Jump to content


Photo

SF : Do you believe in destiny? (5/5)

#ky_ig

  • Please log in to reply
No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 94 posts

Posted 22 December 2019 - 02:21 PM

 SF : Do you believe in destiny? 

Author : ALY

 

 

Chapter : 05

 

 

 

 

 

แท็ก #ky_ig

 

 

 

 

 

 

แชะ

 

เสียงกดชัตเตอร์ที่ดังขึ้นทำให้คนที่กำลังมองดูวิวเพลิน ๆ รู้สึกตัว ดวงตากลมโตหันกลับไปมองคนที่เพิ่งจะแอบถ่ายรูปตัวเองไปเมื่อกี้อย่างดุ ๆ ก่อนจะเหลือบลงมองกล้องในมือของเจ้าตัว แล้วถามกลับไปอย่างแปลกใจ

 

“เอากล้องมาด้วยหรอ”

 

“เอามาสิ มาเที่ยวนะคุณ ไม่เอามาได้ไง”

 

“ก็ไม่รู้อ่ะ เมื่อเช้าไม่เห็นจะมีเลย”

 

ตั้งแต่เจอกันเมื่อเช้าก็ยังไม่เห็นเจ้าตัวจะเอากล้องออกมาตอนไหน แถมรูปที่ถ่ายในร้านกาแฟก็ยังใช้แต่โทรศัพท์มือถือด้วย ใครจะไปนึกว่าเอากล้องมาล่ะ ก็คิดว่าจะเป็นพวกชอบใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปเหมือนกันน่ะสิ

 

“มันก็อยู่ในรถนั่นแหละ แต่ไม่จำเป็นต้องถ่ายอะไรผมเลยไม่ได้เอาออกมา”

 

“อ๋อ”

 

คำตอบที่ได้รับทำให้ชานยอลพยักหน้ากลับไปเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะหันกลับไปมองวิวต่อเหมือนเดิม

 

ตอนนี้พวกเขามาถึงสถานที่แรกตามแพลนของคริสแล้ว ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็ดูไม่ค่อยเหมือนที่เที่ยวเท่าไหร่ ออกจะเหมือนจุดชมวิว หรือจุดพักรถซะมากกว่า แต่ยอมรับเลยว่าวิวสวยมากจริง ๆ บรรยากาศดี คนไม่เยอะ หรือต้องเรียกว่าไม่มีคนเลยจะถูกกว่า เพราะตอนที่มาถึงชายหญิงคู่หนึ่งก็เพิ่งจะเดินสวนกลับออกไปจนตอนนี้เหลือพวกเขาอยู่เพียงสองคนเท่านั้น เห็นคริสบอกว่าที่เป็นแบบนี้เพราะวันนี้เป็นวันธรรมดา ถ้าเป็นช่วงวันหยุดจะไม่มีที่ให้ได้ยืนชมวิวสบาย ๆ แบบนี้หรอก

 

“เป็นไง สวยไหม”

 

หลังจากยืนเงียบกันอยู่สักพัก คริสก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ ดวงตาคู่คมมองตรงไปยังวิวสวย ๆ เบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นมาโดยที่สายตายังคงโฟกัสอยู่ที่เดิม

 

“อือ สวย”

 

เมื่อคริสถามมาโดยไม่มองหน้า ชานยอลเองก็ตอบโดยไม่ละสายตาไปจากวิวที่ได้เห็นเหมือนกัน ระหว่างทั้งสองคนมีเพียงความเงียบที่ดำเนินไปเมื่อการถามตอบสั้น ๆ นั้นจบลง

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ที่ต่างฝ่ายต่างยืนเหม่อมองออกไปอย่างใช้ความคิด ก่อนที่คริสจะตัดสินใจหมุนตัวกลับมาแล้วเอนหลังพิงรั้วไม้ที่มีความสูงระดับเอว สองแขนยกขึ้นมากอดอกในขณะที่ดวงตาก็เหลือบมองคนข้าง ๆ ไปด้วย มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเลือกถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย

 

“ทำไมไม่ค่อยพูดเลย ตั้งแต่ในร้านกาแฟแล้ว”

 

พอโดนถามมาแบบนั้นชานยอลเลยเหลือบตาไปมองเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องสบกับอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หลังจากนั้นจะเป็นฝ่ายละสายตากลับมามองวิวตรงหน้าเหมือนเดิม

 

“ไม่รู้สิ”

 

“คุณ...”

 

“ก็ไม่รู้จะพูดอะไร”

 

ยังไม่ทันที่คริสจะพูดจบชานยอลก็ขัดขึ้นมาซะก่อน เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้งก่อนเจ้าตัวจะหันกลับมาหาคริสตรง ๆ แล้วยกมือขึ้นมากอดอกบ้าง ใบหน้าขาว ๆ ฉายแววลำบากใจเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะหลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายคือ MR.GALAXY เขาก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยอีกเลย

 

แต่ก็นั่นแหละ...

 

อยู่ ๆ ได้มาเจอคนที่ตัวเองทั้งชอบ ทั้งปลื้มแบบนี้โดยไม่ทันได้เตรียมใจ ใครมันจะไปทำตัวถูกกันเล่า!

 

“จะบอกว่าคุณทำตัวไม่ถูกหรอ”

 

คำถามแทงใจดำที่ได้รับทำให้ชานยอลยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก ริมฝีปากล่างถูกฟันขบเบา ๆ ก่อนเจ้าตัวจะพยักหน้าตอบกลับไป

 

“ใช่”

 

“ทำไมอ่ะ”

 

“นี่ ผมถามหน่อย ถ้าเกิดอยู่ ๆ คุณได้มาเจอกับคนที่คุณชอบแบบไม่ได้เตรียมใจอะไรเลยเหมือนกับผม คุณจะทำยังไง”

 

“ไม่รู้สิ”

 

“ก็นั่นนะสิ ตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

หลังพูดจบเจ้าตัวก็เบะปากนิด ๆ อย่างเริ่มจะงอแง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเกาะรั้วไม้มองดูวิวต่อเหมือนเดิม โดยไม่สนใจคริสที่กำลังยืนอมยิ้มอยู่ข้าง ๆ อีกเลย

 

ทางด้านคนโดนเมิน พอเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจตัวเองร่างสูงใหญ่ก็ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนไหล่ของพวกเขาแทบจะชนกัน ดวงตาคู่คมทอดอ่อนลงด้วยความเอ็นดู ก่อนน้ำเสียงทุ้มเข้มจะพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

 

“คุณก็ไม่ต้องไปสนใจสิ”

 

“ทำได้ที่ไหนล่ะ”

 

“ทำได้สิ แค่คุณไม่ต้องสนว่าผมเป็นมิสเตอร์กาแลคซี่ แล้วคิดว่าผมคือคริส...คือคนที่คุณคุยด้วยมาเกือบสองปี จนกระทั่งเราได้มาเที่ยวด้วยกันวันนี้ไง”

 

รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปิดท้ายคำพูดนั้นทำให้ชานยอลได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ กลับไปอย่างพูดอะไรไม่ออก ราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลไปทั่วร่างเมื่อนึกถึงความเครียดจากเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองก่อนหน้านี้

 

นั่นน่ะสิ แล้วจะไปสนเรื่องที่คริสคือ Mr.GALAXY ทำไมเนี่ย

 

บ้าไปแล้วชานยอล นี่ถ้าไม่ได้คริสพูดเตือนสติป่านนี้ก็คงยังทำตัวไม่ถูกจนทริปนี้ต้องกร่อยลงแน่ ๆ เลย

 

“จริงด้วย ผมจะไปคิดมากทำไมนะ”

 

พูดจบเจ้าตัวก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะขำให้กับความคิดมากไม่เข้าเรื่องของตัวเอง ซึ่งคริสก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากยิ้มตามไปด้วย

 

ระหว่างทั้งสองคนกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้ต่างไปจากครั้งก่อนเพราะต่างคนต่างเงียบเพื่อซึมซับบรรยากาศดี ๆ เข้าไปทดแทนความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ไม่ใช่การเงียบเพื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องปวดหัวจนไม่ทันได้สนใจวิวสวย ๆ ตรงหน้า

 

“คุณ”

 

เสียงเรียกที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้คริสได้แต่ขานรับกลับไปในลำคอเบา ๆ ใบหน้าหล่อเหลาหันกลับไปหาคนเรียกก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ เมื่อเจอเข้ากับคำถามที่ไม่คิดว่าจะได้รับ

 

“คุณเคยมาที่นี่แล้วใช่ไหม”

 

“หืม?”

 

“ผมจำวิวตรงนั้นได้นะ เหมือนกับรูปที่คุณเคยลงไว้ในไอจี”

 

“นี่จำรูปที่ผมลงไว้ได้หมดเลยหรือเปล่า หืม?”

 

คนโดนถามหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงวางแขนบนรั้วไม้แล้วยกมือขึ้นมาเท้าคาง ดวงตากลมโตสบมองกับคนข้าง ๆ ก่อนจะเลือกถามอีกคำถามหนึ่งแทน เพราะถึงเมื่อกี้เจ้าตัวจะไม่ได้ตอบกลับมาตรง ๆ แต่เขาก็เดาได้แล้วว่าตัวเองเข้าใจถูก

 

“ทำไมถึงเลือกที่นี่ล่ะ คุณเคยมาแล้วนี่”

 

“แต่คุณยังไม่เคยมา”

 

“รู้ได้ไง”

 

“ก็คุณยังไม่เคยถามถึงที่นี่เลย”

 

คำตอบที่ได้รับทำให้ชานยอลอมยิ้มออกมาบาง ๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก เจ้าตัวทำเพียงหันกลับไปมองดูวิวต่อด้วยความผ่อนคลาย จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพักถึงนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ รีบยืดตัวขึ้นเต็มความสูงแล้วล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาเปิดหาสิ่งที่มักจะทำทุกครั้งเวลาไปเที่ยว

 

ทางด้านคริสก็ได้แต่มองคนที่ก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์ด้วยความสงสัย ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวกำลังมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่างอยู่

 

“หาอะไรคุณ”

 

“หาจุดที่คุณถ่ายรูป”

 

“อะไรนะ”

 

ประโยคง่าย ๆ แต่ยากจะทำความเข้าใจทำให้คริสได้แต่ส่งสีหน้างง ๆ ตอบกลับไป ซึ่งทันทีที่เห็นแบบนั้นชานยอลก็ขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะโชว์หน้าจอโทรศัพท์ที่ตอนนี้ปรากฏรูปภาพใน IG ของคริสให้ดู

 

“ผมจะหาว่ามุมนี้ที่คุณถ่ายอยู่ตรงไหน”

 

อธิบายให้ฟังเสร็จเจ้าตัวก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เป็นเพราะตั้งแต่มาถึงเขาเอาแต่นึกถึงเรื่องที่คริสคือ MR.GALAXY จนลืมสิ่งที่ตัวเองชอบทำไปเสียสนิท พอตอนนี้สงบจิตสงบใจได้แล้วก็ถึงเวลาต้องหามุมรูปแล้วถ่ายเก็บไว้แล้วล่ะ

 

ทางด้านคริสหลังได้คำอธิบายก็พยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจ ดวงตาคู่คมมองคนที่ทำสีหน้ากระตือรือร้นต่างจากตอนมาถึงแล้วก็ได้แต่อมยิ้มอย่างเอ็นดู ค่อย ๆ ยกมือขึ้นชี้ไปยังมุมในรูป แต่ยังยกขึ้นมาไม่ทันสุดแขนก็โดนตีเบา ๆ ไปหนึ่งที พร้อมกับฝ่ามือขาว ๆ ที่ปิดปากเขาไว้แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุ ๆ

 

“ห้ามบอก”

 

พูดจบเจ้าตัวก็เอามือออกแล้วเดินหามุมที่ว่าด้วยตัวเอง ซึ่งคริสก็ทำเพียงมองตามไปตาปริบ ๆ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาแล้วตัดสินใจเดินตามไปด้วย

 

ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ชานยอลก็ตามล่าหามุมนี้ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งจริง ๆ ก็ต้องบอกว่าได้รับความช่วยเหลือจากคริสนั่นแหละ เพราะพอเขากำลังจะเดินเลยไปอีกทางก็ได้ยินเสียงเจ้าตัวกระแอมออกมาเบา ๆ จนต้องหันกลับมามองหาที่เดิมจนเจอทางที่ว่า

 

แต่เอาจริง ๆ มุมตรงนี้ถ้าไม่รู้ว่ามีก็คงหาไม่เจอหรอก เพราะมันอยู่สุดริมรั้วเลย แถมยังมีต้นไม้ใหญ่บังทางเดินเล็ก ๆ ที่จะเข้ามาไว้อีกทีด้วย ที่ก็ยังแคบมากจนพอยืนได้เพียง 2-3 คนเท่านั้น

 

“สวยจัง”

 

เสียงพึมพำที่ได้ยินทำให้คริสอมยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะเดินตามไปหยุดอยู่ด้านหลังแล้วถามขึ้นมาอย่างสนใจ

 

“คุณชอบมาถ่ายรูปมุมเดียวกับผมหรอ”

 

“อือ ก็มุมที่คุณถ่ายมีแต่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยนี่”

 

ชานยอลตอบกลับไปโดยไม่หันไปมอง เพราะตอนนี้ดวงตากลม ๆ กำลังจดจ่ออยู่กับรูปในโทรศัพท์ที่เพิ่งจะถ่าย แล้วหลังจากเช็คดูเรียบร้อยเสร็จรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างค่อนข้างพอใจกับฝีมือของตัวเอง ปลายนิ้วแตะเพื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ก่อนจะครางรับในลำคอเบา ๆ เมื่อโดนเรียก

 

“คุณ”

 

“หืม?”

 

“แล้วพอถ่ายเสร็จคุณทำไงต่อ”

 

“พอถ่ายเสร็จหรอ ผมก็จะยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงที่เดียวกับคุณนี่แหละ แล้วก็จินตนาการไปเรื่อยว่าตอนนั้นคุณจะทำอะไร คุณจะยืนอยู่ตรงนี้เหมือนผมไหม คุณจะซึมซับบรรยากาศดี ๆ แบบนี้เหมือนกับผมหรือเปล่า”

 

พูดจบเจ้าตัวก็ฉีกยิ้มกว้างจนเต็มแก้ม ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดแล้วผ่อนออกมาช้า ๆ ดวงตาทั้งสองข้างค่อย ๆ ปิดลงอย่างผ่อนคลาย...

 

เลยไม่ทันสังเกตว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น...

 

“อะ...”

 

สัมผัสเบา ๆ ที่กระทบเข้ากับแผ่นหลังทำให้ชานยอลเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ ดวงตาทั้งสองข้างรีบเปิดขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คริสเท้ามือทั้งสองข้างลงบนรั้วไม้ข้างลำตัวของเขาพอดี จนกลายเป็นว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังกอดเขาอยู่กลาย ๆ

 

“คุณ...”

 

เรียกได้แค่นั้นชานยอลก็ต้องหยุดเสียงของตัวเองไว้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้จะพูดอะไร แต่เป็นเพราะน้ำเสียงเข้ม ๆ ที่กระซิบอยู่ข้างหูตอนนี้ต่างหาก

 

“ตอนนั้นผมก็ยืนอยู่แบบนี้แหละ”

 

เป็นประโยคง่าย ๆ ที่ทำให้คนฟังรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเขาก็ยิ่งเขินจนทำได้เพียงขยับตัวไปมาเพื่อหาทางออกไปจากตรงนี้ หากแต่ยิ่งดิ้น คริสก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ขึ้นจนแผงอกของเจ้าตัวแนบสนิทไปกับแผ่นหลังของเขา

 

“อย่าดิ้นสิคุณ”

 

“งั้นคุณก็ถอยไปสิ”

 

“ไม่เอา ผมกำลังซึมซับบรรยากาศดี ๆ อยู่”

 

“แล้วจะมายืนซ้อนกันแบบนี้ทำไมเล่า”

 

น้ำเสียงที่เหมือนจะดุแต่ทั้งหน้าทั้งหูที่กลายเป็นสีแดงก่ำเพราะความเขินทำให้คริสนึกเอ็นดูมากกว่าจะนึกกลัว  รอยยิ้มที่มีเลยยิ่งกว้างขึ้น ก่อนจะเกยคางลงบนไหล่ของเจ้าตัวแล้วเปลี่ยนมือที่เท้ารั้วไม้มาเป็นโอบเอวไว้แทน

 

“คุณ!”

 

ชานยอลร้องเสียงหลงเมื่อถูกกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงโปร่งดิ้นขลุกขลักอยู่ภายในอ้อมกอดของอีกฝ่าย หากแต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออกไปได้เลยสักนิด มิหนำซ้ำยังถูกตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ อีกต่างหาก

 

“เสียงดังจังเลยคุณ อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง”

 

“งั้นคุณก็ปล่อยสิ ทำอะไรของคุณเนี้ย”

 

“ก็กอดไง”

 

“จะกอดทำไม ไม่ขนลุกหรือไง”

 

“จะขนลุกทำไม ได้กอดคนที่ชอบแบบนี้”

 

ประโยคนั้นราวกับสวิตช์ที่ทำให้ชานยอลหยุดดิ้นในทันที ใบหน้าขาว ๆ หันไปหาคนที่เกยคางอยู่ตรงไหล่ตัวเองแล้วถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ

 

“อะไรนะ”

 

“ผมชอบคุณ”

 

คำตอบตรงไปตรงมาที่ได้รับทำให้ชานยอลถึงกับไปต่อไม่ถูก รีบเบือนหน้าหลบมาเพราะทนสบเข้ากับสายตาจริงจังคู่นั้นไม่ไหว ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ จนเสียงดังแทบไม่พ้นลำคอ

 

“คุณ...”

 

“จะถามใช่ไหมว่าทำไม”

 

“อือ”

 

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

คำตอบที่ได้รับทำให้ชานยอลขมวดคิ้วแน่น เผลอหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจอีกครั้ง แต่พอเห็นระยะห่างที่ใกล้เกินไปก็รีบหันกลับมามองตรงเหมือนเดิม

 

“ไม่รู้แล้วชอบได้ไง”

 

“ก็ชอบไปแล้วให้ทำยังไง”

 

“ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้คำตอบอะไรกลับมาจากคุณเลย”

 

เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ดังขึ้นข้างหูทำให้ชานยอลเผลอเบะปากใส่ แต่สุดท้ายก็หลุดขำตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้ เจ้าตัวผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงกลับไปซะเลย ซึ่งคริสเองที่รู้สึกถึงน้ำหนักที่เจ้าตัวทิ้งมาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาทำเพียงอมยิ้มก่อนจะกระชับกอดให้แน่นขึ้น

 

ตอนแรกที่จะเดินเข้ามากอดก็แอบลังเลอยู่บ้างเหมือนกันว่าจะโดนว่าไหม แต่พอเห็นแบบนี้แล้วก็ใจชื้นขึ้นเยอะว่าอีกฝ่ายเองก็คงคิดไม่ต่างกัน

 

“แล้วคุณอยากได้คำตอบอะไรล่ะ”

 

“ทำไมคุณถึงชอบผม”

 

“ไม่รู้ครับ รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว”

 

“ชอบนานหรือยัง”

 

“ประมาณเดือนที่สามตั้งแต่เริ่มคุยกัน”

 

ประโยคที่ได้ยินทำให้ชานยอลหันขวับกลับไปมองทันที ดวงตากลม ๆ กระพริบปริบอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่คิดว่าคริสจะเริ่มชอบตัวเองตั้งแต่สามเดือนแรกที่คุยกัน ยอมรับเลยว่าตอนนั้นเขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำมั้ง กว่าจะเริ่มรู้สึกตัวว่าคงชอบอีกฝ่ายเหมือนกันก็ผ่านไปเป็นปีแล้ว

 

แต่กับคริสแค่สามเดือนก็ชอบเขาแล้วเนี่ยนะ?

 

“ทำไมมองผมแบบนั้น”

 

เห็นสายตาของอีกฝ่ายแล้วคริสก็ได้แต่ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ปลายคางกดคลึงไปตามไหล่ของเจ้าตัวเล่นเบา ๆ ก่อนจะถามขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเหมือนที่ผู้ใหญ่ใช้ถามเด็ก

 

“คุณคิดว่าผมจะคุยกับคน ๆ หนึ่งที่ไม่รู้จักได้นานอีกเป็นปีไปเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะผมเริ่มชอบเขาตั้งแต่แรก”

 

“ไม่คุณ คือ...”

 

“อะไร”

 

“จะว่าไงดี คือสามเดือนมันไม่เร็วไปหรอ ตอนนั้นจะเรียกว่ารู้จักกันยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หน้าก็ไม่เคยเห็น เสียงก็ไม่เคยได้ยิน คุณจะชอบผมตั้งแต่ตอนนั้นได้ยังไง”

 

“คนมันจะชอบอ่ะคุณ เหตุผลไม่จำเป็นหรอกตอนนั้น ที่สำคัญ...”

 

เสียงพูดที่อยู่ ๆ ก็หยุดไป ทำให้ชานยอลได้แต่เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ซึ่งคริสเองก็ทำเพียงส่งรอยยิ้มบาง ๆ มาให้ ก่อนจะเลื่อนใบหน้าให้เข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น

 

“วันนี้ผมก็ได้เห็นหน้า ได้ยินเสียงคุณแล้ว...”

 

“.....”

 

“และมันก็ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าผมชอบคุณจริง ๆ ชอบมาตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคุณหรือได้ยินเสียงคุณเลยด้วยซ้ำ”

 

“คริส...”

 

“ผมชอบคุณนะ ชอบคุณมากจริง ๆ”

 

คำสารภาพที่ได้ยินทำให้ชานยอลหมดสิ้นทุกคำคัดค้าน บนใบหน้าน่ารักถูกประดับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างจนเต็มแก้ม ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาเรียวคมคู่นั้นที่มองมาอย่างจริงจัง จริงใจ และความรู้สึกอีกมากมายที่เขาเองก็อธิบายออกมาไม่ได้เหมือนกัน รู้เพียงแค่ว่า...

 

มันทำให้ใจเต้นแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ชานยอลไม่รู้สักนิดว่าทำไมอยู่ ๆ เรื่องมันถึงกลายมาเป็นแบบนี้ แต่ว่า...

 

เขาก็ชอบนะ

 

ชอบผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นแบบนี้มาก ๆ เลยล่ะ

 

ก็ไม่รู้หรอกว่ามันมาลงเอยแบบนี้ได้ยังไง หรือว่าเริ่มต้นมาจากตรงไหน  อาจเป็นเพราะความชอบเที่ยวของตัวเขาเอง อาจเป็นเพราะเขาได้พบกับ IG ที่ใช้ชื่อว่า MR.GALAXY อาจเป็นเพราะจงอินที่มาบ้านเขาในวันนั้น หรือไม่...

 

 

ก็อาจเป็นเพราะ ‘โชคชะตา’

 

 

จะมีคนเชื่อเหมือนกันไหมก็ไม่รู้หรอก แต่สำหรับตัวเขาแล้ว...เขาเชื่อ

 

...เชื่อมาโดยตลอด...

 

เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะโชคชะตา เชื่อว่าเพราะโชคชะตาที่กำหนดให้มันเป็นแบบนี้ เชื่อว่าการที่เขาได้รู้จัก MR.GALAXY และได้เจอกับ คริส ก็เป็นเพราะ

 

 

โชคชะตา

 

 

...

 

 

แล้วคุณล่ะ...

 

คุณเชื่อในโชคชะตาไหม?

 

 

 

 

 

 

 

END

 

#ky_ig

 

 

 







0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users