Jump to content


Photo

It was summer when I kissed you (1/5)

#summerkissky

  • Please log in to reply
No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 94 posts

Posted 10 January 2020 - 02:01 PM

 SF : It was summer when I kissed you

Author : ambiguous90

 

 

Chapter : 01

 

แท็ก #summerkissky

 

 

 

 

 

 

Close your eyes and I’ll kiss you

Tomorrow I’ll miss you

Remember I’ll always be true

 

 

 

ฤดูร้อน -- เด็กทุกคนชอบฤดูร้อน

 

มันคือฤดูที่ดอกไม้บานที่สุด อากาศอบอ้าวมากที่สุด แสงแดดแรงที่สุด ทะเลสวยที่สุด ทุกความเป็นที่สุดในแง่ดีเกิดขึ้นในฤดูร้อน

 

ผมเคยชอบฤดูร้อนมากๆสมัยยังเป็นวัยรุ่น และเมื่อผ่านช่วงเวลาของความไร้เดียงสานั้นมาก็เริ่มเกลียดมันทีละนิดๆ อากาศเหนียวเนอะกับกลิ่นเหงื่ออบอ้าว ไอศกรีมที่ละลายเร็วเป็นเท่าตัว แค่คิดถึงแสงแดดแผดจ้าผมก็แทบไม่อยากออกไปไหน ผมเคยชอบฤดูร้อน แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่ความรู้สึกชอบมากๆเปลี่ยนเป็นเกลียดมากๆ ความรู้สึกกลับด้านเหล่านั้นสามารถเกิดขึ้นในทุกช่วงชีวิตของคนเช่นเดียวกับตัวผม

 

ผมไม่ชอบฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิสูงปรี๊ดทำวันคืนของผมไม่สงบสุข

แต่ครั้งหนึ่งผมเคยชอบฤดูร้อน -- เพราะการปรากฏตัวของใครบางคน

 

 พยากรณ์อากาศบอกว่าเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว ซาแมนธาแม่ครัวประจำร้านเท้าสะเอวบ่นด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมตามเคย เธอต้องทำงานในครัวตลอดทั้งวัน แค่ความร้อนจากเตาก็มากพอที่จะทำให้เธอหงุดหงิดจนพาลใส่ทุกคน ยิ่งเพิ่มความร้อนของปีนี้ที่มากกว่าปกติไปอีกหนึ่งเท่า ผมไม่อยากจินตนาการเลยว่าเธอจะเกรี้ยวกราดกว่าเดิมขนาดไหน

 

“ชีสเบอร์เกอร์!” ซาแมนธาตะโกนจากในครัว “ใครสั่งชีสเบอร์เกอร์!”

“ผมเอง”

 

ผมยกมือก่อนจะส่งยิ้มให้บริกรหน้าง่วงอย่างเห็นใจ เขาคงเบื่องานนี้น่าดู งานบริการที่ต้องเดินทั้งวัน ทำความสะอาดทั้งวัน และทนรับเสียงด่าของซาแมนธาทั้งวัน สิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยาความซังกะตายของชีวิตคือทิปจากลูกค้าซึ่งพอเฉลี่ยกันแล้วก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว

 

“เครื่องดื่มล่ะครับ?” เขาถาม

“เบียร์เย็นๆซักขวดก็คงดี”

 

ผมตอบ แล้วเริ่มทานชีสเบอร์เกอร์ของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ผมยังชอบในหน้าร้อนคงเป็นเบียร์เย็นๆกับแมทช์ฟุตบอลในโทรทัศน์ บัฟฟาโลบิลส์ *(ทีมอเมริกันฟุตบอลที่มีสโมสรอยู่ในนิวยอร์ก) ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ผมส่งเสียงเชียร์อย่างเอาเป็นเอาตายไปกับเหล่าผู้ชายเถื่อนในร้าน และเมื่อทีมได้รับชัยชนะ ผมก็สั่งเบียร์อีกขวดมาดื่มฉลอง

 

“ถ้าเมาแล้วขับผมจับคุณเข้าคุกได้เลยนะ”

 

ชายหนุ่มร่างอ้วนคนหนึ่งทักขึ้น เขาตบไหล่ผมเบาๆก่อนจะสั่งแซนด์วิชไก่อบมาทาน ผมหัวเราะก่อนจะตอบไปว่า “เดินมา” ปีเตอร์ในเครื่องแบบตำรวจจึงเริ่มยิ้มแฉ่ง เขาถามถึงผลการแข่งขันฟุตบอลที่เพิ่งจบแล้วบ่นเรื่องลูกชายสันดานเสียให้ฟัง

 

“เด็กสมัยนี้หัวดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่” เขาขมวดคิ้วเมื่อเล่าเรื่องเดิมๆที่กำลังเป็นปัญหาหนักใจ “น่าเสียดายที่ค่ายปิดไปแล้ว ไม่งั้นผมคงส่งลูกไปดัดสันดานกับคุณ”

“คิดถึงค่ายเหรอปีเตอร์?”

“แน่นอน ค่ายนั่นทำให้ผมได้เพื่อนเยอะเลย” ปีเตอร์ถอนหายใจ เขาหยิบยาเส้นขึ้นมาหนึ่งมวนก่อนจะแบ่งให้ผม แล้วเราก็ผลัดกันพ่นควันเพื่อเป็นการระลึกถึงวันเก่าๆ

“ผมรู้ว่าผมพูดเป็นครั้งที่ล้าน แต่คุณคือพี่เลี้ยงค่ายที่เจ๋งจริงๆ”

“และฉันก็ตอบรับคำชมนี้เป็นครั้งที่ล้าน ขอบใจมาก”

“ในขณะที่พี่เลี้ยงคนอื่นแอบแหกกฎของคุณพ่อ คงมีแค่คุณเท่านั้นที่ทำตามอย่างเคร่งครัด”

 

ปีเตอร์กล่าวอย่างชื่นชม ผมได้แต่หัวเราะในลำคอ ผมเนี่ยนะ? ผมน่ะเหรอปฏิบัติตามกฎในค่ายนรกนั่นโดยไม่บิดพริ้ว? ผิดแล้ว ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่เด็กพวกนั้นคิดหรอก คุณมันปิศาจตัวจริง! -- เด็กคนหนึ่งที่เคยดูแลได้กล่าวไว้

 

“พวกเราได้ดิบได้ดีก็เพราะค่ายของคุณพ่อเลยนะ บางทีผมก็คิดถึงที่นั่น คิดถึงตอนที่นอนในโรงนาแล้วต้องตื่นกลางดึกเพราะหลังคารั่ว”

“ซึ่งวันถัดมาฉันต้องปีนขึ้นไปซ่อม”

“ใช่ บางเวลาผมก็คิดถึงชีวิตที่นั่นเป็นบ้า” ปีเตอร์พ่นควันอีกครั้ง “ค่ายคุณแม่โลลา พูดทีไรอยากหัวเราะทุกที”

“นั่นสิ ค่ายที่ใช้ชื่อว่า คุณแม่ แต่กลับไม่มีผู้หญิงอยู่ในค่ายเลย”

 

ผมยิ้ม เรานั่งสูบบุหรี่จนหมดมวน ดูพยากรณ์อากาศช่วงเที่ยงที่บอกว่าหลังจากนี้จะร้อนขึ้นทุกวันๆและขอให้ประชาชนเฝ้าระวังภาวะฮีทสโตรก ผมจัดการมื้อเที่ยงในจานจนเกลี้ยงรวมถึงเบียร์สองขวด เมื่อหมดเวลาพักสำหรับคุณตำรวจ เขาก็ลุกขึ้นยืน เสนอจ่ายค่าอาหารให้เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยดูแลเด็กชายปีเตอร์ แอนเดอร์สันวัยสิบขวบในฤดูร้อนนั้น

 

“หวังว่าจะได้เลี้ยงคุณบ่อยๆนะคริส”

“เดี๋ยวฉันจะโผล่มาให้นายจ่ายเงินทุกวันเลย”

 

เราบอกลากันตรงมุมถนน ปีเตอร์กลับไปทำงาน ส่วนผมก็เดินกลับห้องพักของตัวเอง ถือว่าฤดูร้อนปีนี้ยังใจดีอยู่บ้าง แดดไม่แรงจนแสบตา และอุณหภูมิไม่สูงจนเสื้อเปียกโชกเหมือนปีก่อนๆ ผมเดินเตร่ตามท้องถนนอย่างไม่รีบเร่ง วันนี้เป็นวันพักผ่อน ส่วนพรุ่งนี้ผมต้องกลับไปทำหน้าที่ขายซีดีเพลงที่ร้านของตาแก่ครอฟท์แล้ว

 

ผมเกลียดเจ้าของร้าน ผมเบื่อที่จะต้องทำความสะอาด รับลูกค้า ทำงานเคาน์เตอร์ เช็กสต็อก และสารพัดเท่าที่ครอฟท์จะมอบหมาย(หรือควรใช้คำว่าโยน)หน้าที่ให้ มันก็เหมือนกับชีวิตของบริกรหนุ่มในร้านอาหาร เราเกลียดงานที่ทำชิบหาย แต่มันมักจะมีสิ่งเล็กๆหล่อเลี้ยงจิตใจไม่ให้ยอมแพ้เสมอ สำหรับเขาคือทิป ส่วนผมคือการได้ฟังเพลงฟรีตลอดทั้งวัน แถมยังได้ตลับเพลงเก่าๆที่ขายไม่ออกกลับมาฟังที่อพาร์ทเม้นต์ด้วย

 

ระหว่างทางเดินกลับห้องรูหนู ผมเจอตลาดนัดเล็กๆที่จัดขึ้นในสวน ผมเห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดหมวกเล่นเชลโลขอค่าเทอมตรงทางเข้าพอดี จึงให้เงินเธอเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไปดูของจิปาถะ มีงานแฮนด์เมด เสื้อผ้ามือสอง เครื่องครัวมือสอง ของเล่นมือสอง ของตกแต่งมือสอง ใดๆที่วางขายในงานนี้ล้วนผ่านการมีเจ้าของมาแล้วทั้งสิ้น

 

ผมหยุดยืนตรงร้านขายของประดับกุ๊กกิ๊ก ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบรูปเด็กผู้ชายกำลังเล่นเชลโลกำลังทำให้ผมคิดถึงใครบางคนในค่ายคุณแม่โลลา

 

“หนึ่งเหรียญเก้าสิบเก้าเซนต์จ้ะ”

 

หญิงชรายิ้มอวดฟันหลอ ผมพยักหน้ารับแกนๆแล้วเดินไปร้านอื่นแต่สุดท้ายก็วกกลับมาอุดหนุนตุ๊กตาเด็กชายนั่นจนได้

 

“ขอพระเจ้าอวยพรนะจ๊ะ”

“เช่นกันครับ”

 

ผมตอบ ก่อนจะถือถุงตุ๊กตากลับห้องพักโดยไม่หยุดคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน

 

 

 

 

ผมวางเจ้าตุ๊กตาไว้บนโต๊ะข้างเตียงแล้วจ้องใบหน้าขาวนวลของเด็กชาย แก้มเป็นสีแดงเรื่อแสดงถึงความเยาว์วัย ดวงตาหลับพริ้มในท่ากำลังสีเชลโลด้วยความเพลิดเพลิน

 

เหมือนเขามาก

 

ผมหยิบมันขึ้นมาดู ทั้งเส้นผม ดวงตา ริมฝีปาก ทุกอย่างไม่ต่างจากเด็กชายในความทรงจำเลือนลาง ผมจับตุ๊กตาหมุนไปมาสองสามทีแล้ววางที่เดิม พยายามหาอย่างอื่นทำเพื่อกลบความคิดฟุ้งซ่าน เพราะตุ๊กตานั่นเหมือนเขาจนหาที่ติไม่ได้เลย

 

 

 

 

ปกติผมเช็กกล่องพัสดุเป็นประจำทุกเช้า ช่วงต้นเดือนจะมีบิลค่าน้ำค่าไฟและค่าโทรศัพท์เสียบอยู่ แต่วันนี้มีบางอย่างที่ต่างออกไป

 

ซองจดหมายสีขาว

เขียนด้วยหมึกสีดำและลายมือเป็นเอกลักษณ์อันคุ้นเคย

 

ผมอมยิ้มเมื่อรู้ว่าเขาส่งมันมาอีกแล้ว ส่งมาทุกเดือน ถึงเราจะมีเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดความคิดถึงได้ง่ายดายอย่างโทรศัพท์ แต่เด็กคนนี้กลับชอบใช้น้ำหมึกแสดงออกแทนเสียงเสมอ

 

ถึงคริส

ผมคิดถึงคุณ ผมมีของมาฝากคุณ หวังว่าคุณจะชอบและให้เกียรติติดมันเอาไว้บนผนังห้องนะ

 

ผมเลิกคิ้วเมื่อเห็นรูปถ่ายแนบมาในซองจดหมาย เป็นรูปของเด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งที่ดูขบถต่อโลกใบนี้เอามากๆ เขาสวมแว่นกันแดดและเปลือนท่อนบน มีเพียงกางเกงยีนส์ซีดๆเท่านั้นที่ปิดบังร่างกายผอมแห้งของตนเองเอาไว้

 

ผมกลับห้องและรีบทำตามคำขอด้วยการหยิบเทปกาวออกมาจากลิ้นชัก ผมให้เกียรติรูปภาพอันงดงามนั้นติดบนผนังข้างเตียง นี่ไม่ใช่รูปแรกที่ถูกนำมาประดับในห้อง แต่ทุกรูปที่เขาส่งมาจะถูกแปะไว้โดยที่เด็กขวางโลกนั่นไม่ต้องร้องขอเลยซักคำ

 

“ฉันก็คิดถึงนาย”

 

ผมพึมพำขณะกวาดตามองเด็กหนุ่มในหลายๆอิริยาบถ ถ้าห้องแคบๆนี่คือแกลลอรีส่วนตัวที่แสดงความภาคภูมิใจของผม มันคงมีไว้เพื่อจัดแสดงภาพถ่ายของเขาเท่านั้น

 

 

 

 

ผมเขียนจดหมายกลับไปหาเขา เขียนตำหนิเรื่องรูปถ่ายเปลือยท่อนบนอย่างไม่จริงจังนัก แต่เขาไม่ตอบราวกับจะลงโทษผมที่จุ้นจ้านกับเรือนร่างของเขามากเกินไป

 

สองสัปดาห์ที่เฝ้ารอจดหมายในตู้ไปรษณีย์ หัวใจของผมแห้งเหี่ยวยิ่งกว่าอะไร เด็กนั่นมีอิทธิพลเกินไปจนบางครั้งผมทนไม่ไหว อาจเพราะตัวอักษรไม่สามารถแทนความคิดถึงทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายปี ตอนนี้ผมก็เลยกระสับกระส่ายเหมือนชายหนุ่มที่กำลังจะโดนบอกเลิก ผมไม่สบายใจ ไม่มีความสุข และพะว้าพะวงถึงจดหมายจากเขาทุกวัน

 

“คริส บอกให้บิลลี่จัดของด้วยล่ะ”

“ครับ”

 

ผมเรียกบิลลี่ เพื่อนร่วมงานที่เป็นออทิสติกทันทีเมื่อครอฟท์เดินกลับเข้าไปหลังร้าน บิลลี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดกระจกรีบเดินมาอย่างกระตือรือร้น เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ถึงจะพูดช้าเนิบนาบและใช้ศัพท์เด็กอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วความซื่อของเขาดีกว่าใครหลายๆคนที่เคยร่วมงานด้วย

 

“วันนี้มีเพลงใหม่เข้ามาเยอะ หน้าที่ของนายคือจัดเรียงพวกมันตามลำดับในกระดาษใบนี้” ผมบอกก่อนจะส่งชาร์ตเพลงท็อปฮิตให้ “ชะตากรรมของร้านขึ้นอยู่กับนายแล้วเพื่อน แสดงให้พวกเขาเห็นเลยว่านายเจ๋งแค่ไหน!”

 

ผมตบไหล่ให้กำลังใจและปล่อยให้บิลลี่หมกมุ่นกับการวางกล่องพลาสติกแบนๆที่แสนบอบบางอยู่คนเดียว วันนี้ลูกค้าไม่มากเท่าไหร่ ผมก็เลยมีเวลาทำความสะอาดและรื้อเพลงเก่าๆเตรียมโล๊ะขายในราคาไม่แพง อากาศในร้านทำให้เราสองคนร้อนจนเหงื่อท่วม แต่ถึงให้อุณหภูมิสูงจนเป็นฮีทสโตรก เราก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดแอร์จนกว่าจะเที่ยง

 

“นี่คือมาตรการรัดเข็มขัด นายก็รู้ว่าวงการเพลงกำลังจะเจ๊ง อีกหน่อยซีดีคงขายไม่ได้เพราะเพลงเถื่อน พับผ่าเถอะ!”

 

ครอฟท์เคยว่าไว้ เราจะเปิดแอร์ได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงซึ่งเหลืออีกประมาณสามสิบนาที ดังนั้นผมจึงไม่รีบร้อนที่จะเคลียร์โซนเพลงเก่าเพราะอยากประวิงเวลาไว้ทำงานในห้องที่เย็นกว่านี้ ผมรื้อนั่นจัดนี่ไปพร้อมกับบิลลี่จนกระทั่งลูกค้าคนที่หกเข้ามาในร้าน

 

“หวัดดีฮะ! สนใจเพลงไหนถามได้นะ!”

 

บิลลี่ตะโกนอย่างแข็งขัน เขายังคงมุ่งมานะเรียงแผ่นซีดีด้วยความประณีตยิ่งกว่าการแต่งหน้าเค้ก ผมปรายตามองลูกค้าที่เข้ามาในร้านแล้วยิ้มให้ เขายิ้มตอบก่อนจะมาหยุดอยู่แถวโซนที่ผมกำลังรื้อของ

 

“สนใจศิลปินคนไหนหรือเปล่าครับ?”

 

ผมปัดมือแล้วลุกขึ้นยืน วัยรุ่นคนนั้นยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะถามหา เดอะ บีเทิลส์

 

“ที่นี่มีบ็อกเซ็ทรวมทุกอัลบั้มด้วยนะครับ” ผมตอบแล้วเอี้ยวตัวไปข้างหลังเพื่อหากล่องกระดาษสีดำที่มีตัวอักษรสีทองปั๊มนูนว่า เดอะ บีเทิลส์ แต่เขาปฏิเสธ

“ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ถึงขนาดซื้อยกกล่องหรอกครับ แค่อยากลองฟัง”

“งั้นสนใจรวมฮิตไหมครับ?” คราวนี้ผมหยิบซีดีปกสีแดงของเดอะ บีเทิลส์ขึ้นมา “รวมเพลงฮิตที่เคยติดชาร์ตอันดับหนึ่งในอังกฤษและอเมริกา”

เขาอ่านปกหลังอยู่เกือบสิบวินาทีแล้วส่ายหน้า “มันไม่มีเพลงที่ผมชอบ”

“คุณชอบเพลงไหนเหรอ?”

All my Loving” เขาตอบ ผมชะงักนิดหน่อยเมื่อได้ยินชื่อเพลง

“ถ้าเป็นเพลงนั้นต้องซื้ออัลบั้มนี้ครับ” ผมรื้อหาซีดีที่หน้าปกเป็นรูปถ่ายขาวดำของสมาชิกในวง “With The Beatles ในนี้มีสองแผ่น รวมถึงเพลงที่คุณกำลังตามหาด้วย”

“ผมเอาแผ่นนี้”

“โอเคครับ คุณมาได้จังหวะมาก เรากำลังจัดโปรลดราคาซีดีกองนี้อยู่พอดี”

 

ผมเดินนำไปที่เคานท์เตอร์ สแกนบาร์โค้ด ทอนเงิน และหยิบ With The Beatles ใส่ถุงสีแดงซึ่งเป็นสีประจำร้านก่อนจะอวยพรตามที่ครอฟท์บรีฟไว้

 

“ขอบคุณที่แวะมานะครับ ขอให้เป็นวันที่ดี”

“คุณคือคริสใช่ไหม?”

“ใช่ครับ” ผมตอบก่อนจะชี้นิ้วไปที่เข็มกลัดชื่อพนักงานบนหน้าอกข้างซ้าย “มีอะไรหรือเปล่า?”

“จริงๆผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาเดอะ บีเทิลส์หรอก แต่มีคนจ้างให้ผมมา” เขาล้วงหยิบจดหมายสีขาวออกจากกระเป๋ากางเกง “เขาสั่งให้ผมซื้ออัลบั้มที่มีเพลงนี้ แล้วก็ส่งจดหมายนี่ให้คุณด้วย”

“อย่างนั้นเหรอครับ?” ผมเลิกคิ้วประหลาดใจเมื่อคนส่งจดหมายกลับไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์เหมือนอย่างเคย “คุณต้องเอาของไปให้เขาด้วยใช่ไหม?”

“ครับ”

 

ผมขอเวลาซักครู่เพื่อเขียนโน้ตฝากไปกับซีดี เขารับมันใส่ถุงโดยไม่เปิดอ่านก่อนจะเดินออกจากร้านไปพร้อมอัลบั้มของเดอะ บีเทิลส์ ผมหยิบจดหมายมาถือ มันหนากว่าปกติหลายเท่า ความสงสัยทำให้ผมค่อยๆบรรจงแกะซองก่อนจะหลุดยิ้มเมื่อเห็นธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์ประมาณสิบใบวางซ้อนอยู่ในนั้นและพ่วงด้วยกระดาษยับๆอีกหนึ่งแผ่น

 

ถึงคริส

ผมอาจจะผอมเกินไปในสายตาคนแก่แบบคุณ แต่ในวงการนายแบบ หุ่นของผมถือว่าดูดี

 

ตัวอักษรไม่มีเสียงก็จริง แต่การเลือกใช้คำก็ช่วยให้พอเดาอารมณ์เจ้าของจดหมายได้ ผมหัวเราะขำเมื่ออ่านข้อความเชิงตำหนิที่น่ารักน่าเอ็นดูจนจบ พับกระดาษกับลายมือหวัดๆใส่ลงในกระเป๋าเสื้อแล้วกลับไปตั้งใจทำงาน

 

“เด็กบ๊อง”

 

ผมเก็บเงินทั้งหมดเข้ากระเป๋าสตางค์ก่อนจะเปิด All my loving เพื่อเป็นการระลึกถึงความทรงจำในหน้าร้อนอีกครั้ง

 

 

 

 

TBC.

 

 #summerkissky







0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users