Jump to content


THE E11EVEN ♠ KY

Member Since 04 Oct 2012
Offline Last Active Aug 18 2019 03:05 PM
-----

Topics I've Started

Stupid cupid (5/5)

18 August 2019 - 02:56 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 05

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY 

 
 
 

 

 

 

ชานยอลมาอยู่ที่นี่ในฐานะมนุษย์ธรรมดาได้เกือบสามเดือนแล้ว และเชื่อมั้ยว่าผมกับน้องไม่เคยมีปัญหาอะไรกันเลย ชานยอลไม่มีปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิตในแบบมนุษย์ธรรมดา เราเข้ากันได้ดีและแทบไม่มีเรื่องผิดใจกันเลย เราเป็นความสุขของกันและกันในทุกวัน จนผมเริ่มเชื่อแล้วว่าที่เรื่องระหว่างเรามันง่ายไปหมดขนาดนี้จะเป็นอย่างที่ชานยอลพูดจริงๆ

 

เราเป็นเนื้อคู่กัน...

 

แล้วก็ไม่ใช่แค่กับผมหรอก ชานยอลดูเหมือนจะเข้ากับทุกคนในโลกนี้ได้ดีไปหมดแม้กระทั่งกับไอ้เพื่อนแก็งค์กากของผม ที่แม่งปั่นเก่งอย่างกับอะไร วันแรกที่ผมจูงมือชานยอลเข้าไปแนะนำกับพวกมันว่าน้องเป็นแฟน แม่งก็โดนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ทั้งแซะทั้งซักทั้งแซวจนผมล่ะกลัวเหลือเกินว่าชานยอลจะรับไม่ไหว แต่เชื่อไหมว่าเขารับมือกับพวกมันได้อย่างสบายๆ แถมยังทำได้ดีกว่าผมซะอีก จนถึงวันนี้ที่น้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก็งค์เราไปซะแล้ว

 

“น้องชานยอลนั่งนี่เลย พี่สั่งชาเขียวไว้ให้แล้ว อยากกินอะไรสั่งเพิ่มได้เลยนะ” ดูเอาสิ ขนาดว่าเดินมาด้วยกันมันยังเรียกน้องไปนั่งก่อนเพื่อนบังเกิดเกล้าอย่างผม จัดแจงสั่งน้ำที่น้องชอบไว้ให้แล้วก็เซอร์วิสให้แบบครบวงจร ในขณะที่เพื่อนอย่างกูก็ปล่อยให้ตามมีตามเกิดงี้เหรอไอ้แบคคคค

 

“แหมๆๆ น้อยๆ หน่อยก็ได้นะไอ้แบค เอาใจออกนอกหน้างี้เดี๋ยวเชี่ยคริสก็หึงหรอก” เห็นไหมล่ะว่าขนาดหมีทึ่มอย่างไอ้จงอินยังรู้สึกได้นับประสาอะไรกับแฟนอย่างผมที่หมั่นไส้จนไม่มีอะไรจะพูดแล้วโว้ยยย

 

“ไม่ได้ๆ บอกแล้วไงว่าน้องชานยอลอ่ะเทพธิดานำโชคของกูเลย ในฐานะที่น้องช่วยกูจนสัมภาษณ์งานผ่านกูก็ต้องเลี้ยงเพื่อเป็นการขอบคุณ” ใช่แล้วล่ะครับ ชานยอลน่ะเป็นเทพธิดานำโชคของทุกคนเลยจริงๆ ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรก็แค่แนะนำให้ไอ้แบคไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทนี้แล้วอยู่ดีๆ แม่งก็ผ่านเฉย ได้งานทำแบบไม่มันรู้เนื้อรู้ตัวแน่ะ

 

เพราะเหตุนี้ด้วยล่ะมั้งแฟนตัวเล็กของผมถึงได้เป็นที่รักของทุกคน

 

ผมไม่ได้ติดใจเอาความอะไรกับการเอาใจชานยอลออกนอกหน้าของไอ้แบคเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันทำไปเพราะอะไร และงานเลี้ยงฉลองได้งานของไอ้แบคก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเมื่อผมดื่มไปได้ซักพักและเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ ชานยอลที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของผมก็กระซิบบางอย่างขึ้นมาจนผมต้องก้มลงไปหาเพื่อตั้งใจฟัง

 

“พี่คริส พี่แบคฮยอนมีแฟนหรือยังครับ”

 

“ถามทำไมหือ”

 

“บอกมาเถอะน่า”

 

“ไม่มี”

 

“แล้วพี่เขาจีบใครอยู่หรือเปล่า”

 

“ไม่รู้มัน นี่ถ้ายังไม่เลิกถามเรื่องมันกูจะงอนแล้วนะ” นี่ไม่ได้ขู่นะครับนี่จะงอนจริงๆ ก็ดูเอาเถอะ มีอย่างที่ไหนที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของแฟนแต่ดันเอาแต่ถามเรื่องเพื่อนแฟนแบบนั้น ไม่รู้เลยหรือไงว่ามันน่าโมโห

 

“ลองบอกให้พี่แบคจีบพี่คยองซูดูสิครับ”

 

“มึงจะบ้าเหรอ มันเป็นเพื่อนกันมาเป็นสิบปีอยู่ดีๆ จะเชียร์ให้มันจีบกันได้ไง” คิดเอาว่าผมกับไอ้แบคคบกันมานานแค่ไหน กับไอ้คยองซูก็ให้บวกหกไปเลย เพราะมันกับไอ้แบคฮยอนน่ะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว

 

“ได้สิครับ ไม่เชื่อก็ลองดู” เด็กตัวขาวยังคงยิ้มตาใสและยืนยันคำเดิมให้ไอ้แบคลองจีบไอ้คยองซู และผมถึงแม้ในใจจะอยากหัวเราะให้ฟันร่วงแค่ไหน แต่ในฐานะพ่อบ้านที่ดีก็เลยต้องยอมตามใจเมียเด็กด้วยการไปบอกไอ้แบคให้ แล้วหลังจากนั้นเรื่องราวจะเป็นยังไงผมก็ไม่รู้แล้วล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

สองสัปดาห์ต่อมา...

 

“ว่าไงไอ้แบค” ผมที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการทำงานถูกรบกวนด้วยสายเรียกเข้าจากไอ้เพื่อนสนิทคนดีคนเดิม

 

‘คืนนี้มึงกับน้องชานยอลว่างมั้ยวะ’

 

“กูว่าง แต่ทำไมต้องถามถึงชานยอลก่อน” เออ ผมกำลังหวงเมียเกินเรื่องไงมีปัญหาไรป่ะ

 

‘กูอยากจะเลี้ยงขอบคุณน้องหน่อย’

 

“เรื่องอะไรอีกวะ จะขอบคุณอะไรนักหนา โว้ะ”

 

‘กูกับคยองซูเป็นแฟนกันแล้ว เหมือนที่เมียมึงบอกไง’

 

“หา ถามจริง”

 

‘ก็เออสิวะ นี่กูยังขนลุกไม่หาย เมียมึงแม่งศักดิ์สิทธิ์ชิบหายเลย’

 

“เออๆ งั้นคืนนี้เจอกัน” รู้แค่นั้นผมก็รีบปั่นงานที่เหลือก่อนจะรีบบึ่งกลับบ้านเพื่อจะไปซักไซร้และเคลียร์ปัญหาคาใจกับเมียรัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เย็นนี้ออกไปกินข้าวข้างนอกกันนะ ไอ้แบคมันจะเลี้ยงขอบคุณ”

 

“เรื่องอะไรเหรอครับ” เมียเด็กเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับแว่นตากรอบหนา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

ตั้งแต่ที่เขาเป็นเทพธิดานำโชคสำหรับทุกคน แถมยังเป็นเด็กที่สดใสและมีจินตนาการชานยอลก็ได้อาชีพเป็นนักเขียนหนังสือฮาวทูเกี่ยวกับความรัก มันเริ่มต้นจากการเขียนบล็อคง่ายๆ แต่ไอ้บล็อคง่ายๆ ของเขากลับมีคนสนใจอย่างล้นหลาม จนในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ติดต่อมา แล้วหลังจากนั้นนอกจากเป็นเมียผมชานยอลก็ยังเป็นคุณนักเขียนคนเก่งของนักอ่านทุกคนด้วย

 

“ก็เรื่องที่เราไปแนะนำมันไง”

 

“เรื่องพี่คยองซูน่ะเหรอครับ”

 

“ก็ใช่น่ะสิ รู้เรื่องของมันได้ยังไง ร้ายนักนะเรา” ผมเดินตรงเข้าไปหาเด็กตัวขาวที่นั่งอยู่บนโซฟาก่อนจะยื่นมือไปจับหัวกลมๆ นั่นโคลงไปมาด้วยความเอ็นดู

 

“อย่าลืมสิครับว่าผมเคยเป็นกามเทพ เรื่องความรู้สึกของคนแค่นี้น่ะเรื่องเล็ก”

 

“มั่วแล้ว” มันก็จริงนะที่เมียเด็กของผมน่ะเป็นเทพธิดานำโชคของทุกคน เขามักจะมองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น ล่วงรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องของการจับคู่ให้คนน่ะเก่งกาจอย่าบอกใครเชียว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเชื่อได้ยากอยู่ดี ถึงจะเคยเป็นกามเทพแต่ตอนนี้ชานยอลคือคนธรรมดาไง คือเมียของผมไม่ใช่เทพสื่อรักให้ใครซะหน่อย

 

“ไม่รู้สิครับ ถึงตอนนี้ผมจะเป็นคนธรรมดาก็จริง แต่ยังรู้สึกเหมือนมีเซ้นส์เรื่องความรักอยู่เลยครับ เวลาใครเป็นคู่กับใครผมจะสัมผัสได้ สงสัยจะเป็นความสามารถพิเศษที่หลงเหลืออยู่” เขาตอบอย่างน่ารักและมันก็น่าเอ็นดูเสียจนผมอดไม่ได้ที่จะดึงเขาเข้ามากอด

 

“สงสัยกูต้องเปิดตำหนักให้มึงซะแล้ว”

 

“จะบ้าหรือไงพี่คริส ช่วยคนเขาไม่ให้หวังผลตอบแทนนะครับ อีกอย่างบุญกุศลที่ผมช่วยเหลือให้คนได้รักกันจะได้ส่งมาถึงคู่ของเราให้รักกันนานๆ ไง ไม่ดีเหรอ” เรื่องฉลาดพูดน่ะไม่มีใครเกินเมียผมแล้วครับบอกเลย เอาใจเก่ง อ้อนเก่ง น่ารักเก่ง ทำให้หลงเก่ง เป็นเมียในอุดมคติที่ไม่มีใครลบล้างได้จริงๆ

 

“ดีสิครับ ดีมากๆ เลย เมียพี่ทำอะไรก็ดีไปหมดแหละ”

 

“ดีแล้วรักมั้ยครับ”

 

“รักคร้าบบบ รักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้วเนี่ย” ผมคงจะทนได้ไหวถ้าชานยอลไม่พูดจาน่ารักให้หลงแล้วอยู่ดีๆ ก็ซุกตัวเข้ามาในอ้อมกอดเป็นเชิงบังคับให้ผมกอดหน้าตาเฉย

 

“ไอ้แบคมันนัดสองทุ่ม พี่ว่าเรายังมีเวลาทำอย่างอื่นนะ” ช่วยไม่ได้นะครับ น้องอ่อยผมก่อน ตอนแรกผมไม่ได้คิดจะทำอะไรแต่พอโดนความนุ่มนิ่มบดเบียดเข้าใส่ไอ้สันดารผู้ชายอย่างผมมันก็สติแตก

 

“อื้อ พี่คริสครับ ผมต้องรีบส่งต้นฉบับนะ พี่คริส...”

 

“แปบเดี๋ยวนะจ๊ะเมียจ๋า พี่ทำแปบเดียวก็เสร็จน่า ไม่นานหรอก”

 

“พี่คริสอ้ะ ไม่เอาน่า อื้อออ” ฟัดน้องไปก็ปลอกเปลือกเขาไปด้วย เสื้อยืดตัวบางที่เขาชอบใส่อยู่บ้านกับกางเกงบอลย้วยๆ นั่นถอดแปบเดียวมันก็หลุดออกจากร่างบาง ไม่นานน้องก็นอนตัวขาวล่อนจ้อนอยู่ใต้ร่าง ส่วนผมก็รีบจัดการตัวเองให้อยู่ในสภาพเดียวกับเขา

 

 

“ของกูมันเป็นถึงขนาดนี้แล้ว ช่วยเอาใจมันหน่อยนะ” ผมขยำลูกชายด้วยมือข้างเดียวในขณะที่ก็พูดออดอ้อนให้น้องเห็นใจ แล้วเด็กจิตใจดีอย่างชานยอลน่ะมีหรือที่จะไม่หลงกลผม

 

ชานยอลขยับลงไปนั่งข้างล่างโซฟาอย่างว่าง่าย และผมก็รีบปล่อยมือจากไอ้ลูกชายเพื่อให้น้องได้เอาใจมันต่อ มือนุ่มนิ่มแตะลงไปบนนั้นอย่างไม่เคอะเขิน เพราะเขาเคยเล่นกับมันมาหลายครั้งแล้ว ปากนิ่มอมมันเข้าไปและผมก็ต้องสูดปากอย่างช่วยไม่ได้เมื่อโดนความอบอุ่นเล่นงาน

 

“ซี้ด” เด็กตัวขาวทำหน้าที่ของเขาได้เป็นอย่างดี ปากเล็กๆ พยายามขยับขึ้นลง เขาใช้ลิ้นล้อเล่นกับมันในขณะที่มือสองข้างที่ว่างก็ช่วยชักรูดส่วนโคนที่อมเข้าไปได้ไม่หมด

 

ผมนั่งเอนหลังพิงโซฟาแล้วชื่นชมความน่ารักตรงหน้าด้วยความเพลิดเพลินใจ ริมฝีปากแดงๆ และแก้มป่องๆ ขยับเข้าออกเป็นจังหวะ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองผมเป็นระยะเพื่อประเมินความพึงพอใจ และผมก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มให้เพื่อให้กำลังใจว่าเขาทำมันได้ดีแล้ว

 

“อ่ะ อ่า ดีชานยอล” เมื่อได้รับคำชมน้องก็เร่งจังหวะเพราะรู้ว่าผมจะเสร็จ ผมสวนสะโพกกลับไปเบาๆ ก่อนจะใช้สองมือประคองใบหน้าน่ารักให้ขึ้นมานั่งส่วนผมก็ลงไปคุกเข่าที่พื้นเพื่อจะปรนเปรอให้เขาบ้าง

 

“คุกเข่าแล้วหันหลังมาเร็ว” เด็กตัวขาวยันตัวขึ้นนั่ง หันหลังให้ผมแล้วเกาะพนักพิงโซฟาไว้แน่นเพราะรู้ดีว่ากิจกรรมที่ผมจะทำต่อจากนี้ไปจะทำให้เขาเสียวจนแข้งขาอ่อน

 

“อื้อ” ผมสอดลิ้นเข้าไปในช่องทางที่แสนคุ้นเคย และเด็กที่ไม่เคยจะชินกับการกระทำเหล่านั้นก็ขมิบรัดอย่างไร้เดียงสา

 

“อ้ะ อ้า พี่คริสครับ” น้องครางชื่อผมเสียงกระเส่า แล้วก็ไอ้เสียงนี้แหละที่ผมโคตรหลงรักจนอยากจะทำให้เขาครางให้ฟังไปทั้งวันทั้งคืน

 

ยิ่งน้องร้องผมก็ยิ่งหมุนควงลิ้นอยู่ในช่องทางนั้นเพื่อจะทำให้เขามีความสุข สองมือบีบขย้ำสะโพกขาวและรั้งมันไว้ไม่ให้เขาขยับหนี

 

“อิ้ๆๆ อ้า” ไม่นานน้องก็ปลดปล่อยเสียงครางเหมือนนางเอกหนังเอวีก่อนจะปลดปล่อยออกมาเลอะหน้าขาตัวเอง

 

เด็กตัวขาวทิ้งตัวลงพิงพนักโซฟาด้วยความสุขสม และนั่นก็ยิ่งทำให้สะโพกนุ่มนิ่มแอ่นหยัดขึ้นราวกับกำลังรอรับการเข้าไปของลูกชายผม เนื้อตัวแดงๆ กับท่าทางยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจทำให้ผมแข็งขึ้นมาอีกหน แล้วก็นั่นแหละครับ

 

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเข้าไปในตัวเขาทันที...

 

“อื้อ” ชานยอลครางฮือ จิกมือลงกับพนักพิงโซฟาและยิ่งโก่งสะโพกขึ้นเพื่อต้อนรับการสอดใส่ของผม

 

ท่าทางยั่วยวนแสนไร้เดียงสา เหมือนจะต่อต้านแต่เสียงครางกลับเรียกร้องทำให้ผมอดใจไม่ไหว ต้องซอยสะโพกใส่เขาในทันที

 

“ฮื่อ พี่คริสครับ” ร้องเรียกผมแบบนี้แสดงว่ากำลังชอบที่ผมทำให้ ผมจับสะโพกขาวไว้แน่น ยิ่งอัดกระแทกสะโพกใส่เขาแรงขึ้น ยิ่งอยู่ในท่ายืนแบบนี้พละกำลังของผมก็ยิ่งเยอะ ยิ่งสอดใส่ได้สุดแรงที่มี ส่วนชานยอลเขาคุ้นเคยกับร่างกายของผมและรู้งานพอที่จะโก่งสะโพกรับยังไงไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ

 

ตั่บ ตั่บ ตั่บ

 

เสียงรัวสะโพกสลับกับเสียงครางช่วยตอกย้ำถึงเซ็กส์ของเรา ยืนมองแผ่นหลังขาวขยับโยกไปตามแรงกระแทกแล้วก็ยิ่งหื่นจัด ความวิตถารในสันดารลึกๆ ทำให้ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายวิดีโอ เพราะอยากบันทึกเอาไว้ว่าเมียของผมเซ็กซี่แค่ไหนเวลาที่เราเอากัน

 

“ชานยอลครับ หันมาหาพี่คริสหน่อย” ผมเรียกเขาเสียงหวานและน้องที่ยังไม่รู้สถานการณ์ว่าผมกำลังทำอะไรก็หันมาอย่างว่าง่าย

 

“อ้ะ พี่คริส ถ่ายวิดีโอเหรอครับ” ใบหน้าหวานเห่อแดงไปหมด ยิ่งรู้ว่าผมกำลังถ่ายวิดีโอชานยอลก็ยิ่งเขิน เขากัดริมฝีปากเพื่อจะกลั้นเสียงคราง และจากตรงนั้นเวลาชานยอลหันกลับมามองผมดวงตากลมๆ คู่นั้นมันก็ยิ่งเชื้อเชิญจนผมต้องกดสะโพกเข้าไปหนักๆ เพื่อจะรักเขาให้แรงขึ้น

 

“หนูเป็นยังไงบ้างครับ”

 

“ผมเสียวครับ อ้ะ”

 

“พี่คริสรักหนูนะ” ผมบอกรักน้องเสียงหวาน สรรพนามที่จะใช้ก็ต่อเมื่อเรามีเซ็กส์กัน ยิ่งเป็นตอนนี้ที่ผมกำลังถ่ายวิดีโอเขาทุกอย่างมันก็ยิ่งอ่อนหวานเข้าไปใหญ่

 

“ผมก็รักพี่คริสครับ อ้ะ” เด็กตัวขาวที่โดนกระแทกจนเนื้อตัวสั่นคลอนยังมีแก่ใจหันมาบอกรักผมกลับ ตาหวานๆ ที่ช้อนมองผม แผ่นหลังขาวนวลเนียน สะโพกนุ่มนิ่มที่กำลังขยับโยกตามแรงส่งของผม ทุกองค์ประกอบทำให้เขาดูยั่วยวนและน่าย่ำยีจนผมต้องรัวสะโพกใส่เขาหนักๆ เพื่อจะทำมันให้เสร็จ

 

ภาพจากวิดีโอสั่นไหวไปตามแรงกระแทก เสียงครางของผมกับน้องสอดประสานกันและมันก็ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ผมซอยสะโพกใส่ชานยอลถี่รัวจนในที่สุดเราทั้งคู่ก็เสร็จไปพร้อมๆ กัน

 

“อ้ะๆๆๆ อ้า...”

 

“อ่าห์”

 

ผมทิ้งกายลงไปทาบทับบนแผ่นหลังขาวเนียนชื้นเหงื่อ พรมจูบซอกคอและใบหูของน้องซ้ำๆ กล้องโทรศัพท์ที่ใช้บันทึกวิดีโอถูกโยนทิ้งลงไปบนโซฟาเพราะมันเป็นสิ่งเกะกะที่ทำให้ผมไม่สามารถกอดน้องได้

 

ผมยังกอดชานยอลอยู่อย่างนั้น เราหอบหายใจเป็นจังหวะเดียวกัน และผมยังแช่ค้างตัวตนอยู่ในช่องทางนั้นเพื่อดื่มด่ำกับการตอดรัดที่โคตรสุดยอดของเมียเด็ก

 

“พี่คริสรักหนูนะครับ” ผมบอกรักน้องอีกครั้ง ต่อให้จะบอกอีกพันครั้งก็ยังได้ ผมอยากให้ชานยอลรู้ว่าผมรักเขาแค่ไหน อยากให้เขามั่นใจในตัวผม

 

“อื้ออ ครับ” เสียงหวานตอบกลับมาได้แค่นั้นเพราะโดนผมกระแทกแรงขนาดนั้นชานยอลคงหมดแรงจริงๆ และในระหว่างที่เรากำลังสารภาพรักกันหลังเซ็กส์แสนหวานโทรศัพท์ของผมที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนโซฟาก็แผดเสียงขึ้น

 

 

 

 

ผมจำใจต้องถอนตัวตนออกมาจากตัวน้อง เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์เพื่อจะกดรับสาย แล้วพอเห็นเจ้าของสายเรียกเข้าผมก็รู้แล้วว่าเรากำลังสาย

 

‘เชี่ยคริสครับ นัดกูกี่โมงครับเพื่อน’

 

“โทษทีว่ะมึง พอดีเพิ่งเคลียร์งานเสร็จ รอแปบนะเดี๋ยวกูรีบไป” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็รีบกดวางสาย ส่วนชานยอลที่ได้ยินบทสนทนาของผมกับไอ้ปลายสายก็มองค้อนให้เสียวงใหญ่เลย

 

“ไหนบอกทำแปบเดียวก็เสร็จไงครับ สายจนได้เลยเห็นมั้ย”

 

“ขอโทษคร้าบ เมียคร้าบ พี่ผิดไปแล้ว” แล้วก็นั่นแหละครับ เรื่องราวมันก็จบตรงที่ชานยอลหอบเสื้อผ้าเดินหนีผมเข้าห้องน้ำไป เราไปสาย และผมต้องง้อแทบตายกว่าเขาจะหายงอน แถมยังโดนเจ้าตัวแสบสั่งห้ามไม่ให้มีเซ็กส์ด้วยอีกหนึ่งสัปดาห์

 

และนิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า อย่าเสร็จช้าถ้ามีธุระ

 

 

 

 

THE END

  

 

 


Stupid cupid (4/5)

11 August 2019 - 01:21 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 04

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY 

 

 

 

 

 

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าตัวเองอยู่บนสวรรค์ บนเตียงนอนของผมเอง ที่นี่ไม่มีพี่คริส ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และเพราะอะไรถึงต้องถูกเรียกตัวกลับมาก่อนกำหนด

 

ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่สิ ผมจำได้ พี่คริสสอนให้ผมได้รู้จักการร่วมรักกันแบบมนุษย์ แล้วเขาก็นอนกอดผมจนผมหลับไป แต่ที่ผมจำไม่ได้คือผมรู้สึกยังไงต่างหาก จำได้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบสามสัปดาห์พี่คริสสอนอะไรผมเยอะมาก ผมจำได้ว่าเราไปห้างสรรพสินค้าด้วยกัน ไปดูคู่รักหลายๆ แบบ เราดูหนังรัก เราใช้เวลาด้วยกัน และพี่คริสสอนให้ผมเข้าใจการใช้ชีวิตแบบมนุษย์

 

แต่ที่ผมจำไม่ได้คือแล้วตอนนั้นผมรู้สึกยังไงบ้างน่ะสิ ทำไมทุกอย่างมันถึงได้เลือนลางแบบนี้นะ ผมรู้สึกแค่ว่ามันชาๆ มันว่างเปล่า เหมือนผมเพิ่งจะสูญเสียบางอย่างไป แต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน

 

ผมจำชื่อพี่คริสได้ขึ้นใจ จำหน้าหล่อๆ ของเขาได้ จำน้ำเสียงดุๆ ของเขาได้ จำได้ว่าพี่คริสตัวใหญ่แค่ไหน แล้วมือของเขาอุ่นแค่ไหนเวลาที่เขาจับมือผม แต่ไม่รู้ทำไมผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรู้สึกอะไรกับเขาบ้าง ที่จะรู้สึกได้ก็คงจะมีแต่ความว่างเปล่า ผมอยากเจอหน้าเขา อยากรู้ว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง แล้วเขาจะลืมความรู้สึกที่เคยมีต่อผมเหมือนที่ผมลืมทุกความรู้สึกที่มีต่อเขาหรือเปล่า

 

“ชานยอล ท่านทูตสวรรค์ให้ไปพบ”

 

“อ้อ ครับ” ผมรีบลุกจากที่นอนแล้วไปพบท่านทูตสวรรค์ตามที่กามเทพรุ่นพี่มาบอก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าท่านทูตสวรรค์เรียกผมไปพบด้วยเรื่องอะไร แต่ถ้าจะให้เดา การที่เรียกตัวผมกลับมาก่อนเวลาที่กำหนดแถมยังเรียกผมไปพบด่วนแบบนี้แสดงว่าผมต้องไปทำความผิดอะไรไว้แน่ๆ

 

“เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าเพราะอะไรข้าถึงต้องเรียกตัวกลับมาก่อนกำหนด”

 

“อ่ะ ครับ”

 

“เจ้าทำผิดกฎของกามเทพด้วยการไปร่วมรักกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นข้าเลยมีความจำเป็นต้องเรียกตัวเจ้ากลับมา”

 

“ผมขอโทษครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง” ใช่ นั่นผมไม่ได้โกหกหรอก ผมจำไม่ได้จริงๆ นะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็ขนาดความรู้สึกของสามสัปดาห์ที่ผ่านมาผมยังจำไม่ได้เลย

 

“ถึงเจ้าจะมีความผิดจริงแต่ข้าก็ไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดนั้น ไหนลองบอกข้าซิว่าสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าได้อะไรมาบ้าง”

 

“ผมจำได้ว่าท่านอาจารย์สอนอะไรบ้าง แต่จำไม่ได้แล้วว่ามันรู้สึกยังไง ผมรู้ว่ามนุษย์เป็นยังไงแต่จำความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้ครับ” คำตอบของผมทำให้ท่านทูตสวรรค์ต้องขมวดคิ้ว มันแปลกจริงๆ ที่ผมจะลืมความรู้สึกพวกนั้นทั้งที่มันเพิ่งผ่านมาแค่วันเดียว และทั้งที่ผมเองก็จำเหตุการณ์ทุกอย่างได้แต่ทำไมผมถึงสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดไปล่ะ

 

“เจ้าแน่ใจนะ อยากจะลองนึกดูอีกทีมั้ย”

 

“ผมพยายามนึกถึงมันตั้งแต่ตื่นมาแล้วครับ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก” ท่านทูตสวรรค์ดูหนักใจ ผมเองก็ตกใจไม่แพ้กันหรอก มีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับความทรงจำของผมอย่างงั้นเหรอ แล้วจากนี้ไปผมจะใช้ชีวิตยังไง ผมจะเป็นกามเทพต่อไปได้ยังไงถ้าไร้ความรู้สึกแบบนี้

 

“เฮ้อ...” ยิ่งเห็นท่านทูตสวรรค์ถอนหายใจผมก็ยิ่งกังวลกับมัน อาการของผมคงหนักมาใช่ไหมท่านถึงได้ดูหนักใจขนาดนี้

 

“มันเกิดอะไรขึ้นกับผมเหรอครับท่าน”

 

“มนุษย์ผู้นั้นเป็นคู่ของเจ้า เจ้าสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดไปเพราะเจ้าเอามันไปฝากไว้ที่มนุษย์ผู้นั้นหมดแล้ว...”

 

“มะ ไม่ ไม่จริง...” จริงอยู่ว่าตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเราใกล้ชิดกัน และผมกับพี่คริสก็ทำอะไรร่วมกันหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออยู่ดีที่กามเทพจะเป็นคู่กับมนุษย์ “กามเทพจะเป็นคู่กับมนุษย์ได้ยังไงครับท่านทูต”

 

“พรหมลิขิตมันเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ต่อให้จะอยู่ในสถานะไหน แต่ถ้าเป็นคู่กันก็หนีกันไม่พ้นหรอก” ผมได้แต่รับฟังทั้งที่ยังนึกเถียงอยู่ในใจ มนุษย์กับกามเทพเนี่ยนะดูยังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด ถึงเราจะดูเข้ากันได้ดี และระหว่างผมกับพี่คริสก็มีหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย แต่แล้วยังไง ผมกับเขาจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยังไงทั้งที่ผมยังเป็นกามเทพแบบนี้

 

“แล้วผมควรทำยังไงต่อไปครับท่าน”

 

“เจ้าต้องเลือก...” ท่านทูตสวรรค์เว้นช่วงไปเหมือนกำลังใช้ความคิด และผมก็ทำได้แค่รอฟังอย่างตั้งใจ “ระหว่างมนุษย์คนนั้น กับการทำหน้าที่เป็นกามเทพต่อ”

 

“...”

 

นี่ไม่ใช่ทางเลือกแต่มันคือข้อบังคับ มันคือการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล ทางเลือกที่ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกทางไหน

 

ผมรู้ว่าผมต้องการพี่คริส แต่จำไม่ได้ว่าเราเคยผูกพันกันแค่ไหน แล้วผมเคยรู้สึกอะไรกับเขาบ้าง ไม่รู้เลยว่าการเลือกเขาจะทำให้ชีวิตผมเป็นยังไง แล้วผมจะต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง

 

ผมเองก็อยากที่จะเป็นกามเทพต่อไป แต่ผมไร้ความรู้สึกไปแล้ว ทุกความรู้สึกของมนุษย์ที่เคยเรียนรู้มา ทุกความรู้สึกที่พี่คริสเป็นคนสอนให้ ผมสูญเสียมันไปหมดแล้ว แล้วผมจะเป็นกามเทพได้ยังไง ผมจะสื่อรักให้มนุษย์ได้ยังไงถ้าไร้ความรู้สึกแบบนี้

 

“ถ้าผมเลือกเขา...”

 

“เจ้าก็จะสูญเสียสภาพความเป็นกามเทพ เจ้าจะต้องกลับไปเป็นคนธรรมดา แค่อาจจะมีความสามารถพิเศษคือหยั่งรู้ได้ว่าใครเป็นคู่กัน แต่เจ้าจะช่วยสื่อรักให้พวกเขาไม่ได้”

 

“แล้วถ้าผมเลือกเป็นกามเทพต่อไป”

 

“เจ้าจะต้องกลับไปเริ่มเรียนรู้การเป็นกามเทพใหม่ เจ้าจะต้องลืมมนุษย์คนนั้นให้ได้แล้วความรู้สึกของเจ้าจะกลับมาเอง ที่เจ้าสูญเสียความรู้สึกไปเพราะเจ้าเอามันไปฝากไว้กับมนุษย์คนนั้น...”

 

ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเงียบ แม้แต่จะเลือกในตอนนี้ยังทำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรเลือกอะไร จะใช้สมองก็ไม่ได้ จะใช้ความรู้สึกตัดสินใจผมก็ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว

 

ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้ผมคงต้องใช้สันชาตญาณแล้วล่ะ

 

“ถ้าอย่างงั้นผมขอเลือก...”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ็ดวันแล้วที่ไอ้กามเทพฝึกหัดหายตัวไป เจ็ดวันที่ผมไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นตายร้ายดียังไง จะคิดถึงผมบ้างไหม จะสบายดีหรือเปล่า จะกำลังเหงาเหมือนกันมั้ย

 

ผมกลับไปเป็นพี่คริสนักท่องราตรีอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ไอ้กามเทพฝึกหัดไม่อยู่ที่นี่ผมก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ถ้าไม่เมาจนหัวทิ่ม เหมือนอย่างวันนี้ที่ต้องลากพวกไอ้แบคฮยอนออกไปกินเหล้าแล้วสุดท้ายก็เมาเหมือนหมากลับมาที่ห้อง

 

ที่นี่มันก็เหมือนๆ เคยแหละ ตั้งแต่ชานยอลไม่อยู่ มันก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากเอาไว้ซุกหัวนอน แล้วก็ทำให้ผมยิ่งเศร้าเพราะเอาแต่คิดถึงเขา คิดถึงความทรงจำของเราในห้องแห่งนี้ คิดถึงโซฟามุมเดิมที่เจ้าตัวเล็กเคยนั่งเขียนรายงาน ที่ที่เราเคยนั่งดูหนังด้วยกัน คิดถึงเตียงนอนที่เคยมีเด็กตัวนิ่มให้นอนกอด เตียงนอนที่ผมจูบเขาครั้งแรกบนนั้น เตียงนอนที่เรามีเซ็กส์กันครั้งแรก แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่มีค่าอะไรเพราะไม่มีชานยอลอยู่

 

กุกกัก

 

เสียงของการเคลื่อนไหวบางอย่างทำให้ผมต้องชะงักฝีเท้าแล้วเงี่ยหูฟัง หนูอย่างงั้นเหรอ เออ แต่จะว่าไปตั้งแต่ชานยอลไม่อยู่ผมก็แทบไม่ได้ทำความสะอาดห้อง เพราะตลอดเวลาสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเด็กตาโตทำหน้าที่แม่บ้านให้ผมมาตลอด

 

ผมรีบเดินไปเปิดไฟเพื่อจะหาตัวการของไอ้เสียงกุกกักนั่น ถ้าเป็นหนูจริงกูเหยียบตายนะบอกก่อน คนยิ่งเมากรึ่มๆ ด้วยนะครับ บอกเลยว่าไม่มีทางไว้ชีวิตแน่นอน ไฟในห้องนั่งเล่นที่เริ่มเก่ากระพริบอยู่สองสามครั้งก่อนที่มันจะติดขึ้นเพื่อให้ความสว่างและทำให้ผมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องแห่งนี้ มันไม่มีหนูอย่างที่ผมคิดและสิ่งที่ชีวิตที่นั่งอยู่กลางห้องก็ทำให้ผมต้องหยุดมองแล้วขยี้ตาหลายๆ ครั้งอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

ชานยอล...

 

ไม่มีทางอ่ะ ไอ้กามเทพนั่นมันกลับสวรรค์ไปนานแล้วไง จะกลับมาที่นี่อีกได้ยังไง สงสัยผมคงเมามากเกินไปหรือไม่ก็คิดถึงไอ้ตัวเล็กมากไปถึงได้ตาฝาด

 

“พี่คริส...”

 

“เชี่ย นอกจากตาฝาดแล้วยังหูฝาดด้วยเหรอวะเนี่ย แม่งแดกเหล้าเยอะแล้วประสาทหลอนเหรอวะ เป็นเอามากซะแล้วไอ้คริส”

 

“พี่คริสครับ ผมเอง...” เด็กตัวขาวสูงเท่าหัวไหล่ยังไม่ละความพยายามที่จะเรียกชื่อผมและเดินเข้ามาหาใกล้ๆ แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่านี่จะเป็นเขา ผมทำผิดต่อน้อง ผมทำลายความบริสุทธิ์ของเขา ไม่มีทางที่กามเทพแสนบริสุทธิ์อย่างเขาจะกลับมาอยู่กับมนุษย์เลวๆ อย่างผมหรอก

 

“นี่ชานยอลไง ผมกลับมาหาพี่คริสแล้วครับ” ผมต้องหยุดชะงักทันทีที่น้องเดินตรงเข้ามากอด ตัวของเขาอุ่นและนุ่มนิ่มเหมือนเคย และสองแขนที่ยกขึ้นโอบรอบเอวพร้อมกับใบหน้าหวานที่ซบลงมาที่แผงอกก็ช่วยยืนยันให้ผมรู้ว่านี่คือเขาจริงๆ

 

เด็กที่กำลังกอดผมอยู่ในตอนนี้คือชานยอลจริงๆ

 

ทันทีที่ตั้งสติได้ผมก็ยกแขนขึ้นกอดเขากลับ สองแขนสอดรอบเอวบาง โอบรัด แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก ผมแทบไม่รู้ว่าควรพูดอะไรรู้แค่ว่าผมอยากจะกอดเขาเอาไว้อย่างนี้ กอดให้แน่นเท่ากับความคิดถึงที่มี กอดเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าชานยอลกลับมาหาผมแล้วจริงๆ

 

“มึงหายไปไหนมา กูคิดถึงมึงแทบบ้าแน่ะ” ผมกอดไอ้ตัวแสบแนบอก สารภาพทุกความคิดถึงที่มีออกไปให้เขาฟัง

 

“ผมมีเรื่องจะเล่าให้พี่คริสฟังเยอะแยะเลยครับ” เด็กตัวเล็กที่ดูจะเข้มแข็งกว่าผมหลายเท่าพูดแล้วยิ้มบางๆ ในขณะที่ไอ้ผู้ชายตัวใหญ่เป็นตึกอย่างผมยังคงยืนทำหน้าแหยเกเหมือนจะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะยินดีก็ไม่เชิง

 

ผมปล่อยให้น้องจูงมือมานั่งที่โซฟา และยังคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจ้องหน้าเขา ชานยอลจับมือผมแน่น ส่งยิ้มน่ารักมาให้ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง

 

“ผมโดนเรียกตัวกลับไปเพราะทำผิดกฎสวรรค์นั่นคือการร่วมรักกับมนุษย์...” ใช่จริงๆ ด้วยสินะ ที่ชานยอลโดนเรียกตัวกลับไปเป็นเพราะผมบังอาจไปล่วงเกินเขา “ตอนกลับไปที่สวรรค์ผมจำความรู้สึกระหว่างเราไม่ได้เลยครับ จำได้นะว่าเราทำอะไรด้วยกันมาบ้าง ผมนึกถึงแต่พี่ อยากเจอหน้า แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้คืออะไร ผมจำไม่ได้ว่าเคยรู้สึกอะไรกับพี่บ้าง ทุกความรู้สึกของมนุษย์ที่พี่เคยสอนผมลืมมันไปหมดเลยครับ”

 

“หมายความว่ามึงสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดไปเพราะโดนลงโทษเหรอ”

 

“เปล่าครับ  ท่านทูตสวรรค์บอกว่าที่ผมสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดไปเพราะผมเอามันไปฝากไว้กับพี่คริส ผมรักพี่คริส แล้วเราก็เป็นคู่กัน...”

 

“...” เยดโด้ นี่มันเรื่องมหัศจรรย์จากนิทานหลอกเด็กเรื่องไหนวะ ผมเนี่ยนะจะเป็นคู่กับเด็กกามเทพนี่ จริงอยู่ที่ผมรู้สึกถูกชะตากับมันตั้งแต่แรกเห็น และเราก็เข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด ผมชอบมันทั้งที่ไม่เคยมีรสนิยมชอบเพศเดียวกันมาก่อน เพียงแค่สามสัปดาห์ที่เราได้ใช้เวลาด้วยกันผมกลับรู้สึกผูกพันเหมือนรู้จักกับชานยอลมาหลายปี แล้วพอไม่มีมันผมก็เสียอกเสียใจแบบเอาเป็นเอาตายแบบที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน

 

หรือทั้งหมดนี้จะเรียกว่าพรหมลิขิตจริงๆ วะ แล้วคนที่ทำให้ผมต้องเป็นแบบนั้นก็คือ...เนื้อคู่

 

“ท่านทูตสวรรค์ให้ผมเลือก ระหว่างการเป็นกามเทพต่อไปหรือทิ้งทุกอย่างแล้วลงมาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติกับพี่”

 

“แล้วมึงก็เลือกกูอย่างงั้นเหรอ”

 

“ใช่ครับ ผมเลือกพี่คริส” ชานยอลยังคงน่าเอ็นดูในสายตาผมเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้าเขาจนถึงวันนี้ ความใส่ซื่อและไร้เดียงสาทำให้เขาพูดทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาเสมอ เหมือนอย่างตอนนี้ที่อยู่ดีๆ ก็พูดออกมาหน้าตาเฉยว่ายอมทิ้งภาระหน้าที่บนสวรรค์เพื่อจะลงมาใช้ชีวิตกับมนุษย์กากๆ ที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม

 

“เฮ้ย ได้ไงไอ้กามเทพ มึงจะยอมทิ้งความเป็นเทพเพื่อมาอยู่กับมนุษย์กากๆ อย่างกูได้ยังไง ไอ้บ๊องเอ้ย” ผมไม่ได้ไม่รักน้องนะ ไม่ได้ไม่ดีใจที่เขาอุตส่าห์ทิ้งทุกอย่างเพื่อมาอยู่ด้วย แต่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ เขายอมทิ้งการเป็นเทพมาเป็นมนุษย์ธรรมดาง่ายเกินไป เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตมนุษย์เป็นยังไง แล้วผมจะดีกับเขาไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า

 

“พี่คริสไม่ดีใจที่ผมเลือกพี่เหรอครับ” โอ้ย ไอ้กามเทพเอ้ย ทำไมจะต้องทำหน้าจ๋อยเหมือนลูกแมวหิวนมแบบนั้นด้วยเล่า แบบนี้ใครเขาจะดุได้ลงคอ

 

“ดีใจสิ แต่กูแค่กลัวมึงลำบาก มึงก็รู้นี่หว่าว่ากูกากแค่ไหน กูกลัวว่าจะดูแลมึงได้ไม่ดีพอ กูไม่อยากให้มึงต้องผิดหวังกับการทิ้งทุกอย่างมาเพื่อกู” ผมสารภาพทุกอย่างออกไปตามที่คิดและแทนที่ชานยอลจะกังวลกับมันน้องก็ยังนั่งยิ้มหวานให้ผมเหมือนเคย

 

“ผมจะไม่มีวันผิดหวังที่เลือกพี่คริสครับ” ชานยอลเป็นเด็กที่มีพลังบวกอย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ขนาดว่าตอนนี้เขาสูญเสียทุกสิ่งแล้วต้องลงมาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ เขาก็ยังไม่เสียใจ กลายเป็นผมซะอีกที่วิตกกังวลจนไม่สบายใจไปคนเดียว

 

“เด็กบ๊องเอ้ย” เพียงแค่เห็นรอยยิ้มน่ารักๆ ของเด็กตัวขาว ผมก็ลืมความกังวลใจไปจนหมดสิ้น เอาวะ ถ้าชานยอลไม่คิดอะไรงั้นผมก็จะไม่คิดอะไรแล้วเหมือนกันโว้ย

 

พอทิ้งทุกความกังวลทั้งหมดไปได้ผมก็คว้าเด็กตัวขาวข้างกายมากอดแน่น และเขาก็ซุกตัวนิ่มๆ เหมือนตุ๊กตาเข้าหาอ้อมกอดของผมอย่างรู้งาน

 

“คิดถึงมึงชิบหายอ่ะ”

 

“ผมไม่คิดถึงพี่คริสเลย...” อ้าวได้ไงอ่ะ พอได้ยินแบบนี้แล้วก็แทบจะผลักไอ้ร่างนุ่มนิ่มออกจากอกทันทีเลยครับ “เพราะตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรเลยครับ แต่ตอนนี้ผมมีความสุขมาก”  แล้วพอคำตอบออกมาจากริมฝีปากแดงๆ นั่นแทนที่จะผลักมันผมก็ต้องรั้งเด็กตัวขาวเข้ามากอดให้แน่นกว่าเดิม

 

“ไอ้ตัวแสบเอ้ย” ผมกอดน้องอยู่อย่างนั้นจนสาแก่ใจ แล้วก็ต้องผละออกมาเมื่อไอ้เด็กกามเทพมันดันหาวทำลายบรรยากาศโรแมนติคขึ้นมาหน้าตาเฉย

 

“ผมง่วง”

 

“งั้นไปอาบน้ำนอนกัน” จูงมือพาน้องเข้าไปในห้องนอนห้องเดิมของเราอย่างอารมณ์ดี เสื้อผ้าของใช้ต่างๆ ของชานยอลยังอยู่ที่เดิม เพราะงั้นมันเลยง่ายสำหรับเราผมก็เลยไม่ต้องไปหาของใช้ให้เขาให้เสียเวลา

 

นอนรอไม่นานชานยอลก็ออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อชุดนอนและใบหน้าน่ารักที่มีหยดน้ำเกาะอยู่ประปราย น้องที่เคยง่วงงอแงในตอนแรกกลับมาตาใสแป๋วอีกครั้ง ส่วนผมจากที่ไม่รู้สึกอะไรพอเห็นเรียวขาขาวๆ ภายใต้กางเกงขาสั้นนั่นมันก็ชักจะมีอะไรๆ ขึ้นมาซะแล้ว

 

ยืนมองเด็กตัวขาวแล้วก็ได้แต่คิดลามกในใจ ผมจะดูหื่นมากมั้ยถ้าขอมีอะไรกับชานยอลตั้งแต่คืนแรกที่น้องเพิ่งกลับมาแบบนี้ แล้วก็นั่นแหละวะ ลองถามหยั่งเชิงไปก่อนแล้วกัน ยังไงชานยอลก็ยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ถึงจะไม่ใช่คืนนี้มันก็ต้องมีซักคืนล่ะวะที่ผมจะได้เอาน้อง

 

“เออชานยอล”

 

“ครับ”

 

“ว่าแต่มึงเป็นคนเต็มตัวแล้ว เรานอนด้วยกันได้ใช่มั้ยวะ”

 

“พี่คริสบ้า...”

 

 

 

 

TBC

 

 

#Cupid_KY


Stupid cupid (3/5)

03 August 2019 - 12:51 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 03

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY 

 

 

 

 

ผมทิ้งกายลงไปทาบทับไอ้กามเทพอ่อนหัดทันที ไม่รอให้น้องได้ตั้งตัวผมก็ประกบปากลงไปอย่างแนบสนิทและเริ่มต้นมอบจูบดุดันเพื่อรังแกเขา

 

ถามว่าชานยอลทำอะไรผิดเหรอ ทำไมผมจะต้องรังแกเด็กใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างเขาด้วย อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก แค่น่ารักเก่ง อ้อนเก่ง แล้วก็ขี้ยั่วแบบไม่รู้ตัวเก่งแค่นั้นเอง

 

มีอย่างที่ไหนเอาตัวมาเบียดๆ สีๆ อยู่ได้ ผมไม่สนใจก็ยังไม่หยุด ยังจะยื่นหน้ามาใกล้ๆ พูดเสียงหวานๆ ใส่ จนผมมาหมดความอดทนเอาก็ตอนที่เขาเรียกพี่คริสขาเนี่ยแหละ

 

ด้วยความที่เขาเป็นกามเทพ เป็นเทพที่เก่งกาจในการจัดการกับความรู้สึกของมนุษย์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะสอนอะไรชานยอลก็มักจะเรียนรู้ได้เร็วเสมอ และบางครั้งก็ออกจะเรียนรู้ได้เร็วเกินไปและมักจะสรรหาอะไรมาทำให้ผมประหลาดใจเสมอ อย่างล่าสุดก็ไอ้ที่เขาเรียกพี่คริสขาออกมาทั้งที่ไม่รู้ความหมายนั่นแหละ

 

“ฮื่อ” น้องร้องครางออกมาอย่างน่าสงสารแต่คนใจโฉดอย่างผมกลับไม่ได้สงสารแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งอยากจะรังแกชานยอลให้ตัวแดงหนักไปกว่าเดิมอีก ผมบดขยี้จูบริมฝีปากเยลลี่อย่างรุนแรง จูบที่ชานยอลพ่ายแพ้เสมอ จูบที่น้องไม่เคยต้านทานได้ จูบที่ทำให้เขาต้องชื่นชมออกมาอย่างไร้เดียงสาว่าผมจูบเก่ง

 

ผมส่งลิ้นเข้าไปกวาดต้อนในโพรงปากนั้นและน้องก็ครางลั่นด้วยความตกใจ จริงอยู่แหละที่เคยจูบมันอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยลึกซึ้งถึงขั้นใช้ลิ้นไง ไม่แปลกที่ครั้งนี้ชานยอลจะตั้งตัวไม่ทัน

 

แต่ก็นั่นแหละ เพราะผมตั้งใจไว้แล้วไงว่าจะสอนภาษากายชานยอลให้ถึงที่สุด จะสั่งสอนให้มันรู้ให้ได้ว่ามนุษย์กับกามเทพก็เอากันได้ เพราะงั้นผมถึงไม่คิดจะหยุดแม้แต่น้อย อีกอย่างก็ไอ้ตัวนุ่มนิ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นอวดเรียวขาขาวๆ นั่นด้วยที่ทำให้ตบะของผมแตกจนควบคุมไม่ได้แบบนี้

 

ผมก้มลงต่ำเลิกเสื้อยืดตัวบางของน้องขึ้น ผิวเขาขาวจัดแถมยังเนียนละเอียดอย่างกับผิวเด็ก ร่างเล็กๆ ที่เพียงแค่กอดก็จมอก แล้วไหนจะสองจุดสีชมพูน่ารักที่ผมชอบแอบมองอยู่บ่อยๆ ตอนเขาแต่งตัวนั่นอีก ทุกองค์ประกอบแม่งช่างปลุกความเป็นโชตะค่อนในตัวกูได้ดีจริงๆ

 

จ้วบ

 

ผมก้มลงไปดูดนมแม่งเลย หน้าอกน้องแบนเป็นไม้กระดานหัวนมอมชมพูแถมตัวนิ่มอย่างกับตุ๊กตา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเอากับเด็กเก้าขวบชะมัด แต่ก็นั่นแหละครับ ต้องยอมรับว่ามันโคตรเร้าอารมณ์เลย

 

“พี่คริส...” น้องครางชื่อผมเสียงหวาน ไม่รู้เขาต้องการอะไร แต่ผมเนี่ยต้องการเอาน้องจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ไหวแล้วครับ “ฮื่อ” ผมยังไม่หยุดดูดนมหวานๆ นั่นจนกระทั่งได้ยินเสียงสะอื้น

 

“เป็นอะไร”

 

“ผม ปวดท้องน้อย มันปั่นป่วนข้างใน เหมือนจะตายเลยครับ” นี่ตกลงร้องไห้เพราะกลัวตาย คนเสียวเขาไม่ตายกันหรอกครับน้อง

 

“มันเป็นยังไงหืม”

 

“มันหวิวๆ ตรงท้องน้อยครับ ผมจะไม่ตายใช่ไหมพี่คริส”

 

“ไม่ตายหรอก ไอ้ที่มึงเป็นอ่ะโลกมนุษย์เขาเรียกว่า...เสียว” เพื่อจะสอนให้น้องเข้าใจถึงความเสียวได้อย่างชัดเจน ผมก้มลงไปดูดนมชมพูตรงหน้าอีกครั้ง และชานยอลก็แอ่นอกตามอย่างควบคุมไม่ได้ ก็เพราะมึงอ่อนหัดอย่างงี้ไงมันถึงน่าเอาให้เดินไม่ได้อ่ะไอ้กามเทพ

 

“อ้า...”

 

“แล้วที่มึงร้องแบบนี้ เขาก็เรียกว่าคราง” ผมอาศัยจังหวะที่น้องกำลังเสียวจัดจนตาปรือจัดการจับมันแก้ผ้าจนในที่สุดร่างเล็กแค่หัวไหล่ก็นอนเปลือยเปล่าขาวอมชมพูอยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อย

 

สาบานว่าผมไม่ได้เป็นพวกโชตะค่อนแต่ไอ้ก้อนนุ่มนิ่มขาวอมชมพูที่นอนยั่วอยู่ตรงหน้า เป็นใครมาเห็นก็ต้องตบะแตกด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งนอนปรือตาอ้าปากครางอืออาแบบไม่ประสีประสาก็ยิ่งน่ารังแกเข้าไปใหญ่ น่ารังแกซะจนผมห้ามตัวเองไม่ไหวเผลอใส่นิ้วเข้าไปในช่องทางนั้นแบบรวดเดียวสุด

 

“อื้อ พี่คริส นิ้ว...”

 

“เออ นิ้วกูเอง” คงเพราะความไร้เดียงสาน้องถึงได้ไม่เข้าใจว่าไอ้ที่ผมทำอยู่เขาเรียกว่าเบิกทาง เพราะงั้นมันก็ต้องเป็นหน้าที่ของท่านอาจารย์อย่างผมที่จะสอนให้น้องเข้าใจในเซ็กส์ครั้งแรกอย่างลึกซึ้ง “แบบนี้เขาเรียกว่าเบิกทาง มึงยังไม่เคยถ้าใส่ของกูเข้าไปเลยมึงจะเป็นแผล”

 

“อื้อ พี่คริสครับ เสียว เสียวจัง” เจ้ากามเทพหัวไวเรียนรู้ได้เร็วเสมอ เพราะงั้นในตอนนี้ที่กำลังโดนผมรัวนิ้วใส่ช่องทางคับแคบนั่นชานยอลถึงได้เอาแต่อ้าปากครางว่าเสียวไม่หยุด แล้วทำไมน่ะเหรอ ไอ้อาการที่เนื้อตัวแดงไปหมดแบบนั้นแถมยังเอาแต่อ้าปากครางว่าเสียวมันก็ยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากเข้าไปใหญ่เลยไง แต่เพราะสงสารหรอกนะถึงได้กลั้นใจช่วยมันให้เสร็จก่อน แล้วพอเจ้าลูกแกะน้อยผ่อนคลายเสืออย่างผมค่อยจัดการกินให้อร่อยทีเดียว

 

ผมกัดฟันรัวนิ้วใส่ช่องทางที่ตอดรัดอย่างเชื้อเชิญนั่นด้วยความอดทน จนในที่สุดเด็กอ่อนหัดก็ตอดรัดรัวๆ ชานยอลกัดริมฝีปากครางด้วยความเสียวซ่าน เรียวขาขาวเหมือนเด็กผู้หญิงหนีบเข้าหากัน น้องบิดกายด้วยความอึดอัดจนสะโพกเล็กลอยไม่ติดพื้น และผมก็ฉลาดพอที่จะใช้มืออีกข้างที่ว่างชักรูดแท่งน่ารักที่กำลังเครียดจัดเพื่อช่วยน้อง

 

“พี่คริสครับ อื้อ เสียว ผมเสียว...” เสียงหวานๆ ของชานยอลทำให้ผมหน้ามืด ผมเร่งจังหวะรัวนิ้วใส่ช่องทางร้อนฉ่านั่นและชักรูดแก่นกายเล็กรัวๆ อย่างไร้ความปราณี ในที่สุดกามเทพอ่อนหัดก็หยัดเกร็งสะโพกและปลดปล่อยออกมาเลอะฝ่ามือผมไปหมด

 

“แฮ่กกกก” ริมฝีปากแดงฉ่ำหอบหายใจอย่างน่าสงสารและผมในฐานะผู้ใหญ่ใจดีก็รีบก้มลงไปจูบปลอบใจเพื่อให้น้องผ่อนคลายลง ชานยอลตอบสนองต่อสัมผัสอ่อนโยนด้วยการยกสองแขนขึ้นกอดรัดผมอย่างต้องการหาที่พึ่ง ภาษากายที่ผมไม่เคยสอนแต่ชานยอลก็ทำมันโดยอัตโนมัติ เขาน่ารักเสียจนผมที่ไม่เคยทะนุถนอมคู่นอนคนไหนต้องก้มลงไปจูบหน้าผากกลมนั่นซ้ำๆ ด้วยความเอ็นดู

 

แล้วพอน้องผ่อนคลายก็ได้เวลาที่ผมจะจัดการไอ้ลูกชายที่กำลังอึดอัดซะที

 

“ชานยอล กูใส่นะ...” ผมกระซิบชิดใบหูนุ่มและเด็กอ่อนหัดที่เสียวจนไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบอะไรก็ทำได้แค่พยักหน้ารับโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าต่อจากนี้ไปจะต้องเจ็บจนน้ำตาไหลแค่ไหน

 

“ฮื่ออออ” คนตัวขาวครางอย่างน่าสงสารแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากหยุด ผมไม่ไหวแล้วไง ยิ่งเห็นความยั่วยวนตรงหน้าก็ยิ่งหยุดไม่ไหว ยิ่งช่องทางของเขาตอดสะเปะสะปะแบบนั้นมันก็ยิ่งหน้ามืด ผมปล่อยให้เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังผ่านหูไปและหลับหูหลับตาสอดใส่จนสุด

 

“ซี้ด” ข้างในตัวเด็กกามเทพนี่แม่งอุ่นชะมัด มันแน่นแถมยังตอดรัดถี่รัวไปหมด จนผมต้องอดทนอย่างหนักไม่ให้เผลอแตกตั้งแต่เริ่มต้น

 

“พี่คริส อึดอัดจังครับ”

 

“อีกเดี๋ยวมึงจะมีความสุข” ผมกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่เคยใช้กับใคร และคนตัวขาวก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อใจว่าผมจะทำให้เขามีความสุขได้จริงๆ เด็กน่ารังแกใช้ดวงตากลมโตช้อนมองผมอย่างไร้เดียงสา และท่าทางเหมือนนางเอกหนังเอวีแบบนั้นมันก็ทำให้ผมสติขาดผึง

 

ผมเริ่มขยับสะโพกเข้าหาช่องทางบริสุทธิ์นั่นโดยไม่รอให้ชานยอลปรับตัวให้ดีกว่านี้ กระแทกกระทั้นอย่างเอาแต่ใจจนเนื้อตัวบางๆ นั่นไถลไปกับที่นอน ริมฝีปากเจ่อแดงหอบครางเป็นชื่อผมไม่หยุด และนั่นมันก็ยิ่งเร้าอารมณ์ให้ผมยิ่งกระหายอยาก เคยแต่ดูหนังโป๊แล้วจินตนาการว่าได้เปิดซิงสาวบริสุทธิ์ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้มาเปิดบริสุทธิ์กามเทพอ่อนหัดอย่างชานยอล

 

“อ้ะ พี่คริส ครับ อื้อออ”

 

“ชานยอล มึงแน่นมาก”

 

“แน่น? แน่น คืออะไรครับ” ชานยอลโว้ย จะเป็นเจ้าหนูจัมไมแม้กระทั่งตอนเอากันแบบนี้ไม่ได้นะ คือกูกำลังเสียวจัดไง นี่กูต้องเสียเวลาเอามึงมาอธิบายคำว่าแน่นให้ฟังเหรอ

 

“แน่นคือแบบ มึงฟิตอ่ะ ของมึงมันตอดกูจนแบบ ซี้ด โคตรเสียว” ผมหลับหูหลับตาอธิบายทุกความรู้สึกออกไปด้วยเสียงกระเส่า เชื่อเลยว่าไอ้กามเทพไม่เข้าใจหรอก แต่ก็ช่างหัวมันสิ ผมเสียวขนาดนี้คิดว่าจะมีอารมณ์ไปสอนมันมั้ย ขอเอาให้เสร็จแล้วค่อยคุยกันแล้วกันโว้ย

 

“ผมก็เสียวครับ เสียวมาก เสียวแบบไม่เคยเสียวมาก่อนในชีวิตเลย” ใช่ซี้ ก็ที่ผ่านมามึงไม่เคยเอากับใครแล้วจะไปเคยเสียวได้ไงวะ คงไม่มีไอ้หน้าไหนหน้ามืดถึงขนาดที่เปิดซิงกามเทพเหมือนอย่างกูหรอก

 

เสียงหวานที่กำลังพูดพร่ำระบายความเสียวอย่างไร้เดียงสายิ่งกระตุ้นให้ผมหื่นจัดจนต้องอัดสะโพกใส่เด็กตัวขาวจนเนื้อตัวสั่นคลอนไปหมด และชานยอลก็ยิ่งอ้าปากร้องครางจนเสียงแหบเสียงแห้ง ผมซอยสะโพกใส่ความคับแน่นอย่างแรงจนแก่นกายร้อนฉ่าไปหมด และชานยอลก็ยังสร้างความประหลาดใจใส่ผมไม่หยุดด้วยการยกเรียวขาขาวขึ้นเกี่ยวรอบเอวสอบของผมอย่างเรียกร้อง จนผมต้องกระแทกแก่นกายใส่แรงขึ้นไปอีก

 

“อ้ะๆๆ อ้า...” ในที่สุดเจ้ากามเทพอ่อนหัดก็แตกใส่หน้าท้องผมเต็มๆ ความบริสุทธิ์ทำให้เขาปลดปล่อยออกมาเยอะจนเลอะเทอะไปหมด แล้วพอปลดปล่อยได้ก็ตอดผมไม่ยั้งเลยไง ถามว่าคนที่ยังไม่เสร็จอย่างผมควรทำตัวยังไงเหรอครับ

 

ผมกัดกรามอย่างทนไม่ไหว แล้วซอยสะโพกใส่ช่องทางที่กำลังขมิบรัดนั่นสุดแรงเกิด อัดหนักๆ เพียงไม่กี่ครั้งก็แตกเต็มๆ ช่องทางบริสุทธิ์นั่น ปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในนั้นเพื่อตอกย้ำว่าผมคือคนที่ทำลายความบริสุทธิ์ของกามเทพฝึกหัดอย่างเขาจนไม่มีชิ้นดี เด็กตัวขาวยกแขนขึ้นกอดแผ่นหลังชื้นเหงื่อของผมแล้วรั้งเข้าไปหาอย่างต้องการหาที่พึ่ง และผมก็ทิ้งตัวลงไปให้เขากอด แต่ก็ยังไม่วายทำหน้าที่ของอาจารย์ที่ดีที่จะสอนให้เขาเข้าใจความรู้สึกของการถึงจุดสุดยอด

 

“เป็นไง”

 

“เหนื่อยครับ แล้วก็...มีความสุข” เด็กตัวขาวตอบอย่างไร้เดียงสา ใบหน้าของเขาแดงอมชมพูอย่างน่าเอ็นดูจนผมอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหาใกล้ๆ แล้วกระซิบบางคำที่ทำให้เขาต้องหน้าแดงไปกว่าเดิม

 

“ที่มึงรู้สึกอ่ะมนุษย์เขาเรียกว่า...เสร็จ”

 

“อือออ” เจ้าตัวเล็กบิดกายหนีด้วยความรำคาญสัมผัสรุกรานจากผม ซุกใบหน้ากลมๆ เข้ากับหมอนเพื่อจะนอนให้สบาย ผมซุกใบหน้าเข้าหาซอกคอขาวของเขาอย่างเอาแต่ใจแล้วเราก็หอบหายใจเป็นจังหวะเดียวกันอยู่อย่างนั้นจนเมื่อผมผละกายออกมาอีกครั้งเจ้ากามเทพตัวขาวก็หลับคาอกไปซะแล้ว

 

แกรนด์โอเพนนิ่งกับผู้ชายด้วยกันครั้งแรก แถมเด็กคนนั้นยังเป็นกามเทพด้วยอีก อีปิกสุดๆ ไปเลยกู...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อือ ฮ้าววววววววว” ผมตื่นเพราะโดนแดดร้อนๆ ในตอนเที่ยงส่องเข้ามาแยงตาจนทนนอนต่อไปไม่ไหว ยกไม้ยกมือขึ้นบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยจัดที่เกิดจากการทำพิธีกรรมเปิดซิงกามเทพวัยใส แถมยังต้องนอนให้มันหนุนอกมาทั้งคืนอีก ผมพลิกตัวไปมาแล้วก็ได้พบว่าเด็กเอ๋อไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว ได้เหรอ จะโดนผมเปิดซิงแล้วจะริอาจแข็งแรงตื่นก่อนผมได้ไง มันจะเซียนเกินไปแล้วไอ้ตัวเล็ก

 

“ไอ้กามเทพ” ผมตะโกนเรียก

 

“ไอ้เปี๊ยก” แล้วก็เรียกอีกครั้งพร้อมกับเดินไปชะโงกหน้าหาในห้องน้ำด้วย อาจจะอาบน้ำอยู่เพราะเหนียวตัวอ่ะ โดนผมแตกในเข้าไปเต็มๆ แบบนั้นก็คงจะอึดอัดเป็นธรรมดาแหละ

 

“ไอ้เอ๋อ” แต่ก็ไม่เจอ ผมก็เลยลองเดินออกไปจากห้องนอนแล้วไปเรียกหาเขาในห้องนั่งเล่นแล้วก็ห้องครัวแต่ก็ยังไร้วี่แววของกามเทพฝึกหัด

 

“ชานยอล...” เริ่มจะใจคอไม่ดีแล้วนะโว้ย เด็กเอ๋ออย่างมันไม่เคยจะออกไปไหนได้โดยที่ไม่มีผม ยิ่งเป็นวันที่มันเปิดโดนผมอัดตูดไปแบบนี้ด้วยอีก ลำพังจะเดินก็น่าจะไม่ไหวแล้วมั้ย แล้วที่มันหายหัวไปแบบนี้คืออะไรกัน

 

“ชานยอล กูไม่เล่นนะ ออกมาเร็ว” ผมขู่เสียงแข็งและถ้าเป็นชานยอลตัวจริงเสียงจริงน้องคงจะวิ่งฉิวออกมาหาผมพร้อมกับทำหน้าอ้อนแล้วเพราะกลัวว่าผมจะดุเอา

 

แต่...เงียบ

 

“ไอ้กามเทพ มึงออกมาเดี๋ยวเลยนะ อย่าให้กูโมโห”

 

ยังคงมีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา และยิ่งยืนยันว่าชานยอลคงไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ

 

ผมตัดสินใจวิ่งออกจากห้องอย่างคนเสียสติ และเป้าหมายแรกก็คือลุงรปภหน้าหอ ผมสอบถามว่าลุงเห็นชานยอลออกไปจากคอนโดไหมแล้วคำตอบก็คือไม่ ถึงขั้นขอเช็คกล้องวงจรปิดเพื่อความแน่ใจแต่สุดท้ายก็ไม่เห็นแม้เงา ผมยังคงขับรถออกตามหาเจ้ากามเทพตัวขาวต่อไป แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ไม่เจอเขา สุดท้ายก็ต้องขับรถกลับห้องมาพร้อมกับความว่างเปล่าที่ตอกย้ำว่าชานยอลหายตัวไปหลังจากคืนที่เราเพิ่งมีอะไรกัน

 

หายไปไหนของมึงวะไอ้ตัวเล็ก...

 

 

 

 

วันนี้ทั้งวันผ่านพ้นไปกับการตามหาตัวกามเทพฝึกหัดและนั่งผิดหวังเมื่อพบว่าไม่ว่าจะหายังไงก็หาไม่เจอ ผมนั่งคอตกอย่างคนอับจนหนทาง ความมีชีวิตชีวาของผมหายไปพร้อมๆ กับความสดใสของชานยอล เขาหายตัวไปในวันที่เราเพิ่งจะบอกรักกัน ผมเพิ่งจะเป็นคนแรกที่ได้ความบริสุทธิ์ของเขา เราเพิ่งจะมีเซ็กส์กันเป็นครั้งแรก และผมเพิ่งจะสอนให้เขาได้เข้าใจถึงความรู้สึกรักในแบบมนุษย์

 

ป่านนี้เจ้าเด็กตาแป๋วจะเป็นยังไง จะหลงทางไปถึงไหน จะกำลังร้องไห้รอให้ผมไปรับหรือเปล่า เขาจะโดนใครรังแกมั้ย จะโดนทำร้ายหรือเปล่า ยิ่งซื่อแบบนั้นแถมหน้าตาก็น่ารักน่าชังเหมือนเด็กผู้หญิง ถ้าพวกขาหื่นเจอเข้าเขาจะโดนล่วงเกินมั้ย เป็นห่วงจนจะทนไม่ไหวแล้วโว้ย

 

ผมกลายเป็นไอ้บ้าที่นั่งไม่ติดที่ มันกระวนกระวายไปหมดเพราะเป็นห่วงชานยอล ความร้อนใจทำให้ผมต้องลุกขึ้นเดินไปมาอีกครั้ง แล้วพอเข้าไปในห้องนอนก็ไปสะดุดตาเข้ากับสมุดรายงานที่ชานยอลเคยใช้เขียนรายงานเพื่อจะเอาไปส่งให้ท่านทูตสวรรค์บ้าบออะไรนั่น สมุดการบ้านที่ผมเคยด่ามันเสมอว่าปัญญาอ่อน การบ้านที่ไอ้เด็กตัวขาวมักจะเซ้าซี้ถามนู่นนี่กว่าจะเขียนมันได้ สมุดที่เป็นสิ่งเดียวที่ชานยอลทิ้งไว้ให้ผมดูต่างหน้าเพื่อตอกย้ำว่าเขาเคยอยู่ที่นี่ และเราเคยมีความสุขด้วยกันแค่ไหน

 

ผมเดินไปหยิบมันมาเปิดดูและได้แต่หวังว่ามันจะพอทำให้หายคิดถึงเจ้ากามเทพตัวป่วนขึ้นมาได้บ้าง ผมไม่เคยแตะต้องสมุดนี่เพราะคิดมาตลอดว่ามันไร้สาระ ผมไม่เคยสนใจว่าชานยอลจะเขียนอะไร จนวันนี้ที่ไม่มีเขาแล้วไอ้สมุดรายงานงี่เง่านี่ก็กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมขึ้นมาทันที

 

 

‘โดนเล่นงานตั้งแต่วันแรกเลยอ่ะ พี่คริสทำอะไรแปลกๆ กับเราตั้งแต่คืนแรกที่นอนด้วยกันเลย อยู่ดีๆ ก็เอาปากมาจุ้บๆ ตรงต้นขา ขนลุกอย่าบอกใครแล้วก็ตกใจมากด้วย พี่คริสบอกว่าแบบนี้โลกมนุษย์เขาเรียกว่าจูบ ว่าแต่จูบที่เราเคยรู้จักมันต้องเอาปากชนปากไม่ใช่เหรอ เอาปากมาจุ้บขาแบบนี้ก็เรียกว่าจูบได้เหรอ พี่คริสขี้โกง ปล.อ้อ อาการที่ใจเต้นตึกตัก หน้าร้อนวูบวาบแล้วก็ขนลุกเนี่ยนะ พี่คริสบอกว่าเขาเรียกว่า...เขิน’  

 

‘วันนี้ได้เรียนรู้ความรักอีกหลายรูปแบบเลย ทั้งหญิงชาย หญิงหญิง ชายชาย ความรู้สึกของมนุษย์นี่หลากหลายจนน่าปวดหัวจริงๆ อ้อ ส่วนความสัมพันธ์ของเรากับพี่คริส พี่เขาบอกว่าเป็นแฟนกันล่ะ จะบ้าหรือไง คิดไปเองชะมัด งุ้ยยย -3-’

 

‘ผมนอนไม่หลับเพราะพี่คริสโทรมาบอกว่าจะไม่กลับห้อง บอกว่าต้องรีบทำงานส่งอาจารย์ ผมไม่ได้กลัวผีนะ แล้วก็ไม่ได้ขี้ขลาดถึงขนาดที่จะไม่กล้านอนคนเดียวด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองกังวลอะไรทำไมถึงนอนไม่หลับซะที แล้วก็นอนพลิกไปพลิกมาอยู่อย่างนั้นจนพี่คริสกลับมาจนได้ ผมบอกว่าที่นอนไม่หลับเพราะรอพี่คริส แล้วเขาก็อธิบายให้ฟังว่าอาการอย่างนี้คือคิดถึง ความคิดถึงของมนุษย์นี่น่ากลัวชะมัดเลยอ่ะ ชักจะกลัวซะแล้วสิ’

 

‘ชานยอลอ่า จำไว้นะว่าการเรียกพี่คริสขาแปลว่ายั่ว ถ้าไม่อยากโดนพี่คริสรังแกก็อย่าไปพูดคำนี้ให้เขาได้ยินอีกละ’

 

‘ผมกำลังจะเรียนจบหลักสูตรแล้ว พี่คริสสอนให้ผมเข้าใจว่าความเขิน คิดถึง เป็นห่วงคืออะไร ผมรู้แล้วว่าความรู้สึกอ่อนไหวของมนุษย์เป็นยังไงบ้าง แต่ที่ไม่ยักจะเข้าใจก็คือเราจะรู้สึกแบบนั้นโดยที่ไม่รักกันได้ไหม เหมือนอย่างที่ผมรู้สึกกับพี่คริสอยู่ทุกวันนี้ไง แล้วพี่คริสก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรารู้สึกแบบนั้นกับใครก็แปลว่าเรารักเขา บ้าน่า ผมกับพี่คริสเนี่ยนะ จะเป็นไปได้ยังไง...’

 

แหมะ

 

ผมแทบไม่รู้ว่าตัวเองเผลอร้องไห้ตอนไหน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำตาอุ่นๆ หยดแหมะลงบนลายมือยุกยิกนั่นจนมันเลอะไปหมด นี่เขาบันทึกทุกความรู้สึกที่ผมสอนลงไปในบันทึกงี่เง่านี่จริงๆ อย่างงั้นเหรอ แล้วดูแต่ละคำที่เขียนนั่นสิ ไร้เดียงสาซะไม่มีอ่ะ อ่านแล้วก็อดคิดถึงใบหน้ากลมๆ ที่ชอบทำหน้าสงสัยเป็นเจ้าหนูจัมไมของเจ้าของมันไม่ได้ ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งร้องไห้ จากที่คิดว่าจะอ่านมันให้หายคิดถึงเขาก็กลายเป็นยิ่งคิดถึงเข้าไปใหญ่ สุดท้ายผมก็กลายเป็นไอ้งี่เง่าที่นอนกอดสมุดบันทึกของเจ้ากามเทพฝึกหัดจนหลับไปแบบไม่รู้ตัว...

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#Cupid_KY

 

 

 

 

 

 

Stupid cupid (2/5)

27 July 2019 - 03:07 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 02

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY 

 
 
 
 
 

เผลอแปบเดียวเจ้ากามเทพฝึกหัดก็มาใช้ชีวิตอยู่กับผมได้เกือบสัปดาห์แล้ว และผม...นอกจากจะเป็นไอ้อาจารย์หื่นกามที่เอาแต่หลอกหาเศษหาเลยกับลูกศิษย์จอมใสซื่อแล้วก็ไม่ได้ให้วิชาการจับความรู้สึกมนุษย์อะไรอย่างที่มันต้องการเลย เพราะงั้นเนื่องในโอกาสที่วันนี้เป็นวันหยุดผมก็เลยหาเวลาว่างพาชานยอลมาที่ห้างสรรพสินค้า

 

เราเลือกที่นั่งในร้านเบเกอรี่ใจกลางห้างใกล้ลานน้ำพุที่ผมมั่นใจว่าจะมีคู่รักมากมายเดินผ่านไปมาเพื่อให้เหมาะกับบทเรียนของเราในวันนี้ ผมตั้งใจว่าจะพาเจ้ากามเทพซื่อบื้อมาสังเกตคู่รักหลากหลายรูปแบบเพราะคิดเอาเองว่าก่อนที่จะไปจับคู่ให้ใครได้เขาควรจะรู้ก่อนว่าความรักในโลกมนุษย์มันมีกี่รูปแบบ แต่ในขณะที่ผมกำลังสอดส่ายสายตาเพื่อจะมองหาคู่รักแบบต่างๆ อยู่นั้น ก้อนสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้ากลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินไอศกรีม

 

“นี่ไอ้กามเทพ ช่วยสนใจบทเรียนของกูด้วยครับ” ผมว่าแล้วก็กระชากแก้วคุกกี้แอนด์ครีมตรงหน้าออกห่างจากปากไอ้กามเทพตะกละ เขายู่ปากทันทีที่ถูกขัดจังหวะก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นสนอกสนใจเมื่อรับรู้ได้ว่าบทเรียนกำลังจะเริ่ม

 

แหม นี่เป็นกามเทพหรือกิ้งก่าอ่ะครับ เปลี่ยนสีเก่งจริง

 

“ก่อนที่มึงจะไปจับคู่ให้ใครเขาได้มึงต้องรู้ก่อนว่าคู่รักบนโลกเนี่ยมันมีกี่ประเภท ไม่ใช่แค่หญิงกับชาย แต่มันยังมีชายรักชายหญิงรักหญิงทอมกับกะเทยมากมายหลายแบบไปหมด...” ผมเริ่มต้นบทเรียนอย่างเป็นทางการและชานยอลก็ฟังอย่างตั้งออกตั้งใจ คงเพราะมีพื้นฐานในด้านการจับความรู้สึกคนเจ้ากามเทพตัวขาวถึงได้เรียนรู้ได้ไวเหลือเกิน หรือจะเป็นเพราะข้อตกลงที่ว่าถ้าเรียนเสร็จไวจะได้กินไอศกรีมอีกถ้วยก็ไม่รู้ แต่ใช้เวลาไม่นานผมก็สอนเรื่องลักษณะความรักขั้นพื้นฐานจบ แล้วก็ต้องรักษาสัญญาด้วยการสั่งไอศกรีมอีกถ้วยมาเป็นรางวัลให้เด็กนักเรียนคนเก่ง

 

“อ่ะ ไอ้กามเทพไหนลองบอกกูซิว่าคู่นั้นเป็นอะไรกัน” ในฐานะที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้มันไปหมดแล้วก็ถึงเวลาที่ผมจะให้มันทำแบบทดสอบท้ายบทเรียน

 

“เพื่อน” และแน่นอนว่าชานยอลตอบถูก

 

“แล้วคู่นั้นล่ะ”

 

“อืม...ไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่าน่าจะเป็นแฟน” เทพจริงครับ ตอบถูกอีกแล้ว งั้นลองเจอคำถามยากสุดไปเลยเป็นไง ถ้าตอบได้จะให้ร้อยคะแนนเลย

 

“แล้ว...คู่นี้ล่ะ” ผมว่าแล้วก็ชี้นิ้วมาที่ตัวเองสลับกับเด็กที่นั่งตรงข้าม ชานยอลทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ถึงได้รู้ว่ากำลังโดนผมหลอกเต๊าะ

 

“เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ไงครับ”

 

“ผิด” ดวงตาที่โตอยู่แล้วยิ่งเบิกกว้างเข้าไปใหญ่ เพิ่มเติมคือแก้มที่พองลมและคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเพราะสงสัยว่าคำตอบนั้นของเขามันผิดตรงไหนกันแน่ “เป็นแฟนกันต่างหาก”

 

“พี่คริสอ่ะ”

 

กว่าจะตามเกมส์พี่ทันคงต้องฝึกอีกหลายวันนะครับน้องกามเทพ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เผลอแปบเดียวไอ้กามเทพตัวยุ่งก็มาใช้ชีวิตอยู่กับผมได้สองสัปดาห์แล้ว ชานยอลเรียนรู้ทุกอย่างได้รวดเร็วสมกับเป็นเทพที่มาจากสวรรค์ ทั้งในเรื่องที่ผมสอนให้และการใช้ชีวิตในแบบมนุษย์ ถ้าดูจากภายนอกชานยอลก็แทบไม่ต่างอะไรกับเด็กผู้ชายทั่วไป จะพิเศษก็ตรงที่มีญาณวิเศษเหนือกว่าคนทั่วไปเท่านั้นแหละ ผมไม่รู้ว่ามันจะเรียนรู้เรื่องที่ผมสอนให้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ว่าไอ้วิชากากๆ ที่ผมสอนไปจะช่วยมันได้จริงหรือเปล่า รู้เพียงอย่างเดียวว่าเราแม่งเข้ากันได้ดีชิบหายและตลอดสองเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมามันก็ทำให้ผมมีความสุขและผูกพันกับมันได้อย่างน่าประหลาด

 

เหมือนอย่างเช่นวันนี้ที่จะต้องอยู่ทำโปรเจ็คจบที่ตึกคณะแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเสร็จกี่โมง อาจต้องกลับดึกหรือดีไม่ดีก็อาจจะต้องนอนค้างที่นี่เลย และนั่นก็ทำให้ผมนึกเป็นห่วงไอ้กามเทพเด๋อด๋าที่ห้องขึ้นมาว่ามันจะอยู่ยังไง ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมถึงกับต้องกลับบ้านตรงเวลา ซื้ออาหารติดมือกลับมาทุกวัน แถมยังต้องละเว้นการออกไปมั่วสุมเสพอบายมุขจนชาวแก็งค์เริ่มสงสัยว่าผมแอบซุกเมียไว้ที่ห้องหรือเปล่า

ไม่ใช่เมีย แต่ยิ่งกว่าเมียอีกโว้ยย

 

‘พี่คริส...’ นี่ไง สำคัญแค่ไหน ถึงกับต้องโทรรายงานอ่ะคิดดู

 

“ทำไรอยู่”

 

‘นั่งเขียนรายงานอยู่ครับ’ อ้อ หมายถึงไอ้รายงานบ้าบอที่จะต้องสรุปเอาไว้อ่านทบทวนแล้วก็ส่งให้ไอ้ทูตสวรรค์อะไรนั่นน่ะเหรอ เห็นมันจดอะไรยิกๆ ของมันได้ทุกวี่ทุกวันอย่างกับการบ้านเด็กประถม

 

“วันนี้กูกลับดึกนะ หรือบางทีอาจจะไม่กลับเลย”

 

‘อ้าว’ นึกออกเลยว่าแม่งจะต้องกำลังทำหน้าเหมือนปลาทองหิวอาหารอยู่

 

“ต้องปั่นโปรเจ็คส่งอ่ะ คืนนี้มึงนอนคนเดียวได้ใช่มั้ย” เพราะปกติเรานอนด้วยกันทุกคืนไง ใช่ ฟังไม่ผิดหรอกครับ นอนด้วยกัน แต่ไม่ต้องคิดไปไกลนะ ไอ้ที่ต้องนอนน่ะเพราะหอผมมันมีห้องนอนห้องเดียว แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรอื่นไกลนอกจากการนอนด้วย และนี่ก็จะเป็นคืนแรกบนโลกมนุษย์ของไอ้กามเทพติ๊งต๊องที่จะต้องนอนคนเดียว

 

‘รีบๆ ทำให้เสร็จก็ไม่ได้เลยเหรอครับ’ ได้ยินเสียงหงอยๆ แบบนั้นแล้วก็อยากจะรีบปั่นงานแล้วกลับไปโอ๋ใจแทบขาด แต่นี่มันโปรเจ็คจบไงไม่ใช่การบ้านทั่วไปที่จะทำลวกๆ ให้พอผ่านๆ ไปได้นะโว้ย

 

“ไม่ได้ นี่โปรเจ็คจบกูนะโว้ย ทำมั่วแล้วไม่ผ่านเรียนไม่จบขึ้นมาทำไง”

 

‘อ่า เหรอครับ’ พอได้ยินเสียงหวานยิ่งหงอยลงไปก็นึกอยากจะตบปากตัวเองซักที ชานยอลก็แค่เป็นห่วงไงแล้วดูผมดิ่ ไม่ได้รักษาน้ำใจมันเลย ‘ถ้าอย่างงั้นก็ตั้งใจทำงานนะครับพี่คริส ผมอยู่คนเดียวได้ไม่เป็นไรหรอก’

 

“เอาเป็นว่ากูจะรีบทำแล้วกัน หาอะไรในตู้เย็นกินไปก่อนนะ มีอะไรก็โทรมาหากู” จริงๆ ก็อยากจะพูดกับน้องให้ดีกว่านี้ อยากบอกมันว่าเป็นห่วงนะดูแลตัวเองด้วย แต่ไอ้แบคเพื่อนผมคือแอบมองหนักมากแล้วไง แล้วแม่งก็กำลังทำสีหน้าสงสัยว่าผมแอบคุยกับใครอยู่ตั้งนานสองนานด้วย

 

‘ครับ’

 

“โทรรายงานเมียเหรอวะคริส”  ผมรีบกดวางสายทันทีที่ไอ้แบคฮยอนแหกปากแซว ไม่อยากให้ชานยอลได้ยินเสียงอุบาทๆ ของมัน ไม่อยากให้เขาได้รับรังสีสกปรกจากเสียงของไอ้แบค

 

“เสือก” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็รีบไปปั่นงานเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับไอ้เพื่อนเวรให้เสียเวลา  รีบไปทำงานแล้วกลับไปนอนกอดไอ้เด็กหน้าหวานที่ห้องดีกว่าครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จะตีสามแล้วพี่คริสยังไม่กลับเลยอ่ะ แล้วผมก็กำลังนอนไม่หลับด้วย ทั้งที่เขาโทรมาบอกแล้วนะว่าจะกลับดึกหรือไม่ก็ไม่กลับแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแอบรออยู่ดี

 

ผมมาอยู่ที่นี่เป็นวันที่สิบสี่แล้ว และทุกวันก็ได้รับการดูแลจากคนที่ท่านทูตสวรรค์เลือกเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ผมไม่รู้ว่าผู้ชายคนอื่นบนโลกมนุษย์เขาอยู่ด้วยกันยังไง ไม่รู้ว่าผมแปลกมั้ยที่นอนให้พี่คริสกอดทุกคืน ผมไม่รู้ว่าผู้ชายคนอื่นเขาพูดกันยังไง เขาคุยเรื่องอะไรกันแล้วเรื่องพวกนั้นมันทำให้ใจสั่นเหมือนที่พี่คริสพูดกับผมมั้ย ไม่รู้ว่าผู้ชายคนอื่นเขาสัมผัสกันได้มากแค่ไหน จะถึงขนาดที่เอาปากมาจูบที่แก้ม ที่ต้นคอ หรือที่ต้นขาเหมือนที่พี่คริสทำกับผมหรือเปล่า แล้วถ้าคนอื่นทำกันแล้วเขาใจสั่นเหมือนผมไหม แล้วผู้ชายคนอื่นในโลกเขานอนคนเดียวได้ไหม จะนึกถึงใครจนนอนไม่หลับเหมือนผมหรือเปล่า

 

แล้วผมก็นอนไม่หลับเลยจนกระทั่งพี่คริสกลับมา

 

เขาเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แล้วก็เดินมาหาผมที่เตียงโดยไม่ยอมเปิดไฟ คงจะกลัวรบกวนผมใช่ไหมล่ะ ใจดีจริงๆ เลยพี่คนนี้

 

เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างผมแล้วก็กดริมฝีปากลงมาที่แก้ม แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เห็นว่าผมยังนอนลืมตาแป๋วอยู่เลย

 

“กูทำให้มึงตื่นเหรอ”

 

“เปล่าครับ ยังไม่ได้หลับเลย”

 

“เอ้า”

 

“พี่ไม่อยู่ ผมก็เลยนอนไม่หลับ” พี่คริสเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียงเพื่อให้เรามองหน้ากันได้ชัดขึ้น แล้วพอได้เห็นหน้าเขาก็รู้สึกง่วงขึ้นมาทันทีเลยล่ะครับ

 

“ทำไมอ่ะ กลัวผีเหรอ”

 

“กามเทพไม่กลัวผีหรอกครับ” กามเทพที่ไหนจะกลัวผีอ่ะ ถามอะไรเหลวไหลชะมัดเลยพี่คริส

 

“งั้นทำไมไม่ยอมนอน ไม่ง่วงเหรอ”

 

“รอพี่คริส”

 

“คิดถึงกูเหรอ”

 

“ไม่รู้ครับ” คิดถึงคืออะไรผมไม่เข้าใจหรอก ก็บอกว่านอนไม่หลับเพราะรอพี่คริสไงพูดแค่นี้ไม่เข้าใจหรือไงหะ

 

“นอนไม่หลับเพราะรอกู...” พี่คริสแทรกตัวขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน ทำให้ผมต้องขยับตัวหนีอย่างช่วยไม่ได้แต่ก็หนีไปได้ไม่ไกลเพราะโดนแขนยาวๆ รั้งเอวเข้าไปกอดไว้เสียก่อน เนี่ย ผมรู้สึกแปลกๆ แบบใจเต้นตึกตักอีกแล้วไง ไอ้อาการร้อนวูบวาบใจสั่นหน้ามืดตาลายแบบนี้โลกมนุษย์เขาเรียกว่าอะไร จะเรียกว่าใกล้ตายเหมือนโลกกามเทพมั้ยนะ

 

“...แบบนี้เขาเรียกว่าคิดถึง รู้ไว้ซะ”

 

ทำไมเวลาจะคิดถึงใครต้องรู้สึกเหมือนจะตายแบบนี้ด้วยล่ะ ความรู้สึกของมนุษย์นี่น่ากลัวจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตั้งแต่คืนนั้นที่พี่คริสสอนให้ผมรู้จักกับความรู้สึกคิดถึงของมนุษย์ ผมก็รีบจดบันทึกมันลงในรายงานเพื่อป้องกันการลืม อันที่จริงผมจดทุกอย่างที่พี่คริสสอนลงในรายงานบันทึกความรู้ที่เอาติดลงมาจากสวรรค์ด้วย แล้วยิ่งได้เรียนรู้หลายอย่างผมก็พบว่ามันเริ่มยากที่จะทำความเข้าใจ เพราะงั้นเมื่อสบโอกาสเหมาะๆ ที่พี่คริสอยู่ห้องผมก็เลยลองถามเขาดู

 

“พี่คริส...”

 

“ว่า” พี่หน้าโหดที่กำลังนอนคว่ำเล่นเกมส์rovอยู่ข้างๆ ผมบนเตียงตอบทั้งที่ยังไม่ยอมละสายตาออกมาจากเกมส์ในมือ

 

“พวกมนุษย์จะสามารถเขินกัน คิดถึงกัน เป็นห่วงกันโดยที่ไม่รักกันได้มั้ย”

 

“มึงถามยากจังวะ”

 

“ก็ผมสงสัย” ผมพยายามทำเสียงเล็กเสียงน้อยเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่ไม่ว่าจะทำยังไงพี่คริสก็ไม่ยอมทิ้งเกมส์ในมือ และถ้าเขาไม่ตอบผมก็จะต้องค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นและไม่สามารถเขียนรายงานต่อได้

 

นี่มันเรื่องสำคัญมากนะครับ เหมือนผมได้ผ่านบทเรียนทุกอย่างมาแล้ว ได้เรียนรู้ และบางครั้งก็ได้รู้สึกด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกของมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้นไง ต่อให้ผมจะรู้ความรู้สึกทุกอย่างแต่ผมก็ไม่สามารถเข้าใจหัวใจของมนุษย์จริงๆ ได้หรอก เพราะงั้นผมถึงต้องการความช่วยเหลือจากพี่คริส แต่ดูเขาดิ่ไม่ได้สนใจผมเอาซะเลย

 

“พี่คริสสสส”

 

“อะไร” ดูเอาเถอะ ขนาดว่าผมเรียกเสียงอ่อนเสียงหวานขนาดนั้นเขาก็ยังไม่สนใจ ไอ้เกมส์ต่อสู้นั่นมันดียังไง ดีกว่าลูกศิษย์ที่เขาต้องสอนภายในเวลาจำกัดแค่หนึ่งเดือนอย่างผมเหรอ

 

“สนใจผมหน่อยสิ” เอาซี้ อยากจะรู้นักว่าเจอลูกอ้อนเข้าไปแล้วยังจะใจแข็งได้อยู่หรือเปล่า ถ้าพี่คริสจะไม่สนใจผมก็จะไม่ยอมแพ้เหมือนกัน แล้วไอ้ทักษะขี้เอาชนะพวกนี้ก็ต้องโทษเขานั่นแหละที่เป็นคนสอนผม

 

ผมเปลี่ยนท่านั่งจากการที่นั่งขัดสมาธิเขียนหนังสือไปเป็นการนอนหงายอยู่ข้างๆ พี่คริสและพยายามจะยื่นหน้าเข้าไปขัดขวางคนที่กำลังจริงจังกับการเล่นเกมส์

 

“อะไรของมึงวะไอ้กามเทพ” นี่ผมทั้งอ้อนทั้งเบียดยังไม่สนใจ ต้องให้อ้อนยิ่งกว่านี้ใช่มั้ยถึงจะยอม เอาซี้ งั้นมาสู้กันซักตั้งเถอะพี่คริส!

 

“พี่คริสครับ” ผมเรียกเสียงหวาน พยายามใช้ตัวนุ่มนิ่มเบียดเข้าใส่ ยื่นใบหน้าไปใกล้ๆ เพื่อจะทำลายสมาธิเขา แต่พี่คริสก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่ากระพริบตา

 

“พี่คริสสสส” ผมยิ่งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จนแทบจะจุ้บแก้มเขาได้อยู่แล้ว “พี่คริสขา...”

 

“ตะกี้มึงเรียกกูว่าไงนะไอ้กามเทพ” เฮ้ย อะไรอ่ะ บทจะหันมาก็หันมาง่ายๆ อย่างงี้เลยเหรอ

 

“...” ผมตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ตะกี้ทั้งเบียดทั้งสีแทบตายพี่คริสไม่เห็นสนใจเลย แล้วนี่อะไรแค่เรียกพี่คริสขาเขาก็หันมาง่ายๆ อย่างงี้เลยเหรอ

 

“พี่คริสขาเหรอ? ไปเอามาจากไหน”

 

“ผม ไม่รู้...” เอาล่ะ ผมทำให้พี่คริสเลิกสนใจเกมส์ในมือได้แล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังหันมาสนใจผมแทน

 

“ถามจริง ใครสอนมา”

 

“ไม่มีครับ”

 

“แล้วที่พูดออกมาน่ะรู้ความหมายหรือเปล่า” ผมไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิด แล้วทำไมพี่คริสต้องจริงจังขนาดนั้น แต่ตอนนี้เขากำลังเลื่อนหน้ามาใกล้ๆ เพื่อจะคาดคั้นผม ยิ่งโพสิชั่นระหว่างเราในตอนนี้ผมกำลังนอนหงายอยู่ข้างๆ เขาที่นอนคว่ำเพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวก็ดูเหมือนว่าพี่คริสจะขึ้นคร่อมผมได้แล้ว

 

“ไม่รู้ครับ” ผมตอบอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้จะตกใจและเอ่อ เขินใช่มั้ย พี่คริสเคยบอกว่าอาการใจสั่นเวลาอยู่ใกล้ใครเรียกว่าเขิน อื้อ ใช่ เขินนั่นแหละ แต่เพราะมันสงสัยมากกว่าไง แล้วผมก็กำลังอยากได้คำตอบด้วยว่าแค่เรียกพี่คริสขานี่มันผิดตรงไหน ทำไมเขาจะต้องซักไซ้อะไรขนาดนี้ด้วย “แล้วมันหมายความว่าไงเหรอครับ”

 

“เวลาเรียกพี่คริสขาเนี่ยนะ...” คนตัวโตที่ยังคร่อมผมไว้เท้าศอกกับเตียงแล้วก้มลงมาใกล้ๆ เพื่อจะตอบคำถาม และไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาซะเลย “...เขาเรียกว่ายั่ว”

 

“แล้ว...” กำลังจะถามต่อว่ายั่วคืออะไรแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ถาม เพราะริมฝีปากบางๆ โดยพี่คริสกลืนกินเข้าไปหมดแล้ว เขาจูบผมไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ แต่ที่มันแตกต่างจากครั้งไหนๆ ก็คือโพสิชั่นของเรา เรากำลังจูบกันโดยที่ผมนอนหงายอยู่ใต้ร่างเขา นี่มันเหมือนท่าของพวกมนุษย์เวลาจะร่วมรักกันชะมัด แต่ระหว่างเราคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกมั้ง พี่คริสคงจะแค่แกล้งผมเล่นเหมือนทุกครั้งน่ะแหละ

 

“ตะกี้มึงถามว่าอะไรนะ” ดีใจจังที่พี่คริสยังจำได้ว่าผมมีข้อสงสัยอยู่

 

“ผมถามว่าพวกมนุษย์จะสามารถเขินกัน คิดถึงกัน เป็นห่วงกันโดยที่ไม่รักกันได้มั้ย” แล้วผมก็รีบทวนคำถามนั้นอย่างว่องไวเลย

 

“ไม่ได้หรอก ถ้าเราคิดถึงหรือเป็นห่วงใครซักคนได้ก็หมายความว่าเรา...รักเขา”

 

เดี๋ยวนะ!!!

 

“งั้นถ้าผมคิดถึงพี่คริสตอนพี่คริสไม่อยู่ห้องก็หมายความว่า...”

 

“มึงรักกูไงไอ้กามเทพ”

 

“แต่ผมเป็นกามเทพนะครับ ผมจะไปรักมนุษย์ได้ยังไง”

 

“แล้วเรื่องของความรู้สึกมันห้ามกันได้เหรอวะ คนมันจะรักกันต่อให้มึงเป็นสาหร่ายอยู่ใต้ท้องทะเลกูก็รักมึงได้” เห...พี่คริสเพิ่งจะบอกว่ารักผมเหมือนกันอย่างงั้นเหรอ แล้วพี่คริสจะรักผมได้ยังไง ผมไม่ใช่มนุษย์ซะหน่อย

 

“พี่คริสก็รักผมเหมือนกันเหรอครับ”

 

“พูดขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอไอ้กามเทพอ่อนหัด”

 

“ครับ ผมไม่เข้าใจ”

 

“กูก็รักมึงเหมือนกัน จบมั้ย” ผมไม่รู้ว่าเวลามนุษย์บอกรักกันแล้วเขารู้สึกยังไง เคยได้ยินมาว่าพวกเขามักจะดีใจ ตื้นตันใจหรือบางครั้งก็ร้องไห้ แต่สำหรับผมมันมีแต่ความสงสัยและความงง

 

“แล้วพี่คริสรักผมได้ยังไงครับ”

 

“แล้วมึงล่ะ รักกูได้ยังไง กูไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย พูดจาก็หยาบคายแถมยังใจร้ายกับมึงอีก”

 

“พี่คริสไม่ใจร้ายนะครับ ออกจะใจดีแล้วก็ดูแลผมดีสุดๆ ไปเลย นี่ถ้าไม่มีพี่คริสผมก็ไม่รู้จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ยังไงเหมือนกัน” ผมก็แค่พูดออกไปตามความจริง แต่พี่คริสกลับเขินหน้าดำหน้าแดงเสียยกใหญ่ ใบหน้าหล่อพยายามกลั้นยิ้มจนมุมปากกระตุกไปหมด แต่ถึงยังไงเขาก็ซ่อนแววตาแห่งความดีใจเอาไว้ไม่ได้เพราะเราอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง แล้วผมก็เห็นหมดแล้วด้วย “อ้อแล้วอีกอย่างพี่คริสก็หล่อแล้วก็หุ่นดีมากๆ ด้วย กอดก็อุ่น แล้วก็...จูบเก่งด้วยครับ” ผมพูดข้อดีทุกอย่างที่จะนึกได้ออกไปแล้วก็ดูเหมือนว่ามันจะทำให้พี่คริสเริ่มทนไม่ไหวจนต้องทำอะไรสักอย่าง

 

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็หยุดพูดอะไรโง่ๆ ได้แล้วไอ้กามเทพ”

 

“นี่ผมชมอยู่นะ มีคริสจะมาทำร้ายผมได้ไง”

 

“มันไม่ใช่อย่างที่มึงคิด แต่ถ้ามึงยังไม่หยุดทำตาแป๋วๆ แบบนั้นใส่กูมึงจะได้เจ็บตัวจริงๆ แน่”

 

“เจ็บตัวยังไงเหรอครับ” ผมก็ยังไม่เข้าใจที่พี่คริสพูดอยู่ดีอ่ะ นี่ผมกำลังชื่นชมเขาจากใจจริงเลยนะ แล้วพี่คริสจะตอบแทนคำชมของผมด้วยการทำให้ผมเจ็บตัวได้ไง ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

 

“เพราะมึงกำลังยั่วกูไง แล้วถ้ากูมีอารมณ์ขึ้นมากูก็จะ...ปล้ำมึง” ปล้ำ...หมายถึงร่วมรักกันอ่ะนะ พี่คริสจะทำแบบนั้นกับผมจริงๆ เหรอ

 

“พี่คริสจะทำแบบนั้นกับผมได้ยังไง ผมไม่ใช่มนุษย์ซักหน่อย”

 

“ทำได้สิ ไม่เชื่อก็ลองดู…”

 

 

 

 

 

 

TBC

 

#Cupid_KY

 

 


Stupid cupid (1/5)

20 July 2019 - 12:53 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 01

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY

 

 

 

 

พวกคุณเรียกการสอบตก อกหัก ตังค์หมด รถสตาร์ทไม่ติด แถมยังต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่การจราจรติดขัดเป็นปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ฝนตกรถติดแบบนี้ว่าอะไรกันเหรอครับ

 

สำหรับผม ผมเรียกมันว่า ความซวย!!!

 

เนี่ยเพิ่งจะรู้ตัวว่าสอบตกวิชาเขียนโปรแกรม กว่าจะสตาร์ทอีรถกระป๋องคู่ใจที่มักจะเครื่องรวนทุกวันฝนตกแล้วออกจากตึกคณะได้ก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่า แถมออกมาแล้วยังต้องมาเจอสาวบริหารที่เคยกิ๊กด้วยควงแฟนใหม่เดินตัดหน้ารถหน้าตาเฉย ออกจากมอได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องมาเจอการจราจรที่เป็นอัมพาตเพราะฝนตกหนักอีก รถติดจนเริ่มจะหิวแล้วอ่ะ มีใครให้มากกว่านี้อีกมั้ยวะ โถ่โว้ยยยยยยย

 

เอาซี้ ถ้าจะให้พีคกว่านี้แม่งต้องเกิดอุบัติเหตุด้วยอ่ะถึงจะครบถ้วนกระบวนการซวย แล้วก็นั่นแหละครับ

 

เปรี้ยง! !! !

 

เทพทันใจแม่งจัดให้ทันตาเห็นเลยกู

 

ชั่วพริบตาเดียวที่ผมละสายตาจากท้ายรถเก๋งคันหน้าก็มีแสงสว่างวาบพาดผ่านลงมาที่หน้ารถ พร้อมกับเสียงดังเปรี้ยงและแรงกระแทกหนักๆ ที่หน้ากระโปรงรถ

 

เวรเอ้ย ชัดขนาดนี้จะเป็นอะไรไปได้นอกจากฟ้าผ่า แล้วรถก็มีตั้งหลายคันแม่งก็ต้องมาผ่าอีกระป๋องของกูเนอะ ลำพังให้มันวิ่งอย่างเดียวมันก็จะไม่ไหวแล้วไง มึงยังจะมาผ่าให้มันพังไปกว่าเดิมอีกเหรอ ใจร้ายสัดอ่ะ

 

ผมตัดสินใจเปิดประตูรถลงไปดูที่เกิดเหตุ เสียงเปรี้ยงดังขนาดนั้นคาดว่ากระโปรงของอีกระป๋องแม่งต้องทะลุไปแล้วแน่ๆ และทันทีที่ลงมาทุกสายตาก็จับจ้องมาที่ผมในทันที แม่งไม่ได้มองธรรมดาด้วยไงมองแบบประณามหยามเหยียดเหมือนกูไปฆ่าคนตายมาอย่างงั้นแหละ

 

เดี๋ยวนะ นี่ผมเป็นผู้ประสบภัยผ่าฟ้ารถอยู่นะเว้ย ที่ทุกคนต้องทำก็คือเห็นใจไม่ใช่ประณามดิ่

 

“คุณ มาช่วยเด็กก่อน เด็กโดนรถคุณชนเนี่ย” ห้ะ เดี๋ยวนะ ได้ข่าวฟ้าผ่ารถกูไง แล้วไอ้เด็กตัวขาวซีดที่นอนหมดสติอยู่หน้ารถนี่มันมาจากไหนฟะ

 

“เอ่อ คะ ครับ” ผมแสดงความเป็นลูกผู้ชายด้วยการเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปดูใจไอ้เด็กตัวเปี๊ยก ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็กที่นอนหมดสติอยู่แล้วก็รีบจับร่างผอมๆ นั่นพลิกไปมาเพื่อตรวจหาความบุบสลาย ยังหายใจอยู่เว้ย แล้วนอกจากหน้าที่ซีดเหมือนศพ กับตัวที่ผอมเกินไปมันก็ไม่มีความผิดปกติอะไรนี่กว่า

 

“ต้องให้โทรเรียกรถพยาบาลมั้ยน้อง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากไทยมุงนับสิบชีวิตที่ยืนรายล้อมผมอยู่ และผมก็ทำเพียงแค่ปฏิเสธความหวังดีนั้นไปก่อนจะอุ้มไอ้เด็กตัวเท่าเมี่ยงขึ้นในท่าเจ้าสาวแล้วพาไปวางที่เบาะนั่งข้างคนขับ

 

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมพาเขาไปโรงพยาบาลเอง” ผมจบประเด็นดราม่าทั้งหมดด้วยการอาสาพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง และไทยมุงทั้งหลายก็พร้อมใจกันแหวกทางให้ทันที

 

หลังจากที่ไทยมุงออกไปและการจราจรก็กลับมาเคลื่อนตัวได้อีกครั้ง ผมก็ออกรถได้ในที่สุด ฝนเริ่มซาแล้ว อันที่จริงมันหยุดตกตั้งแต่ที่ผมลงไปดูใจไอ้เด็กกะโปกนี่แล้วล่ะ

 

หันไปมองหนึ่งในความซวยอีกอย่างของวันที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ที่เบาะข้างๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องพามันไปโรงพยาบาล ผมก็เลยใช้เวลาว่างในระหว่างติดไฟแดงเซิร์ทหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแถวนี้เพื่อจะพาเด็กหลงไปส่งแล้วจะได้ถือโอกาสนี้ตามหาพ่อแม่มันไปด้วยในตัว

 

“คุณ...” แต่ในระหว่างที่กำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาโรงพยาบาลอยู่นั้น เสียงเรียกเล็กๆ ที่ดังอยู่ข้างกายก็ทำให้ผมต้องสะดุ้งพรวด “คุณคือคนที่ช่วยชีวิตเราใช่มั้ย คุณต้องเป็นคนที่ท่านฑูตสวรรค์บอกว่าเป็นท่านอาจารย์ของเราแน่ๆ”

 

ห้ะ เดี๋ยวนะ กูว่านี่ไม่ใช่เด็กธรรมดาๆ แล้วล่ะ นี่มันเด็กบ้าชัดๆ ไอ้ตัวเล็กนั่นมันตื่นแล้วครับ แล้วนอกจากแม่งจะไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ มันยังเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระอะไรซักอย่างที่คนปกติทั่วไปไม่น่าพูดกันด้วย

 

ซวยกว่าขับรถชนเด็กตายก็คือรับเด็กแกล้งตายที่สติไม่ดีขึ้นรถมาด้วยนี่แหละ

 

“เดี๋ยวนะไอ้หนู พูดอะไรของแกวะเนี่ย ตะกี้นี่แกเพิ่งจะนอนหมดสติอยู่ที่หน้ารถฉัน พอตื่นขึ้นมาได้ก็เอาแต่พูดพล่ามอะไรไร้สาระอยู่ได้ โดนรถชนจนสมองเสื่อมหรือไงเนี่ย”

 

“เปล่านะ เราไม่ได้บ้า ท่านอาจารย์ฟังเราอธิบายก่อน...”

 

“เอาล่ะ ตอนนี้ต้องพาไอ้เด็กนี่ไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ใช่โรงพยาบาลทางกายนะ แต่ควรไปโรงพยาบาลทางจิต” ผมปล่อยให้เสียงเล็กๆ เหมือนลูกแมวที่กำลังพูดพร่ำอธิบายเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาออกไป แล้วทำเพียงแค่ตั้งใจเซิร์ทหาโรงพยาบาลทางจิตที่ใกล้ที่สุดในจีพีเอสเท่านั้น

 

“คุณ ได้ฟังที่เราอธิบายไหมเนี่ย”

 

“โรงพยาบาลทางจิตแม่งไกลไป งั้นพาไปโรงพักก่อนละกัน เผื่อมันจะเป็นมิจฉาชีพ” เด็กตัวเท่าเมี่ยงยังคงพ่นคำพูดไร้สาระออกมาไม่หยุดและผมก็ยังคงไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าการเซิร์ทจีพีเอสหาสถานีตำรวจ

 

“คุณ อย่าพาเราส่งตำรวจนะ เราไม่ได้เป็นโจรเราเป็นกามเทพ” เวร เวรไปใหญ่แล้วไง ล่าสุดเพิ่งจะบอกกูว่าเป็นกามเทพไปอีก ถีบแม่งลงรถไปตอนนี้เลยได้มั้ยถ้ามันเป็นกามเทพจริงมันต้องบินได้ไม่มีทางตกรถไปตายหรอก

 

“นี่ อ่านการ์ตูนมากเกินไปหรือเปล่าไอ้หนู”

 

“เราเป็นกามเทพจริงๆ เชื่อเราเถอะนะ ได้โปรด อย่างน้อยๆ ก็พาเราไปที่บ้านของท่านอาจารย์ก่อนแล้วเราจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง อย่าเพิ่งพาเราไปทิ้งเลยขอร้อง” เด็กตัวเล็กแค่หัวไหล่พูดพร้อมกับเอื้อมมือขาวซีดนั่นมาจับที่ข้อมือผม แล้วก็ราวกับมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างวิ่งปราดไปทั่วกาย ผมรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนมีกระแสไฟฟ้าขนาด220โวลต์วิ่งผ่านร่างกาย แล้วพอหันไปจ้องดวงตาใสแป๋วคู่นั้นผมก็โดนไอ้เด็กตัวขาวนั่นตกไปเรียบร้อย

 

“เออๆๆ ก็ได้วะ แต่อย่าให้กูรู้นะว่ามึงเป็นโจร ตัวเท่าเมี่ยงอย่างมึงอ่ะทำไรกูไม่ได้หรอกนะบอกเลย” ผมขู่เด็กตัวเท่าหัวเข่าฟ่อๆ เพื่อข่มขวัญให้มันกลัว แต่ถามว่ามันกลัวมั้ยก็ไม่ ไอ้ตัวเปี๊ยกเพียงแค่นั่งมองทางตาแป๋ว และปล่อยให้เสียงของผมเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเท่านั้น ส่วนผมก็ทำได้แค่ขับรถต่อไปอย่างขัดใจ ไม่รู้ว่าจะพาไอ้เด็กเอ๋อนี่กลับห้องทำมะเขืออะไร แต่ก็ไม่กล้าทิ้งมันไว้ข้างทางเหมือนกัน

 

ที่ยอมพาไปห้องก็เพราะสงสารหรอกนะโว้ย ไม่ได้หวั่นไหวหรือใจอ่อนอะไรเลย จำวรั้ยย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ตกลงมึงเป็นใคร บอกมาให้หมด”

 

“เราเป็นกามเทพ...” เอาอีกแล้ว ไอ้เสียงใสๆ เหมือนลูกแมวหิวนมแบบนั้นกำลังทำให้ผมรำคาญอีกแล้ว มันพูดพล่ามอะไรเรื่อยเปื่อยและสุดท้ายผมก็จับใจความได้ว่านี่มันหนังม้วนเดิมกับที่มันเล่ามาบนรถเป๊ะ แม่สอนมาดีจริงๆ ท่องสคริปต์ได้แบบไม่มีหลุด “เรายังขาดประสบการณ์ก็เลยอ่านความรู้สึกของมนุษย์ไม่ออก มีหลายครั้งที่เราแผลงศรผิดพลาด คนที่เราจับคู่ให้สุดท้ายก็ไม่ใช่คู่แท้กัน ท่านฑูตสวรรค์ก็เลยส่งเราลงมาให้เรียนรู้ความรู้สึกที่หลากหลายของมนุษย์ และคุณก็คือคนที่ถูกเลือก คุณคือคนที่มีชะตาต้องกับเราและจากนี้ไปเราจะนับถือคุณเป็นท่านอาจารย์” เดี๋ยวนะ ไดอะล็อคแบบนี้น่ะได้ยินครั้งสุดท้ายมาจากหนังจีนกำลังภายในซักเรื่อง นี่มันปี2018แล้วนะ ยังมีคนที่ใช้คำพูดคำจาแบบนี้อยู่อีกเหรอ สคริปต์แม่เอ็งรัชดาลัยเธียเตอร์มากเลยว่ะไอ้หนู

 

“เดี๋ยวนะ อาจารย์อะไร แล้วมึงต้องการอะไรจากกู”

 

“คุณแค่สอนเราให้เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ รัก คิดถึง เป็นห่วงอะไรทำนองเนี้ย”

 

“ช่วยมึงแล้วกูจะได้อะไร”

 

“เราจะให้พรให้คุณสมหวังในความรัก” โอ้โห ตาลุกวาวเลยสิกูทีนี้ ไอ้ผมมันก็คนหล่อแต่อาภัพรัก นอกจากผู้หญิงขาจรก็ไม่เคยได้คบใครจริงจังกับเค้าหรอก อย่างตอนนี้ก็โสด โสดมาจะครบปีแล้วด้วย แต่อย่าให้พูดถึงเลยนะจะเป็นการดึงดราม่าเสียเปล่าๆ

 

“ช่วยยังไง แล้วกูจะเชื่อได้ยังไงว่าเด็กตัวเท่าหัวเข่าอย่างมึงจะเป็นกามเทพจริง” ผมนั่งเท้าคางมองเด็กตัวขาวที่ดูยังไงก็ไม่มีทางเป็นกามเทพได้อย่างอ่อนใจ สภาพแบบนี้มึงไม่ต้องไปแผลงศรใส่ใครหรอก แค่เดินยังไงให้ไม่ล้มมาใส่รถคนอื่นให้ได้ก่อนเถอะ

 

“อืม...” คนตัวขาวทำท่าครุ่นคิด ดวงตากลมโตเหลือบมองไปด้านข้าง นิ้วป้อมๆ ถูกยกขึ้นกัดเพื่อเพิ่มพลังความโมเอ้ และให้ตายทำไมผมต้องรู้สึกร้อนวูบวาบไปกับท่าทางปัญญาอ่อนแบบนั้นของมันด้วยฟะ

 

“เห็นจิ้งจกสองตัวนั้นมั้ย เราจะทำให้มันรักกันให้ดู” ผมยืนกอดอกกลั้นขำพลางมองร่างเล็กที่กำลังตั้งสมาธิเพ่งมองไปยังจิ้งจกสองตัวบนฝาผนังอย่างจริงจัง ใช้เวลาเพียงแว้บเดียวจิ้งจกสองตัวก็วิ่งเข้าหากันแล้วบ๊ะๆ กันหน้าตาเฉย

 

เห้ย นี่จ้อจี้ป่ะถามจีงง

 

“มันก็ธรรมชาติของสัตว์ป่ะวะที่จะบ๊ะๆ กัน”

 

“แต่เราทำได้จริงๆ เราเป็นกามเทพจริงๆ เชื่อเถอะ” เป็นเพราะเห็นหรอกนะว่าไอ้ที่มันพูดก็ฟังดูมีเหตุผลจริงๆ แค่มันเพ่งมอง จิ้งจกสองตัวที่กำลังหาแมลงแดกก็วิ่งเข้าใส่แล้วเอากันหน้าตาเฉยๆ สงสัยไอ้เด็กบ๊องนี่จะมีพลังบางอย่างที่เสกให้คนรักกันได้จริงแหละ

 

“อ่ะๆๆ งั้นกูเชื่อมึงก็ได้ แล้วมึงจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”

 

“หนึ่งเดือน”

 

“โอเค ตกลงมึงอยู่ที่นี่ได้ แต่ถ้ามึงสร้างความวุ่นวายให้กูวันไหนกูเอาไปปล่อยวัดเลยนะ” เพราะไม่สังเกตเห็นพิรุธหรือเจตนาร้ายอะไรในตัวเด็กตาใสตรงหน้า ผมก็เลยใจอ่อนยอมให้มันอยู่ร่วมชายคาด้วยง่ายๆ แล้วพอออกปากอนุญาตเท่านั้นแหละแม่งก็กระโดดมากอดแขนเลยไง เด็กผู้ชายที่ไหนเขาแบ้วขนาดนี้กันวะ

 

“เย้ ขอบคุณนะ ขอบคุณนะท่านอาจารย์” แล้วแม่งจะกอดจะสีกูไปถึงเมื่อไหร่ โดนความนุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่แบบนี้บดเบียดเข้าใส่มันก็แอบหวั่นไหวเหมือนกันนะเว้ย

 

“เออๆๆ พอได้แล้ว กูรู้แล้วว่ามึงขอบคุณ แล้วก็เลิกเรียกกูว่าอาจารย์แบบนั้นได้แล้ว ฟังแล้วเหมือนกูเป็นอาจารย์สำนักเส้าหลินว่ะ”

“สำนักเส้าหลินคืออะไร” กะแล้วว่าแม่งต้องไม่เข้าใจ แล้วเวลาสงสัยก็ชอบทำตาโตแก้มป่องเหมือนปลาทองหิวอาหารเม็ดไง แล้วผมก็ดันบ้าจี้ไปหวั่นไหวกับสายตาใสซื่อของมันด้วย

 

“โอ้ย ช่างแม่งเหอะ เอาเป็นว่าห้ามเรียกกูว่าอาจารย์โอเคมั้ย”

 

“แล้วท่านอาจารย์จะให้เราเรียกว่าอะไรล่ะ”

 

“เรียกพี่คริสละกัน”

 

“พี่คริส...” เชี่ยเอ้ย พอโดนเรียกพี่แล้วรู้สึกเหมือนเป็นตาเฒ่าหัวงูที่กำลังจะหลอกกินเด็กเลยโว้ย แล้วไอ้กามเทพตัวเปี๊ยกนี่ก็นะ ทำไมจะต้องเรียกพี่คริสด้วยเสียงหวานขนาดนั้นด้วยวะ มันน่าจับมาฟัดให้ตัวแดงไม่รู้หรือไง

 

“นี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอ่ะถามจริง” ก็เห็นมันตัวเล็กๆ ขาวๆ ตากลม แก้มป่อง แถมเสียงก็ยังหวานอย่างกับเด็กผู้หญิงไงก็เลยสงสัย ไม่ได้คิดอะไรกับมันเลยจริงจริ้ง

 

“ผู้ชายสิ”

 

“ชื่ออะไร”

 

“ชานยอล” แค่หน้าตาก็น่ารักแล้วอ่ะ ยิ่งชื่อนะยิ่งน่ารักแบบคูณร้อยไปเลย

 

“แล้วอายุเท่าไหร่”

 

“สิบเจ็ด” หูว ตอนแรกก็ไม่เสี่ยงคุกหรอกนะแต่พอรู้อายุแล้วขากูก็เข้าไปอยู่ในคุกข้างหนึ่งทันทีเลยครับ เดี๋ยวๆ ไม่คุกสิคริสเพราะมึงไม่ได้คิดอะไรสกปรกกับไอ้เด็กนี่ซะหน่อย

 

“พอรู้อะไรเกี่ยวกับโลกมนุษย์บ้างเนี่ย ของพวกนี้รู้จักมั้ย” หลังจากที่ซักประวัติกันพอหอมปากหอมคอ ผมก็เริ่มพากามเทพตัวเปี๊ยกทัวร์หอและแนะนำสถานที่แบบคร่าวๆ ไม่รู้มันมีทักษะการใช้ชีวิตแบบมนุษย์มากน้อยแค่ไหน จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าง่ายๆ เช่นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาไมโครเวฟเป็นหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจว่าไอ้กามเทพตัวยุ่งจะไม่มาวางเพลิงห้องผมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

“รู้จัก...” เออ ค่อยโล่งใจ “แต่เราใช้ไม่เป็นหรอกนะ” ปัดโธ่โว้ยยยย

 

“งั้นมานี่มา” ผมเรียกแล้วเด็กตัวแค่หัวไหล่ก็เดินมาหาอย่างว่าง่าย แต่พอรู้ว่าจะเรียกมาสอนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้นแหละน้องเขาก็ออกอาการงอแงทันที

 

“พี่คริส แต่เราเหนื่อยแล้วอ่ะ” ยังจะมีหน้ามายู่ปากแล้วทำแก้มป่องคิดว่าทำแล้วน่ารักมากไง้...จะบอกให้ก็ได้ว่าคิดถูกครับ “วันนี้เราเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ ขอเป็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ นะๆๆๆ” แน่ะ มีอ้อน มีทำเสียงเล็กเสียงน้อย คิดว่าผมจะใจอ่อนใช่มั้ย

 

“เออๆๆ งั้นก็ไปพักไป พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” ใช่ ผมใจอ่อนครับ เห็นเด็กๆ ตัวขาวๆ เล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มแล้วมันใจอ่อนไง ขออะไรก็ให้หมดล่ะครับ

 

“แต่เราไม่มีเสื้อผ้า”

 

“กูก็ไม่มีให้หรอกนะ มีแต่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ” ใบหน้าน่ารักดูเป็นกังวลขึ้นมาถนัดตา แล้วไอ้คิ้วเรียวๆ นั่นน่ะเวลาขมวดเข้าหากันเห็นแล้วมันน่าแกล้งน้อยเสียเมื่อไหร่ จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะไปลองคุ้ยเสื้อผ้าในตู้ให้ก็ขอแกล้งให้เด็กมันงอแงเล่นหน่อยแล้วกัน

 

“อ้าว แล้วเราจะใส่อะไร”

 

“ก็ไม่ต้องใส่ไง...” ยังยืนยันคำเดิมว่าผมเป็นผู้ชายแต่แค่ชอบอะไรขาวๆ เนียนๆ และไอ้เด็กกามเทพนี่ก็ดันมาถูกสเปคพอดี แถมน้องยังใสๆ นุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่ด้วยไงเลยต้องขอรังแกให้สาแก่ใจซักหน่อย “แก้ผ้านอน”

 

“พี่คริสบ้า เราจะแก้ผ้านอนได้ไง” ดุผมเสร็จกามเทพอ่อนหัดก็เดินแก้มแดงหนีไปเลย ดูท่าทางก็คงจะอ่อนหัดมากจริงๆ น่ะแหละ เพราะแค่โดนผมแซวแค่นี้ยังเขินจนแทบไปไม่เป็น แล้วถ้าต้องโดนผมติวเข้มแบบถึงเนื้อถึงตัวกว่านี้น้องจะไหวไหม

 

“ได้สิ กูยังแก้ผ้านอนเลย”

 

“จะบ้าเหรอ ทุเรศ อุจาด” ไอ้เด็กนี่อาจจะอ่อนหัดเรื่องอื่นนะครับ แต่คำด่านี่ไม่รู้ไปสรรหามาจากไหนถึงได้ด่าเก่งนัก

 

“อ้าว ก็นอนคนเดียวอ่ะ จะทำอะไรก็ได้”

 

“แต่วันนี้เราต้องนอนกับพี่คริสไง แล้วจะแก้ผ้านอนได้ยังไงเล่า” อ่อนหัดคงจะเป็นคำเดียวที่ผมนึกออกในตอนนี้ เพราะเพียงแค่โดนยั่วยุด้วยคำพูดแค่นี้กามเทพฝึกหัดก็เขินจนแทบไปไม่เป็นแล้ว

 

“ก็แก้ผ้านอนเป็นเพื่อนกันไงจะได้ไม่เขิน”

 

“พี่คริสอ่ะ พูดอะไรเลอะเทอะใหญ่แล้ว” ใจหนึ่งก็สงสารเด็กอ่อนหัดที่โดนต้อนจนสั่นไปหมดนะครับ แต่อีกใจก็สนุกจังที่ได้แกล้งให้สองแก้มแดงๆ ยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ “ถ้าอย่างงั้นเราก็จะใส่ชุดเดิมนอน ตัวเราไม่สกปรกหรอกไม่ต้องเปลี่ยนชุดก็ได้”

 

“ถ้าจะไม่เปลี่ยนชุดมึงก็ลงไปนอนพื้นนู่นเลย เดี๋ยวเตียงกูสกปรก” ผมช่วยตอกย้ำความจริงอีกครั้งเพราะน้องเพิ่งลงมาจากสวรรค์อาจจะไม่ค่อยรู้นักว่าบนโลกมนุษย์มันมีมลพิษไม่ได้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายเหมือนอยู่บนนั้น

 

“โหหหหห” ถ้าโหยาวกว่านี้อีกนิดก็ถึงแยกโชคชัยสี่แล้วครับนั่น แล้วพอโดนผมข่มขู่เด็กที่ทั้งอ่อนหัดและหลอกง่ายก็ทำหน้าบู้บี้เหมือนจะร้องไห้ทันที แล้วก็เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกเด็กหรอกนะครับถึงได้ยอมเลิกแกล้ง

 

“อ่ะๆๆ ไปอาบน้ำไป เดี๋ยวกูหาเสื้อผ้าไว้ให้เอง” พอผมบอกแบบนั้นก้อนกามเทพก็ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบแตก ก่อนจะวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำไป แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีมันก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมาเพื่อจะถามว่าเครื่องทำน้ำอุ่นใช้ยังไง โถ่...

 

“เปิดตรงนี้ ปรับความร้อนตรงนี้ ใช้เสร็จก็ปิดให้กูด้วย” ผมอธิบายอย่างอ่อนใจ แค่วันแรกก็ต้องให้สอนทุกอย่างจนผมเริ่มเหนื่อยใจ รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ร่วมบ้านกับเด็กเจ็ดขวบยังไงยังงั้น ไม่สิ เด็กเจ็ดขวบยังฉลาดกว่ามันเลย อย่างน้อยๆ ก็ยังใช้ตู้เย็นกับเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นล่ะวะ

 

“ทำได้มั้ย หรือต้องให้กูอาบให้เลย”

 

“ได้ครับๆๆๆๆ” รีบรัวคำว่าได้ออกมาเป็นปืนกลเพราะกลัวจะโดนผมคุกคามอีก แล้วไอ้ก้อนกามเทพก็เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่อีกอย่างนั่นคือการปิดประตูห้องน้ำใส่หน้าผม

 

จะร้ายไปแล้วนะไอ้กามเทพตัวเปี๊ยก...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กตัวเท่าหัวไหล่ที่เดินตัวหอมฟุ้งออกมาจากห้องน้ำทำให้ผมที่กำลังจะเคลิ้มหลับต้องลืมตาโพล่งด้วยความหื่นกาม ร่างเล็กๆ ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งที่ยาวคลุมสะโพกอวดเรียวขาขาวๆ ช่างกระตุ้มต่อมโชตะค่อนของผมเหลือเกิน เคยด่าการ์ตูนวายว่าเหลวไหลผู้ชายปกติที่ไหนแม่งจะไปมีอารมณ์กับเพศเดียวกัน แต่ตอนนี้ไอ้กามเทพชานยอลเพิ่งจะตบหน้าผมฉาดใหญ่ด้วยเรียวขาขาวๆ ที่ทำให้ผมต้องมองตาค้างเหมือนตาแก่บ้ากามยังไงยังงั้น

 

“พี่คริส ให้ผมนอนตรงไหนดีครับ”

 

“นี่ไง” ผมว่าแล้วก็ตบที่ว่างข้างๆ กายเป็นเชิงให้ก้อนกามเทพมานอน ชานยอลมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็มาหย่อนก้นลงนั่งข้างกายผมแต่โดยดี แล้วยิ่งนั่งไอ้ชายเสื้อยืดนั่นก็ยิ่งเลิกขึ้นสูงอวดเรียวขาขาวๆ ที่ยิ่งสะกดจนผมละสายตาแทบไม่ได้ ไม่ใช่ดิ่ ผมไม่ได้ละสายตาเลยต่างหาก ยิ่งเด็กมันอ่อนหัดมันยิ่งไม่รู้ไปกันใหญ่ว่ากำลังจะโดนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นท่านอาจารย์ขึ้นครูให้ตั้งแต่คืนแรกที่มานอนด้วยกัน

 

“แล้วพี่คริสไม่ไปอาบน้ำเหรอครับ”

 

“เดี๋ยวเล่นเกมส์จบตาค่อยไป” เด็กชานยอลนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างผมอย่างทำอะไรไม่ถูก ยิ่งผมไม่ลุกเขาก็ยิ่งไม่กล้านอน แหงล่ะ ก็นี่มันคืนแรกสำหรับเขานี่เนอะที่ต้องมานอนต่างที่กับคนแปลกหน้าอย่างผม ใครมันกล้านอนหลับได้อย่างสบายใจก็บ้าแล้ว

 

ยิ่งเขาดูขัดเขินเหมือนทำตัวไม่ถูกมันก็ยิ่งน่าเอ็นดูและน่ารังแก ผมที่นั่งมองเรียวขาขาวๆ นั่นและอยากสัมผัสมานานแล้วก็เลยฉวยโอกาสทิ้งหัวลงไปหนุนตักเขาหน้าด้านๆ ไม่สนใจแม้มันจะดูชั่วช้าแค่ไหนที่กำลังจะล่วงเกินกามเทพฝึกหัดที่บริสุทธิ์อย่างเขา เพราะถ้าจะให้ลูบต้นขาเขามันก็จะดูเลวสมบูรณ์แบบเกินไปผมก็เลยใช้วิธีสัมผัสแบบเนียนๆ

 

แล้วก็...

 

นุ่มอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยโว้ย

 

ไม่รู้เพราะเขาคือกามเทพ เพราะเขาไม่เคยผ่านการตรากตรำทำงานมา หรือเพราะความบอบบางเฉพาะตัว แต่เนื้อตัวของเขามันโคตรจะนุ่มนิ่ม นิ่มเหมือนผิวผู้หญิง เหมือนมาชเมลโล่ เหมือนขนมสายไหม เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มดาวนี่แทนสบู่เลยครับ

 

“พี่คริส!” ทันทีที่โดนผมทิ้งตัวลงไปหนุนตักชานยอลก็ร้องลั่นเหมือนโดนของร้อน แต่โชคดีที่ผมมันหน้าด้านมากไงก็เลยไม่สะทกสะท้าน “ลุกไปเลยนะครับ” ยิ่งน้องดิ้นผมก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มที่ต้นขาจนอยากจะจับให้เขาอยู่นิ่งๆ แล้วก้มลงไปฟัดให้มันจบๆ

 

“ลุกได้ไง นี่กูกำลังสอนวิชามึงอยู่นะ” เป็นเพราะชานยอลมันอ่อนหัดไปหมดก็เลยไม่ทันเกมส์ไอ้เฒ่าหัวงูอย่างผม เพราะงั้นทันทีที่คำว่าสอนหลุดออกจากปาก เด็กตัวขาวก็ยอมนั่งนิ่งกึกในทันทีเพื่อจะรอเรียนรู้วิชา

 

“ยังไงเหรอครับ” ผมเคยคิดว่าชานยอลน่ารักที่สุดตอนได้จ้องหน้าตรงๆ แต่พอได้มองเขาจากมุมต่ำแบบนี้แล้วเจ้าก้อนกามเทพกำลังก้มหน้าลงมาประสานสายตากับผมเขากลับยิ่งน่ารักขึ้นไปอีก หรือแท้ที่จริงแล้วมันน่ารักไปหมดทุกตรงกันแน่วะ

 

ในเมื่อน้องถามผมก็เลยต้องจัดให้ ต้องสอนให้กามเทพวัยใสรู้เสียหน่อยว่าอารมณ์อ่อนไหวของมนุษย์เป็นยังไงบ้าง

 

จุ้บ

 

เอียงใบหน้าไปเพียงนิดเดียวสันจมูกคมของผมก็ไปเจอกับต้นขาขาวของเจ้ากามเทพตัวเล็ก ผมกดริมฝีปากลงไปแล้วออกแรงดูดเบาๆ จนเกิดเสียงจุ้บ และนั่นก็ทำให้เด็กอ่อนหัดขนลุกไปหมดทั้งตัว

 

“ฮื่อ พี่คริสอ่ะ”

 

“ว่าไง”

 

“สอนอะไรครับเนี่ย”

 

“สอนให้รู้ไงว่าแบบนี้เขาเรียกว่าจูบ” ผมถอนริมฝีปากออกมาแล้วเพราะไม่อยากทำให้ไก่ตื่นแต่ก็ยังนอนหนุนและคลอเคลียจมูกอยู่ที่ตักนุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่ไม่ห่าง เห็นน้องหน้าแดงนั่งตัวเกร็งก็ไม่รู้เด็กมันรู้ตัวมั้ยก็เลยต้องพูดย้ำอีกครั้งเพื่อให้เขาเข้าใจในความรู้สึกตัวเอง

 

“...แล้วแบบที่มึงเป็นเขาเรียกว่าเขิน”

 

แค่บทเรียนแรกกามเทพอ่อนหัดก็เขินเป็นวรรคเป็นเวรแล้ว ถ้าต้องเจอบทเรียนต่อไปไม่ร้องไห้ขอกลับสวรรค์เหรอวะเนี่ย

 

 

 

 

 

TBC.

 

เรื่องที่ 4 ของโปรเจคมาแล้ว

อย่าลืมเป็นกำลังใจให้กับไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ