Jump to content


THE E11EVEN ♠ KY

Member Since 04 Oct 2012
Offline Last Active Dec 08 2019 04:06 PM
-----

#20000 Just a shadow (5/5)

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 09 June 2019 - 04:11 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 05

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

ชานยอลไม่รู้ว่าเขาถูกพี่อี้ฟานจูบหลังจากประตูห้องปิดลงนานแค่ไหน รู้แค่ว่าอีกฝ่ายหายใจหอบเหนื่อยไม่ต่างกันแต่ก็ยังคงประคองจูบอย่างอ่อนโยนซ้ำไปซ้ำมานานนับหลายนาทีและมันจบลงเมื่อพี่อี้ฟานกอดและซบลงกับอกเขาแทน

“อย่าไล่พี่ไปไหนนะชานยอล”

 

วินาทีนั้นชานยอลรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความโกรธที่อีกฝ่ายแสดงออกเลยสักนิด เพราะน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำของอี้ฟานเสมอ

แน่นอนว่าชานยอลไม่ได้มีคำตอบให้กับประโยคนั้นแต่ก็ซบหน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายไม่ต่างกันและเป็นชานยอลเองที่เอื้อมมือไปกุมมือของอี้ฟานไว้ก่อนจะสอดประสานมันจนแน่น

 

เมื่อตอนเย็นมีแค่สองทางเลือกเท่านั้นที่ชานยอลมีให้คือการสะบัดมือของอี้ฟานทิ้งและเดินไปหาจงอินกับการที่ยอมให้อี้ฟานกุมมือไว้และเดินกลับมาที่คอนโดด้วยกัน

แต่มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

 

ทางที่ชานยอลเลือกคือการ สะบัดมือของอี้ฟานออกและเดินนำกลับมาที่คอนโด โดยไม่ได้ไปหาจงอิน

 

อี้ฟานไม่ได้เห็นแก่ตัว เขาไม่ได้เป็นคนที่ใจร้ายขึ้นเพียงแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากชานยอลก็เท่านั้น

 

“ปวดหัวรึเปล่า พี่นวดให้มั้ย”

“เปล่าครับ พี่อ่านหนังสือเถอะ”

เอ่ยพลางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์มารับสายของแบคฮยอนที่โทรเข้ามา อี้ฟานยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงข้างๆ กันเขาได้ยินประโยคสนทนาระหว่างทั้งสองคน ประโยคที่จับใจความได้คือเพื่อนตัวเล็กอยากเปิดวิโอคอลแต่ชานยอลบอกว่าเขาปิดไฟแล้ว ใช้เวลาคุยไปพักใหญ่ชานยอลถึงวางสายไป อี้ฟานเองก็ปิดหนังสือก่อนจะวางมันไว้ข้างเตียง

 

เมื่อไหร่กันนะ ที่ข้างเตียงชานยอลมีหนังสือที่เขาอ่าน

 

มือหนาประคองใบหน้าหวานที่นอนเล่นมือถือให้หันมาสบตาก่อนจะก้มลงจูบเบาๆ บดเบียดริมฝีปากซ้ำๆ จนมือไม้คนถูกจูบอ่อนแรงปล่อยให้มือถือร่วงลงบนเตียงไปทั้งอย่างนั้นพร้อมกับเปลือกตากลมที่ปิดลงเพื่อที่จะรับสัมผัสอย่างตั้งใจและใช้เวลาที่เหลือสบตากันอยู่นาน

“พี่อี้ฟาน ผมน่ะ..”

“..............”

“ผมกับจงอินกำลังจะกลับมาคบกัน”

 

 

 

 

 

..........................................

 

 

 

 

 

จะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

 

มันยากเกินไปรึเปล่าที่จะหาคำตอบ

 

 

 

 

“พี่อี้ฟานไปไหน”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“อ่าว แล้วมายังไง”

“นั่งแท็กซี่มา”

ประโยคสนทนาห้วนสั้นทำเพียงแค่โต้ตอบกันไปมา ชานยอลยังคงนั่งกดมือถือขณะที่แบคฮยอนเพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ วันนี้มีสอบย่อยเมื่อคืนแบคฮยอนอ่านหนังสือมาหนักพอสมควรจึงได้ดูเพลียๆ และไม่ได้สนใจเพื่อนข้างกายมากนักจนกระทั่งสอบเสร็จเขาถึงได้สังเกตความเป็นไปว่าเหมือนจะมีอะไรผิดแปลกไป

“วันนี้ไม่เห็นพี่อี้ฟานเลย ไปไหนนะ”

แบคฮยอนเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหาถ้าจะให้พูดว่าแปลกขนาดนั้นเลยรึเปล่าก็ไม่ได้ถึงกับน่าตกใจแต่การได้เห็นพี่อี้ฟานมารับชานยอลทุกวันโดยไม่ได้นัดพอวันนี้ไม่เจอก็แค่รู้สึกว่า วันนี้ไม่มาหรอกเหรอ

“พี่อี้ฟานบอกรึเปล่าว่าไปไหน”

“คงมีธุระมั้ง กูไปละนะแบค”

“ไปไหนอ่ะ ไม่ไปกินข้าวด้วยกันเหรอ”

“วันหลังแล้วกัน”

“ให้ไปส่งมั้ยชานยอล”

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวไปแท็กซี่”

 

 

แบคฮยอนยืนมองแผ่นหลังของชานยอลที่เดินห่างไปจนลับสายตาเคยคิดว่าเดี๋ยวชานยอลก็จะกลับมาร่าเริงเหมือนตอนที่พ่อของชานยอลออกจากบ้านไปตอนมอปลายแต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ ชานยอลไม่ได้ดีขึ้นและดูเหมือนว่าจะมีคนอื่นมาช่วยแบกรับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ใช่..มันอาจไม่เหมือนกันที่ในตอนนั้นเป็นคนในครอบครัวแต่ถ้าจะให้พูดแม้จงอินจะเป็นคนนอกแต่ก็เป็นคนที่ชานยอลรักต่างกันเพียงแค่สถานะความสัมพันธ์เท่านั้นจึงไม่แปลกที่จะลืมได้ยากและยังคงมีท่าทีเรียบเฉยอยู่อย่างนี้

กำลังจะหันหลังกลับไปเอารถแบคฮยอนก็ต้องหยุดรอเมื่อเห็นว่าอี้ฟานเดินผ่านมาทางนี้พร้อมกับพี่ลู่หานและเพื่อนอีกคน แบคฮยอนยิ้มรับเมื่อกลุ่มรุ่นพี่เดินมาหาไม่รู้ว่ามาแถวนี้ทำไมเพราะไม่น่าจะใช่ทางผ่าน แต่ถ้าให้คิดไปเองพี่อี้ฟานอาจจะมาหาชานยอลแต่มีเพื่อนมาด้วยก็เท่านั้น

“พี่อี้ฟาน”

“หวัดดีแบคฮยอน”

“ครับ พี่ลู่หาน”

คนตัวเล็กยิ้มรับก่อนจะก้มหัวให้เมื่อเป็นลู่หานที่เอ่ยทักทายออกมาก่อน

“ผ่านมาทางนี้เหรอครับ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ จอดรถไว้อีกฝั่งนะ ตอนบ่ายมาละที่จอดรถเต็ม”

“อ่อ ถ้างั้นผมกลับแล้วนะครับ”

“ชานยอลไปไหนเหรอ”

ลู่หานเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหา พวกเรารู้จักกันก็ไม่แปลกที่จะเอ่ยถามหาส่วนผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยก็มีท่าทีเช่นเดียวกันราวกับสงสัยว่าชานยอลที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน

“มีธุระมั้งครับ บอกจะกลับก่อน ปกติพี่อี้ฟานมารับผมนึกว่าวันนี้จะมา”

“..............”

“วันนี้พี่มีธุระน่ะ พี่บอกชานยอลไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะได้เดินผ่านมาทางนี้”

“ผมก็นึกว่าพี่ไม่ได้บอกเพื่อนผมไว้ ชานยอลก็ดูงงๆ ตอนที่ผมถาม งั้นผมกลับจริงๆ แล้วนะครับ

“ไว้เจอกันนะ”

“ไปเถอะอี้ฟาน เฟยหิวแล้ว”

 

ทั้งสามคนหันหลังเดินจากไปแล้ว แบคฮยอนที่ยังคงยืนส่งยิ้มให้ยิ้มค้างไปกับภาพที่ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ใช้มือคล้องแขนของอี้ฟานไว้ก่อนจะเบียดตัวเองเข้าไปหาในขณะที่พี่ลู่หานเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่นัก

 

 

 

บางสิ่งบางอย่างจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

คำถามนี้..มันฟังดูน่ากลัวขึ้นมาทุกที

 

 

 

........................

 

 

 

 

ชานยอลหายไป

 

 

อาจฟังดูเหมือนน่าตกใจแต่ถ้าจะคิดให้ดีก็เพียงแค่ติดต่อไม่ได้แต่ดูเหมือนว่าสำหรับแบคฮยอนจะไม่ใช่แบบนั้น คนตัวเล็กวุ่นวายโทรหาเพื่อนชานยอลคนอื่นๆ โทรหาคยองซูจนกระทั่งโทรหาอี้ฟานที่มีความหวังที่สุดก็ได้คำตอบที่ว่างเปล่าเช่นเดิม

เพราะวันนี้ไม่มีเรียนแบคฮยอนจึงไม่ได้ติดต่อชานยอลตั้งแต่เย็นของเมื่อวานจนตอนนี้เป็นเวลาเย็นของอีกวันแล้วที่เขาเพิ่งโทรหาเพื่อน แบคฮยอนคิดว่าชานยอลอาจจะไม่ได้พกโทรศัพท์ ออกไปดื่มหรือทำอะไรยุ่งจนไม่มีเวลารับแต่พอไปหาที่ห้องก็ยังไม่กลับในใจจึงอยู่ไม่สุข แบคฮยอนเคยเจอกับตัวเองแล้ว

ชานยอลเคยยืนกำโทรศัพท์ไว้ในมือแน่นทั้งที่มันมีเสียงเรียกเข้าแต่เพื่อนเขาเอาแต่ยืนเหม่ออยู่หน้ารั้วบ้านเขาราวกับคนไร้สติ การโทรไปถามหาชานยอลกับอี้ฟานเองก็ยิ่งกระตุ้นความเป็นห่วงให้หมดขีดจำกัด

อี้ฟานขอตัวจากเพื่อนแยกออกมาหาแบคฮยอนเพราะความเป็นห่วง หลายคนวุ่นวายไม่ว่าจะคิดไปเองหรือมันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ หากแต่นั่นไม่ใช่ความผิดของชานยอล เรามีสิทธิ์เป็นห่วงคนที่ตัวเองรักได้มากเท่าที่อยากจะทำ

อี้ฟานมาเจอกับแบคฮยอนที่หน้าคอนโดของชานยอล เอ่ยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีคำตอบแค่ว่า ผมติดต่อชานยอลไม่ได้ ผมเป็นห่วงเพื่อน

“แบคฮยอนไม่เป็นไรนะ ชานยอลไม่ทำอะไรที่ทำร้ายตัวเองหรอก”

“ครับ ผมรู้ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมแค่ไม่อยากให้ชานยอลอยู่คนเดียว”

“โทรหาคุณน้าที่บ้านรึยัง”

“โทรแล้วครับ ชานยอลไม่ได้กลับ”

“................”

อี้ฟานยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่แบคฮยอนเริ่มเม้มริมฝีปากของตัวเองด้วยความกังวล ปกติชานยอลเป็นคนที่สามารถติดต่อได้ตลอดและเจ้าตัวมักบอกเสมอว่าจะไปไหน

“รู้จักคอนโดจงอินรึเปล่า”

“แต่..ผมไม่คิดว่าชานยอลจะกลับไปคบกับจงอิน”

อี้ฟานเอ่ยถามและดูเหมือนว่ามันจะเป็นอีกความหวังหนึ่งที่มีในตอนนี้ ทั้งสองคนไม่แปลกใจที่ชานยอลจะพูดออกมาแบบนั้น ว่าจะกลับไปคบกับจงอิน ชานยอลเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอแต่แม้ว่ามันจะไม่ใช่การโกหกก็ไม่ได้หมายความว่าชานยอลจะพูดทุกอย่างที่คิดในใจออกมา อี้ฟานหยุดนิ่งมองตาของแบคฮยอนก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหนักแน่นและสร้างความมั่นใจให้กับคนฟังได้เป็นอย่างดี

“ไม่หรอก..จงอินน่ะ จะไม่กลับไปคบกับชานยอล”

 

แต่ก็อาจจะไปหา

 

 

มันไม่ใช่ความมั่นใจที่ว่าอี้ฟานรู้จักจงอินดี เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้น รู้จักแค่ผิวเผินแต่ก็รู้ว่าจงอินไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขายังเห็นว่าจงอินกับเซฮุนยังคงคบกันด้วยดีและจงอินจะไม่หลอกคนที่ตัวเองรักเพราะตอนที่คบกับชานยอลก็ไม่เคยเป็นคนแบบนั้น

เหมือนว่าอี้ฟานจะออกไปตามชานยอลอย่างที่บอกหากแต่ก่อนที่จะได้หันหลังกลับไปแบคฮยอนก็เอ่ยรั้งไว้ก่อน แววตาคู่เล็กนั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้งและนั่นทำให้อี้ฟานขมวดคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรรึเปล่า

“ผมถามอะไรสักอย่างได้รึเปล่าครับ”

“.............”

“วันนั้น วันที่พี่จบมอปลายแล้วจะย้ายมาเรียนมหาลัย”

“...............”

“พี่จูบชานยอลที่หน้าบ้านใช่มั้ยครับ พี่ชอบเพื่อนผมตั้งแต่ตอนนั้นใช่รึเปล่า”

อี้ฟานสบตากับแบคฮยอนที่ยืนรอคำตอบอยู่ด้วยความจริงจัง เขาไม่คิดจะปฏิเสธหรอกเพียงแต่คิดว่าจะไม่มีคนเห็นเหตุการณ์นั้นเพราะมันดึกมากแล้ว เขาจะต้องย้ายมาเรียนมหาลัยและมันไกลจากบ้าน เขาจะต้องห่างจากชานยอลห่างจากแบคฮยอนที่อยู่ระแวกบ้านใกล้ๆ กัน วันนั้นจึงตัดสินใจไปเรียกชานยอลที่หน้าบ้านตอนดึกดื่นและจูบชานยอลอย่างที่แบคฮยอนถามจริงๆ

 

แต่มันก็ดูเหมือนตลกร้ายที่ชานยอลคิดว่าเขาทำไปเพราะเมาหลังจากเพิ่งไปสังสรรค์อำลากับเพื่อนร่วมห้องตอนมอปลายมา มีโอกาสมากมายให้เขาได้พูดความรู้สึกแต่ชานยอลก็ดูจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงมันอยู่เสมอ ทำเหมือนว่าวันนั้นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น อี้ฟานเลือกแสดงออกด้วยการกระทำคอยดูแลแทนคำพูด รอเวลาจนมันสายไปเมื่อชานยอลตัดสินใจคบกับจงอินในเวลาต่อมาหลังจากเข้ามหาลัย

 

“ถ้าพี่ยังรักเพื่อนผมอยู่ ช่วยดูแลเขาด้วยนะครับ”

 

 

 

 

“ชานยอลน่ะ..เขามีพี่เป็นรักแรกเลยนะ”

 

 

“กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง..ถ้าคบกันแล้วเลิก เขากลัวพี่จะหายไป”

 

 

มือแกร่งกระตุกเบาๆ ข้างในอกมันเต้นแรงขึ้นจนรู้สึกได้ เหมือนร่างกายต้องการจะยิ้มแต่มันก็จุกจนพูดหรือแสดงท่าทางอะไรไม่ออก มันเหมือนกล่องๆ หนึ่งถูกเปิดออกและความรู้สึกมากมาย ปัญหา ความลับ คำโกหกต่างๆ ก็ล้นหลามออกมาในคราวเดียว

 

เราต่างโกหกกันและกัน โกหกผู้คนและโกหกตัวเองเพียงเพราะความกลัวอะไรบางอย่าง

 

 

บางอย่างที่คนอื่นอาจมองว่า ก็แค่นั้น แต่สำหรับบางคนมันไม่ใช่

 

 

อี้ฟานเดินออกมาจากคอนโดของชานยอลและบอกให้แบคฮยอนรออยู่ที่นั่นเผื่อชานยอลจะกลับมาหากแต่เขาไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไกลนักก็เจอกับคนที่กำลังตามหา

 

ชานยอลเดินมากับจงอิน เด็กหนุ่มคนนั้นสวมหมวกและเสื้อกันหนาวเก็บมือที่เย็นเฉียบไว้ในกระเป๋าเสื้อในขณะที่ชานยอลค่อยๆ เดินตามและหยุดลงเมื่อถึงทางแยกเข้าคอนโด อี้ฟานยังยืนอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าแม้ว่าอีกเพียงนิดทั้งคู่ก็จะมองเห็นเขาแต่อี้ฟานไม่ได้ต้องการแบบนั้น

 

“ชานยอล ขึ้นห้องเถอะอากาศมันหนาวแล้วนะ”

ชานยอลได้ยินแต่เขาไม่ได้ทำตาม ร่างโปร่งยืนนิ่งก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“จงอิน ทำไมเราไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะ”

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ การที่เรากลับมาคุยกัน เราจะอยู่ในสถานะเพื่อน”

“เราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง ถ้ากลับมาคุยกันก็ต้องกลับมาเป็นแฟนกันสิ”

“สถานะนั้นสำหรับเราสองคนมันเป็นไปไม่ได้แล้วชานยอล”

“แล้วเราผิดอะไรล่ะ..จงอิน”

เสียงของชานยอลสั่นและขาดห้วงหากแต่นั่นไม่ใช่การร้องไห้ ประโยคนั้นทำให้คนฟังอย่างอี้ฟานเจ็บไม่น้อยแต่สำหรับจงอินในตอนนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ประโยคคำถามก็เท่านั้น

“นายไม่ผิด ไม่ผิดอะไรเลย จงอินเองที่ผิดชานยอล”

“................”

“นายนอกใจใช่มั้ย”

“ไม่ใช่เลยชานยอล แต่เพราะจงอินน่ะรู้สึกกับชานยอลไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าเราเหมือนเพื่อนกันมากกว่า พอรู้สึกแบบนั้นแล้วถ้าเราคบกันต่อจงอินก็จะทำให้ชานยอลเสียใจอยู่ดีแต่ถ้าเราเลิกกันแล้วชานยอลก็จะมีโอกาสเจอคนใหม่ที่จะรักชานยอลจริงๆ”

“..............”

“ส่วนเซฮุนน่ะ.. จงอินไม่อยากให้ชานยอลเข้าใจผิดนะ กับเซฮุนเขามาทีหลัง มาหลังจากที่เราเลิกกันแล้ว ถึงเวลามันจะไม่นานก็ตาม”

“..............”

“ขึ้นห้องเถอะ อากาศเย็นแล้ว อีกอย่างเราอย่าเจอกันเลยนะถ้ามันยังทำให้ชานยอลเสียใจอยู่แบบนี้ ไว้พร้อมเมื่อไหร่เราค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกัน”

 

 

ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ หากเป็นเมื่อก่อนจงอินอาจจะดึงชานยอลเข้ามากอดปลอบลูบแผ่นหลังเบาๆ แต่ตอนนี้ ในสถานะนี้มันคงยากเกินไปที่จะทำแบบนั้นหากว่ามันจะทำให้ชานยอลคิดไปเองอีกครั้งเขาก็สู้เป็นคนที่ใจร้ายและเดินจากไปเงียบๆ ซะดีกว่า

 

จงอินจากไปแล้วแต่ชานยอลยังคงยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าหวานที่เขาชอบมองมันนักหนาก้มต่ำ ปลายจมูกแดงรื้นขึ้นพอๆ กับแก้มสองข้าง อี้ฟานไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว เขาก้าวเท้าออกไปตรงหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชานยอลแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแม้ว่าจะรับรู้การมีอยู่ของเขาแล้วก็ตาม

 

“ชานยอล..”

เสียงเรียกเบาๆ ทำให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตา ดวงตาที่กลมโตกว่าคนอื่นเวลาที่มันมีน้ำใสเอ่อคลอมักเห็นได้ชัด ปลายจมูกแดงเรื่อจนอยากจะสัมผัสเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ไม่มีเสียงสะอื้นจนกระทั้งหยดน้ำตาที่คลอหน่วงอยู่กลิ้งหล่นลงบนแก้มเงียบๆ

 

หัวใจของอี้ฟานเหมือนร่วงหล่นลงไปในวินาทีนั้น

 

 

“เจ็บใช่รึเปล่า”

“............”

“ชานยอล.. ถ้ามันเจ็บมากๆ ก็ร้องไห้ออกมานะ สิ่งหนึ่งที่พี่กลัวมาตลอดคือพี่ไม่เคยเห็นน้ำตาของนาย”

“ฮึก..”

“อย่าให้ความเจ็บปวดเก็บอยู่ในนั้นเพราะมันจะไม่มีวันหายไปไหน ร้องเท่าที่อยากร้อง”

“ฮึก...”

“เสียใจเท่าที่อยากเสียใจ”

“ฮึก..”

“พี่อี้ฟานน่ะ ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไม่ว่าในสถานะอะไร ก็จะไม่ไปไหนเลยรู้มั้ย”

“ฮึกก ฮือ....ฮ..”

 

เป็นครั้งแรกที่เห็นชานยอลร้องไห้จนสะอึกสะอื้น ไม่ใช่คำโกหกเลยที่ว่าเด็กคนนี้ไม่เคยร้องไห้ด้วยความเสียใจจากความเจ็บปวดที่อยู่ในอก ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นก็จะพยายามเข้มแข็งด้วยตัวเองไม่คร่ำครวญไม่โหยหาคนปลอบประโลม คิดเสมอว่าไม่มีใครจะอยู่ด้วยได้ตลอดไปจึงบอกตัวเองว่าห้ามทำตัวอ่อนแอ

 

แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าเขาเก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างในนั้นเยอะจนเกินไป

 

และวันนี้ชานยอลเหมือนกล่องเก็บความรู้สึกที่ถูกไขกุญแจ

 

 

อี้ฟานขยับเข้าไปหาประสานมือกับชานยอลไว้หลวมๆ แต่มันก็แนบชิดขึ้นจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อชานยอลบีบมันจนแน่น มือหนาอีกข้างประคองกลุ่มผมสีเข้มให้เอนลงซับไหล่ของตนก่อนจะประคองกอดร่างทั้งร่างไว้แล้วลูบแผ่นหลังเบาๆ ในขณะที่ชานยอลขยำเสื้อที่หลังของเขาจนยับ

“ฮึก...”

 

เด็กน้อยในอ้อมกอดยังคงสะอื้นไห้หากแต่อี้ฟานกลับรู้สึกดีที่มันเป็นแบบนั้น เขาไม่อยากให้ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจในครั้งนี้ถูกเก็บลงไปในกล่องอีกเขาอยากให้มันจางหายไปและให้เก็บแต่ความสุขไว้ในนั้นแทน

“จะเป็นอะไรรึเปล่า”

“..............”

 

 

 

“ถ้าพี่..อยากให้ชานยอลกลับไปหารักแรกของตัวเอง”

 

 

 

 

“เพราะเขายังไม่ไปไหนเลย เขายังรอชานยอลอยู่นะรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีม  #shadowky ให้ไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ ที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้

 

และฝากติดตามเรื่องต่อไปของโปรเจคด้วยนะคะ ^ ^

 

 

 

 

 




#19997 Just a shadow (2/5)

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 19 May 2019 - 11:57 AM

SF : Just a shadow

 

Author : Me_MyLak

 

Chapter : 02

 

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

อี้ฟานรู้สึกถึงแรงสั่นของเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าจึงหยิบขึ้นมาดูและพบว่ามีข้อความจากชานยอลเข้ามาพร้อมกับสติ้กเกอร์เศร้าๆ แต่แฝงด้วยความทะเล้นที่เจ้าตัวชอบใช้ส่งมาให้ ก้มลงอ่านก่อนจะอมยิ้มน้อยๆ จนเพื่อนที่นั่งทำงานด้วยกันเอ่ยแซวแต่ร่างสูงก็ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นที่ดูเหมือนว่าอยากให้เขาเล่าอะไรให้ฟังซะเต็มประดา

 

 

ตอนเย็นไปทานข้าวกันมั้ยครับ

 

 

มันอาจเป็นข้อความเรียบง่ายที่เคยได้รับมาตลอด แต่สำหรับอี้ฟานมันพิเศษขึ้นทุกๆ วัน

 

 

ส่งข้อความตอบกลับไปว่าให้รอที่ห้องเดี๋ยวจะไปรับหลังทำงานกลุ่มเสร็จจากนั้นจึงหันมาตั้งใจทำงานในส่วนของตนเองที่ยังคงค้างคาอยู่ มีเสียงเอ่ยแซวอีกเล็กน้อยว่าใครกันสามารถสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนร่างสูงที่ไม่เห็นมีแฟนสักทีได้ แต่ก็นั่นแหละพวกเขาไม่เคยได้คำตอบจากอี้ฟานนอกจากรอยยิ้มจางๆ และแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขของเจ้าตัวที่เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกวัน

 

 

ร่างสูงขอตัวกลับก่อนหลังจากทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ ไม่มีคำเอ่ยท้วงคัดค้านหรือบ่นด่าจากปากของเพื่อนๆ ให้ได้ยิน สาวสวยในกลุ่มยกมือโบกลาด้วยรอยยิ้มก่อนอี้ฟานจะส่งยิ้มตอบกลับไปแล้วรีบไปที่ลานจอดรถเพื่อออกไปรับชานยอลตามที่นัดกันไว้

 

ยกข้อมือขึ้นมองนาฬิการู้สึกพอใจไม่น้อยที่มันไม่ได้เลทเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ชานยอลเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจและตอบกลับมาว่า ให้เขาทำงานให้เสร็จก่อนไม่ต้องรีบร้อนพร้อมกับข้อความที่บอกให้ขับรถด้วยความปลอดภัย

 

 

ประโยคพวกนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยได้รับหากแต่ความรู้สึกมันแตกต่างออกไป

 

 

เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น..เขารู้สึกว่ามันเต้นแรงและเร็วกว่าครั้งเก่าๆ ที่เคยได้ยิน

 

 

อี้ฟานขึ้นไปรับชานยอลที่ห้อง เสียงออดดังเบาๆ ก่อนบานประตูตรงหน้าจะถูกเปิดออก ดูเหมือนว่าชานยอลจะเตรียมตัวพร้อมแล้วจึงทำแค่วิ่งกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์จากนั้นจึงรีบกลับออกมาโดยไม่เอ่ยให้เขาเข้าไปนั่งรอด้านใน

 

 

หิวเหรอ

 

ครับ

 

ขอโทษที่พี่มาช้านะ

 

ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ผมรอได้

 

 

เอ่ยตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะปิดประตูลง อี้ฟานเดินนำไปแล้วหากแต่สองเท้าของชานยอลยังไม่ยอมก้าวตามไปอย่างที่ควรจะเป็น ดวงตากลมเผลอเหม่อมองบานประตูห้องตรงข้ามที่ยังคงปิดสนิท

 

มันเป็นแบบนั้นมานานพอสมควรแล้ว

 

 

เขาไม่เคยเห็นมันเปิดออกอีกตั้งแต่เราเลิกกัน

 

 

จงอินเลี่ยงจะเจอชานยอล จงอินออกไปอยู่กับโอเซฮุน

 

 

 

โอเซฮุนที่แย่งจงอินไป

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นแม้จะไม่เคยเห็นว่าเจ้าของห้องกลับมาแต่ชานยอลก็รู้ว่าจงอินยังคงไม่ได้ย้ายออกไปไหนหากแต่เลี่ยงจะเจอเขา เสียงประตูบานนี้ดังขึ้นเมื่อคืนพร้อมเสียงพูดคุยของเจ้าของห้องและใครอีกคนที่ชานยอลจำได้ดี

 

 

ชานยอล

 

ค ..ครับ

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงตื่นจากความคิดร่างโปร่งคลี่ยิ้มแล้วรีบสาวเท้าเดินตามอี้ฟานที่เดินไปรออยู่หน้าลิฟท์ก่อนแล้ว

 

 

เราต่างรู้ดี..แต่เราก็เลือกจะยิ้มให้กันแม้มีเข็มเล็กๆ คอยทิ่มแทงความรู้สึกอยู่อย่างนั้น

 

 

อี้ฟานเหลือบมองบานประตูห้องตรงข้ามเล็กน้อยระหว่างที่ชานยอลกำลังเดินมาหา ใบหน้าคมก้มลงมองจอมือถือที่ตัวเองเปิดไว้อีกครั้งมันมีชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นร้านดังอยู่บนหน้าจอ ซึ่งเป็นร้านที่ชานยอลบอกว่าอยากกินแต่ที่ร้านคนมักจะเยอะอยู่เสมอไม่รู้ว่าจะไปทันรึเปล่า

 

 

อี้ฟานโทรไปจองร้านไว้ตั้งแต่คุยกันเสร็จจากนั้นเขาก็รีบทำงานเพราะกลัวจะไม่ทันเวลาและร้านจะปล่อยโต๊ะที่เขาจองไว้ให้คนอื่น ชานยอลอาจจะไม่รู้ว่าเขาทำขนาดนี้แต่มันก็เป็นความสุขของตัวอี้ฟานเองด้วยหากว่ามันจะทำให้ใครคนนั้นยิ้มได้กว้างมากกว่าเดิม

 

 

 

โชคดีที่พวกเขามาทันเวลาจึงได้โต๊ะที่จองไว้ ชานยอลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มให้ร่างสูงตอนที่พนักงานถามว่าพวกเขาจองโต๊ะไว้รึเปล่าและอี้ฟานก็ตอบชื่อของชานยอลออกไป หากดูด้วยสายตาเองก็น่าจะดูออกว่าร้านคงไม่มีโต๊ะว่างแล้วแต่เขาก็ยังได้นั่งในห้องที่ต้องการ

 

 

ขอบคุณนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาที่อก

 

 

รอยยิ้มสามารถบดบังความรู้สึกที่แท้จริงของเราได้จริงๆ รึเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่อี้ฟานลูกโป่งของผม

 

 

แค่ชานยอลยืนร้องไห้ชี้ลูกโป่งสีแดงที่ติดอยู่บนต้นไม้ อี้ฟานก็ปีนขึ้นไปเก็บให้แม้มันจะผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่เคยละความพยายามเลยสักนิด มันอาจเป็นเรื่องง่ายหากเวลานั้นทั้งคู่มีร่างกายสูงโปร่งและแข็งแรงแบบตอนนี้ หากแต่เวลานั้นพวกเขาเป็นแค่เด็ก เด็กตัวเล็กๆ ที่ร้องไห้เพียงแค่หกล้มลงกับพื้นแล้วหัวเข่าถลอกเป็นรอยแผล

 

 

 

วินาทีที่พี่ชายตัวสูงยื่นลูกโป่งมาให้ ชานยอลยิ้มดีใจและรีบคว้าลูกโป่งวิ่งกลับบ้าน

 

 

เขาไม่เห็นแผลของอี้ฟานตอนลื่นลงมาจากต้นไม้หลายครั้ง เขาไม่เห็นว่ามือคู่นั้นถลอกจนเลือดซึม

 

 

 

 

...ไม่ใช่หรอก

 

 

 

ชานยอลแค่แกล้งไม่รู้และรีบวิ่งกลับบ้านเพราะกลัวแม่บ่นก็เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือหนาวางลงบนกลุ่มผมนิ่มเบาๆ เขี่ยมันเล็กน้อยก่อนจะพาอีกคนเดินไปยังห้องที่จองไว้ ที่นี่เป็นส่วนตัว มันเหมาะกับการพูดคุยกับลูกค้าหรือแม้กระทั่งพาครอบครัวมาทานด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้สั่งอะไรและปล่อยให้ชานยอลเป็นคนจัดการทุกอย่าง ระหว่างที่นั่งรอเราทำแค่นั่งเงียบๆ และสบตากันไม่กี่ครั้ง

 

ร้านนี้คงความเป็นญี่ปุ่นตามต้นแบบดั้งเดิม พวกเขานั่งทานกับพื้นมีโต๊ะเล็กๆ ขั้นกลาง มีภาพวาดและตัวอักษรแบบญี่ปุ่นติดตามผนัง อี้ฟานกวาดสายตามองมันเล็กน้อยหากแต่ชานยอลไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลยสักนิด ร่างโปร่งหยิบโทรศัพท์ที่มีปลายสายเป็นแบคฮยอนขึ้นมารับ ชานยอลไม่ได้ปฏิเสธหรือโกหกว่าเขาอยู่กับใคร เขาเอ่ยตอบเพื่อนสนิทไปว่าตัวเองออกมาทานอาหารกับพี่อี้ฟานจากนั้นอาหารก็เข้ามาเสิร์ฟพอดีจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ

 

ชานยอลคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองอี้ฟานด้วยแววตาตื่นเต้นกว่าปกติก่อนจะหยิบตะเกียบและคีบอาหารชิ้นที่อี้ฟานคิดว่าเจ้าตัวคงชอบที่สุดเข้าปาก

 

มือหนาแกะตะเกียบของตัวเองบ้างก่อนจะถือมันไว้ในมือและจ้องมองอาหารบนโต๊ะหากแต่ยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจเนื้อปลาดิบชิ้นสวยก็ถูกยื่นมาจ่ออยู่ตรงหน้าของเขาเสียก่อน

 

 

อร่อยนะครับ

 

“..........”

 

ผมรู้ว่าพี่ชอบ

 

 

ชานยอลเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นมันมาใกล้กว่าเดิมจนอี้ฟานต้องอ้าปากรับ มันอร่อยอย่างที่ชานยอลบอกเขา

 

 

และถ้าหากว่าเขาชอบมันก็คงจะอร่อยมากกว่านี้

 

 

อี้ฟานคลี่ยิ้มออกมาเมื่อทานอาหารคำนั้นเสร็จ ดูเหมือนว่าชานยอลจะดีใจที่เห็นเขาชอบมันเช่นกัน ร่างสูงยังคงจับตะเกียบคู่นั้นไว้แต่เขาไม่ได้หยิบจับอาหารบ่อยนักและชานยอลเองก็คงไม่ได้สังเกตการกระทำนั้นสักเท่าไหร่

 

 

ในชีวิตอี้ฟานเข้าร้านอาหารแบบนี้เพียงครั้งเดียวและนี่ก็เป็นครั้งที่สอง

 

 

แต่ชานยอลก็บอกว่าเขาชอบมัน

 

 

 

อี้ฟานไม่รู้หรอกว่าชานยอลมาทานบ่อยแค่ไหนหรือใครที่ชอบทานมันจนชานยอลจดจำได้เพราะตอนนี้เขาอยากมองแค่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของคนตรงหน้ามากกว่า

 

เขามองชานยอลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแม้ว่าข้างในจะปวดหนึบเหมือนมีเข็มคอยทิ่มอยู่ในอกก็ตาม

 

 

 

ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ทานอาหารเสร็จ ร่างโปร่งลุกไปเลื่อนบานประตูก่อนจะปิดมันลงเบาๆ ระหว่างรออี้ฟานจึงหยิบมือถือมาตอบข้อความของเพื่อนที่คุยกันเรื่องงานกลุ่มและใช้เวลาไม่นานชานยอลก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

 

ประตูบานเลื่อนถูกเปิดเบาๆ เช่นขาไป ร่างโปร่งทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะหลังจากกลับมาหากแต่ที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ตำแหน่งเดิมที่ชานยอลเคยนั่งก่อนหน้าเพราะตอนนี้พวกเขาไม่ได้นั่งตรงข้ามกันอีกแล้วหากแต่เป็นการนั่งฝั่งเดียวกันหรือข้างๆ กันแทน

 

 

พี่ดื่มมั้ยครับ

 

 

อี้ฟานมองสิ่งที่ชานยอลถือกลับมาด้วยและเพิ่งวางลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยประโยคนั้นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่ส่งให้

 

 

ไม่เมาหรอกครับ เหล้าญี่ปุ่นน่ะ

 

 

ชานยอลยังคงยิ้มราวกับมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ ก่อนจะรินเหล้าที่ถือมาใส่ถ้วยชาใบเล็กๆ และชักชวนให้ร่างสูงดื่มด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้ปฏิเสธ พวกเขาใช้เวลานั่งดื่มกันต่ออีกครู่ใหญ่จนกระทั่งดูเหมือนจะได้เวลากลับจึงได้เตรียมตัวและเช็คว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ที่นี่

 

 

พี่อี้ฟาน

 

เมาเหรอ

 

 

แก้มและปลายจมูกชานยอลแดงเรื่อแต่ไม่ได้มีทีท่าว่ามึนเมาอย่างที่อี้ฟานเอ่ยถาม ร่างโปร่งรั้งข้อมือหนาไว้ไม่ให้ลุกก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้และจูบที่มุมปากของร่างสูงเบาๆ

 

ครั้งนี้อี้ฟานรู้ตัวดี เขาเห็นตอนที่ชานยอลขยับตัวเข้ามาหา เห็นตอนที่อีกฝ่ายค่อยๆ หลับตาลงจนกระทั่งริมฝีปากอิ่มสีสดราวกับเยลลี่รสหวานนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

 

เราทั้งคู่ต่างก็รู้ดี

 

 

 

 

เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ดวงตากลมนั้นสั่นไหวก่อนมันจะปิดลง เพียงเวลาแค่ไม่นานที่ลมหายใจเรารินรดกันอยู่ข้างแก้ม แม้จะเป็นจูบที่ไม่ลึกซึ้งและชั่วครู่แต่ก็รู้สึกถึงความเชื่องช้าของเวลาที่ค่อยๆ ผ่านพ้นไป

 

 

เปล่าซะหน่อย ผมไม่เมาง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบหลังจากที่ผละออกและได้สบตากันอีกครั้ง บางทีการกระทำเมื่อครู่อาจเป็นคำขอบคุณที่ชานยอลมีให้เพราะไม่อยากพูดประโยคนั้นออกมาซ้ำๆ จนดูเป็นคำง่ายๆ ที่ไม่มีความหมายจึงเลือกจะแสดงออกในแบบที่เขาคิดว่าอี้ฟานจะพอใจแทน

 

 

 

 

มันยังไม่ดึกมากแต่ชานยอลไม่ได้อยากไปที่ไหนต่ออี้ฟานจึงได้มาส่งทีคอนโดหลังจากกลับจากร้านอาหาร ใช้เวลาไม่นานนักกับการเดินขึ้นไปส่งร่างโปร่งแล้วจึงกลับมาที่คอนโดของตัวเอง อี้ฟานพูดคุยกับเพื่อนเรื่องงานกลุ่มอีกครั้งหลังจากข้อความในกลุ่มงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเล็กน้อยเกิดขึ้นหากแต่มันก็สามารถแก้ไขได้ในเวลาต่อมาจึงได้วางมือถือและไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนจะเดินมานั่งที่เตียง

 

 

และอี้ฟานกำลังพบความผิดปกติที่เกิดกับร่างกายตัวเอง

 

 

 

หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติตอนนี้กลับเต้นระส่ำจนรู้สึกหายใจไม่สะดวก พอพลิกหน้าแขนของตัวเองขึ้นมาก็พบว่ามีผื่นสีแดงขึ้นอยู่ประปราย

 

 

เขาแพ้อาหารทะเล

 

 

ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้หากแต่ได้รับรู้มันเมื่อครั้งยังเด็ก ครั้งแรกที่ทานอาหารพวกนี้แล้วเกิดอาการผิดปกติแม่ของเขาก็ไม่ให้ทานมันอีก อี้ฟานค่อนข้างระมัดระวังตัวแต่มันก็นานมากจนบางทีเขาก็คิดว่าเวลาอาจจะทำให้ร่างกายนี้เปลี่ยนไป

 

 

เขาโตแล้วและถ้าหากทานเพียงเล็กน้อยมันก็อาจจะไม่เกิดอะไรขึ้น

 

 

 

แต่อี้ฟานก็คิดผิด..เพราะมันยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น

 

 

 

 

 

 

 

 

………………….

 

 

 

 

 

ชานยอลรีบแต่งตัวและไปโรงพยาบาลกลางดึกโดยมีคยองซูขับรถมารับ เขายังคงมีความคิดมากมายอยู่เต็มหัวตอนที่แบคฮยอนโทรมาบอกว่าพี่อี้ฟานอยู่โรงพยาบาลหากแต่ก็ไม่สามารถถามอะไรได้มากนักเมื่อแบคฮยอนวางสายไปเสียก่อนและบอกว่าค่อยมาคุยกัน สองเท้าก้าวไปตามทางเดินอย่างรีบร้อนก่อนจะพบว่าแบคฮยอนนั่งรอเขาอยู่หน้าห้องคนไข้ที่มีป้ายชื่อติดอยู่เพื่อบ่งบอกว่าใครอยู่ข้างในนั้น

 

 

เกิดอะไร มึงบอกกูว่าอะไรนะแบคฮยอน

 

พี่อี้ฟานแพ้อาหาร

 

 

เพื่อนตัวเล็กของเขาเอ่ยตอบเรียบๆ อีกครั้งเหมือนตอนที่คุยกันผ่านสายเมื่อครู่ คำตอบของแบคฮยอนไม่มีอารมณ์หรือน้ำเสียงที่ฉุนเฉียวอยู่ในนั้นหากแต่คนฟังกลับรู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อได้เป็นอย่างดี

 

 

ชานยอลไม่เคยรู้ว่าพี่อี้ฟานทานอาหารทะเลไม่ได้

 

 

เขาไม่เคยรู้เลย..

 

 

 

 

ชานยอลรู้ว่าคนที่นอนอยู่ในห้องปลอดภัยแล้วแต่ก็ตัดความรู้สึกผิดออกไปจากอกไม่ได้อยู่ดีและอี้ฟานคงเลือกโทรหาแบคฮยอนเพราะเขาบอกว่าจะนอนแล้ว

 

 

ความจริงชานยอลก็แค่ตอบกลับไปส่งๆ เท่านั้นตอนที่อี้ฟานส่งข้อความมาหาในช่วงดึก เขายังคงนั่งกดเข้าออกโซเชียลจนกระทั่งแบคฮยอนโทรหาและให้คยองซูไปรับ

 

 

ทำไมถึงไม่บอกว่าตัวเองทานไม่ได้และปฏิเสธออกมาแต่กลับคลี่ยิ้มตอนที่เขาถามว่าอร่อยใช่รึเปล่า

 

 

มือเรียวกำลูกบิดประตูไว้ก่อนจะตัดสินใจหมุนและเปิดมันออก อี้ฟานยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาลที่ภายในห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาและแขนข้างหนึ่งมีสายน้ำเกลือเชื่อมอยู่ข้างๆ ชานยอลเลือกที่จะนั่งลงข้างเตียงแต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวเปลือกตาคมคู่นั้นจึงได้ลืมขึ้นมาในทันทีที่มีเสียงขยับเก้าอี้เพียงเล็กน้อย

 

 

ชานยอล

 

อย่าลุกสิครับ

 

ดึกแล้วมาทำไม

 

 

คนที่ทำท่าว่าจะพยุงกายลุกขึ้นเอนตัวลงอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคห้ามปราม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะและต่างฝ่ายต่างใช้วิธีสบตากันเพื่อส่งผ่านคำถามที่อยากจะถามออกไปซึ่งมีทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและบางคำถามที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว

 

 

ทำไมไม่บอกผมล่ะครับ

 

“............”

 

 

อี้ฟานเห็นแววตาตัดพ้อจากคนตรงหน้าแม้ว่าประโยคที่เอ่ยออกมาจะแสดงความห่วงใยก็ตาม

 

 

และกลับเป็นเขาเองที่รู้สึกผิด

 

 

 

ชานยอล..

 

 

ผมผิดใช่มั้ยครับ..ผมเหมือนคนโง่ด้วย มีแต่คนหลอกผมเต็มไปหมด

 

“............”

 

ตอนที่พี่ทำเหมือนว่าชอบมัน ตอนนั้นผมดูตลกมากแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ

 

 

 

 

ประโยคนั้นมันชัดเจนแล้วว่าชานยอลรู้สึกอย่างไร ร่างโปร่งกำลังรู้สึกแย่ที่เหมือนตัวเองโดนหลอก อี้ฟานรู้ว่าตัวเองแพ้อาหารแต่ก็ไม่ยอมบอกเขา ทุกคนรู้ รู้แม้กระทั่งแบคฮยอน

 

 

ชานยอลพี่ผิดเอง อย่าคิดแบบนั้นสิ

 

“............”

 

พี่แค่คิดว่ามันผ่านมานานแล้วพี่อาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้

 

 

ชานยอลคลี่ยิ้มจางๆ หากแต่แววตาไม่ได้สัมพันธ์กับความรู้สึกนั้นเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกผิดเขารู้สึกมันมาตลอดทางที่มาที่นี่และขณะเดียวกันความรู้สึกย่ำแย่ก็เกิดขึ้นว่าเขาไม่รู้อะไรเลยส่วนคนที่รู้ทุกอย่างดีก็เอาแต่เล่นตามน้ำจนดูเหมือนกลั่นแกล้งกัน

 

 

เหรอครับ.. ผมขอโทษที่ไม่รู้อะไรเลย

 

 

และประโยคนั้นมันทำให้อี้ฟานเจ็บปวดกว่าคนที่พูดมันออกมาซะอีก

 

มือหนาเอื้อมไปจับมือของชานยอลไว้ก่อนจะบีบมันเบาๆ เรามองตากันเงียบๆ แต่เมื่อเสียงประตูดังขึ้นชานยอลก็ดึงมือกลับในทันที

 

 

ชานยอลกูจะกลับไปส่งคยองซูมึงจะกลับมั้ยจะได้รอ

 

 

ชานยอลยังคงมองหน้าคนที่นอนอยู่บนเตียงเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายยังมองเขาอยู่ แบคฮยอนทำแค่ยืนรออยู่ด้านหลังและเพื่อนตัวเล็กคนนั้นไม่ได้สนใจหรอกว่าคนที่ตนเองเอ่ยถามจะไม่หันมามองหน้ากันเลย เขารอเพียงแค่คำตอบจากอีกฝ่ายก็เท่านั้น

 

 

ไม่ ถ้ากลับพี่อี้ฟานจะอยู่กับใคร

 

 

 

เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นแบคฮยอนจึงพยักหน้ารับและขอตัวกลับก่อนหากเพื่อนต้องการอะไรก็ให้โทรไปบอกเขาจะเอามาให้พรุ่งนี้แต่ถ้าหมอให้กลับบ้านได้เขาก็จะมารับ

 

 

 

 

ชานยอลออกไปคุยโทรศัพท์หลังจากที่แบคฮยอนกลับไปได้สักพักแล้วไม่นานร่างโปร่งก็กลับมานั่งที่เดิมแต่อี้ฟานก็ยังไม่ได้นอนหลับไปอย่างที่คิด เขารอให้ชานยอลเข้ามาและยังค้างคาในแววตาคู่นั้นอยู่ว่ายังโกรธเคืองเขาอยู่รึเปล่า

 

 

แบคฮยอนถึงห้องแล้วล่ะครับ

 

ยังโกรธพี่อยู่มั้ย

 

ผมไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย นอนเถอะครับมันดึกแล้ว

 

 

ชานยอลขยับเข้ามาใกล้ยื่นใบหน้าเข้าไปคุยกับคนที่นอนอยู่และเอ่ยกระซิบเบาๆ บอกให้อีกฝ่ายพักผ่อนได้แล้วก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ให้

 

 

นายน่าจะกลับไปกับแบคฮยอน นอนที่นี่มันไม่ค่อยสบายตัว

 

 

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้ว่าพี่อยากให้ผมอยู่

 

 

“...........”

 

 

พี่ดูแลผมดีขนาดนี้ ผมจะทิ้งพี่ได้ยังไงล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ เอาใจช่วยพ่อพระเอกของเรากัน

 

เป็นกำลังใจและขอบคุณไรท์เตอร์ด้วยการคอมเมนต์หรือสกรีม #shadowky กันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




#19994 Bittersweet (3/4)

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 20 April 2019 - 12:15 PM


SF : Bittersweet

Author : Yeolly Wu

Chapter : 03

 

แท็ก #bittersweet_ky

 

 

 

 

 

ยูอีเดินอุ้ยอ้ายอยู่ภายในห้องนอนของตัวเองหลังจากตัดสินใจได้ว่าเธอควรจะโละหนังสือเก่าๆที่ซื้อมาเก็บสะสมเอาไว้ทิ้งไปให้หมด  แน่นอนว่าของที่เคยผ่านมือคนอื่นมานักต่อนักย่อมไม่สะอาดสะอ้านเท่าที่ควรจะเป็น  เช่นนั้นเธอจึงเลือกที่จะยอมทิ้งของรักของหวงไปให้หมดด้วยเพราะเป็นห่วงสุขภาพของลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่ช้านี้

 

ร่างบางโอบอุ้มหนังสือกองโตเอาไว้ในอ้อมแขน  ก่อนจะค่อยๆเดินไปวางมันลงในกล่องกระดาษที่มีหนังสือจำนวนหนึ่งวางกองอยู่ในนั้น  อายุครรภ์ที่ย่างเข้าสู่เดือนที่หกแล้วทำให้เธอขยับตัวได้ไม่สะดวกนัก  แต่กระนั้นเธอก็ทำเช่นนั้นอยู่ซ้ำๆจนกระทั่งหนังสือเก่าบนชั้นหนังสือหดหายไปกว่าครึ่ง  กระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูห้องดังแทรกขึ้นมา...เธอจึงหันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะพบว่าเป็นคริสนั่นเอง

 

“เฮ้...ทำอะไรของเธอน่ะยูอี”  เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเจ้าของห้องกำลังโอบอุ้มหนังสือกองโตเอาไว้ในอ้อมแขน  ซึ่งน้ำหนักของมันคงจะไม่ใช่เล่นๆเลยทีเดียว

 

“ว่าจะเอาหนังสือเก่าๆที่ฉันซื้อมาเก็บสะสมเอาไว้ไปทิ้งน่ะ

 

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ...ว่าแต่ทำไมถึงแบกของหนักขนาดนี้ล่ะ  มันอันตรายกับลูกนะ

 

“อ่า...ขอโทษทีนะ...ฉันลืมไปน่ะ”  หญิงสาวว่าพลางยิ้มออกมาเจื่อนๆเมื่อเธอลืมไปซะสนิทว่าไม่ควรยกของหนักๆแบบนี้

 

“ไม่เป็นไร...ว่าแต่ทำไมถึงจะเอาหนังสือพวกนั้นไปทิ้งซะล่ะ”  ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าจำนวนของมันไม่ได้น้อยเลยทีเดียว  และเมื่อขึ้นชื่อว่าของสะสม...อย่างไรเสียมันก็ไม่ต่างจากของรักของหวงนั่นแหละ

 

“มันไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่น่ะ  ผ่านมือใครมาบ้างก็ไม่รู้...ไหนจะฝุ่นที่เกาะอยู่ตามซอกหนังสืออีก...ฉันกลัวว่ามันจะไม่ดีต่อสุขภาพของลูกก็เลยคิดว่าควรจะเอาไปทิ้งดีกว่า”  หญิงสาวว่าพลางจ้องมองหนังสือกองโตด้วยความรู้สึกเสียดายไม่น้อย

 

“อือฮึ...แต่รอฉันมาจัดการให้ก็ได้นี่นา...อีกตั้งหลายเดือนกว่าลูกจะออกมาลืมตาดูโลก...เธอจะรีบร้อนไปทำไมกันเล่า

 

“ไม่รู้สิ...พอตัดสินใจได้แล้วฉันก็ทำเลย...มันก็แค่นั้นแหละ

 

“ยัยบ๊อง”  คริสว่าพลางส่ายหน้าเบาๆอย่างไม่จริงจังนัก  ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ว่าที่คุณแม่และเอ่ยขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“เธอไปพักผ่อนเถอะ  เดี๋ยวตรงนี้ฉันจัดการเก็บกวาดให้เอง

 

“แต่...

 

“เชื่อฉันเถอะน่า...ห่วงตัวเองบ้างสิ

 

“อื้ม...”  หญิงสาวพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะผละไปพักผ่อนตามที่อีกฝ่ายว่า  ร่างบางค่อยๆทรุดตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะมองตรงไปยังพ่อของลูกที่กำลังง่วนอยู่กับการหยิบหนังสือบนชั้นออกมาใส่ลงในกล่องเหมือนกับที่เธอทำเมื่อครู่  มองอยู่นานก่อนที่รอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้นบนเรียวปากที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีหวาน

 

หลังจากพิธีแต่งงานผ่านพ้นไป...แม้ว่าเธอกับคริสจะยังคงแยกกันอยู่เหมือนเดิม  แต่กระนั้นอีกฝ่ายก็มักจะแวะเวียนมาหาเธออยู่ทุกวันเพื่อช่วยดูแลในฐานะพ่อของเด็กในท้อง  ซึ่งเธอคิดว่าคริสสามารถประพฤติปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ดีอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องเลยทีเดียว

 

ว่ากันตามตรง...คริสทั้งใจดีและอบอุ่นอ่อนโยนจนเธอไม่รู้สึกอึดอัดกับการที่มีอีกฝ่ายมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆเพื่อคอยดูแลเอาใจใส่  และการที่ชายหนุ่มแวะเวียนมาหาเธอทุกวันทำให้เราต่างก็สนิทสนมกันมากขึ้น  ถึงแม้ว่าเด็กในท้องจะเกิดมาจากความผิดพลาดของพวกเรา...แต่กระนั้นคริสก็ยังใจดีมาช่วยดูแลเธออย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเหมือนต้องแบกรับความผิดพลาดทุกอย่างเอาไว้คนเดียว  และเหตุนั้นเองที่ทำให้เธอมักเผลอใจเต้นแรงอยู่บ่อยครั้งกับการกระทำอันแสนอบอุ่นของเขา  แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรเพราะคริสเองก็มีชานยอลอยู่แล้ว...แต่กระนั้นการห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ให้คิดอะไรเกินเลยกับพ่อของลูกก็เป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับเธอจริงๆ

 

คริสเป็นคนดี...นั่นคือสิ่งที่เธอรู้ดีที่สุด

 

และการตัดใจ...เป็นสิ่งที่เธอควรทำเพื่อตอบแทนความดีของเขาอย่างนั้นใช่มั้ย...?

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

ร่างบางหอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในห้องหลังจากที่ออกไปจับจ่ายซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับคอนโดของเจ้าตัว  ซึ่งของที่ซื้อมาส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกอาหารสดกับเครื่องปรุงรสต่างๆที่ใกล้หมด  ซึ่งน้ำหนักโดยรวมของมันไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว  ชานยอลเริ่มเข้าใจคำว่าเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดก็วันนี้นี่เอง  รู้แบบนี้เขารอให้คริสพาไปซื้อของน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเดินฝ่าแดดฝ่าลมหิ้วของหนักๆกลับมาเองเป็นไหนๆ

 

“เหนื่อยจัง...”  ร่างบางว่าพลางเดินไปปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เย็นขึ้น  หยาดเหงื่อที่ชุมโชกอยู่ตามผิวกายมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวเอาซะเลย  “รีบทำกับข้าวให้เสร็จแล้วค่อยไปอาบน้ำดีกว่าแฮะ”  ชานยอลพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย  วันนี้เป็นวันเกิดของเขา...เช่นนั้นเขากับคริสจึงตกลงกันว่าจะฉลองวันเกิดด้วยกันเงียบๆที่นี่  ซึ่งสิ่งที่ทำให้ชานยอลรู้สึกดีใจที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่ว่าในที่สุด...พวกเขาจะได้ใช้เวลาร่วมกันเสียทีหลังจากได้ยินแต่เสียงผ่านสายโทรศัพท์มาเป็นระยะเวลาสักพักใหญ่ๆแล้ว

 

ระยะหลังมานี้เขากับคริสไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก  เพราะนับวันยูอีก็ยิ่งท้องใหญ่ขึ้น...เวลาจะเดินไปไหนหรือขยับทำอะไรคงไม่สะดวกนัก  คริสจึงจำเป็นต้องคอยไปดูแลเธออย่างใกล้ชิดในฐานะพ่อของเด็ก  ซึ่งชานยอลเองก็เข้าใจในจุดนี้ดี  แม้บางครั้งจะรู้สึกน้อยใจไปบ้างที่คริสไม่มีเวลาให้เขาเหมือนเมื่อก่อน  แต่ชานยอลก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าพยายามปัดเรื่องน่ารำคาญใจเหล่านั้นทิ้งไปเสีย

 

Rrrr...

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือแผดเสียงร้องขึ้นมาขณะที่ร่างบางกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารมื้อเย็นสำหรับการเฉลิมฉลองวันเกิด  ชานยอลละมือที่กำลังหั่นผักอย่างประณีตอยู่ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง  ดวงตากลมโตจ้องมองรายชื่อคนโทรเข้าที่เด่นหราอยู่บนหน้าจอก่อนจะเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย  มือบางจัดการกดรับสายและกรอกเสียงลงไป

 

“ว่าไง

 

( ทำอะไรอยู่ครับคนดี )

 

“กำลังทำมื้อเย็นอยู่น่ะ...ว่าแต่จะมาตอนไหนเหรอ?”

 

( คงอีกสักพักนั่นแหละ...ตอนนี้ฉันใกล้จะถึงบ้านยูอีแล้วล่ะ  อีกเดี๋ยวก็ถึงเวลามื้อเย็นแล้ว...รอให้ยูอีกินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวฉันไปหานะ )

 

“อื้อ...โอเค...ขับรถระวังๆด้วยแล้วกัน

 

( ครับที่รัก )

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

เป็นอีกวันที่ชายหนุ่มแวะเวียนมาดูแลยูอีที่บ้านของเธอเหมือนอย่างที่แล้วมา  ร่างสูงกล่าวทักทายพ่อแม่ของหญิงสาวด้วยความนอบน้อม...ก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องของว่าที่คุณแม่ด้วยความคุ้นเคย

 

“มาแล้วเหรอ...”  เสียงหวานพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่เปิดประตูเข้ามา  คริสยิ้มรับก่อนจะหันไปปิดประตูลงตามเดิม

 

“โทษทีนะที่มาช้าไปหน่อย  มัวแต่เร่งปั่นงานส่งอาจารย์อยู่น่ะ

 

“อื้อ...ไม่เป็นไรหรอก

 

“เป็นยังไงบ้าง  ระหว่างที่ฉันไม่อยู่คงไม่ได้ห้าวลุกขึ้นมายกของหนักๆใช่มั้ย?”

 

“เปล่านี่...ฉันก็นอนอ่านหนังสืออยู่เฉยๆนี่แหละ  อย่าใส่ร้ายกันสิ

 

“ก็เธอชอบทำอะไรเกินตัวอยู่เรื่อยเลยนี่นา

 

“นายนี่บ่นเก่งจริงๆเลยให้ตายสิ...”  หญิงสาวว่าพลางกลอกตาไปมาเล็กน้อย  ก่อนจะเหลือบมองออกไปยังนอกหน้าต่างที่แสงแดดไม่ได้แรงจัดเหมือนกับเมื่อสองสามชั่วโมงที่แล้วมา

 

“คริส...ฉันอยากลงไปนั่งเล่นในสวนน่ะ...พาลงไปหน่อยสิ

 

“ได้สิ...ค่อยๆลุกนะ”  ชายหนุ่มว่าพลางช่วยประคองหญิงสาวลงจากเตียงอย่างเบามือ  หน้าท้องที่ใหญ่ขึ้นตามอายุครรภ์ทำให้ทุกอย่างดูลำบากไปมากกว่าที่เคย

 

คริสพาหญิงสาวลงมาสูดอากาศเย็นสบายภายในสวนหลังบ้านตามคำขอของเธอ  ร่างบางค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งในซุ้มพักผ่อนก่อนจะหันไปเอ่ยขอบคุณเบาๆกับอีกฝ่าย  คริสยิ้มรับก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆหญิงสาว

 

“หนาวหรือเปล่า?”

 

“นิดหน่อยน่ะ...แค่นี้สบายมาก”  หญิงสาวว่ายิ้มๆก่อนจะกระชับเสื้อคลุมให้แนบชิดกับผิวกายมากยิ่งขึ้น  อากาศที่เย็นขึ้นเพราะใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้เธออยากออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเพื่อเที่ยวชมความงดงามของใบไม้เปลี่ยนสี  แต่การอุ้มท้องไปเดินไกลๆคงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก  เธอจึงได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่ในห้องของตัวเอง  หรือไม่ก็ให้คริสพาเธอลงมานั่งเล่นในสวนหลังบ้านอย่างวันนี้

 

“อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงกำหนดคลอดแล้ว...ได้คิดชื่อลูกไว้บ้างหรือยังล่ะ?”

 

“ยังเลย...แล้วนายล่ะ

 

“ฉันก็ยังไม่ได้คิดเหมือนกัน...”  ชายหนุ่มว่าพลางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย  “จะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายกันนะ”

 

“นั่นสิ...ฉันเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกัน”  ร่างบางว่าพลางลูบเบาๆลงบนหน้าท้องของตัวเอง  “ไว้ฉันคิดออกเมื่อไหร่จะบอกนายเป็นคนแรกนะ”

 

“ได้สิ”  คริสยิ้มรับบางๆก่อนจะหันไปตามทิศทางของเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา  ก่อนจะพบว่าเป็นคุณแม่ของยูอีที่กำลังเดินมาหา

 

“อาหารมื้อเย็นเสร็จแล้วล่ะ  ไปกินข้าวกันเถอะจ้ะเด็กๆ

 

สองร่างพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนที่คริสจะช่วยพยุงยูอีให้ลุกขึ้น  ร่างสูงค่อยๆพาเธอเดินเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวังก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

“เดี๋ยววันนี้ฉันกลับเร็วหน่อยนะ...หลังกินข้าวเสร็จแล้วคงจะกลับเลย

 

“อ่า...ทำไมรีบกลับจังเลยล่ะ  จะไปไหนเหรอ?”  หญิงสาวถามพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ  เพราะปกติคริสจะอยู่รอให้เธอเข้านอนก่อนถึงจะเดินทางกลับ

 

“พอดีวันนี้วันเกิดชานยอลน่ะ

 

หญิงสาวนิ่งไปหลังจากที่ได้ยินคำกล่าวนั้น  ตะกอนความรู้สึกไม่พอใจถูกกวนขึ้นจนมันฟุ้งไปทั่วทั้งจิตใจของเธออย่างฉับพลัน  ถึงแม้เธอจะไม่อยากรู้สึกแบบนั้น...แต่ความรู้สึกราวกับกำลังจะถูกแย่งของรักมันทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างห้ามไม่ได้

 

“งั้นเหรอ”  หญิงสาวว่าพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ถูกปั้นแต่งขึ้น  “ฉันฝากอวยพรวันเกิดให้ชานยอลด้วยก็แล้วกันนะ”

 

“ได้สิ”  คริสยิ้มรับอย่างยินดี  ก่อนจะพาเธอไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวซึ่งมีคุณพ่อคุณแม่ของเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว  ระหว่างมื้ออาหารคริสก็จัดแจงตักกับข้าวให้หญิงสาวอยู่เสมอ  ความใส่ใจเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มบางของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่นั่งมองอยู่เงียบๆได้เป็นอย่างดี

 

ถึงแม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีการแต่งงานระหว่างยูอีและคริสมันจะเกิดขึ้นเพราะความจำเป็น  แต่เพราะความประพฤติปฏิบัติที่ดีอย่างสม่ำเสมอของคริสทำให้พวกท่านเปิดใจยอมรับลูกเขยคนนี้มากขึ้น  อย่างน้อยก็ลดอคติที่อีกฝ่ายทำให้ลูกสาวของพวกท่านต้องมาอุ้มท้องทั้งที่ยังเรียนไม่จบไปได้มากทีเดียว

 

หญิงสาวนั่งกินข้าวเงียบๆท่ามกลางบทสนทนาระหว่างคริสกับคุณพ่อของเธอในเรื่องทั่วๆไป  ถึงแม้ว่ารสชาติของอาหารมื้อนี้จะอร่อยมากแค่ไหน  แต่ยูอีก็รู้สึกว่ามันกร่อยไปถนัดตาเมื่อเรื่องราวระหว่างคริสและชานยอลยังคงวุ่นวายอยู่ในหัวของเธออย่างไม่หยุดพัก  มันทั้งน่าหงุดหงิดและน่ารำคาญใจไปในเวลาเดียวกัน  เพราะเหตุนั้นมันพาลให้เธอไม่อยากอาหารไปซะดื้อๆจนต้องวางช้อนลงทั้งที่เพิ่งกินไปได้นิดเดียวเท่านั้น

 

“อ้าว...ทำไมกินน้อยจังเลยล่ะลูก  อาหารไม่อร่อยเหรอจ๊ะ?”  หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอกินข้าวไปแค่นิดเดียวเท่านั้น

 

“เปล่าหรอกค่ะ...หนูแค่รู้สึกกินไม่ค่อยลงน่ะค่ะคุณแม่

 

“ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ?”

 

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

 

“งั้นขึ้นไปพักผ่อนก่อนเถอะลูก  ถ้ารู้สึกว่าอาการไม่ค่อยดียังไงก็รีบบอกนะจ๊ะ  จะได้ไปโรงพยาบาลกัน”

 

“ค่ะ”  หญิงสาวรับคำสั้นๆ  ก่อนที่คริสจะช่วยพยุงเธอขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง  ชายหนุ่มเห็นอีกฝ่ายมีอาการไม่ค่อยดีก็นึกเป็นห่วงไม่น้อย  เกรงว่าเจ้าตัวเล็กในท้องจะมีอะไรผิดปกติจนส่งผลมาถึงยูอีอย่างที่เห็นหรือเปล่า

 

“ไหวหรือเปล่า”  เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นขณะช่วยประคองเธอเข้าไปในห้อง  หญิงสาวได้ยินคำถามนั้นก็เผลอเม้มริมฝีปากแน่น  ถ้าหากเธอบอกว่าไม่เป็นอะไร...คริสก็คงทิ้งเธอไว้คนเดียวแล้วไปหาชานยอลเป็นแน่

 

ไม่...เธอจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่

“โอ้ย...”  เสียงหวานร้องขึ้นอย่างแผ่วเบา...ก่อนที่กายบางจะเอนซบเข้ากับแผงอกแกร่ง  ท่าทีไม่ค่อยดีของเธอทำให้คริสรู้สึกตกใจระคนเป็นห่วงไม่น้อย

 

“ยูอี  เป็นอะไรไปน่ะ!?”

 

“ฉัน...รู้สึกเวียนหัวน่ะ...”  ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาเธอไปนั่งลงบนเตียงในทันที  สีหน้าตกใจและเป็นห่วงของเขาทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ  แต่จะให้ทำอย่างไรได้...ในเมื่อเธอไม่ต้องการให้คริสไปหาชานยอลอย่างที่อีกฝ่ายตั้งใจไว้ในทีแรก

 

ที่ผ่านมา...แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าที่ชายหนุ่มมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆเธอก็เพราะลูก...แต่เธอผิดด้วยหรือที่ตกหลุมรักความอบอุ่นอ่อนโยนของเขาจนยากจะถอนตัวแบบนี้  ทั้งที่พยายามหักห้ามใจแล้ว...แต่เรื่องของความรู้สึกมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะสามารถควบคุมมันได้โดยง่าย  ยิ่งอีกฝ่ายใจดีกับเธอมากเท่าไหร่...เธอก็ยิ่งรู้สึกอ่อนไหวและตกหลุมรักเขาไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

 

...และกว่าจะรู้ตัว...มันก็ยากเกินกว่าจะถอยกลับแล้วจริงๆ

 

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า

 

“ฉันรู้สึกเวียนหัวมากๆเลย...แล้วก็ปวดท้องด้วย...”  หญิงสาวว่าพลางยกมือขึ้นแตะเบาๆที่หน้าท้องของตัวเอง  “ขอโทษด้วยนะคริส...ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันเกิดของชานยอล...แต่นายช่วยอยู่กับฉันได้มั้ย...ฉันไม่ไว้ใจอาการที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่เลย...ฉันกลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไป...”

 

หญิงสาวเอ่ยขอร้องกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก  ดวงหน้าหวานฉายแววเจ็บปวดได้อย่างแนบเนียนจนชายหนุ่มนึกเชื่ออย่างสนิทใจ

 

“ฉันว่าเราไปโรงพยาบาลกันดีกว่า...สีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลยนะ

 

“ไม่ต้องหรอก...ฉันไม่อยากให้วุ่นวายกันน่ะ...ลองนอนพักดูก่อนน่าจะดีกว่า

 

“เอาแบบนั้นเหรอ?”

 

“อื้อ...

 

“งั้นก็ตามใจเธอแล้วกัน”  ชายหนุ่มว่าพลางช่วยประคองหญิงสาวให้นอนลงอย่างเบามือ  “...นอนพักเถอะ...ถ้าตื่นมาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นเดี๋ยวฉันจะพาโรงพยาบาล”

 

หญิงสาวพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลง  ครู่หนึ่งเธอก็ได้ยินคริสโทรหาชานยอลและบอกว่าคงไปหาไม่ได้แล้ว  และนั่นเรียกรอยยิ้มบางให้ผุดขึ้นบนริมฝีปากของเธอเมื่อแผนการแกล้งป่วยมันประสบผลสำเร็จโดยไม่เสียแรงเปล่า

 

ถึงแม้ว่าชานยอลจะมาก่อน...แต่เธอก็มีสิทธิ์มิใช่หรือ...เพราะถึงอย่างไรคริสก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกในท้องเธออยู่วันยังค่ำ  ถึงแม้ว่าตอนนี้คริสจะยังไม่รักเธอก็ไม่เป็นไร...เธอตัดสินใจแล้วว่าเธอจะต้องทำให้คริสรักเธอให้ได้ในสักวันหนึ่ง...คริสจะต้องรักแค่เธอเท่านั้น...โดยไม่มีเรื่องของปาร์คชานยอลอยู่ในสักเสี้ยวหนึ่งของความคิดอีกต่อไป...

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

ชานยอลลดโทรศัพท์ในมือลงหลังจากได้ความจากปลายสายว่าคงมาร่วมฉลองวันเกิดด้วยไม่ได้แล้วเพราะยูอีมีอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ด้านชานยอลที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยายามเข้าใจ...เขาพยายามแล้วที่จะไม่รู้สึกน้อยใจใดๆ  ทว่าความหวังที่ถูกพังทลายลงตรงหน้ามันทำให้เขาอดรู้สึกแย่ไม่ได้จริงๆ

 

ที่ผ่านมาเขาได้แต่บอกตัวเองว่าให้อดทน...เพียงแค่คริสรักเขาไม่ว่าจะเรื่องอะไรชานยอลก็ยอมรับได้ทั้งนั้น  แต่ในวันสำคัญอย่างนี้...พวกเขาควรจะได้อยู่ด้วยกันมิใช่หรือ...

 

ชานยอลจ้องมองอาหารหลากหลายอย่างบนโต๊ะอาหารด้วยแววตาเลื่อนลอย  ก่อนจะลงมือกินอาหารมื้อเย็นเงียบๆเพียงคนเดียวเมื่อใครอีกคนมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกันไม่ได้แล้ว  รสชาติอาหารแสนอร่อยดูฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลงเมื่อความรู้สึกแย่กำลังตีรวนอยู่ในทุกห้วงของความรู้สึกจนพาให้รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งขอบตาอย่างห้ามไม่ได้

 

“วันนี้...ฮึก...วันเกิดของฉันนะ...”  ชานยอลร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น  มือบางยกขึ้นปิดหน้าตัวเองเอาไว้ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างเหลืออด  ระบายความทุกข์ใจในตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า  ถึงแม้จะรู้ดีว่าที่คริสไม่สามารถมาหาเขาได้มันเป็นเพราะความจำเป็น  แต่ถึงอย่างนั้นความน้อยอกน้อยใจที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้มาเนิ่นนานมันก็ทำให้เขาไม่สามารถเก็บกักน้ำตาเอาไว้ได้จริงๆ

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

อย่าลืมแสดงความเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แต่งด้วยนะคะ ไม่ได้เป็นสมาชิกบอร์ดบ้านก็สามารถแสดงความเห็นได้น้า

ส่วนแท็กสกรีมเรื่องนี้ใช้แท็ก #bittersweet_ky นะคะ

 

ขอบคุณค่ะ

 




#19993 Bittersweet (2/4)

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 14 April 2019 - 10:49 AM

SF : Bittersweet

Author : Yeolly Wu

Chapter : 02

 

แท็ก #bittersweet_ky

 

 

 

 

หลังจากที่คริสตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับพ่อแม่ของตนเองได้รับรู้  พวกท่านต่างก็รู้สึกตกอกตกใจเป็นอย่างมากที่กำลังจะมีหลานแบบไม่ทันได้ตั้งตัว  แต่กระนั้นพวกท่านก็ยินดีรับผิดชอบในสิ่งที่ลูกชายของตัวเองได้ก่อขึ้นอย่างไม่อิดออด...เพราะถึงอย่างไรบุคคลที่เสียหายมากที่สุดก็คือฝ่ายหญิงอยู่ดี

 

บรรยากาศภายในบ้านของคิมยูอีเต็มไปด้วยความตึงเครียดเมื่อทั้งสองครอบครัวมารวมตัวกันอยู่อย่างพร้อมหน้า  หลังจากที่พูดคุยกับคริสในวันนั้น...หญิงสาวก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพ่อและแม่ของเธอฟัง  แน่นอนว่าพวกท่านโกรธมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น  หากใครรู้เข้าว่าลูกสาวของตนท้องโตทั้งที่ยังเรียนไม่จบและยังไม่ได้แต่งงานคงได้อับอายขายขี้หน้าไปอีกนาน  เช่นนั้นสองสามีภรรยาจึงสั่งให้ยูอีเรียกฝ่ายชายเข้ามาพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปกันเป็นการด่วน  เพราะเหตุนั้นคริสจึงพาพ่อกับแม่ของตนเองเดินทางมาที่บ้านของยูอีเพื่อเจรจากับทางครอบครัวของหญิงสาวสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

ห้องรับแขกตกอยู่ในสภาวะเครียดขึงจนชวนให้รู้สึกอึดอัด  ทว่าสำหรับเรื่องราวอันน่าปวดหัวที่เกิดขึ้น...คงไม่มีใครมีกระจิตกระใจที่จะส่งยิ้มให้กันราวกับเป็นเรื่องที่น่ายินดี

 

“ผมรู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น...แต่พวกคุณรู้ใช่มั้ยว่าคนที่เสียหายที่สุดก็คือลูกสาวของผม  อีกไม่นานท้องของยูอีจะต้องใหญ่ขึ้น...คนอื่นจะมองลูกสาวผมยังไงที่เห็นเธอท้องโตทั้งที่ยังเรียนไม่จบ

 

“.....”

 

“ยูอีจะต้องแต่งงาน”

 

สิ้นคำกล่าวนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ  พ่อกับแม่ของคริสหันมามองหน้ากันเมื่อผลลัพธ์ของการเจรจาในครั้งนี้มันไม่แตกต่างจากที่คิดเอาไว้มากนัก  พวกเขาคาดเดาเอาไว้ตั้งแต่ก่อนมาเข้าพบกับทางครอบครัวของฝ่ายหญิงแล้วว่าคงไม่พ้นต้องเกี่ยวดองกันเพื่อลบคำครหาต่างๆนาๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คริสก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างยอมรับชะตากรรมที่เขาเป็นคนก่อมันขึ้นมา  ถึงแม้ว่าจะทำใจเอาไว้แล้วล่วงหน้า  ทว่า...มันช่างยากเย็นเหลือเกินที่เขาจะทำใจได้ครบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

 

“คุณพ่อ...”  หญิงสาวเอ่ยเรียกบิดาของตนเองเสียงแผ่ว  แต่กระนั้นเธอก็รู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์คัดค้านใดๆได้อยู่แล้ว

 

การเจรจาเป็นไปอย่างต่อเนื่องเมื่อทางครอบครัวของหญิงสาวต้องการให้งานแต่งงานถูกจัดขึ้นโดยเร็วที่สุด  การแต่งงานจะต้องเกิดขึ้นก่อนที่หน้าท้องของยูอีจะโตไปมากกว่านี้  เช่นนั้นทั้งสองครอบครัวจึงตกลงกันว่าการแต่งงานจะถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า  เป็นพิธีแต่งงานเล็กๆที่มีเพียงแค่ญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมแสดงความยินดีเท่านั้น

 

คริสถอนหายใจเบาๆขณะขับรถกลับจากบ้านของหญิงสาว  โดยมีพ่อกับแม่ของตนเองนั่งอยู่ที่เบาะหลังด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกัน

 

“ตาคริส...”  หญิงวัยกลางคนเอ่ยเรียกลูกชายของตนเองเสียงแผ่ว  เจ้าของชื่อเหลือบมองกระจกหลังเล็กน้อยก่อนจะรับคำ

 

“ครับแม่”

 

“แม่เองก็ไม่อยากจะก้าวก่ายลูกนักหรอกนะ  แต่ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว...ชานยอลน่ะ...ชานยอลรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

 

“...รู้ครับ...”  ชายหนุ่มว่าเสียงเรียบ  “ผมเล่าความจริงให้เขาฟังทุกอย่าง...ชานยอลเขาเข้าใจดีครับแม่

 

“แต่ว่าลูกกำลังจะแต่งงาน...”  คนเป็นแม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

 

“สำหรับเรื่องนั้นผมเองก็มีเกริ่นกับชานยอลเอาไว้แล้วเหมือนกัน  แต่ว่า...ถึงผมจะแต่งงานไป...มันก็เป็นแค่พิธีบังหน้าเท่านั้น  ผมตกลงกับยูอีว่าจะรับผิดชอบเรื่องเด็ก...ผมจะช่วยเธอดูแลลูก...โดยที่ผมไม่ได้เลิกรากับชานยอล”

 

“แต่แม่ว่าแบบนั้นมัน...”

 

“การแต่งงานมันคือความรับผิดชอบของผม”

 

“.....”

 

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...หัวใจของผมก็มีแค่ชานยอลคนเดียวเท่านั้นครับ”

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

การแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้ายังคงถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับ  ยูอีทำเรื่องดร็อปเรียนเอาไว้โดยตั้งใจว่าจะไม่ปริปากบอกใครว่าเธอหยุดพักการเรียนเอาไว้ทำไม  แต่กระนั้นหญิงสาวก็รู้ดีว่าเธอไม่สามารถปิดปากเงียบไปได้ตลอด  เธอมีเพื่อนและมีสังคมที่รอตั้งคำถามถ้าหากเธอเงียบหายไป  เช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจบอกกล่าวกับเพื่อนสนิทว่าเธอมีปัญหาด้านสุขภาพจนต้องพักการเรียนเอาไว้เพื่อทำการรักษาให้หายดีเสียก่อน

 

วันนี้หญิงสาวเดินทางมาลองชุดแต่งงานที่ห้องเสื้อใหญ่แห่งหนึ่งพร้อมกับคริส  ยูอีใช้เวลาเลือกชุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าไปลองสวมใส่ดูว่ามันพอดีกับตัวของเธอหรือไม่  ไม่ช้าร่างเพรียวระหงในชุดแต่งงานสีขาวสะอาดก็ก้าวออกมาจากห้องลองชุด  โดยมีว่าที่เจ้าบ่าวยืนรออยู่ด้านนอกห้องดังกล่าวนั้น

 

“ชุดนี้เหมาะกับเธอดีนะ”  คริสเอ่ยชมไปตามความจริง  เวลานี้หญิงสาวไม่ต่างไปจากนางฟ้าตนหนึ่งที่ลงมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์  สีขาวของชุดเจ้าสาวยิ่งขับให้เธอดูสวยสง่าอย่างไร้ที่ติ  ยูอียิ้มรับบางๆ  ก่อนจะมองสำรวจคนตรงหน้าและเอ่ยขึ้นบ้าง

 

“นายเองก็ดูดีเหมือนกันนะ”

 

“ขอบคุณ...ว่าแต่เธอจะเลือกชุดนี้หรือเปล่า?”

 

ด้านหญิงสาวที่ได้ยินคำถามนั้นจึงหันไปมองตนเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ  ยอมรับว่าเธอค่อนข้างชอบมันไม่น้อย  แต่เป็นเพราะปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอต้องมาสวมใส่ชุดนี้มันทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าที่ควร  หญิงสาวได้แต่จ้องมองมันนิ่งๆด้วยแววตาอ่านยาก...ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

 

“แค่การแต่งงานบังหน้า...ชุดไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ...”

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

คริสขับรถมาที่คอนโดของชานยอลหลังจากขับรถไปส่งยูอีที่บ้านของเธอ  ชายหนุ่มก้าวลงจากรถก่อนจะขึ้นไปบนห้องของคนรักพร้อมกับถุงขนมที่ชานยอลชอบ  มือหนาแตะคีย์การ์ดเข้าที่ประตูก่อนจะผลักมันให้เปิดออกกว้าง  เผยให้เห็นเจ้าของห้องที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนดูหนังอยู่บนโซฟาด้วยดวงตาที่หรี่ปรือเต็มที

 

“อ้าว...ทำไมมาไวจัง”  ร่างบางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจขณะเหลือบมองไปยังนาฬิกาบนผนังห้อง

 

“คิดถึงคนแถวนี้ก็เลยรีบมาน่ะสิ”  สิ้นคำนั้นชานยอลก็เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย  ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งดีๆโดยมีร่างสูงเดินมาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ

 

“ฉันซื้อของโปรดของนายมาให้ด้วย...เห็นวันก่อนบ่นว่าอยากกินนี่นา”

 

“ดีจัง...ขอบคุณนะ”  ชานยอลว่าพลางส่งยิ้มน่ารักให้  ก่อนจะลงมือหยิบกล่องขนมเค้กรสชาเขียวที่เขาชอบออกมาจากถุง  คริสลุกจากโซฟาและเดินไปเข้าไปในครัวเพื่อหยิบจานกับช้อนมาให้อย่างพร้อมสรรพ  ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะกระจกใสที่มีเค้กชาเขียวหน้าตาน่ากินวางตั้งเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

 

ชานยอลตักเค้กที่ถูกตัดแบ่งเป็นเสี้ยวเอาไว้แล้วออกมาหนึ่งชิ้น  ก่อนจะปิดฝากล่องให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนหน้า  มือบางใช้ช้อนตัดเค้กในจานให้เป็นชิ้นพอดีคำ  ก่อนจะตักมันขึ้นมาและยื่นไปตรงหน้าคนรักที่นั่งอยู่ข้างๆกัน

 

“อ้าปากเร็ว”  ชายหนุ่มอ้าปากรับเนื้อเค้กนุ่มลิ้นเข้าไปอย่างว่าง่าย  ชานยอลอมยิ้มบางก่อนจะตักเข้าปากตัวเองบ้าง  พวกเขากินของอร่อยกันไปพร้อมกับพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย  ก่อนที่ชานยอลจะถามถึงธุระที่อีกฝ่ายไปทำมาในวันนี้

 

“ไปลองชุดเจ้าบ่าวมาเป็นยังไงบ้างล่ะ”

 

“ก็งั้นๆแหละ”

 

“อีกเดี๋ยวก็จะถึงกำหนดวันแต่งงานแล้ว...ฉันควรรีบไปหาสูทดีๆสักตัวซะแล้วสิ”

 

“เฮ้...นายจะไปงานแต่งของฉันจริงๆน่ะเหรอคนดี”

 

“อือฮึ...ทำไมล่ะ”

 

“ก็...ไม่รู้สิ...มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักหน่อย”

 

“ฉันรู้”

 

“ที่ฉันถามก็เพราะฉันเป็นห่วงความรู้สึกของนาย...เพราะถ้าเป็นฉันฉันก็คงไม่ไป...ถามจริงเถอะคนดี...นายทำใจได้เหรอที่เห็นฉันแต่งงานกับคนอื่น...”

 

“ไม่ได้หรอก”  ชานยอลตอบกลับทันควัน  ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำก่อนจะช้อนขึ้นมองคนข้างกายอีกครั้ง  “...แต่เพราะฉันเชื่อใจนาย...ฉันถึงได้ตัดสินใจว่าจะไปยังไงล่ะ...”

 

“.....”

 

“เพียงแค่นายรักฉัน...การแต่งงานนั่นมันทำร้ายความรู้สึกของฉันไม่ได้หรอก”

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

งานแต่งงานระหว่างคริสกับยูอีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่โบสถ์แห่งหนึ่ง  โดยแขกผู้มาร่วมงานของฝ่ายหญิงมีเพียงแค่ญาติสนิทมิตรสหายใกล้ตัวเท่านั้น  ซึ่งด้านเจ้าบ่าวเองก็ไม่ต่างกัน...คริสไม่ได้ปริปากบอกเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเลยแม้แต่คนเดียวว่าเขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน  เช่นนั้นนอกจากพ่อกับแม่และญาติอีกสองสามคน  จึงมีเพียงแค่ชานยอลเท่านั้นที่มาร่วมงานแต่งงานในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว

 

ชานยอลเดินทางมาถึงบริเวณสถานที่จัดงานก่อนพิธีการจะเริ่มขึ้นราวหนึ่งชั่วโมงเศษ  ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆบริเวณที่มีผู้คนเริ่มทยอยมากันบ้างแล้วจำนวนหนึ่ง  ก่อนจะผละไปมองหาเจ้าบ่าวของวันนี้ที่ส่งข้อความมาบอกเขาว่าเจ้าตัวเดินทางมาถึงได้สักพักใหญ่ๆแล้ว

 

“ชานยอลจ๊ะ”  เสียงหวานที่ดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้คนที่เพิ่งเดินทางมาถึงหันกลับไปมองตามเสียงนั้น  ก่อนจะพบว่าเป็นพ่อกับแม่ของคนรักที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล  เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางจึงรีบก้าวไปหาพวกท่านในทันที

 

“คุณพ่อ...คุณแม่...สวัสดีครับ”  ชานยอลเอ่ยทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความคุ้นเคย  ตลอดระยะเวลาที่เขากับคริสคบหากันชานยอลมีโอกาสได้พบเจอกับพวกท่านอยู่บ่อยครั้ง  เพราะพวกท่านมักจะชวนเขาไปกินข้าวที่บ้านด้วยกันอยู่เสมอ  และนั่นทำให้ชานยอลสนิทสนมกับคุณพ่อคุณแม่ของคริสเป็นอย่างดี

 

“สวัสดีจ้ะ...พอดีช่วงนี้พ่อกับแม่ยุ่งๆเรื่องงานแต่งของตาคริสก็เลยไม่ได้เจอเราเลย  เป็นยังไงบ้างลูก”

 

“ก็สบายดี...ล่ะมั้งครับ”

 

“เหรอจ๊ะ  อ่า...ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นน่ะ...ถึงตาคริสจะบอกว่าชานยอลเข้าใจดี  แต่พ่อกับแม่รู้สึกไม่สบายใจเลยที่เรื่องทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้...”  หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี  เพราะสิ่งที่คริสทำผิดพลาดไปทำให้เธอกับสามีแทบไม่ต่างจากคนน้ำท่วมปาก  ได้แต่ก้มหน้ายอมรับข้อเสนอราวกับถูกมัดมือชกก็ไม่ปาน  ครั้นจะปฏิเสธการแต่งงานก็ดูจะใจร้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย

 

ชานยอลได้ยินแม่ของคนรักเอ่ยออกมาแบบนั้นก็หลุบตาลงเล็กน้อย  สำหรับเรื่องราวน่าปวดหัวที่เกิดขึ้นเขาเข้าใจดีทุกอย่าง  บางครั้งความผิดพลาด...มันก็ไม่สามารถแก้ไขได้เสมอไป  เช่นนั้นผลลัพธ์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันถึงได้ออกมาในรูปแบบนี้

 

“คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดมากเลยนะครับ...ผมรู้ดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่มีใครอยากให้เกิด  ไม่ว่าจะคริสหรือยูอีก็ตาม...พวกเขาคงเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไปมากพอแล้ว”

 

“.....”

 

“ผมจะไม่โทษว่ามันเป็นความผิดของใคร  ผมรู้ว่าคริสรักผมมากแค่ไหน...ผมถึงพร้อมที่จะให้อภัยเขาในสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป  และมันคงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเขาเลยทีเดียว...เพราะมันเป็นความผิดพลาดที่ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากยอมรับมัน

 

“นั่นสินะ...”  ชายวัยกลางคนพึมพำเสียงเบา  “เห็นชานยอลเข้าใจเจ้าคริสแบบนี้พ่อค่อยรู้สึกสบายใจหน่อย  พ่อกับแม่กังวลอยู่ตั้งนานว่าทั้งสองคนจะเลิกรากันหรือเปล่า  ถึงจะถามเจ้าคริสสักกี่ครั้งก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี”

 

“คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ  ผมเข้าใจดีว่ามันคือสิ่งที่คริสต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้นมา”

 

“เฮ้อ...ได้ยินจากปากชานยอลแบบนี้พ่อกับแม่ก็เบาใจแล้วล่ะ”

 

ชานยอลส่งยิ้มบางให้พ่อกับแม้ของคนรักอย่างจริงใจ  ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันจะเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ  แต่เป็นเพราะเขาเชื่อใจคริส...เชื่อในความรักที่อีกฝ่ายมีให้กับเขา...ไม่ว่าจะต้องเจอเรื่องราวแย่ๆอีกสักเท่าไหร่...เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากคริสไปเป็นอันขาด

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

พีธีแต่งงานเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างไม่รีบร้อน  ชานยอลในชุดสูทสุภาพยืนนิ่งอยู่ข้างๆพ่อกับแม่ของคนรักในขณะที่บาทหลวงกำลังกล่าวนำพิธีอยู่เบื้องหน้า  ชานยอลเคยคิดว่าแค่คริสรักเขา...การแต่งงานที่เกิดขึ้นมันคงทำให้เขารู้สึกแย่ไม่ได้  หากแต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆมันกลับตรงกันข้าม...เวลานี้เขาทั้งรู้สึกอึดอัดและปวดใจจนแทบทนไม่ไหว  ชานยอลได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเขามาทำอะไรที่นี่

 

ชานยอลรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองมันเต้นช้าลงยามที่คู่บ่าวสาวกำลังสวมแหวนแต่งงานให้กัน  แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นแค่การแต่งงานที่เกิดขึ้นเพราะความรับผิดชอบ  แต่เขาก็อดรู้สึกปวดใจกับภาพเบื้องหน้าไม่ได้อยู่ดี

 

“เชิญเจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวได้”  เสียงของบาทหลวงดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ  ชานยอลเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้าก่อนจะปล่อยให้น้ำตารินไหลลงมาเงียบๆโดยไร้เสียงสะอื้น  เขากำลังรู้สึกแย่เขารู้ตัวเองดี  แต่ชานยอลก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าปล่อยให้น้ำตารินไหลลงมาอย่างเงียบงันเท่านั้น

 

หลังจากพิธีแต่งงานเสร็จสิ้นลงแล้วชานยอลก็รีบปลีกตัวกลับคอนโดของตัวเองในทันที  เขาทำเพียงแค่เอ่ยลากับพ่อแม่ของคริสสั้นๆก่อนจะรีบเดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น  เพราะเขาไม่สามารถทนอยู่ที่นั่นได้นานกว่านี้จริงๆ

 

ชานยอลทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก  ชานยอลหลับตาลงและปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้นจมดิ่งลงไปจนลึกสุดหัวใจ  ไม่ช้าเสียงโทรศัพท์มือถือก็แผดเสียงร้องขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ  ชานยอลล้วงหยิบมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทก่อนจะพบว่าเป็นคริสที่โทรเข้ามา  ริมฝีปากอิ่มเผลอเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความรู้สึกอึดอัด  ก่อนจะปล่อยให้มันส่งเสียงร้องอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่ได้กดรับสายแต่อย่างใด

 

ชานยอลรู้ว่าตัวเองกำลังงี่เง่า...แต่ตอนนี้เขาแค่ต้องการเวลาจัดการความรู้สึกของตัวเองมันก็เท่านั้น

 

เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมงที่ชานยอลได้แต่นอนนิ่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่แบบนั้น  กระทั่งเสียงกุกกักที่ประตูดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน  ชานยอลจึงหันไปมองดูก่อนจะพบว่าเป็นคริสที่เปิดประตูห้องเข้ามา  ร่างบางหยัดตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำ  กระทั่งหางตามองเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

 

“รับสายกันหน่อยสิ...ฉันเป็นห่วงนะ”

 

“ขอโทษ...ฉันแค่...”

 

“ไม่เป็นไร...ไม่ต้องขอโทษหรอก...คงรู้สึกแย่ล่ะสิใช่มั้ย?”  ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นอย่างรู้ทัน  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆและดึงร่างบางเข้ามากอดเอาไว้แน่น  “...เพราะฉันรู้ว่านายจะรู้สึกไม่ดี...ฉันถึงไม่อยากให้นายไปงานแต่งของฉันไงล่ะคนดี”

 

“...อื้อ...”

 

“อยากร้องไห้หรือเปล่า?”

 

ชานยอลส่ายหน้าไปมาเบาๆในอ้อมกอดของอีกฝ่าย  คริสลูบศีรษะร่างในอ้อมแขนเบาๆอย่างต้องการปลอบประโลม...ก่อนจะแต้มจุมพิตแผ่วเบาลงบนขมับของอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่

 

ชานยอลคิดว่าตอนนี้ทั้งเขาและคริสไม่ต่างอะไรจากการยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน  มันทั้งว้าเหว่และหนาวเหน็บไปจนสุดขั้วหัวใจ  ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดพายุขนาดใหญ่...ที่พร้อมจะเป็นอุปสรรคพัดพาให้พวกเราห่างกันออกไปถ้าหากเราสองคนจับมือกันไม่แน่นพอ  ซึ่งชานยอลไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้นเลยสักนิด...เขาไม่อยากแยกห่างจากคริสเลยแม้แต่วินาทีเดียว

 

ชานยอลกอดตอบอีกฝ่ายแน่น...ให้ไออุ่นที่ได้รับจากคนของหัวใจค่อยๆชำระล้างความรู้สึกแย่ๆออกไปให้หมดสิ้น  พวกเขานั่งกอดกันเงียบๆโดยที่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา...ปล่อยให้เวลาหมุนผ่านไปพร้อมกับพัดพาความรู้สึกแย่ๆในหัวใจให้จางหายไป

 

ชานยอลได้แต่หวังว่าสักวัน...สายฝนเหล่านั้นจะหยุดตกลงมาเสียที...

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

อย่าลืมคอมเมนต์/สกรีม #bittersweet_ky เพื่อเป็นกำลังใจให้คนแต่งกันด้วยนะคะ ^ ^

 

 

 

 

 

 




#19992 Bittersweet (1/4)

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 06 April 2019 - 12:26 PM

SF : Bittersweet

Author : Yeolly Wu

Chapter : 01

 

แท็ก #bittersweet_ky

 

 

 

 

ชั่วโมงเรียนอันแสนยาวนานสิ้นลงเมื่ออาจารย์ผู้สอนก้าวออกไปจากห้อง  ชายหนุ่มจัดการเก็บอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋าเป้ใบโปรดอย่างรีบเร่ง  วันนี้เป็นวันครบการคบกันของเขากับคนรักที่คบหากันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง...จวบจนวันนี้ที่พวกเขาทั้งคู่ต่างก็อยู่ชั้นปีที่สามแล้ว  แต่กระนั้นความรักที่เราสองคนมีให้กันมันกลับไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

 

หลังจากเก็บของลงกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ชายหนุ่มก็เอ่ยลาเพื่อนร่วมห้องที่สนิทกันก่อนจะสาวเท้าก้าวออกไปจากห้องเรียน  ขายาวก้าวตรงไปยังลานจอดรถที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้  ดวงตาคมมองตรงไปยังรถของตนเองที่จอดอยู่ห่างออกไปไม่ไกล  ก่อนจะต้องชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงจากคนคนหนึ่งที่ดังขึ้นจากด้านหลัง

 

“คริส...”

 

ชายหนุ่มค่อยๆหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกนั้น  เขาคิดว่าเขาสามารถจดจำน้ำเสียงนั้นได้ดี...และมันก็ใช่อย่างที่คิด...

 

เพราะว่า  ‘คิมยูอี’  กำลังยืนอยู่ตรงนั้น

 

คริสจ้องมองหญิงสาวที่กำลังมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก  ดวงหน้าสวยหวานที่เคยเปล่งปลั่งอย่างคนสุขภาพดีบัดนี้มันกลับซีดเซียวไม่ต่างจากคนป่วย  เขาสังเกตเห็นว่าเธอหายหน้าหายตาขาดเรียนไปทั้งอาทิตย์  แม้กระทั่งวันนี้เขาก็ไม่เห็นเธอในห้องเรียน  และนั่นทำให้เขาคาดเดาได้ไม่ยากว่าเธอคงมาที่มหาลัยในวันนี้เพื่อดักรอเขาซะมากกว่า

 

จู่ๆหัวใจของเขากลับเต้นช้าลงอย่างน่าประหลาด...ราวกับจะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างไรกระนั้น

 

“...คริส...”

 

“.....”

 

“ฉันมีเรื่องที่อยากจะคุยกับนาย...เรื่องเมื่อสองเดือนก่อนน่ะ...”

 

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

 

คริสทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวยาวภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง  ก่อนที่หญิงสาวที่เดินทางมาด้วยกันจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆโดยเว้นระยะห่างเอาไว้อย่างเหมาะสม  หลังจากที่ได้ยินประโยคสุดท้ายจากปากของยูอี...ชายหนุ่มก็ตัดสินใจพาเธอมาหาที่เงียบๆคุยกันซึ่งนั่นก็คือที่สวนสาธารณะแห่งนี้

 

ความเงียบโรยตัวลงมากลืนกินพวกเขาทั้งคู่จนชวนให้รู้สึกอึดอัด  คริสเหลือบมองหญิงสาวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลาด้วยความรู้สึกวูบโหวงในหัวใจ  เท่าที่ดูจากคำพูดของเธอและสีหน้าของเธอ...ทั้งสองสิ่งนั้นมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกังวลระคนตื่นกลัวไปในเวลาเดียวกันอย่างห้ามไม่ได้

 

“คริส...”  หญิงสาวเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา  ก่อนจะค่อยๆหันไปมองสบตากับเจ้าของชื่อนั้นด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำตา  “...ฉันท้อง...”

 

“.....!!!”  คริสนิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจ  ถ้อยคำกล่าวนั้นทำให้ภาพเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อนย้อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้

 

ทำไมกัน...ไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้ถึงเพียงนี้...

 

“...ฉันขอโทษ...ฉันผิดเองที่ไม่ได้กินยาคุม...ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้...ฉัน...”

 

“หยุดเถอะ...”  ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด  “เธออย่าโทษตัวเองแบบนั้นเลยยูอี  ถ้าจะผิด...เราต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”

 

“ฉัน...ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี  จู่ๆรอบเดือนของฉันมันก็ขาดไป   ฉันก็เลยตัดสินใจไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาเช็คดู...ผลของมันบอกว่าฉันกำลังตั้งท้อง  ตอนนั้น...มันมืดแปดด้านไปหมด  ฉันไม่กล้าบอกพ่อกับแม่...ฉันไม่กล้าสู้หน้าใครเลยจนต้องขาดเรียนไปทั้งอาทิตย์...”

 

“.....”

 

“ฉันรู้ว่าฉันหนีมันไปตลอดไม่ได้...สักวันท้องของฉันมันจะต้องใหญ่ขึ้น  ฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องทำยังไงต่อไป...แต่ฉันคิดว่าฉันควรจะมาปรึกษานายก่อน”

 

“.....”

 

“หรือว่าฉัน...ฉันควรจะเอาเด็กออก...”

 

“เธอจะทำแบบนั้นไม่ได้นะยูอี!”  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจที่อีกฝ่ายคิดจะทำเรื่องแบบนั้น  “...เด็กคนนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย...เธอจะไปทำร้ายเขาแบบนั้นไม่ได้นะ”

 

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง...ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าฉันท้องฉันต้องตายแน่ๆ”

 

“มันต้องมีทางอื่นสิ”  ชายหนุ่มว่าเสียงเครียด  ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวที่กำลังร้องไห้ออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม  เขาเข้าใจดีว่าเธอกำลังรู้สึกยังไง  เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคนที่เสียหายมากที่สุดก็คือเธอ...ไม่ใช่เขา

 

คริสกัดริมฝีปากของตนเองอย่างเครียดๆ  ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาควรจะต้องทำยังไงต่อไป  ฉับพลันใบหน้าของคนที่เขารักสุดหัวใจก็ผุดขึ้นมาในสมอง  ใช่...เขารักชานยอล...รักยิ่งกว่าอะไรในโลกใบนี้  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จำต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อด้วยเช่นเดียวกัน

 

บางครั้ง...ชีวิตก็ไม่ได้มีทางเลือกให้เขามากถึงขนาดนั้น

 

“ฉันจะรับผิดชอบเอง”  อี้ฝานเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ  ดวงตาคมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวด้วยความมุ่งมั่น  “ฉันจะเป็นคนพูดกับพ่อแม่ของเธอเอง...ในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นฉันเองก็ผิดด้วยเหมือนกัน...ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”

 

“แล้วแฟนของนาย...”  หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา  เธอทราบดีว่าคริสมีคนรักอยู่แล้ว  และทั้งสองคนก็รักกันมากเสียด้วย  และนั่นทำให้เธอเองรู้สึกเครียดมากขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์

 

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก...ฉันจะคุยกับชานยอลเอง  ฉันจะบอกเขาตรงๆสำหรับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

 

“...แต่ฉันไม่สบายใจเลย...ฉันกลัวว่าชานยอลจะโกรธนาย  ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้พวกนายเลิกรากัน  แค่นายช่วยรับผิดชอบเรื่องเด็กในท้องมันก็มากเกินพอแล้ว...ฉันไม่อยากทำให้นายลำบากไปมากกว่านี้เลย”

 

“เธออย่าคิดมากเลยยูอี...ทำใจให้สบายเถอะ...ฉันเชื่อว่าชานยอลจะต้องเข้าใจ”

 

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

 

หลังจากขับรถไปส่งยูอีที่บ้าน...คริสก็เดินทางมาที่คอนโดของชานยอลในเวลาต่อมา  ชายหนุ่มจอดรถไว้ที่ลานจอดรถใต้คอนโดก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม  เขาได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในรถด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง  เขาจะต้องพูดอย่างไรให้ชานยอลเข้าใจ...เขาควรจะทำยังไงเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเราให้คงอยู่เอาไว้  ในเมื่อความรักกับความรับผิดชอบมันคือสิ่งที่มักจะสวนทางกันอยู่เสมอ

 

เขารู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องใหญ่...เขาได้แต่หวังว่าชานยอลจะเข้าใจ...เพราะเขาไม่ต้องการเลิกรากับอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว

 

ชายหนุ่มตัดสินใจก้าวลงจากรถ  ก่อนจะอาศัยลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องของคนรักที่อยู่สูงขึ้นไปบนตึกแห่งนี้  แต่ละวินาทีที่ผันผ่านมันช่างยาวนานยิ่งนักในความรู้สึกของเขา  ชายหนุ่มไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าผลลัพธ์ของสิ่งที่เขาจะบอกกับชานยอลในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้ามันจะออกมาเป็นอย่างไร  แต่ไม่ว่ามันจะออกมาดีหรือร้าย...เขาก็จำต้องยอมรับมันให้ได้

 

มือหนาแตะคีย์การ์ดเข้าที่ประตูก่อนที่มันจะถูกเปิดออกในไม่ช้า  ชายหนุ่มสอดตัวเข้าไปด้านในก่อนจะปิดประตูตามหลังอย่างเบามือ  ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆห้องกว้างที่ไร้วี่แววการมีอยู่ของเจ้าของห้อง  กระทั่งได้ยินเสียงกุกกักที่ดังลอดออกมาจากห้องครัว  ชายหนุ่มจึงคาดเดาว่าชานยอลคงจะอยู่ในนั้น

 

ขายาวก้าวไปยังห้องครัวที่ว่านั่น...ก่อนจะพบกับร่างผอมบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเคี่ยวซุปในหม้ออย่างขะมักเขม้น  เสียงฮัมเพลงเบาๆจากอีกฝ่ายพาให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้  ชายหนุ่มค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นด้วยความเงียบเชียบ  ก่อนจะโอบกอดร่างผอมบางจากด้านหลังอย่างไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว  และนั่นทำให้เจ้าของเรือนกายนุ่มนิ่มสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ  ก่อนจะรีบหันไปมองเจ้าของท่อนแขนแกร่งที่กำลังโอบรอบเอวของเขาอยู่ในทันที

 

“คริส!  โธ่...ตกใจหมดเลย...”

 

“ขี้ตกใจนะเราเนี่ย”

 

“อยู่ๆมากอดแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้  เป็นใครก็ตกใจกันทั้งนั้นแหละ!”

 

“ฮ่าๆ...ว่าแต่เหลืออาหารอะไรที่ยังทำไม่เสร็จบ้างล่ะ...ให้ช่วยเป็นลูกมือมั้ย?”

 

“เรียบร้อยหมดแล้วล่ะ  เหลือแค่เคี่ยวซุปอีกหน่อยก็เสร็จแล้ว  ว่าแต่นายเถอะ...ทำไมมาช้าจัง  เลิกเรียนตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”  ชานยอลว่าพลางเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้อง  เพราะวันนี้เขามีเรียนแค่ช่วงเช้าก็เลยกลับมาถึงห้องตั้งแต่ตอนบ่าย  ไม่ได้รอกลับด้วยกันเหมือนอย่างเคย

 

“อ่า...พอดีติดธุระนิดหน่อยน่ะ”  คริสว่าเสียงเบาอย่างคนมีอะไรในใจ  ซึ่งชานยอลที่คบหากับอีกฝ่ายมาเนิ่นนานก็พอจะจับความรู้สึกนั้นได้

 

“เหรอ...งั้นนายไปจัดโต๊ะเถอะ...จะได้กินข้าวกัน”  ชานยอลว่ายิ้มๆก่อนจะหันไปจัดการเคี่ยวซุปในหม้อต่อ  สีหน้าไม่สู้ดีของคนรักเมื่อครู่นี้ยังคงตกผลึกอยู่ในก้อนความคิดของเขา  และมันสร้างความสงสัยให้กับชานยอลอย่างห้ามไม่ได้

 

หลังจากเคี่ยวซุปจนได้ที่  ชานยอลก็จัดการตักมันใส่ชามและนำมาวางไว้บนโต๊ะที่มีอาหารหลากหลายอย่างวางรออยู่ก่อนแล้ว  ถึงแม้จะเป็นวันครบรอบสามปีของพวกเราก็จริง...แต่พวกเราก็มีความสุขกับการทานอาหารด้วยกันเงียบๆภายในห้องมากกว่าจะออกไปเฉลิมฉลองที่ไหน  สำหรับชานยอลแล้วแค่มีคริสอยู่ข้างๆ...ไม่ว่าจะที่ไหนและเมื่อไหร่เขาก็มีความสุขทั้งนั้น

 

ทั้งสองคนนั่งกินอาหารมือเย็นด้วยกันเงียบๆ  ชานยอลรู้สึกได้ว่าคนรักของตัวเองดูเงียบผิดปกติไปจากที่เคย  บวกกับสีหน้าไม่สู้ดีที่ได้เห็นก่อนหน้านี้...ชานยอลคิดว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องไม่สบายใจอะไรบางอย่างกระมัง

 

“คริส...”

 

“หืม?”

 

“ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ”

 

“.....”

 

“ถึงนายจะไม่ได้พูดมันออกมา...แต่แค่มองหน้านายฉันก็รู้แล้วว่านายกำลังทุกข์ใจจากอะไรบางอย่าง...”  ชานยอลว่าพลางส่งยิ้มน้อยๆให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกำลังใจ  “...อย่าลืมสิว่าเราเป็นคนรักกัน...ไม่ว่าจะเรื่องอะไรฉันก็ยินดีรับฟังทุกอย่าง  ถ้าหากมันทำให้นายอึดอัดใจก็ระบายออกมาเถอะ...”

 

เมื่อได้ยินร่างบางว่าเช่นนั้นชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาแรงๆด้วยความกลัดกลุ้ม  คริสนึกสมเพชตัวเองที่ไม่สามารถกักเก็บความทุกข์ใจเอาไว้ได้จนมันแสดงออกทางสีหน้าโดยที่ไม่รู้ตัว

 

“สีหน้าฉันมันฟ้องขนาดนั้นเลยเหรอ...”  คริสว่าพลางแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง  ความเครียดค่อยๆก่อตัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อเขากำลังจะบอกความจริงที่เกิดขึ้นกับคนที่เขารักสุดหัวใจ  “...ชานยอล...ฉัน...”

 

“.....”

 

“ฉันทำผู้หญิงคนหนึ่งท้อง...”

 

เคร้ง!

 

คำกล่าวนั้นพาให้คนฟังรู้สึกมือไม้อ่อนแรงขึ้นมาดื้อๆ...เผลอทำช้อนร่วงหล่นจากมือจนมันตกกระทบกับจานและบังเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องกว้าง  ชานยอลอยากจะคิดว่าตัวเองหูฝาดไป...แต่ประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่มันก็ชัดเจนจนเกินกว่าที่เขาจะหลอกตัวเองแบบนั้น

 

ชายหนุ่มจ้องมองสีหน้าตกใจของคนรักด้วยแววตารู้สึกผิด  เขาไม่อยากทำให้บรรยากาศดีๆในวันครบรอบสามปีของเราต้องสูญเปล่าเลยสักนิด  แต่เขาก็ไม่มีเวลามากนักเนื่องจากเขาต้องรีบไปพูดคุยกับพ่อแม่ของตัวเองให้เป็นกิจจะลักษณะ  เพื่อให้เตรียมรับมือสำหรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง  แน่นอนว่าการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก  เขาอาจจะถูกพ่อของยูอีซัดซักหมัดสองหมัดข้อหาทำลูกสาวของท่านท้องทั้งที่ยังเรียนไม่จบ  หรือบางทีเขาอาจจะถูกจับแต่งงานก็ได้ใครจะไปรู้  เพราะเหตุนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชานยอลฟังด้วยความบริสุทธ์ใจ

 

เพราะถึงอย่างไร...ชานยอลก็คือคนที่เขารักที่สุดในหัวใจเพียงหนึ่งเดียวตลอดมา

 

“ผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนร่วมห้องของฉันเอง...เมื่อสองเดือนก่อนที่ฉันกับเพื่อนๆไปเที่ยวด้วยกันยกห้อง  วันนั้นพวกเราดื่มกันหนักมากจริงๆ...ไม่ใช่แค่ฉันและยูอีที่เมาหนัก...คนอื่นๆก็ด้วยเหมือนกัน”

 

“.....”

 

“ฉันจำได้ว่าถูกใครสักคนหามจากริมหาดเข้าไปนอนในห้อง  แต่ฉันก็เมามายจนเกินกว่าจะรู้ได้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร  ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องนั้นคนเดียวหรือเปล่า...แต่พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้าฉันกลับพบว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆฉันคือยูอี...โดยที่พวกเราไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้น  ฉันอยากจะคิดในแง่ดีว่าเราแค่เมาแล้วเผลอถอดเสื้อผ้าเพราะร้อน...แต่มันก็คงจะเป็นการหลอกตัวเองมากเกินไปหน่อย  ขอโทษที่ฉันต้องพูดแบบนี้...แต่หลักฐานทุกอย่างมันบ่งชี้ว่าฉันกับเธอเราทำเรื่องแบบนั้นลงไปจริงๆ”

 

“.....”

 

“ฟังดูมันอาจจะเป็นการแก้ตัว...แต่ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ  ฉันไม่ได้ต้องการให้มันเกิดขึ้น  มันเป็นเพราะความผิดพลาดทั้งนั้น  ทั้งฉันและเธอเราเลยตัดสินใจว่าจะไม่พูดถึงมันอีก  จนกระทั่งวันนี้...เธอมาดักรอฉันที่ลานจอดรถของมหาวิทยาลัย...และบอกกับฉันตรงๆว่าผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมันทำให้เธอตั้งท้อง...”

 

“.....”

 

“ขอโทษที่ฉันไม่ได้บอกความจริงกับนายตั้งแต่ตอนนั้น...ฉันอยากจะลืมมันไปด้วยซ้ำว่าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น  แต่ฉันก็หนีความจริงไม่พ้น...เพราะความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง”  ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่  ดวงหน้าคมคายฉายแววทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด  “ยูอีบอกกับฉันว่าจะเอาเด็กออก...แต่ฉันก็ห้ามเธอเอาไว้  เพราะถึงอย่างไรเด็กคนนั้นก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรด้วย  เขาไม่ควรจะต้องถูกทำร้ายเพราะความผิดพลาดของพวกเรา...เพราะแบบนั้นฉันก็เลยทำข้อตกลงกับเธอว่าจะรับผิดชอบเด็กในท้อง...ฉันคิดว่านั่นคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”

 

“.....”

 

“นี่คือเรื่องจริงทั้งหมดที่ฉันอยากจะบอกนาย...ได้โปรดเชื่อฉันเถอะนะชานยอลว่าฉันไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้...มันเป็นความผิดพลาดที่ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น  ฉันอยากให้นายเข้าใจว่าถึงฉันจะรักนายมาก...แต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นฉันเองก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”

 

“.....”

 

“ฉันจะเดินทางไปพบพ่อกับแม่ของยูอีเร็วๆนี้  ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ...เพราะถึงอย่างไรยูอีก็เป็นคนที่เสียหาย  ฉันไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของยูอีจะว่ายังไงบ้าง  แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...คนที่ฉันรักก็คือนาย...แค่ปาร์คชานยอลคนเดียวเท่านั้น”  ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง  ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้าอย่างต้องการยืนยันในคำพูดของตัวเอง  “ถึงมันจะฟังดูเห็นแก่ตัว...แต่ว่าขอร้องล่ะ...อย่าเลิกกับฉันเลยได้มั้ย...”

 

ชานยอลเม้มริมฝีปากแน่น  เรื่องราวที่ได้ยินจากปากคนรักมันช่างน่าตกใจเสียยิ่งกว่าอะไรดี  ทว่าชานยอลนั้นรู้ดีว่าคริสรักเขามากขนาดไหน  เช่นนั้น...ในทุกๆถ้อยคำที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาชานยอลจึงคิดว่ามันไม่ใช่ข้อแก้ตัวแต่อย่างใด  คริสเพียงแค่ต้องการสารภาพผิดกับเขาอย่างบริสุทธิ์ใจมันก็เท่านั้น

 

ต่อให้ใครจะบอกว่าเขาเป็นคนโง่ก็ช่างประไร...เพราะชานยอลเชื่อว่าคริสไม่ได้ต้องการให้เรื่องทุกอย่างมันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ

 

“ฉันเข้าใจ...ฉันรู้ว่านายไม่อยากให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น  แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วสิ่งที่เราต้องทำก็คือการหาทางออกร่วมกัน  เท่าที่ฟังดูข้อตกลงของนายกับเธอมันอาจจะไม่มีอะไรซับซ้อน  แต่ทางด้านผู้ใหญ่ล่ะ...ฉันว่ามันคงไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ”

 

“อืม...ฉันเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง...บางทีถ้าทางผู้ใหญ่รู้เข้าฉันอาจจะถูกจับแต่งงานก็ได้”  คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจ  ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะรับผิดชอบเรื่องเด็ก...การถูกจับแต่งงานจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลเกินเอื้อมเลยสักนิด  “แต่ว่า...ต่อให้ในอนาคตฉันจะถูกจับแต่งงานอย่างที่ว่าจริงๆ...แต่รู้ใช่มั้ยว่าคนที่ฉันรักก็คือนาย...แค่นายคนเดียวเท่านั้น”

 

“.....”

 

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...เชื่อใจฉันได้หรือเปล่า”  คริสมองสบตากับอีกฝ่ายพร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอน  ชานยอลเผลอเม้มริมฝีปากนิดอย่างชั่งใจ...ว่ากันตามตรงเขาไม่ได้รู้สึกคลางแคลงใจในความรักที่คริสมีให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย  หากแต่ชานยอลกำลังกังวลในเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเสียมากกว่า  เขาเพียงแต่กังวลว่าการที่เขากับคริสยังคงคบหากันต่อไปมันจะส่งผลกระทบอะไรต่อเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรด้วยมากน้อยแค่ไหน...และเขาได้แต่หวังว่ามันจะเป็นไปในทางที่ดี

 

“.....”

 

“.....”

 

“ฉันเชื่อใจนาย”

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

เรื่องแรกของโปรเจค #7yearswithkrisyeol มาแล้วค่ะ

อย่าลืมแสดงความเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แต่งด้วยนะคะ ไม่ได้เป็นสมาชิกบอร์ดบ้านก็สามารถแสดงความเห็นได้น้า

ส่วนแท็กสกรีมเรื่องนี้ใช้แท็ก #bittersweet_ky นะคะ

 

ขอบคุณค่ะ




#4 Rules & Regulations

Posted by THE E11EVEN ♠ KY on 13 October 2012 - 01:28 PM

Rule & Annoucement

กฎและข้อตกลงของบ้าน


1) บ้านหลังนี้เป็นบ้านคู่ของ Kris Chanyeol (KrisYeol) เท่านั้น

2) การพูดคุย,สอบถาม,คอมเม้นท์แสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ภาษาสุภาพและถูกต้องตามหลักภาษาไทย รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติ

3) งดการพาดพิงหรือการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลในด้านลบกับศิลปินหรือคู่อื่น

4) เมื่อสมัครเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ อย่าลืมไปแนะนำตัวกันที่ >> Introduce Yourselves ! ด้วยนะคะ

5) ขนาด Avartar กำหนดให้ไม่เกิน 150*150 และขนาด Signature ไม่เกิน 500*200

6) ห้ามมี Html ใน Signature เช่น <marquee> หรือภาพ .gif ใหญ่ๆ (มีได้แต่ห้ามเกิน 20*20)

7) ทางบ้านได้ติดตั้งระบบ Reputation และ Warning system เพื่อแจ้งว่าเมมเบอร์คนไหนทำผิดกฏ ทุกครั้งที่ทีมการเพิ่ม Warning Level กับเมมเบอร์ จะมีพีเอ็มไปแจ้งเตือนค่ะ *หากโดนแจ้งเตือนเกิน 3 ครั้งจะลบยูสออกจากบ้านโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า


*สำหรับห้องฟิค (INK and QUIIL) สมาชิกจะต้องมีจำนวนโพส 25 โพสขึ้นไปจึงจะสามารถเข้าห้องฟิคได้


ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ กฎและข้อตกลงของบ้านอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ กรุณาติดตามกันด้วยนะคะ
2012.10.13