป็นไปได้มันมีมากพอๆ กับเป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญคำถามนี้มันไม่ได้น่าตกใจสำหรับใครก็ตามในที่นี้หากจะได้ยินมัน

 

ถ้าจะพูดตามความจริงแล้วตั้งแต่ที่เขารู้จักทั้งชานยอลและพี่อี้ฟาน ไม่มีใครดูแลชานยอลดีเท่าพี่ชายคนนี้เลย และแบคฮยอนเองก็รู้ด้วยว่าแววตาที่พี่ชายคนนั้นมีให้เพื่อนของเขามันแตกต่างไปจากคนอื่นซึ่งชานยอลเองก็คงจะรู้สึกถึงมันได้เช่นกันแต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังคงดำเนินไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

 

                   "....

            “เปล่า”

 

ชานยอลนิ่งไปชั่วครู่แต่ก็ตอบออกมาด้วยความมั่นใจและมันก็ไม่ใช่คำโกหกเลยสักนิด สุดท้ายก็ต่างฝ่ายต่างหันหลังเพื่อแยกทางกัน แบคฮยอนไม่ได้ติดใจหรือคิดมากกับรอยแดงจางๆ ที่คอของชานยอลอีกเพราะจงอินไม่กลับมาหาชานยอลอย่างแน่นอน และเพื่อนเขาเองก็เป็นคนแพ้ง่ายโดนอะไรนิดหน่อยก็เป็นผื่นถึงขั้นที่ว่ามีครั้งหนึ่งพวกเขาออกไปปั่นจักรยานกันและชานยอลโดนแมลงสักอย่างบินมาเกาะ พอกลับมาที่บ้านเพื่อนเขาก็ผื่นขึ้นทั้งตัว ร้องไห้จนต้องมานั่งให้พี่อี้ฟานทายาให้จนตัวขาวโพลนไปหมด

 

เรารู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ ความรู้สึกรวมถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจก็ค่อยๆ ถูกหล่อหลอมขึ้นมาพร้อมๆ กัน

 

รถคันเดิมที่มาส่งชานยอลเมื่อเช้าหยุดลงในเวลาต่อมาแบคฮยอนเดินออกมาแล้วแต่ก็จำรถของพี่อี้ฟานได้จึงหันกลับไปมองและก็พบว่ามันจริงอย่างที่ชานยอลพูดว่าอีกฝ่ายจะมารับเมื่อเห็นเป็นแบบนั้นเขาก็สบายใจมากขึ้น มีเรื่องราวหลายอย่างที่อยู่ในใจบางเรื่องเป็นความลับบางเรื่องเป็นสิ่งที่เฝ้าสงสัย แต่จนถึงปัจจุบันแบคฮยอนก็ยังคงเก็บมันไว้กับตัวเพียงคนเดียว

 

ชานยอลคลี่ยิ้มกว้างให้คนในรถก่อนจะเปิดประตูอีกฝั่งขึ้นรถไป การกระทำเมื่อครู่มันคงไม่แปลกมากนักหากสายตาสองคู่ไม่ได้เห็นภาพอย่างอื่นมาก่อนหน้ารอยยิ้มนั่น คนที่กำลังหงุดหงิดและเศร้าหมองไม่กี่นาทีก่อนหน้าที่ยืนอยู่ด้วยกันตอนนี้กลับยิ้มกว้างราวกับเป็นคนละคน

 

 

 

            “กลับห้องเลยรึเปล่า”

            “ครับ”

 

ชานยอลเอ่ยตอบเรียบๆ ก่อนจะเอนตัวพิงกับเบาะและค่อยๆ หลับตาลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นอี้ฟานจึงไม่อยากชวนพูดคุยอะไรเพื่อให้ร่างโปร่งได้พักผ่อนแม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ก็ตาม

 

การอยู่กับความเงียบ..เราได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงกว่าปกติจริงรึเปล่า

 

 

ทำไมชานยอลถึงได้รู้สึกว่าเสียงหัวใจของเขาช่างเต้นแผ่วเบากว่าที่เคยเป็น

 

สัมผัสแผ่วเบาที่มือทำให้ชานยอลลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นมือของตนถูกคนข้างๆ กุมไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตากลมโตจดจ้องมันราวกับมีคำถามมากมายอยู่ในหัวแต่ก็ไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ย พี่อี้ฟานยังคงขับรถด้วยมือเดียว สายตาคมคู่นั้นยังจดจ้องไปยังท้องถนนตรงหน้า ชานยอลแสร้งหลับตาลงอีกครั้งแล้วพลิกตัวเบาๆ

 

มือข้างนั้นมันอุ่นก็จริง..

 

แต่มันคงดีกว่าถ้าพี่อี้ฟานจะขับรถด้วยความสะดวก

 

 

มือข้างนั้นถูกดึงกลับมาไว้ที่หน้าตัก.. ตอนนี้มันยังไม่สมควรถูกใครกุมไว้แม้มันจะสั่นไหวแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

เรื่องที่ 2 ของโปรเจคมาแล้วค่ะ

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีมได้ที่แท็ก #shadowky เพื่อเป็นกำลังใจและให้ฟีดแบคกับไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ