Jump to content


Photo

It was summer when I kissed you (2/5)

#summerkissky

  • Please log in to reply
No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 94 posts

Posted 17 January 2020 - 12:52 PM

SF : It was summer when I kissed you

Author : ambiguous90

 

 

Chapter : 02

 

 

 

 

 

แท็ก #summerkissky

 

 

 

ฝนในฤดูร้อนคือความเฮงซวยสำหรับเราทุกคนในค่ายโลลา

 

หลังคาโรงนอนนั้นเก่าและทรุดโทรมมานานหลายปี ดังนั้นทุกครั้งที่ฝนตกมักจะต้องมีตัวแทนแต่ละหอวิ่งมาขอร้องให้ผมช่วยปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาให้หน่อย ทันทีที่ได้ยินเสียงฝนกระทบหลังคา ผมจะเตรียมกล่องอุปกรณ์ซ่อมแซมเอาไว้ให้พร้อม หลังจากนั้นก็นั่งฟังเสียงกระดิ่งหน้าประตู เมื่อได้ยินฝีเท้าของเหล่าเด็กๆวิ่งตรงมาทางนี้ ผมก็จะลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมและหมวกแก๊ปเตรียมออกไปซ่อมหลังคาโดยที่พวกเขาไม่ทันพูดจบประโยค

 

“คริส! ซ่อมให้ผมก่อน! ซ่อมให้ผมก่อน!”

 

จอร์ช ทัคเกอร์ เด็กชายที่ตัวเล็กที่สุดในค่ายร้องบอกพร้อมกับกระโดดไปมา ถัดจากเขาคือปีเตอร์ หัวหน้ากลุ่มสิงโต และโอคอนเนอร์ หัวหน้ากลุ่มแรคคูนที่ไม่พูดมากนอกจากบอกว่าจะหาถังมารองน้ำฝนพลางๆ

 

“โอเค -- โอเค จอร์ช ฉันจะไปซ่อมให้นายก่อน”

 

ผมบอกเด็กชายที่เริ่มเบะปากเตรียมจะร้องไห้ จอร์ช ทัคเกอร์ร้องไชโยด้วยความดีใจแล้วจูงมือผมให้วิ่งฝ่าฝนไปโรงนอนของพวกเขา ในค่ายนี้มีโรงนอนสี่หลัง แต่ละหลังนอนได้ประมาณสิบคน หากปีไหนมีเด็กมากกว่าปกติก็อาจจะเบียดเสียดเป็นหลังละสิบสอง อึดอัดนิดหน่อย แต่ยังพออยู่ได้

 

“ตรงนี้ คริส ตรงนี้” เด็กๆในโรงนอนหมีป่าพร้อมใจกันชี้ไปที่รอยรั่วบนหลังคา “เราเอาแก้วมารองแล้ว แต่มันล้นเร็วมาก คุณช่วยซ่อมให้หน่อยได้ไหม?”

“ได้สิ สบายมาก”

 

ผมรับปากพร้อมกับลากเก้าอี้มาไว้กลางโรงนอน จริงๆผมคงไม่ต้องตื่นกลางดึกเพื่อมาซ่อมหลังคาเลยถ้าค่ายโลลาเก็บเงินจากผู้ปกครองเพิ่มอีกหน่อย แต่เพราะปณิธานของคุณพ่อที่อยากช่วยเด็กๆทำให้เราต้องประหยัดเป็นพิเศษ อะไรที่ซ่อมได้ก็ซ่อม หากไม่ไหวจริงๆค่อยซื้อใหม่ ซึ่งกว่าเราจะขยับไปหาคำว่า “ซื้อ” ก็ต้องผ่านการซ่อมมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง --

 

ผมขอยืนยันว่าไม่ต่ำกว่าสิบครั้งจริงๆ

 

ดังนั้นหากเรื่องไหนที่พอทำได้ ผมก็จะทำไปก่อน ไม่ว่างานซ่อม งานทำความสะอาด งานรีโนเวทเครื่องเรือนต่างๆล้วนผ่านมือผมมาแล้วทั้งสิ้น การซ่อมหลังคาโรงนอนก็เช่นกัน ผมเป็นคนเดียวในค่ายที่ยังมีเรี่ยวแรงและความรู้มากพอจะแก้ปัญหาให้เด็กๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยเมื่อฝนตก ทุกคนจะได้ยินเสียง “คริส!” ดังระงมมาจากโรงนอนทุกทิศทาง

 

“เอาผ้ามาเช็ดหน่อยปีเตอร์” ผมสั่งหัวหน้ากลุ่มสิงโต “สงสัยเราต้องช่วยกันย้ายเตียงให้ฟิลแล้วล่ะเพราะฉันซ่อมหลังคานี่ไม่ได้”

“มีอะไรที่คุณซ่อมไม่ได้ด้วยเหรอ?” ราล์ฟถาม

“เยอะแยะ เช่นวิทยุของคุณพ่อไง”

 

ผมตอบขณะปีนลงบันไดแล้วเข้าไปช่วยเด็กๆย้ายเตียง ในเมื่อการซ่อมแซมเฉพาะหน้าไม่ได้ผล เราก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ด้วยการหนีน้ำแทน ผมวุ่นวายกับการช่วยเด็กทั้งสี่กลุ่มจากหลังคาผุพัง กว่าจะจัดการที่ทางให้พวกเขาได้หลับสบายก็เกือบเที่ยงคืน ผมบอกราตรีสวัสดิ์เด็กๆก่อนจะปิดประตูโรงนอน คราวนี้ถึงเวลาพักผ่อนของผมเสียที

 

ผมใช้มือเช็ดหยดน้ำออกจากใบหน้า สะบัดรองเท้าบูทสองสามทีแล้วกางร่มกลับบ้านใหญ่ เสียงโคลนเฉอะแฉะดังตามจังหวะเท้าที่ก้าวเดิน ฟ้าแลบเป็นระยะช่วยให้มองเห็นทางลางๆโดยไม่ต้องพึ่งไฟฉาย ผมชินกับการเดินเตร่ในค่ายกลางดึกกลางดื่นแบบนี้เพราะต้องตรวจเด็กๆก่อนเข้านอนทุกคืน แต่ดูเหมือนคืนนี้จะแปลกไปจากปกตินิดหน่อยตรงที่มีแสงไฟหน้าของรถส่องมาจากด้านหลัง

 

ใครกันที่มาค่ายกลางดึกแบบนี้?

 

ผมย่ำเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อเห็นว่ารถจอดยนต์คันนั้นจอดหน้าบ้านพัก สุภาพตรีสวมเสื้อคลุมยาวลงจากรถก่อนจะเปิดประตูและฉุดแขนเด็กชายคนหนึ่งให้เดินไปด้วยกัน ผมรู้ในทันทีว่าค่ายโลลากำลังจะมีสมาชิกใหม่ แถมเป็นเด็กที่ถูกพามาตอนกลางคืนกะทันหันแบบนี้ เดาได้เลยว่าถ้าไม่แสบสุดๆก็คงหนีจากอะไรบางอย่าง

 

“สวัสดีครับ”

 

ผมเอ่ยทักทายเธอ สุภาพสตรีท่านนั้นรีบตอบกลับว่าสวัสดีค่ะ ดิฉันมาพบคุณพ่อจอห์น ดิฉันมีเรื่องยากรบกวนท่านนิดหน่อย

 

ผมตอบเธอว่าได้ครับก่อนจะเชิญเธอกับเด็กชายตัวผอมเก้งก้างเข้ามาข้างใน ท่าทีของเขาเหมือนม้าพยศไม่เชื่องต่อเจ้าของ แววตาแข็งกร้าวเย็นชา ไม่มีแม้แต่หวาดกลัวว่าตัวเองจะถูกทิ้งสักนิด ผมปรายตามองเด็กใหม่แค่ชั่วครู่ก่อนจะเข้าไปตามคุณพ่อให้ลงมาดูสมาชิกใหม่ด้วยกัน

 

“สวัสดีครับ” คุณพ่อเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาในห้องนั่งเล่น ท่านส่งยิ้มอบอุ่นให้คุณผู้หญิงก่อนจะมองหน้าเด็กชาย “มีอะไรให้พ่อช่วยหรือ?”

 

หลังเสิร์ฟน้ำชาและของคุ้กกี้ลูกเกดบนโต๊ะ ผมก็ปลีกตัวไปนั่งเก้าอี้นวมด้านหลังคุณพ่อ ทันทีที่ได้รับโอกาสให้พูด สุภาพสตรีแสนสวยก็ร้องไห้โฮออกมา เธอบอกคุณพ่อว่ากลุ้มใจมากๆจนไม่รู้จะทำอย่างไร เธอแต่งงานใหม่กับสามีที่เป็นผู้รับเหมา ส่วนนี่คือลูกชายของเธอกับอดีตสามี ปัญหามีอยู่ว่าพวกเขาเข้ากันไม่ได้ ชาร์ลส์ไม่ชอบทอมมี เขาแสดงอาการต่อต้านเสมอไม่ว่าเธอจะพยายามบอกให้เขาเป็นเด็กดีขนาดไหน ถ้าหากชาร์ลส์ดื้อเงียบคนเดียวคงไม่เป็นไร แต่ทอมมี สามีใหม่ของเธอไม่ใช่คนใจดี

 

“วันนี้ชาร์ลส์ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลยค่ะ” เธอลูบหัวลูกชาย จังหวะที่ฟ้าแลบ ผมแอบเห็นรอยช้ำจางๆบนแก้มของเจ้าเด็กดื้อด้วย “ฉันจำเป็นต้องพาเขาหนี ไม่งั้นทอมมีต้องตีเขาตายคามือแน่ๆ”

“โถ่ เจ้าหนูน้อยชาร์ลส์” คุณพ่อมองอย่างเห็นอกเห็นใจ และแน่นอนคำตอบของท่านก็คือ “พ่อจะดูแลเจ้าหนูคนนี้ให้ชั่วคราวนะ”

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” เธอร้องไห้ก่อนจะหันไปกอดลูกชาย “แม่จะมารับลูกหลังซัมเมอร์นะเด็กดี”

“ผมไม่อยากอยู่ที่นี่ --”

“ไม่กี่วันเองลูกรัก แม่รู้ว่าลูกชายของแม่เข้มแข็ง ลูกต้องชอบค่ายโลลาแน่ๆ”

“ผมไม่ชอบ”

“ที่ค่ายเรามีฮอตด็อกด้วยนะ” คุณพ่อพูดเสริมเพื่อหวังให้ชาร์ลส์อารมณ์ดี แต่เด็กคนนั้นเบือนหน้าหนี ไม่ยอมเปิดให้ท่านเข้าร่วมบทสนทนา “เรามีไอศกรีมทำเอง”

“ผมไม่ชอบไอศกรีม!”

“ชาร์ลส์!”

 

เธอตำหนิลูกชายเสียงดัง แต่คุณพ่อท่านส่ายหน้ายิ้มๆ บอกเธอว่าอย่าดุเด็กน้อยชาร์ลส์เลย เขาต้องใช้เวลาปรับตัวอีกนิดหน่อย ท่านเชื่อว่าไม่เกินสัปดาห์ ชาร์ลส์ต้องชอบค่ายคุณแม่โลลาแน่ๆ 

 

“ดิฉันต้องกลับแล้ว ทอมมีกำลังรออยู่” คุณผู้หญิงบอก เธอหอมแก้มลูกชายครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนและบอกลาเรา “แม่จะกลับมารับนะชาร์ลส์”

 

เด็กชายชาร์ลส์จ้องบานประตูจนกระทั่งแม่ของเขาขับรถออกไป เสียงฟ้าร้องสลับกับเสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างดังแทนบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ คุณพ่อจอห์นหันมาหาชาร์ลส์ก่อนจะบอกให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คืนนี้ดึกเกินกว่าจะหาโรงนอนให้ ดังนั้นชาร์ลส์ต้องนอนกับผมซึ่งเป็นพี่เลี้ยงค่ายแทน

 

“มาเถอะ ฉันจะปูที่นอนให้”

 

ผมบอก เด็กชายชาร์ลส์ผู้เงียบขรึมเดินตามหลังมาติดๆจนถึงห้องพักชั้นหนึ่ง ผมเปิดไฟตรงผนังก่อนจะยกกระเป๋าของเขาไปวางไว้ข้างเตียง เมื่อก่อนเตียงหลังนี้เคยเป็นของพี่เลี้ยงอีกคน แต่เขาลาออกไปนานแล้ว มันจึงกลายเป็นที่นอนสำหรับแขกผู้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมสะบัดผ้าคลุมลายตารางสีน้ำเงินออก ตบหมอนอัดนุ่นสองสามทีเพื่อไล่ฝุ่นและหยิบผ้าห่มมาให้ เด็กน้อยชาร์ลส์ยืนใบ้ไม่พูดขอบคุณเมื่อผมเตรียมทุกอย่างให้เขาเรียบร้อย แต่ไม่เป็นไร เรื่องมารยาทไว้เราค่อยคุยกันอีกทีพรุ่งนี้ก็ได้

 

“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนสิ” ผมบอกชาร์ลส์ที่ตัวเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนจนหยดติ๋งๆ เขาไม่ตอบสนองคำสั่งแต่ตวัดตามองแทน “นายมีปัญหาอะไร?” ผมถามเมื่อเห็นเขายืนใบ้

“กระเป๋าของผมไม่มีอะไรเลย” เขาบอกแล้วก้มมองต่ำ “แม่รีบมากจนลืมจัดกระเป๋าให้”

 

ผมเลิ้กคิ้วก่อนจะเปิดกระเป๋าของเด็กชาย มันเป็นจริงตามที่เขาว่า ในกระเป๋าหนังสีน้ำตาลไม่มีอะไรอยู่เลย มีแค่รองเท้าหนังหนึ่งคู่ที่ดูแล้วน่าจะไม่ใช่ของชาร์ลส์ แต่เป็นของพ่อเลี้ยงของเขา

 

“ฉันจะให้นายยืมก่อนก็แล้วกัน”

 

ผมหยิบชุดนอนของตัวเองออกมาจากตู้และผ้าขนหนูอีกหนึ่งผืน เด็กชายชาร์ลส์รับมันมาถือโดยปราศจากคำขอบคุณเช่นเคย เขาก้มหน้ามองชุดนอนสีดำของผมด้วยแววตาว่างเปล่าก่อนจะเงยหน้า และขอให้ผมออกไป

 

“นายเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ นี่มันห้องของฉันนะ” ผมเน้นคำว่าห้องของฉันเพื่อบอกเด็กชายชาร์ลส์ว่าคนที่ควรออกไปน่าจะไม่ใช่ผมมากกว่า

“ผมรู้ แต่ผมจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“ก็เปลี่ยนสิ”

“ผมจะเปลี่ยนได้ไงถ้าคุณยืนอยู่ตรงนี้”

“แต่เราเป็นผู้ชายเหมือนๆกัน อีกอย่าง ฉันไม่แคร์หรอกถ้านายจะแก้ผ้าหรือวิ่งล่อนจ้อนไปทั่วทั้งค่าย”

 

ผมบอกปัดๆก่อนจะขึ้นนอนบนเตียงและหันหลังให้ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าผมไม่แอบดูเด็กเปลี่ยนเสื้อผ้าแน่ๆ เสียงสวบสาบของเนื้อผ้าถูกับชั้นผิวดังขึ้นแผ่วเบา ชาร์ลส์ใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถามผมว่าเขาควรจัดการกับชุดที่เปียกยังไง

 

“ใส่ในตะกร้าเลย” ผมบอก “พรุ่งนี้เอาไปซักด้วยล่ะ”

“เฉพาะของผมใช่ไหม?”

“นายอยากซักให้ฉันด้วยหรือไง?”

“ไม่” ชาร์ลส์ตอบเสียงแข็ง “ในตะกร้ามีกางเกงในด้วย ผมไม่ซักกางเกงในให้ใครหรอก”

 

ผมหัวเราะขำ เด็กชายชาร์ลส์นั้นแสนซื่อและพยศเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด ผมบอกเขาว่าไม่ต้องห่วงหรอก ในค่ายนี้เด็กๆทุกคนต้องรับผิดชอบข้าวของของตัวเอง เว้นแต่งานครัวและงานทำความสะอาดสถานที่เท่านั้นที่ต้องช่วยกัน

 

“ฉันไม่แน่ใจว่านายต้องอยู่บ้านไหน นายมากะทันหัน ตอนนี้โรงนอนเต็มทุกหลังแล้ว”

“ดี งั้นปล่อยผมไป ผมก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

“บอกแม่ให้มารับสิ คุณพ่อไม่อนุญาตให้ออกข้างนอกโดยไม่มีผู้ปกครอง”

“ผมนั่งรถบัสกลับเองได้”

“แถวนี้ไม่มีป้ายรถบัส นายก็รู้” ผมบอก “อีกอย่างรอบๆค่ายเป็นป่าทั้งหมด ถ้านายมั่นใจว่าจะไม่เจอหมาป่าไคโยตี้ก็เอาเลย เดินไปสุดถนนจนกว่าจะถึงเขตเมืองก็ได้”

“ผมไม่กลัวหมาป่า”

“ก็ดี อย่าวิ่งมาหาฉันล่ะถ้าได้ยินเสียงหอนของมัน”

 

บรู๋ววววว

 

พูดจบ ไมนัส หมาเฝ้าค่ายของเราก็หอนขึ้นมาทันที ผมรู้ว่าไมนัสเป็นหมาบ้านธรรมดาๆที่คุณพ่อเลี้ยงไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ชาร์ลส์ไม่รู้ เขาคงคิดว่าเสียงของไมนัสคือเสียงหมาป่าแน่ๆ ไม่งั้นเด็กชายคนเก่งคงไม่มุดผ้าห่มจนหายไปทั้งตัวแบบนี้หรอก

 

“รู้ไหมว่ากลางคืนหมาป่ามักจะออกมาวนเวียนรอบบ้าน” ผมกุเรื่องขึ้นเพื่อขยี้ให้ชาร์ลส์สติแตก “เคยมีเด็กถูกหมาป่าขย้ำด้วย”

“ผมไม่เชื่อคุณหรอก”

 

บรู๋วววว

 

เยี่ยมมากไมนัส

 

“เดี๋ยวนายก็รู้ว่าฉันพูดจริงหรือเปล่า” ผมดึงผ้าห่มถึงคอแล้วแกล้งทำเป็นขนลุกขนพองกับเรื่องที่ตัวเองเล่า “หมาป่าน่ะ – ชอบกินเด็กอายุเท่านายมากๆ”

 

เปรี้ยง!

 

ฟ้าผ่าจนบ้านสะเทือนทั้งหลังพอดิบพอดี ผมได้แต่กลั้นขำเมื่อเด็กชายชาร์ลส์จมหายไปในผ้าห่มมากกว่าเดิม จังหวะที่กำลังจะแกล้งขู่ให้เขากลัว จู่ๆผมก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังมาถึงเตียง ทั้งๆที่ระยะห่างของมันค่อนข้างไกล แต่เสียงประท้วงขออาหารกลับดังชัดจนได้ยินเต็มสองหู

 

“นายหิวเหรอ?”

“ผมเปล่า” ชาร์ลส์โกหก แต่ท้องของเขาส่งเสียงร้องอีก “ผมไม่หิวนะ”

“ฉันว่าจะชวนกินคุ้กกี้ด้วยกันซักหน่อย”

“ผมบอกว่าไม่หิวไง”

“โอเค งั้นฉันกินคนเดียวก็แล้วกัน”

 

ผมเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ชาร์ลส์นั่งเหวอคนเดียวบนเตียงในห้องพัก ผมตรงดิ่งไปที่ครัวเพื่อหยิบโหลคุ้กกี้ช็อกโกแลตชิปออกมาจากตู้ไม้ รินนมใส่แก้วและถือเข้าไปในห้องที่เราแชร์ร่วมกัน

 

“เอาหน่อยไหม?”

“ไม่”

“คุ้กกี้นี่เราช่วยกันอบเอง เนื้อฉ่ำแน่นอย่าบอกใครเชียวล่ะ” ผมพูดลอยๆก่อนจะกัดคุ้กกี้ชิ้นใหญ่เท่าฝ่ามือแล้วส่งเสียงในลำคอเพื่อยั่วให้ชาร์ลส์รู้สึกว่ามันอร่อย และเขาต้องกิน “อืม – สุดยอดมาก”

 

ชาร์ลส์มองผมสลับกับคุ้กกี้ เขาแกล้งทำเป็นไม่สนใจด้วยการดึงผ้านวมมาคลุมจนมิดแล้วนอนหันหลังให้ ผมพูดทิ้งท้ายว่าถ้าหิวก็ลุกขึ้นมากินก่อนจะออกไปแปรงฟันแล้วเข้านอน เสียงฟ้าร้องคำรามเป็นพักๆสลับกับฟ้าแลบ ในห้องนอนที่มีเราสองคนนอนอยู่คนละด้านของกำแพง เด็กชายชาร์ลส์ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง รีบย่องมาหยิบคุ้กกี้และแก้วนมไปดื่มจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะปีนกลับขึ้นเตียงแล้วร้องไห้เงียบๆเพียงลำพัง

 

 

 

 

ผมตื่นนอนตอนตีห้า แต่ชาร์ลส์ยังคงหลับอยู่ ในเตียงเก่าที่มีกลิ่นอับ ชาร์ลส์ฝังหน้าลงบนหมอนใบใหญ่จนแทบมองไม่เห็นองค์ประกอบของใบหน้า เสียงหายใจเข้าออกแผ่วเบาของเจ้าเด็กแสบกำลังฟ้องว่าเขาอยู่ในห้วงนิทราที่ไม่ควรขัดจังหวะ ดังนั้นผมจึงห่มผ้าให้เขามิดชิดและออกจากบ้านพักเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคน

 

วันอังคารนี้เป็นเวรของบ้านสิงโต

 

ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมรองเท้าผ้าใบและถือตะเกียงตรงดิ่งไปโรงนอนสิงโต ในเวลารุ่งสางหลังคืนฝนตกแบบนี้ไม่มีเด็กคนไหนอยากตื่นเลยซักคน ดังนั้นผมจึงต้องออกแรงเคาะตรงเสาเตียงให้มากกว่าปกติ ผมตะโกนบอกพวกเขาว่าเช้าแล้ว! ตื่นได้แล้ว! วันนี้เวรทำอาหารของพวกนายนะ! ก่อนจะเดินปลุกเจ้าหนูขี้เซาทีละคนๆ หกโมงเช้าถึงจะพร้อมสำหรับงานครัว แต่ก็ยังมีบางคนงัวเงียจนต้องหิ้วเหมือนถุงแป้งไปจนถึงโรงอาหารเหมือนกัน

 

แต่ละวันมื้อเช้าถูกกำหนดไว้โดยมาดามแมรี่ เธอเป็นหญิงวัยห้าสิบปลายๆที่อาสาสมัครมาช่วยพวกเราดูแลเด็กเจ้าปัญหาพวกนี้ทุกปี ด้วยกำลังของเธอเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำอาหารให้เพียงพอสำหรับคนทั้งห้าสิบคนได้ ดังนั้นเธอจึงต้องการแรงของเด็กๆวัยกำลังซนให้ช่วยทำงานหน่อย ซึ่งการทำครัวถือเป็นหนึ่งของการฝึกของที่นี่ เด็กทุกคนในค่ายโลลาต้องเรียนรู้วิธีปลูกผักจนกระทั่งแปรรูปเป็นอาหาร แม้ว่าฝีมือการปรุงจะย่ำแย่ถึงขั้นไม่สามารถตักใส่ปากได้ แต่พวกเขาต้องเรียนรู้ ต้องทำเป็น ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ตามความคาดหวังที่พ่อแม่ของพวกเขาส่งมา

 

“มื้อเช้าวันนี้คือไข่คนนะ เอาล่ะเด็กๆ ตอกไข่ใส่ชามและโรยเกลือลงไป อย่าให้เยอะมากนักล่ะ คงไม่อยากให้เพื่อนของเราต้องเจ็บป่วยเพราะไตวายใช่ไหม?”

 

เธอพูดติดตลกพลางสอนเด็กชายทั้งสิบคนอย่างใจเย็น เด็กเหล่านั้นสนใจฟังบ้างไม่ฟังบ้างขึ้นอยู่กับความดื้อของแต่ละคน เมื่อเวลาล่วงเลยจนเจ็ดโมงเช้า ตัวแทนของนักเรียนเวรทำครัวก็จะวิ่งไปกดออดเพื่อปลุกเด็กคนอื่นๆในค่าย เสียงออดที่แผดลั่นจนนกแตกรังทำเอาพวกเด็กขี้เซาถึงกับหัวเสีย บางคนก็ตะโกนโวยวาย บางคนก็ยกหมอนขึ้นอุดหูไม่ยอมลุกจากเตียง จึงเป็นหน้าที่ของผมและพี่เลี้ยงอีกสี่ต้องตระเวนตามโรงนอนต่างๆเพื่อลากเด็กเหล่านั้นให้ตื่นมาทานมื้อเช้า

 

หลังงานครัวในวันนี้เสร็จสิ้นลง เราทุกคนช่วยกันยกอาหารไปวางบนโต๊ะยาวตัวใหญ่ พวกเด็กๆเรียงถาดเป็นชั้นๆเตรียมแจกจ่าย เวรตักอาหารประจำวันยืนประจำที่ เตรียมทัพพีและขนมปังพร้อมเสิร์ฟเพื่อนๆทั้งค่าย ส่วนผมเดินกลับบ้านพักใหญ่ สวนทางกับคุณพ่อจอห์นที่กำลังมุ่งหน้าไปโรงอาหารกลาง คุณพ่อบอกว่าชาร์ลส์ไม่ยอมตื่นซึ่งไม่ต่างจากที่คิดเท่าไหร่ ท่านดูหนักใจกับเด็กคนนี้พอสมควร อาจเป็นเพราะเขามีบาดแผลทางใจที่ไม่สามารถบอกใครได้ เราจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการคุยกับเขา

 

“ผมจะปลุกเขาเองครับ คุณพ่อ”

 

ผมก้มหัวก่อนจะขึ้นบันไดบ้านพัก เคาะทรายออกจากรองเท้าสองสามครั้งแล้วเปิดประตูห้องนอนซึ่งมีเด็กชายชาร์ลส์นอนหลับอยู่ ผมเริ่มจากการเปิดผ้าม่านเพื่อให้แสงธรรมชาติปลุกนาฬิกาชีวิตของเขา เมื่อเห็นเด็กขี้เซานอนบิดเร้าใต้ผ้านวม ผมจึงปลุกต่อด้วยการใช้เสียง และเมื่อชาร์ลส์ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมลืมตาง่ายๆ ผมจึงเริ่มใช้มือเขย่าตัวเขาเบาๆ แต่ชาร์ลส์กลับดิ้นไปมา ถีบแข้งถีบขาอย่างเอาแต่ใจ ผมถอยกลับมายืนกอดอกมองม้าพยศใหม่

 

“ถึงเวลากินข้าวแล้ว”

“ผมไม่หิว”

“แน่สิ นายกินคุ้กกี้จนเกลี้ยงโหล นายจะหิวได้ยังไงกันล่ะ”

“ผมกินแค่ห้าชิ้นเอง”

“เหรอ?”

“ครับ” ชาร์ลส์ที่ง่วงงุนยังมีกะจิตกะใจขานตอบอย่างน่ารัก “ผมกินแค่ห้าชิ้นเอง บนจานนั่นไง --” เขาชี้นิ้วไปที่โต๊ะข้างเตียง 

 

ผมมองตามปลายนิ้วเล็กๆนั่นก่อนจะถอนหายใจ และเริ่มใช้กำลังเพื่อปลุกชาร์ลส์ให้ลุกจากเตียง เขาออกแรงขัดขืนตามประสาเด็กเอาแต่ใจ ปากก็ร้องโวยวายให้ปล่อยจนแสบแก้วหู แต่แรงเด็กหรือจะสู้แรงคนที่ตัวโตกว่าอย่างผม ในที่สุดชาร์ลส์ก็ออกมายืนนอกเตียงในสภาพผมเผ้าชี้โด่เด่ ใบหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์พร้อมอาละวาดใส่ทุกคนที่อยู่ใกล้ แต่ผมไม่สนใจภาษากายที่แสนจะไม่น่ารักนั้น ผมกอดอกมองชาร์ลส์ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่านายต้องไปแปรงฟันและเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยว – นี้ –

 

“ผมไม่มีเสื้อผ้า! ไม่มีแปรงสีฟัน! ไม่มีอะไรทั้งนั้น คุณเองก็รู้!”

 

เขาตะคอกเสียงดัง ผมเห็นเส้นเลือดขึ้นตรงคอของเขาด้วย

 

“ผมไม่ได้เต็มใจมาที่นี่! ทำไมคุณต้องยุ่งกับผม ปล่อยผมอยู่เงียบๆจนกว่าแม่จะโผล่หัวมาไม่ได้หรือไง!”

“เฮ้! ระวังคำพูดหน่อย!” ผมเตือนเขา ในขณะที่ชาร์ลส์โมโหจนเลือดขึ้นหน้า ผมกลับเข้าใจความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งที่เด็กคนนี้ต้องแบกไว้ ผมจึงถอนหายใจและกล่าวขอโทษ “ฉันผิดเองที่ไม่ใส่ใจนายเท่าที่ควร ไว้ช่วงสายวันนี้ ตอนบ้านแรคคูนไปซื้อของที่ซูเปอร์ ฉันจะพานายไปซื้อเสื้อผ้าก็แล้วกัน”

 

ชาร์ลส์สงบลงเมื่อผมยอมขอโทษและเป็นฝ่ายใจเย็น เขากอดอกด้วยท่าทางแสนดื้อรั้นตามประสาเด็กเอาแต่ใจอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปไหน ผมจึงบอกให้เขาไปแปรงฟันและทานมื้อเช้า

 

“วันนี้มีไข่คน ขนมปัง และนม หวังว่านายจะชอบนะ”

 

ผมบอกพลางเปิดตู้เก็บของเพื่อหยิบแปรงสีฟันราคาถูกออกมา ชาร์ลส์ตั้งท่าจะฉวยมันไปจากมือแต่ผมไหวตัวทัน จึงยกแปรงสีฟันขึ้นและถามเขาว่า

 

“เวลามีใครซักคนให้ของแก่นาย นายควรพูดว่ายังไง?”

“ขอบคุณ”

“เก่งมาก”

 

ผมยิ้มและส่งแปรงสีฟันให้เขา ชาร์ลส์รับมันมาถือก่อนจะถามว่าห้องน้ำอยู่ทางไหนและหายไปประมาณห้านาที เขากลับเข้าห้องนอนอีกครั้งในสภาพใบหน้าเปียกชุ่ม ผมเผ้ายุ่งฟูไม่เป็นทรงจนผมทนดูไม่ได้ ต้องหยิบหวีขึ้นมาช่วยจัดแต่งให้ใหม่

 

“มาเถอะ เพื่อนๆรอนายอยู่”

 

ผมบอกชาร์ลส์ก่อนจะเดินนำเขาไปโรงอาหารใหญ่ ในนั้นเด็กๆทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย บนถาดอาหารของพวกเขามีไข่คนและขนมปังวางอยู่ คุณพ่อจอห์นที่กำลังจะเริ่มสวดอธิษฐานขอบคุณสำหรับอาหารหันมาเห็นเราพอดี ท่านจึงกวักมือเรียกชาร์ลส์ให้เดินเข้ามาใกล้ๆและกล่าวแนะนำเขาแก่เด็กทุกคนในค่าย

 

“นี่คือ ชาร์ลส์ เขาจะมาเป็นสมาชิกใหม่ของค่ายเราในปีนี้”

 

เสียงซุบซิบเซ็งแซ่ดังขึ้นทันที เด็กๆต่างเอียงหน้าเข้าหากันเพื่อคุยกันว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใคร ทำไมถึงโผล่มากะทันหันหลังค่ายเปิดไปแล้วตั้งสัปดาห์ ชาร์ลส์ที่ยืนข้างคุณพ่อดูอึดอัดและอับอายเมื่อถูกเด็กคนหนึ่งหัวเราะเพราะชุดนอนที่ไม่พอดีตัว คุณพ่อจอห์นจึงต้องอบรมเด็กพวกนี้เสียยกใหญ่ก่อนจะยกเวทีให้ชาร์ลส์ที่เรายังไม่ทราบนามสกุลได้แนะนำตัวเอง

 

“ฉัน ชาร์ลส์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้และแผ่วเบา “เรียกฉันว่าชาร์ลส์”

“นามสกุลล่ะ?” เจเรมีตะโกนถามอย่างใคร่รู้

“แค่ชาร์ลส์เฉยๆ”

“แต่นายต้องมีนามสกุลนะ”

“ฉันไม่มี” ชาร์ลส์ตอบเสียงแข็งท่ามกลางเด็กในค่ายที่เริ่มจอแจกันอีกครั้ง

“นี่มันบ้าอะไรกัน” หนึ่งในนั้นสบถเสียงดัง “ใครมันจะชื่อชาร์ลส์ แค่ชาร์ลส์เฉยๆวะ ตลกเป็นบ้าเลย”

“เด็กๆเงียบหน่อย!” คุณพ่อจอห์นปรามอีกครั้ง “เอาล่ะ หลังจากตอนนี้ไป ชาร์ลส์จะอยู่บ้านแรคคูน”

“โถ่ อะไรกัน แค่นี้ก็แน่นจะแย่อยู่แล้ว!” แพทริคบ่น

“พ่อเคยบอกว่ายังไงแพทริค?”

“เราต้องมีน้ำใจและแบ่งปันซึ่งกันและกันครับ”

 

เด็กน้อยประจำบ้านแรคคูนตอบเสียงจ๋อย เขาละอายใจที่เผลอแสดงออกว่าผิดหวังกับการมาถึงของชาร์ลส์ ผู้ไม่ประสงค์จะระบุนามสกุลของตัวเอง เมื่อคุณพ่อเห็นถึงความรู้สึกผิดนั้น ท่านก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจก่อนจะส่งถาดอาหารให้ชาร์ลส์ไปนั่งร่วมกับเพื่อนๆในบ้าน และเริ่มอธิษฐานขอบคุณสำหรับอาหารเช้าทันที 

 

 

 

 

บ้านโลลาให้เวลาเด็กๆทานอาหารมื้อละสามสิบนาที หากใครมัวแต่เล่นจนทานไม่หมด จะต้องถูกลงโทษด้วยการทำเวรล้างจานพิเศษเพิ่มหนึ่งวัน และแน่นอนว่าคนแรกที่ได้ลองของประจำค่ายหนีไม่พ้นชาร์ลส์ซึ่งเป็นเด็กเลือกกินอย่างน่าเหลือเชื่อ เขากัดขนมปังแค่คำเดียว ไข่คนสองช้อน แต่ดื่มนมหมดแก้ว หลังจากนั้นเขาก็นั่งกอดอกปั้นหน้าบูดบึ้งไม่พอใจจนมาดามต้องเดินเข้าไปเช็กด้วยความเป็นห่วงว่าชาร์ลส์ไม่ชอบใจอะไร

 

“ผมไม่เรียกสิ่งนี้ว่าไข่คนหรอกนะ ก็แค่เศษไข่ก้นกระทะที่ไม่มีรสชาติน่าพิศวาสอะไรเลยนอกจากรสเค็มของขี้เกลือและกลิ่นเหม็นไหม้จากไม้ฟื้นเท่านั้น”

 

คำพูดของชาร์ลส์ทำให้เด็กหลายๆคนในบ้านสิงโตไม่พอใจ รวมถึงมาดามแมรี่ด้วย เธอโกรธถึงขั้นยืนกอดอกกดดันชาร์ลส์ให้ทานมื้อเช้าจานนี้ให้หมดไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องเข้าเมืองไปซื้อของกับเพื่อนๆ ผมได้แต่มองเหตุการณ์นั้นโดยไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ชาร์ลส์ อย่างน้อยถ้าจะต้องอยู่ที่นี่ เขาควรเรียนรู้คุณค่าของอาหารและวิธีถนอมน้ำใจคนอื่นบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาก็จะกลายเป็นเด็กไม่น่ารักและไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย

 

แต่ชาร์ลส์ไม่ใช่หมากฝรั่งสำหรับเราทุกคนที่นี่

 

เขามีความดื้อพยศในตัวเองสูงเกินว่าที่เราคาดคิดไว้ เขาเอาแต่ใจ ถือตัว อวดดี เย่อหยิ่งและจองหอง ทุกคุณสมบัติของเด็กมีชาติตระกูลแต่นิสัยเสียรวมอยู่ในตัวเขาคนเดียว ชาร์ลส์ยังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาไม่ขอ ‘กระเดือก’ สิ่งที่เพื่อนๆตั้งใจทำลงกระเพาะเด็ดขาด ต่อให้มาดามแมรี่ยัดไข่คนทั้งถาด เขาก็จะไม่เคี้ยวให้ลิ้นเสียรสชาติ ดังนั้นมาดามจึงลงโทษด้วยการสั่งงดอาหารจนถึงมื้อเย็น นั่นหมายความว่าเที่ยงนี้ที่เราไปซื้อของในเมือง เขาจะไม่มีโอกาสได้กินแซนด์วิชแสนอร่อยฝีมือมาดามเลยแม้แต่คำเดียว

 

บทลงโทษของเด็กเลือกกินคือการล้างจานกองโต ‘เพียงลำพัง’ ในเมื่อเขาเลือกที่จะขัดขืนและต่อต้านกฎของที่นี่ ชาร์ลส์จึงต้องยอมรับหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย แต่เขาก็ทำให้มาดามปวดหัวอีกครั้งด้วยการหยิบจับอะไรไม่เป็น สองในสามของจานที่ต้องล้างจึงยังมีคราบตกค้างของไข่คนเหลืออยู่

 

“เพราะสิ่งที่คุณให้เรากินมันคือขยะ!”

 

ชาร์ลส์ยังคงเถียงต่อไป มาดามแมรี่ถึงกับกำมือแน่นด้วยความอดกลั้น เธอคงอยากกรีดร้องเต็มที แต่ด้วยภาพลักษณ์มาดามผู้แสนใจดี เธอจึงทำเพียงแค่ดึงสีหน้าให้ราบเรียบ และสั่งให้ชาร์ลส์ล้างใหม่จนกว่าจานทุกใบจะสะอาด

 

ผมไม่ได้ติดตามว่าเด็กชายชาร์ลส์แสดงอิทธิฤทธิ์อย่างไรต่อเพราะมีงานสำคัญต้องทำ ช่วงสายผมต้องขึ้นไปซ่อมหลังคาโรงนอนให้เด็กๆด้วยแผ่นไม้เก่าๆและตะปูกล่องเดิม ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะป้องกันฝนได้อีกนานเท่าไหร่ แต่เดาว่าอีกไม่นาน คุณพ่อคงต้องควักเงินก้อนใหญ่จ่ายเป็นค่ารื้อหลังคาทั้งหลังแน่ๆ หลังทำหน้าที่ตัวเองเสร็จก็สิบโมงพอดี มาดามแมรี่เดินมาเรียกผมให้เตรียมตัวไปซื้อของในเมืองด้วยกัน ผมจึงได้เห็นหน้าเด็กชายชาร์ลส์อีกครั้ง

 

“ล้างจานสะอาดหรือยัง?” ผมแซวยิ้มๆ แต่ชาร์ลส์ไม่เล่นด้วย เขาหน้าบูดบึ้งเหมือนจะร้องไห้  และแสดงออกชัดเจนว่าความอดทนของเขาต่ำจนเกือบถึงจุดระเบิดแล้ว “คราวหน้านายก็กินให้หมดเสียสิ จะได้ไม่ต้องล้างจานทั้งหมดคนเดียว”

“ผมไม่กินอาหารเกรดต่ำ”

“ต้องขอโทษด้วยนะที่ค่ายของเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อของดีๆให้นายกิน ลำพังค่าใช้จ่ายและเงินหมุนเวียนก็แทบไม่พอแล้ว”

“ก็ค่ายคนจนนี่นะ”

“ใช่ ค่ายคนจน” ผมแสร้งทำเป็นเห็นด้วย “ที่นี่มีแต่เด็กจนๆทั้งนั้น รวมถึงนายด้วย”

 

ชาร์ลส์ตวัดตามองด้วยความโกรธ แก้มและใบหูทั้งสองข้างของเขาแดงเถือกเหมือนมะเขือเทศในสวนที่เราช่วยกันปลูก ผมไม่สนใจอาการไม่ได้ดั่งใจของเด็กคนนั้นนอกจากเช็กจำนวนเด็กๆที่ต้องไปซื้อของวันนี้ หากรวมผม มาดามแมรี่ และชาร์ลส์ด้วยก็จะมีทั้งหมดสิบสามคน เราเดินออกจากค่ายเป็นระยะทางกว่าหนึ่งไมล์ถึงจะเจอป้ายรถเมล์ หลังจากนั้นก็ต้องรอจนสิบเอ็ดโมงกว่าที่รถบัสประจำทางซักคันจะขับผ่านมา เมื่อรถคันใหญ่สีเหลืองจอดเทียบท่า ผมกับมาดามแมรี่ก็ช่วยกันต้อนเด็กๆขึ้นรถและจ่ายค่าโดยสาร มุ่งหน้าสู่ร้านรวงในเขตเมืองเพื่อจับจ่ายใช้สอยข้าวของเครื่องใช้ประจำสัปดาห์

 

วันนี้เป็นวันซื้อของประจำเดือน ผมกับมาดามมีลิสต์สินค้าที่ต้องซื้อยาวเป็นหางว่าว เราแบ่งเด็กๆออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งซื้อของสด อีกกลุ่มหนึ่งซื้อของใช้เช่นยาสีฟัน ผงซักฟอก หรือของจำเป็นอื่นๆตามที่คุณพ่อจดไว้ให้ ผมปล่อยให้มาดามดูแลเด็กทั้งสิบคนและพาชาร์ลส์ไปเลือกซื้อเสื้อผ้า เราอาจจะมีเงินไม่มาก แต่คุณพ่อก็แบ่งเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้ชาร์ลส์ได้มีเสื้อผ้าและกางเกงเป็นของตัวเอง ผมพาเขาไปที่ร้านขายเสื้อผ้ามือสอง และเด็กชายเจ้าปัญหานี่ก็แสดงสีหน้าไม่ชอบใจกับกลิ่นสาปของเสื้อผ้าที่เคยมีเจ้าของมาก่อน

 

“ผมไม่ใส่เสื้อเหม็นๆพวกนี้หรอกนะ”

“แค่ซักก็หายแล้ว”

 

ผมบ่นพลางรื้อหาเสื้อผ้าสำหรับเด็กอายุประมาณสิบสามปีให้เขา ชาร์ลส์ยังคงหน้าบึ้ง ปฏิเสธไม่เอาเสื้อทุกตัวที่ผมเลือกให้ ดังนั้นผมจึงต้องเดินทั่วร้านเพื่อหาสิ่งที่เขาถูกใจ แต่ไม่ว่ายังไงชาร์ลส์ก็ไม่เอาจนผมเริ่มหงุดหงิดโมโห

 

“งั้นนายก็กลับบ้านไปเอาเสื้อผ้าเสียสิ”

“ถ้าทำได้ ผมก็จะไป”

 

ชาร์ลส์ตอบอย่างอวดดี เขาปรายตามองเสื้อผ้าที่ผมหยิบใส่ตะกร้าด้วยแววตาหยามเหยียด ผมส่ายหน้าเอือมระอากับเจ้าเด็กหัวสูงไม่เจียมตัว แม่ของเขาหอบหิ้วตัวเขามาค่ายกลางดึกกลางดื่น เงินสนับสนุนก็ไม่จ่ายเลยซักเหรียญ แถมเอาแต่พูดว่าขอความเมตตา ขอความเมตตาจากคุณพ่ออีก ผมไม่รู้จริงๆว่าบ้านของชาร์ลส์มีฐานะร่ำรวยตามที่เจ้าเด็กนี่แสดงออกหรือเปล่า เพราะรสนิยมของเขาช่างสูงส่งขัดกับการกระทำของแม่ ผมได้แต่หวังว่าเด็กคนนี้ก็แค่ล้อเล่นขำๆ เดี๋ยวเขาก็คงเผยตัวตนของตัวเองออกมาเร็วๆนี้ ทว่าระหว่างที่กำลังเลือกหาชุดที่เข้ากับชาร์ลส์ ผมก็ได้ยินเสียงกระดิ่งร้านดังขึ้น บานประตูกระจกค่อยๆปิดตามแรงดึงดูดพร้อมกับเสียงเจ้าของร้านตะโกนบอกว่า

 

“เด็กคนนั้นหนีไปแล้ว!”

 

 

 

 

 

ไอ้เด็กบ้า --

 

ผมสบถแล้วโยนตะกร้าทิ้งก่อนจะรีบพุ่งออกจากร้าน บนถนนมีคนพลุกพล่านจนไม่สามารถมองหาเด็กชายวัยสิบสามได้ทันที ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะตามตัวชาร์ลส์เจอ ปกติแล้วเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงแรกที่เริ่มเปิดค่าย เด็กๆที่ถูกพ่อแม่พามาฝากไว้อย่างไม่เต็มใจมักจะหาทางหลบหนีกลับบ้าน ผมมักจะวิ่งกวดทันเพราะเด็กเล็กๆก้าวขาได้ไม่กว้าง แต่ในกรณีของชาร์ลส์ เขาไม่ได้วิ่งหนี แต่เขา ‘พรางตัว’ ไปกับฝูงชนและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

ช่วงเที่ยงวันอังคารที่แดดจ้า แสงอาทิตย์สาดส่องบนถนนจนแทบมองอะไรไม่เห็น ผู้คนก็พลุกพล่านเป็นพิเศษเพราะถึงเวลาพักกลางวันพอดี บวกกับตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จำนวนเด็กที่เดินเล่นกันขวักไขว่จึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ผมหรี่ตาลง พยายามมองหาเด็กชายที่สูงประมาณห้าฟุต สวมเสื้อแขนยาวสีดำตัวโคร่งกับกางเกงลายสก็อตที่ยาวกรอมเท้า แต่ไม่ว่าจะกวาดสายตาทางไหนก็เจอแต่เด็กสวมใส่เสื้อผ้าดีๆ เด็กผู้หญิงสวมเดรสลายเชอร์รี่ เด็กชายในชุดเอี๊ยมยีนสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีวี่แววของชาร์ลส์เลยแม้แต่น้อย

 

ผมเดินย่ำไปตามท้องถนน สายตายังคงสอดส่องลอดกระจกร้านรวงต่างๆเพื่อหาเจ้าเด็กตัวแสบ ในร้านเบเกอรี่ที่มีคนต่อคิวยาวเหยียด ไม่มีเด็กคนไหนสวมเสื้อแขนยาวสีดำ แม้แต่ร้านขายของเล่นที่เด็กหลายๆคนถวิลหาก็ไม่มี ฤดูร้อนแบบนี้ พวกเขามักจะถูกพ่อแม่จับให้สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส ไม่มีเด็กคนไหนสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ผมจึงต้องเดินหาต่อไปด้วยใจกระวนกระวายกลัวเขาหายไปจากค่าย ขืนเป็นแบบนั้นจุดจบของค่ายโลลามาถึงแน่ๆ หากเราไม่สามารถดูแลเด็กทุกคนให้ปลอดภัยได้ รัฐบาลจะสั่งปิดค่ายของเรา

 

การเดินทางบนถนนดูเหมือนยาวนาน ผมยังคงเดินหาชาร์ลส์ต่อไปไม่ลดละ ผ่านร้านรวงต่างๆที่มีเด็กวัยเดียวกับเขามากมาย ผ่านร้านขายเสื้อผ้า ขายขนมและของเล่น ขายสิ่งที่น่าจะดึงดูดเด็กคนนั้นได้แต่ไม่พบ ผมเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ถามเจ้าของร้านว่าเห็นเด็กชายสูงห้าฟุตในเสื้อแขนยาวสีดำเห่ยๆบ้างไหม ความพยายามของผมสำเร็จเมื่อเข้าร้านขายเทปแล้วพนักงานตรงเคานท์เตอร์บุ้ยปากไปด้านหลัง ผมเห็นชาร์ลส์ยืนเลือกตลับเทปด้วยท่าทีเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อน ไม่ได้กำลังหลบหนีจากค่ายนรก เขาเหมือนเด็กที่ยืนเลือกขนมในร้านลูกกวาด เพียงแค่สิ่งที่สายตาแสนซื่อบริสุทธิ์คู่นั้นกำลังจับจ้องคือเทปคาสเซ็ตต์ของศิลปินจากอังกฤษ

 

ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ตั้งใจจะตะครุบตัวชาร์ลส์ไว้ก่อนที่เขาจะไหวตัวทัน ทว่าเมื่อเห็นมือน้อยๆค่อยๆเหน็บตลับเทปกับขอบกางเกง ความใจเย็นของผมก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ผมเดินย่ำเท้าเสียงดังจนชาร์ลส์จับได้ เขาหน้าซีดเผือดราวกับรู้ว่าชะตากรรมของตัวเองสิ้นสุดตรงนี้ ชาร์ลส์มองผมด้วยท่าทีหวั่นๆ และเมื่อผมคว้าคอเสื้อของเขา เด็กชายก็เลิ่กลั่กจนตลับเทปหล่นบนพื้น

 

“นายคิดจะทำอะไร?” ผมเค้นเสียงถาม เดาได้เลยว่าใบหน้าตอนนี้คงบูดบึ้งสุดๆ

“ก็คุณบอกให้ผมกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน --”

“ฉันหมายถึงไอ้นั่น” ผมพยักเพยิดไปทางตลับเทป “นายคิดจะขโมยมันงั้นเหรอ?”

 

ชาร์ลส์ตัวสั่นเหมือนจะร้องไห้ ผมรู้ในทันทีว่าเขาไม่ใช่เด็กสันดานขี้ขโมย นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาก่ออาชญากรรมเพราะน้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มทีละหยดๆก่อนที่เด็กชายชาร์ลส์จะร้องไห้และยอมรับผิดว่าเขาตั้งใจขโมยเทปจริงๆ

 

“นายทำแบบนี้ทำไม?”

“เพราะผมอยากได้” เขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา “แต่ผมไม่มีเงิน”

“นายไม่รู้เหรอว่าการขโมยเป็นเรื่องไม่ดี?”

“รู้ครับ”

“ทำไมนายยังทำอีก?”

 

ชาร์ลส์ขอโทษก่อนจะร้องไห้ เขาอ้อนวอนไม่ให้ผมบอกเจ้าของร้านเพราะไม่อยากติดคุก ผมได้แต่กอดอกมองเด็กชายที่เคยปากเก่งร้องไห้เงียบๆ ปล่อยให้เขารู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำจนเห็นสมควรว่าพอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นชาร์ลส์อาจจะไม่หยุดร้องไห้ เขาคงขาดใจตายในร้านแน่ๆหากผมบอกว่าจะแจ้งเจ้าของร้าน

 

“คนที่นายต้องขอโทษ ไม่ใช่ฉันหรอก” ผมบอกแล้วหมุนตัวเขาให้หันไปมองเจ้าของร้านขายเทปที่กำลังดูเบสบอลหน้าโทรทัศน์ “รู้ใช่ไหมว่าควรทำอะไร?”

 

ชาร์ลส์พยักหน้าแต่ไม่เลิกหันมาขอความช่วยเหลือทางสายตา เขากระซิบบอกว่าผมกลัว ผมกลัวอยู่สองสามครั้งจนผมต้องช่วยให้เขาสารภาพบาปด้วยการเดินไปหาเจ้าของร้านด้วยกัน ชายรูปร่างท้วมผู้มีใบหน้าสีชมพูเหลือบมองเราด้วยหางตาก่อนจะถามห้วนๆมีอะไรให้ช่วยไหม เด็กชายชาร์ลส์ที่กลัวมากถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวจนระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา

 

“ผมขอโทษครับ” ชาร์ลส์สะอึกสะอื้น “ผมพยายามขโมยของในร้านคุณ”

“หา? ว่าไงนะ?”

 

เจ้าของร้านละสายตาจากรายการเบสบอลและมองชาร์ลส์ ผมจึงรีบเอ่ยปากขอโทษเขาอีกทางและบอกว่าจะรับผิดชอบสิ่งที่ชาร์ลส์ทำด้วยการซื้อเทปตลับนั้น เจ้าของร้านดูไม่พอใจ เขาตำหนิต่อว่าชาร์ลส์อยู่พักใหญ่แต่ก็เงียบเมื่อเห็นสายตาซื่อๆของเด็กที่รู้สึกผิด หลังจากเทศนาอยู่นานหลายนาที เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร

 

“ฉันจะไม่แจ้งตำรวจเพราะเธอยังไม่ได้ขโมย” เขาพูดทิ้งท้ายพลางยื่นตลับเทปของเดอะบีเทิลส์ให้ “จ่ายเงินแล้วแยกย้ายกันตรงนี้”

 

ผมขอโทษเจ้าของร้านอีกครั้งก่อนจะใช้เงินส่วนตัวรับผิดชอบสิ่งที่ชาร์ลส์ทำลงไป เราสองคนเดินออกจากร้านพร้อมกับเทปคาสเซ็ตต์ที่เด็กชายชาร์ลส์อยากได้นักหนา แต่ตอนนี้เขาละอายจนไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสมันด้วยซ้ำ ผมเลิกกังวลแล้วว่าชาร์ลส์จะวิ่งหนีอีก ตัวเขาในสภาพนี้ไม่ได้ต่างจากลูกนกปีกหักที่ต้องมีคนคอยดูแล ชาร์ลส์ยังคงร้องไห้ไม่หยุดเพราะอับอายและละอายใจ ผมเห็นเขาสำนึกผิดจึงหยุดเดินและจับไหล่ให้เราหันหน้าคุยกันตรงๆ

 

“สัญญากับฉัน ว่านายจะไม่ขโมยของอีก”

“ครับ ผมจะไม่ขโมยของอีก” ชาร์ลส์สะอึกสะอื้น “ผมขอโทษ”

 

ในค่ายโลลา หากเด็กทำผิดได้กล่าวขอโทษและสำนึกจากใจจริงแล้ว เราจะไม่พูดถึงความผิดนั้นอีก ผมจึงตบหลังชาร์ลส์เบาๆเป็นเชิงบอกให้เขาหยุดร้องและเดินกลับไปที่ร้านขายเสื้อผ้ามือสอง คราวนี้ม้าพยศที่เคยดื้อรั้น เคยตะโกนเกรี้ยวกราดว่าจะไม่มีวันสวมใส่เสื้อผ้าพวกนี้กลับยืนสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ผมหยิบเสื้อยืดให้เขาสามตัว กางเกงขาสั้นสองตัว ขายาวหนึ่งตัว และชุดนอนอีกสองชุด ผมถามชาร์ลส์ว่าเขาชอบสีอะไรเป็นพิเศษ

 

“ผมชอบสีเหลืองดอกทานตะวัน” ผมเลิกคิ้วประหลาดใจ

“ทำไมต้องเหลืองทานตะวัน?”

“เพราะมันสดใส” ชาร์ลส์ตอบพลางสูดจมูกฟุดฟิด “สีเหลืองทำให้ผมคิดถึงหน้าร้อน”

 

ผมไม่ว่าอะไรอีกนอกจากหยิบเสื้อสีเหลืองใส่ตะกร้า หลังจากนั้นก็จ่ายเงินสำหรับค่าเสื้อผ้าใหม่ของชาร์ลส์และเดินกลับป้ายรถเมล์ซึ่งเป็นที่นัดหมายของเราพร้อมกัน

 

 

 

 

ชาร์ลส์แอบกระซิบถามบนรถว่าผมจะฟ้องคุณพ่อจอห์นถึงวีรกรรมแสนร้ายกาจที่เขาทำในร้านขายเทปคาวเซ็ตต์หรือไม่ ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ และบอกเขาว่ามันจะเป็นความลับระหว่างเราสองคน เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายชาร์ลส์ก็ยิ้มกว้างด้วยสีหน้าที่เป็นสุข

 

บ่ายวันอังคารอากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ หลังลงจากรถบัส พวกเราทั้งสิบสามคนต้องช่วยกันหอบหิ้วของที่ซื้อจากตัวเมืองกลับค่าย ระยะทางหนึ่งไมล์ถือว่าไม่ไกลสำหรับผมซึ่งเป็นผู้ใหญ่ แต่เหล่าเด็กๆกลับบ่นกระปอดประแปดและประท้วงขอหยุดพักทุกๆสองร้อยเมตร ผมกับมาดามแมรี่ต้องช่วยกันต้อนพวกเขาให้เดินขึ้นเนินให้ทันเวลาเพราะมาดามต้องเตรียมตัวทำมื้อเย็นต่อ ดังนั้นเราจะชักช้าและอืดอาดไม่ได้ ยังมีคนกว่าสี่สิบชีวิตรอพวกเราอยู่

 

ชาร์ลส์ไม่ใช่คนที่เด็กที่สุดในค่าย แต่เขาเป็นเด็กที่อ่อนแอที่สุด เมื่อเช้าเขาปฏิเสธไข่คนกับขนมปังจากมาดาม ช่วงบ่ายเขาจึงถูกลงโทษไม่ให้ทานแซนด์วิชเพื่อดัดนิสัยเลือกกินซึ่งชาร์ลส์ดูจะไม่แคร์เท่าไหร่ เขาไม่สนเวลาเห็นพวกเราคลี่กระดาษที่ห่อขนมปังออก ชาร์ลส์ยังพูดเชิงหยามเหยียดเหมือนเดิมว่าก็แค่ขนมปังแห้งๆกับเศษผักและทูน่ากระป๋องราคาถูก ไม่มีอะไร ‘น่าอภิรมย์’ สำหรับเขาเลยซักนิด

 

แต่การไม่กินอาหาร อาจทำให้ล้มป่วยได้

 

ผมไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะคิดว่าร่างกายของชาร์ลส์น่าจะอึดเหมือนเด็กคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เด็กๆในค่ายโลลามาจากครอบครัวฐานะไม่ดี บางวันพวกเขาอาจไม่ได้กินอิ่มสามมื้อแต่ก็ยังมีเรี่ยวแรงวิ่งเล่นเป็นปกติเหมือนเดิม ผมไม่ทันระวังว่าสุขภาพของชาร์ลส์แตกต่างจากเด็กคนอื่น ดังนั้นตอนที่เราเดินใกล้ถึงค่าย ชาร์ลส์ซึ่งเป็นเด็กคนสุดท้ายเดินหลังสุดก็ล้มลง เสียงของหนักๆกระแทกพื้นดัง ‘ตุ้บ!’ ทำให้เราทุกคนต้องหยุดเดิน ผมเห็นชาร์ลส์ลงไปนอนกองกับพื้นก็แตกตื่น รีบวิ่งเข้าไปดูว่าเขาเป็นอะไร

 

“เป็นลม” มาดามแมรี่สรุป “มาเถอะ พาเขากลับค่ายกัน”

 

ผมช้อนตัวชาร์ลส์ไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบอุ้มเขากลับค่าย อีกสามร้อยเมตรก็จะถึงประตูรั้วผุพังอยู่แล้วเชียวแต่ชาร์ลส์ไม่มีเรี่ยวแรงมากขนาดนั้น ทันทีที่ถึงบ้านพัก ผมก็นำตัวชาร์ลส์ไปนอนบนเตียงที่เขาพักผ่อนเมื่อคืน ถอดเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อของเด็กชายออกและเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยืดที่เพิ่งซื้อให้ ร่างของชาร์ลส์อ่อนปวกเปียกเหมือนตุ๊กตา เขาหลับคอพับและดูซีดเซียวเหมือนคนไม่มีแรง มาดามแมรี่ที่หายไปหากระเป๋าพยาบาลรุดเดินเข้ามาในห้อง เธอนำสำลีชุบแอมโมเนียจ่อจมูกเด็กชายพร้อมกับสั่งให้ผมเปิดหน้าต่างระบายอากาศ หยิบกระดาษแข็งขึ้นมาช่วยพัดให้ หลังจากวุ่นวายกับการปฐมพยาบาลไม่ถึงห้านาที ชาร์ลส์ก็ค่อยๆรู้สึกตัว เขาสะลึมสะลืองุนงงไม่รู้เรื่อง สับสนว่าตัวเองอยู่ที่ไหนถึงขนาดร้องหาแม่

 

“เขาไม่เป็นไรแล้วล่ะ” มาดามแมรี่ทิ้งสำลีลงถังขยะใบเล็ก “ให้นอนซักพัก ตอนเย็นค่อยลุกขึ้นมาทานอาหาร”

 

เธอเก็บอุปกรณ์และออกจากห้องไป ปล่อยให้ผมปฐมพยาบาลชาร์ลส์ต่อด้วยการพัดลมให้เขาและส่งน้ำให้จิบ ริมฝีปากของชาร์ลส์แห้งและแตกเป็นแผ่น เขาดูเหนื่อยและหมดแรงเกินว่าจะขยับตัว ผมจึงต้องจัดท่าให้เขานอนได้สบายๆ

 

“นายเป็นลมน่ะ” ผมใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อบนหน้าให้เขา “นอนพักหน่อยเถอะ ตื่นเมื่อไหร่ฉันจะหาอะไรให้นายกิน”

 

ชาร์ลส์บ่นอะไรซักอย่างที่จับใจความไม่ได้ เขางึมงำอีกครู่เดียวก็หลับไปนานจนเลยเวลาอาหารเย็น ดูเหมือนว่าคืนนี้ชาร์ลส์จะยังไม่ได้เข้าหอแรคคูนเพราะค่ายโลลาไม่มีหอพยาบาล เวลาใครเจ็บป่วยหรือต้องอยู่ในการดูแลใกล้ชิดก็มักจะต้องย้ายมานอนบ้านพักใหญ่ของคุณพ่อ สองทุ่มเป็นเวลาที่ต้องส่งเด็กๆเข้านอน ผมจะเช็กดูจนแน่ใจว่าทุกคนอยู่ครบและประจำที่ของตัวเอง จากนั้นผมก็กลับห้องพักเพื่อดูแลชาร์ลส์ต่อ ในห้องมีคุณพ่อจอห์นยืนมองเด็กชายตรงปลายเตียง ท่านเอ่ยเรียบๆว่ากำลังสวดมนต์ให้เขาแข็งแรงไวๆก่อนจะถามว่าชาร์ลส์เป็นอย่างไรบ้าง

 

“ค่อนข้างดื้อครับคุณพ่อ” ผมบอกแค่นั้นโดยไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านขายเทปคาสเซ็ตต์ “เป็นเด็กเลือกกิน”

“เขาไม่ได้เกเรใช่ไหม?”

“ไม่ครับคุณพ่อ”

“ดีแล้วล่ะ” คุณพ่อจอห์นพึมพำ “ดีแล้วล่ะ” ท่านพูดอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

ผมอยู่เพียงลำพังกับชาร์ลส์ที่กำลังหลับสนิทบนเตียง ผมแค่คิดว่าเขาหลับ จนกระทั่งเสียงปิดประตูดังขึ้น เจ้าก้อนใต้ผ้านวมก็ค่อยๆขยับตัวยุกยิก ส่งสายตากลมโตสดใสมาหาอย่างมีความหมาย

 

“นี่ --” ชาร์ลส์เรียกผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทำไมคุณไม่บอกบาทหลวงคนนั้น?”

“ก็นายสำนึกผิดแล้วนี่” ผมยักไหล่ “หรือจะให้ฉันเปลี่ยนใจบอกคุณพ่อ?”

“อย่าเลย ได้โปรด”

“ล้อเล่นน่า ฉันรับปากนายแล้วไงว่าจะไม่บอกใคร” ผมยิ้มขำในความไร้เดียงสาของเด็กชายบ้านแรคคูน “หิวหรือยัง?”

“มากครับ”

“สัญญาก่อนนะว่าถ้าฉันเอาอาหารมาให้ นายจะกินจนหมด?”

 

ชาร์ลส์พยักหน้ารัว เขาคงหิวมากเพราะตั้งแต่เช้าก็ได้กินนมแค่หนึ่งแก้วเท่านั้น ผมจึงเดินออกจากบ้านพักไปโรงอาหาร เปิดตู้กับข้าวที่เก็บมันบดและขนมปังสำหรับชาร์ลส์ออกมาจัดแจงวางบนถาด รินนมให้ด้วยอีกหนึ่งแก้วก่อนจะถือกลับเข้าไปในบ้านและเสิร์ฟบนเตียง เด็กชายที่กำลังหิวโซคว้าช้อนแล้วตักมันบดกินทันที แค่คำแรกเข้าปากเขาก็เริ่มวิจารณ์รสชาติอาหารอีกแล้ว ผมไม่ขัดจังหวะนักวิจารณ์ตัวน้อยนอกจากกอดอกมองชาร์ลส์ตักมันบดใส่ปากคำแล้วคำเล่า

 

“ผมรู้วิธีทำมันบดที่อร่อยกว่านี้” ชาร์ลส์คุยโว “คุณต้องใส่นมลงไป”

“ในมันบดเนี่ยนะ?”

“ใช่ เนื้อมันจะได้ไม่แห้งแบบนี้” ชาร์ลส์ตักขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง “ที่สำคัญคือเนย ใช้เนยนะ ห้ามใช่มาการีน คุณต้องใส่เนยเยอะๆแต่อย่าใส่รวดเดียว ค่อยๆใส่ทีละชิ้น ทีละชิ้นให้มันค่อยๆเข้าเนื้อมันฝรั่ง --”

“อือฮึ”

“อย่าลืมเกลือนะ เกลือสำคัญมาก”

“แล้วยังไงอีก?”

 

ผมแกล้งถาม ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ามันบดแสนอร่อยมีขั้นตอนอย่างไร แต่เพราะเห็นแววตาเป็นประกายอยากมีส่วนรวมของชาร์ลส์ ผมจึงปิดปากตัวเองและรับฟังเด็กชายตัวน้อยต่อ

 

“คุณก็บดๆๆ แล้วก็ชิม ถ้าอร่อยแล้วก็ใช้ที่ตักไอศกรีมวางบนจาน ราดด้วยน้ำเกรวี่ คุณรู้ไหมว่าน้ำเกรวี่สูตรไหนอร่อยที่สุด?”

“สูตรของใครกันล่ะ?”

“ของผมไง” ชาร์ลส์ยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มตรงแก้มซ้าย โอ้ เด็กคนนี้มีลักยิ้มด้วย “ผมทำน้ำเกรวี่เป็นนะ ถ้าคุณอยากชิม”

“รออีกสองวันก็ถึงคิวทำอาหารของบ้านแรคคูน นายค่อยแสดงฝีมือก็แล้วกัน”

 

ชาร์ลส์ยิ้มและพยักหน้ารับ เขาก้มหน้าก้มตากินทุกอย่างในถาดจนเกลี้ยงก่อนจะขอบคุณผมที่นำอาหารมาเสิร์ฟถึงที่ หลังกินเสร็จ ผมบอกชาร์ลส์ว่าเขาต้องอาบน้ำ เดี๋ยวเราจะไปอาบน้ำพร้อมกัน ชาร์ลส์พยักหน้าอย่างว่าง่าย เขาถือจานและหอบหิ้วเสื้อผ้าเดินตามหลังผมไปจนถึงโรงครัว ผมรอจนกระทั่งเขาล้างจานเสร็จจึงเดินไปโรงอาบน้ำกลางแจ้งด้วยกัน เราผลัดเสื้อผ้ากันคนละมุมก่อนจะเปิดประตูบานกั้นที่ทำจากไม้ ผมอาบน้ำในห้องที่สอง ส่วนชาร์ลส์อยู่ห้องถัดไป

 

เสียงน้ำไหลจากฝักมัวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความช่างพูด ชาร์ลส์ชวนผมคุยเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป คุณเชื่อเรื่องดาวตกไหม คุณชอบกินสตรอว์เบอร์รีไหม คุณเคยไปแอละแบมาไหม ผมจึงตอบไปว่า ไม่ ไม่ และไม่

 

“ฉันไม่เชื่อเรื่องดาวตก ฉันไม่ชอบกินสตรอว์เบอร์รี และฉันไม่เคยไปแอละแบมา”

“ชีวิตคุณน่าเศร้าจัง มีคนไม่ชอบวตรอว์เบอร์รีด้วยหรือเนี่ย”

 

ผมหัวเราะในลำคอให้กับความช่างคุย ชาร์ลส์เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับเมื่อวาน ราวกับการเป็นลมเมื่อช่วงบ่ายพัดเอาเด็กชายชาร์ลส์ผู้ซึมเศร้าหายไป เหลือเพียงชาร์ลส์ที่ช่างคุยช่างเจรจาเท่านั้น หลังอาบน้ำเสร็จผมก็ช่วยเขาแต่งตัว เราเดินกลับบ้านพักด้วยกันโดยมีไฟฉายส่องทางหนึ่งกระบอก ชาร์ลส์ถามว่าคืนนี้เขาต้องนอนที่ไหน ผมครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะบอกว่านอนห้องเดิม

 

“เฮ้อ โล่งใจชะมัด ผมไม่ชอบเด็กพวกนั้นเลย”

 

ชาร์ลส์ถอนหายใจและยกมือทาบอกตัวเองเหมือนคนแก่ ผมถามเขาว่าทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่อยากอยู่กับเพื่อนๆ ชาร์ลส์ตอบตามตรงว่าเขาไม่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้า

 

“แล้วฉันไม่ใช่คนแปลกหน้าหรือไง?”

“ผมจะถือว่าคุณไม่ใช่ เพราะเรามีความลับระหว่างกันแล้ว”

“อ๋อ เรื่องเทปคาสเซ็ตต์สินะ” ผมขานในลำคอ “นาย – ชอบเดอะบีเทิลส์มากเลยเหรอ?”

“ที่สุด!” เขาทำน้ำเสียงตื่นเต้น “ใครบ้างล่ะที่ไม่ชอบเดอะบีเทิลส์!”

 

ผมส่ายหน้าขำในความไร้เดียงสาของเด็กจนถึงบ้านพักใหญ่ เราถอดรองเท้าเก็บในชั้นก่อนจะเดินเข้าห้องนอนด้วยท่าทีผ่อนคลายมากกว่าครั้งแรกที่เจอกัน ชาร์ลส์ดูร่าเริงสดใสแปลกๆ ไม่ใช่ว่าผมโง่ถึงขนาดแยกแยะไม่ได้ว่าแบบไหนคือความสดใสจากใจจริงๆ และแบบไหนคือการเสแสร้งแกล้งทำ ดังนั้นหลังจากนั่งมองชาร์ลส์ส่งยิ้มเริงร่าเหมือนดอกทานตะวันอยู่ซักพัก ผมก็ตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้ต้องการอะไร

 

“นายอยากได้ตลับเทปที่ซื้อมาวันนี้ใช่ไหมล่ะ?”

 

ชาร์ลส์ตกใจแค่เสี้ยววินาทีก่อนจะปั้นหน้าไร้เดียงสาต่อ เขาทำเป็นลืมว่าเราเคยซื้อเทปตลับนั้นกลับบ้านและแกล้งหยอดว่าผมยังเก็บไว้อีกเหรอ ผมแค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะหยิบเทปออกมาจากลิ้นชัก ชาร์ลส์ตาเป็นประกายวิ้งวับทันทีที่เห็นมัน

 

“คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมขอฟังเทปที่เรา – ที่คุณซื้อมา?”

“นายจะให้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนล่ะ?”

“แล้วคุณต้องการอะไร?” ชาร์ลส์เผลอแสดงท่าทีขัดใจออกมาด้วยการตบหมอน เมื่อผมยกนิ้วเป็นเชิงปรามพฤติกรรมที่ไม่น่ารักนั่น ชาร์ลส์จึงรีบทำเป็นอ่อนน้อมถ่อมตนต่อ

“สัญญากับฉัน – ว่านายจะไม่เลือกกินอีก เพราะร่างกายของนายไม่แข็งแรง นายต้องกินอาหารให้หมดทุกมื้อ ทำได้ไหม?”

“ทำไมคุณต้องให้ผมสัญญาเรื่องคอขาดบาดตายด้วย อาหารรสชาติอย่างนั้นสมควรตักใส่ปากเสียที่ไหน?”

“โอเค ฉันเก็บไว้ฟังคนเดียวก็ได้”

“เฮ้!” ชาร์ลส์แสดงสีหน้าไม่พอใจ “ผมไม่อยากโกหกคุณนี่!”

“ข้อเสนอของฉันมีแค่นี้ และมันก็เพื่อตัวนายเองด้วย ถ้านายทำไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้ฟังเพลงในเทปนี่เลย”

 

ชาร์ลส์ฟึดฟัดโมโห เขาดึงผ้าห่มคลุมตัวและนอนหันหลังใส่เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าเขาโกรธมากขนาดไหน ผมแค่นหัวเราะมองเจ้าเด็กเอาแต่ใจก่อนจะลุกขึ้นไปปิดไฟโดยไม่ลืมบ่นลอยๆให้เจ้าเด็กดื้อได้ยินว่าเขาไม่มีวันได้ฟังเทปตลับนี้หรอก ท่าทีโมโหของชาร์ลส์ทำให้ผมขำจนไหล่สั่นพลางคิดในใจว่าเด็กหนอเด็ก เดี๋ยวเราจะได้เห็นดีกันว่าใครชนะ

 

 

 

 

TBC.

 

#summerkissky

ไรต์เตอร์ฝากกระซิบว่าอยากได้กำลังใจน่ารักๆจากพี่จ๋าทู้กคนจ้า

จำนวนคำของเรื่องนี้เยอะกว่าเงินเดือนคนเขียนอีก ;w;







0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users