Jump to content


Photo

Born to be rival (4/4)

#born2berival_KY

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 88 posts

Posted 10 November 2019 - 02:53 PM

 

SF : Born to be rival

Author : The Random

Chapter : 04

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

 

 

                จากที่โอเซฮุนตั้งใจว่าจะระงับความเป็นเพื่อนกับปาร์คชานยอลชั่วคราวเพื่อสั่งสอนเพียงเล็กน้อย แต่เหมือนปาร์คชานยอลจะสมนาคุณให้มากกว่านั้น ร่างโปร่งลั่นว่าจาตัดความสัมพันธ์กับโอเซฮุนมาได้ 72 ชั่วโมงแล้ว และกำลังจะเข้าชั่วโมงที่  73 ในไม่ช้า เซฮุนเลยต้องบากหน้าง้อเพื่อนอยู่สามวันเต็ม ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ

                ชานยอลกำลังคุยงานกลุ่มกับเพื่อน เขาแสร้งทำหูทวนลมกับทุกประโยคที่เซฮุนพูดมา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเอาน้ำเอาขนมมาให้ เดินไปเดินมาเรียกร้องความสนใจเพียงใด ชานยอลก็นั่งหลังตรง หน้าเชิด ไม่แม้แต่จะปรายตามองรอบตัว ราวกับเซฮุนเป็นธาตุอากาศ ถ้าเป็นเวลาอื่น เซฮุนคงตบกะโหลกเพื่อนสนิทสักป้าบข้อหาเล่นตัวเกินงาม แต่หนนี้เขาผิดจริงเลยต้องมาคอยง้อมันอยู่อย่างนี้ เซฮุนทรุดลงนั่งข้างชานยอล เอานิ้วจิ้มแขนอีกฝ่ายเบา ๆ

                “มึง หายงอนกูเถอะ”

                “เสียงแมลงหวี่แมลงวันที่ไหนวะ หนวกหูจัง” ชานยอลพูดกับเพื่อนที่นั่งฝั่งตรงข้ามพลางเบ้ปาก โบกมือปัดสิ่งชวนรำคาญใจ ซึ่งสิ่งน่ารำคาญนั่นก็ไม่ได้ย่อท้อ เซฮุนยังคงนัวเนียร้องของความสนใจจากชานยอลไม่หยุดหย่อน

                “มึงงง ดีกันเถอะ กูขอโทษ กูผิดไปแล้ว”

                “บรรยากาศไม่ดีเลยเนาะ พวกมึงว่าปะ ..กูหายใจไม่ค่อยออกเลย มลพิษแน่ ๆ” พูดจบชานยอลก็หันกลับไปเขียนหนังสือต่อ  เซฮุนเลยดึงปากกาออกจากมือเพื่อน

                “โห่ มึง หายโกรธกูเถอะ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วนะเว้ย ปากมึงก็หายเจ่อละ.. โอ๊ย!  และแล้วก็สำเร็จ ชานยอลหันมาตบเซฮุนจนหัวทิ่ม

                “ดูปากมึง สมควรให้กูหายไหม ไสหัวไปเลย!!!” พวงแก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะทั้งโกรธ ทั้งอาย เขาอุตส่าห์ไม่พูดถึงเรื่องนี้มาได้ตั้ง 73 ชั่วโมง! โอเซฮุนจะพูดขึ้นมาทำไมอีก! ริมฝีปากอิ่มเม้นแน่น คิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนแล้วก็อยากชกหน้าใครสักคนระบายความคับแค้น และถ้าถามว่าใครสมควรโดนต่อยรองจากอู๋อี้ฟาน ก็โอเซฮุนนี่แหละ!

                “ชานยอลลลลลจ๋า”

                “ไม่ต้องมาจ๋า!

                ชานยอลสะบัดหน้าหนี งานนี้เขาไม่ให้อภัยอีกฝ่ายง่าย ๆ แน่ หลังจากที่เมาหัวทิ่มจำอะไรไม่ได้ เขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บระบบที่ริมฝีปาก บนเตียงนอนของตัวเอง เขาคิดว่าเซฮุนเป็นคนพาเขามาส่งที่บ้าน ทว่ากลับไม่มีวี่แววของเพื่อนสนิทในห้องของเขาเลย ด้วยอาการมึนตึ้บและพะอืดพะอมสุด ๆ เขาคิดว่าเขาน่าจะสภาพย่ำแย่จนไม่อาจตะเกียกตะกายกลับมาเองได้ ชานยอลพยายามเรียกสติ คิดย้อนไปถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

                ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะเรียกความทรงจำกลับมาได้ทั้งหมด ซึ่งภายหลังชานยอลคิดว่าเขาไม่น่าทำเช่นนั้นเลย ทุกสัมผัส คำพูด และลมหายใจร้อนผ่าว ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียจนเขาเผลอจับริมฝีปากของตัวเอง อยากจะแทรกแผ่นดินหนีมันเดี๋ยวนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ เขาทำได้เพียงยอมรับความอับอายขายขี้หน้า และกลิ่นอายอดีตที่เขารื้อฟื้นขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง

                เกิดเป็นความหนักอึ้งและโหยหาอยู่ในใจลึก  ๆ เมื่อตระหนักได้ว่าสายสัมพันธ์ที่เกินกว่าพี่น้องข้างบ้านของเขากับอู๋อี้ฟานมันหยั่งรากลึกและแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทุกช่วงจังหวะชีวิตมานับสิบปี อู๋อี้ฟานเป็นรักครั้งแรกตั้งแต่วัยเยาว์ หลักฐานความแก่แดดก็คือสมุดสติ๊กเกอร์รูปพวกเขาสองคน ทว่ามันเนิ่นนานเสียจนเขาหลงลืมความรู้สึกหวานหอมนั้นไปหมดแล้ว และคิดว่ามันคงเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ไม่เป็นเช่นนั้น มันแตกหน่อออกผลเล็ก ๆ ทุกครั้งที่พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของกันและกัน การริลองดื่มเหล้าครั้งแรก สอบตกครั้งแรก  โดดเรียนครั้งแรก และอีกสารพัดวีรกรรม เขาจะมีอู๋อี้ฟานอยู่ตรงนั้นเสมอ จนวันหนึ่งชานยอลก็ไม่รู้ว่าจะบังคับหัวใจไม่ให้สั่นเวลาสบตาอีกฝ่ายได้อย่างไร

                พอเห็นชานยอลตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง เซฮุนก็ถอนหายใจหนัก ๆ เขาไม่ได้อยากจะเร้าหรือ แต่เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกจริง ๆ “มึง ยังไม่ต้องหายโกรธกูก็ได้ แต่สนใจกูหน่อย”

                “อะไรของมึง เห็นไหมเนี่ยว่ากูทำงานอยู่”

                “กูขอเวลาแป๊บเดียว”

                “อะไร ว่ามา”

                “ก่อนกูจะบอก มึงหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนนะ” ถึงจะเป็นคนบอกให้ชานยอลหายใจลึก ๆ แต่เซฮุนเองก็เผลอทำเช่นเดียวกัน เขารู้ว่าถ้าพูดออกไป ต้องโดนโกรธมากกว่าเดิม

                “อะไรของมึง”

                “เอาเหอะน่า เชื่อกู หายใจเข้าเร็ว ฮึบบ ..หายใจออก โอเคนะ” ชานยอลทำตามที่เซฮุนบอกแล้วพยักหน้า “คือว่า  งานทัศนศึกษาของวิชาสัมมนาอะ มันเปิดให้เด็กเอกอื่นสมัครได้ใช่เปล่า ..ทีนี้ กูเลยชวนจงอินไปด้วย แล้วจงอินก็ชวนอี้ฟานต่ออีกที ...แหะ”

                “ไอ้ ..!

                “หยุด ใจเย็น  ๆ หายใจเข้า ..เร็วสิวะ เออ อย่าเพิ่งด่า นี่กูคิดมาดีแล้วนะเว้ย อาทิตย์หน้าที่เราไปกันอะ ก็อาทิตย์สุดท้ายแล้วนะ ที่พวกมึงเล่นเกมกัน มึงต้องปิดเกมได้แล้วนะเว้ย ถ้ามึงจะทำอะไร ก็ทำให้จบที่นั่นไปเลย หรือมึงยอมแพ้แล้ว?”

                “ไม่มีทาง เรื่องอะไรกูจะยอม  กูใกล้จะชนะอยู่แล้วเหอะ”

                “ใกล้มากเลยดิ ล่อซะปากแตกเลย”

                “เดี๋ยวมึงจะได้ปากแตกเพราะตีนกูเนี่ย”

                “แหม ก็แหย่เล่น”

                “สรุปหายงอนกูยัง”

                “ไม่รู้ คิดดูก่อน”

                “ชานยอลอ่า ..”

                เสียงคร่ำครวญของเซฮุนไม่เข้าหูชานยอลอีกต่อไป เขามัวแต่ขบคิดว่าเขาจะสามารถคว้าชัยชนะในห้วงเวลาแห่งการตัดสินที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างไร เมื่อหัวใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด

                .

                .

                โคตรเลวร้าย ปาร์คชานยอลจินตนาการภาพวันไปทัศนศึกษาไว้ค่อนข้างแย่พอสมควร แต่ไม่ได้คิดไว้ว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ มันเริ่มตั้งแต่การที่เขาต้องปะทะฝีปากกับอี้ฟานตั้งแต่บ้านจนถึงมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาต้องฟาดฟันกันด้วยคำพูดเสมอ ทว่ามันไม่เคยยากขนาดนี้มาก่อน อาจจะเป็นครั้งแรกที่ชานยอลคิดคำด่าไม่ออก และไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอีกฝ่ายอย่างไร ขณะที่อี้ฟานยังปากปีจอ หาเรื่องกวนประสาทเขาได้ราวกับว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนพวกเขาไม่ได้จูบกัน ไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าจูบนั้นมันลึกซึ้งจนทำให้เขาปากระบม มันน่าเจ็บใจถ้าเกิดว่าความจริงแล้วมีเพียงเขาที่รู้สึกมากกว่า นั่นหมายถึงว่าเขาจะแพ้

                ซึ่งเขาไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นแน่!

                ชานยอลตั้งใจว่าเขาจะนั่งกับเซฮุนบนรถบัส มันควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? แต่กลายเป็นว่าเซฮุนหนีไปกับจงอินแล้วปล่อยเขาไว้กับอู๋อี้ฟาน แถมยังหาข้อแก้ตัวสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่าเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการกับคู่กรณี เพื่อปิดฉากเกมนี้อย่างสวยงาม ถามหน่อยว่าจะเอาอะไรมาสวย ถึงจะปากดีกับตัวเองในใจว่าไม่มีทางยอมแพ้ แต่ชายอลยังคิดหาหนทางเผด็จศึกไม่ออก ซ้ำร้ายเขายังพบกับมารผจญที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นอีกต่างหาก ..องซองอู

                ยอมโดนด่าว่าใจหมาที่สถาปนาน้องเทคให้เป็นมารชีวิต แต่ชานยอลรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ตอนที่รุ่นพี่ประกาศว่าที่นั่งไม่พอ ต้องมีคนนั่งเก้าอี้เสริมตรงกลางทางเดิน องซองอูยกมือแล้วมากางเก้าอี้เสริมนั่งทางด้านซ้ายมือของเขา เลยกลายเป็นว่าเขานั่งตรงกลาง ขนาบข้างด้วยองซองอูและอู๋อี้ฟาน

                ถ้าเป็นคนฉลาดหัวใสก็คงหาเรื่องยั่วอารมณ์โมโหอี้ฟานด้วยการจี๋จ๋ากับซองอูเสีย แต่ชานยอลไม่อยากจะเสี่ยง มันไม่ต่างอะไรกับหนีเสือปะจระเข้ ชานยอลรู้เต็มอกว่ารุ่นน้องคนนี้คิดกับเขาอย่างไร ลำพังแค่เรื่องของอี้ฟานเขายังจัดการไม่ได้ ก็อย่าเพิ่มตัวแปรให้มันมากไปกว่านี้ อาจจะเป็นการกระทำที่ฉลาดที่สุดเท่าที่คนมุทะลุอย่างชานยอลจะทำได้แล้ว เขาพยายามปกป้องตัวเองแล้วจริง ๆ บรรยากาศมันควรจะเงียบสงบไปจนถึงที่หมาย ถ้าผู้ชายสองคนข้าง  ๆ เขา ไม่ประกาศสงครามกันเสียเอง

                ให้ตาย เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนางเอกละคร

                “ลูกอมไหมครับพี่? หน้าพี่ซีด ๆ นะ เผื่อเมารถ” ชานยอลไม่ได้เมารถ แต่เขาเป็นกังวลกับทริปนี้จนนอนไม่หลับ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการลูกอมหรือเปล่า แต่ก็รับมาด้วยหวังว่าความหวานจากน้ำตาลจะช่วยได้ การกระทำนั้นทำให้อี้ฟานเปิดศึกกับซองอูทันที

                “เสนอหน้า”

                ชานยอลหันขวับไปทางอี้ฟานอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าสำนึกผิดอะไร กลับมองข้ามไหล่ชานยอลไปยิ้มท้าทายให้กับซองอูอีกต่างหาก  มันจะจบลงตรงนี้ถ้าเกิดว่าซองอูไม่ได้เป็นคนที่ใจกล้าเอาเรื่องเหมือนกัน

                “หวงก้าง”

                สวนกลับนิ่ม ๆ แต่อี้ฟานคิ้วกระตุก

                “ปีนเกลียว”

                “กร่าง”

                นั่นแค่ตัวอย่าง เพราะทั้งสองคนยังพ่นคำร้าย ๆ งัดกันไม่หยุด จนชานยอลรำคาญ อยากจะโขกหัวทั้งสองคนจูบปากกันเสียให้เข็ด อยากย้ายที่แทบแย่ เขาพยายามหาทางรอดด้วยการชะโงกหน้าว่าพอจะมีใครใจบุญแลกที่กับเขาไหม ก็เห็นแต่โอเซฮุนเพื่อนรักที่ส่งยิ้มตอแหลมาให้ ก่อนจะรู้สึกถึงแรงสั่นของมือถือ

                ข้อความจากเซฮุน

            “เข้าใจความรู้สึกของกูหรือยัง”

                ความรู้สึกของคนที่ต้องยืนตรงกลางเวลาชานยอลกับอี้ฟานปะทะฝีปากกันทุกวันน่ะ เซฮุนตั้งใจจะบอกแบบนั้น ซึ่งบอกเลยว่าชานยอลค่อนข้างจะซาบซึ้งพอสมควรเลยทีเดียว ที่เพื่อนรักสอนให้รู้จักชีวิต ก่อนจะวางแผนฆาตกรรมไอ้พวกน่ารำคาญสองตัวนี้ ชานยอลคิดว่าเขาควรจัดการเซฮุนก่อนใครเพื่อน

                “ถ้ากูหลุดออกไปได้ มึงตายแน่”

ชานยอลส่งข้อความตอบกลับไป แต่ตอนนี้ชานยอลก็ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากใส่หูฟังแล้วสงบจิตสงบใจอยู่ในโลกของตัวเอง โดยที่มีเสียงสองคนนั้นเถียงกันดังลอดเข้ามาเป็นระยะ

ชานยอลคิดว่าถ้าอี้ฟานจะหึงหวงเขาขนาดทำตัวงี่เง่าแบบนี้ก็ช่วยบอกรักเขาสักที เกมบ้า ๆ นี่จะได้จบ พลันเกิดคำถามวาบขึ้นมาในสมอง มันจะจบหรอ? จบยังไงล่ะ? ..ชานยอลไม่เคยคิดต่อจากนั้นเลยว่าถ้าเขาชนะ หรืออี้ฟานชนะ มันจะเป็นอย่างไรต่อ พวกเขาจะคบกันหรอ? ครองรักกันอย่างมีความสุขจนโลกล่มสลายหรือไง? ..อยู่ดี ๆ ชานยอลก็รู้สึกวูบโหวงในอก เขาคิดเกมนี้ขึ้นมาเพียงแค่อยากชนะ ..อยากสะใจ

                เขาคิดว่ามันคงสนุกดีที่เอาชนะศัตรูตลอดชีวิตอย่างอี้ฟานได้ แต่ดูเหมือนว่าความสนุกของมันจะลดลงเรื่อย ๆ จนจืดเจื่อนไปหมด ..

                .

                .

                ชานยอลอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อได้เยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทัศนศึกษาครั้งนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้เพื่อนของซองอูมาชวนอีกฝ่ายให้ไปเดินด้วยกัน ไม่อย่างนั้นมันต้องอิหลักอะเหลื่อกว่าเดิมแน่ ถ้าพวกเขาจะเดินกันไปสามคนอีก การมีเซฮุนกับจงอินมาเดินด้วยช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย  ถึงทั้งสองคนจะเดินนำอยู่ข้างหน้า แล้วเขากับอี้ฟานรั้งท้ายก็ตาม

                การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งและสมองโลดแล่น เขาโยนเรื่องที่ว่าหลังจากเกมจบลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับอี้ฟานทิ้งไปก่อน ผลที่ตามมายังไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ที่ได้ คว้าชัยชนะได้แล้วค่อยมาคิดยังไม่สาย ชานยอลกำลังคิดหาทางเผด็จศึก ช่วงบ่ายเขาจะมีกิจกรรมทำร่วมกันอีกที่รีสอร์ต ส่วนตอนเย็นจะมีงานเลี้ยงอาหารติดชายทะเล ทำเลเหมาะเจาะ บรรยากาศเป็นใจ เขาต้องหลอกล่อให้อี้ฟานหลุดปากได้สักทางสิน่า

                ทว่า อารมณ์ดี ๆ ของชานยอลตรงสะดุดลงเมื่อพวกเขาเดินทางถึงที่พัก

                “เดี๋ยว หมายความว่าไง ทำไมกูไม่ได้นอนกับมึง แต่ได้นอนกับมันวะ!” ชานยอลโวยวายอยู่หน้าห้องพัก เมื่อเขาพบว่า เซฮุนลงชื่อให้เขานอนกับอี้ฟาน ส่วนตัวเองนอนกับจงอิน เรื่องที่นั่งบนรถบัสยังพอจะมองข้ามไปได้ แต่เรื่องห้องนอนนี่มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า

                “ก็กูจะนอนกับจงอิน”

                “มึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ”

                “ทำไมจะไม่ได้ พวกมึงนอนด้วยกันออกจะบ่อย”

                “ถ้าใช้คำว่านอนห้องเดียวกัน กูจะขอบคุณมาก” อี้ฟานแก้คำพูดของเซฮุนให้ก่อนที่ชานยอลจะปรี๊ดแตกอีกรอบ แต่ก็ทำให้ชานยอลหงุดหงิดใจอยู่ดี อี้ฟานแสดงออกราวกับว่าการนอนห้องเดียวกันกับเขามันไม่น่าพิสมัย แล้วหมาตัวไหนมันเสนอหน้ามานอนเตียงเดียวกันกับเขาเองละวะ

                เลี้ยงไม่เชื่องเลยให้ตาย

                “พวกมึงจะสะดีดสะดิ้งกันทำไม ทำอย่างกับว่าพวกมึงไม่เคยอะไร ๆ กันอย่างนั้นแหละ” ชานยอลอ้าปากพะงาบ ๆ อยากจะแก้คำว่า “อะไร ๆ” ที่เซฮุนพูด แต่กลัวจะเข้าตัว เพราะไม่ว่าคำตอบจะออกมาเป็นอะไร ก็คงจะไม่ดีกับเขาอยู่ดี

                “กูไม่ให้มึงนอนกับเพื่อนกู” อี้ฟานแย้งบ้าง

                “กูจะนอนกับแฟนกู ผิดตรงไหน?” จงอินพูด

                “ฮะ..?” ไม่ใช่แค่อี้ฟานที่ตกใจ ชานยอลก็เช่นเดียวกัน

                “พวกกูเป็นแฟนกันแล้วครับ กูจะสวีตกับแฟนกู ส่วนพวกมึงก็ไสหัวเข้าห้องนอนไปได้แล้ว ตอนสี่โมงเย็นเจอที่ทะเล เราต้องทำกิจกรรมกันอีก โอเคนะ ตามนี้”

                เซฮุนตัดบท ชายหนุ่มลากตัวจงอินเข้าห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าเพื่อนทั้งสองคน อี้ฟานกับชานยอลหันมองหน้ากัน ก่อนจะลากสัมภาระของตัวเองเข้าห้องอย่างจำยอม

                ภายในห้องได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายตามมาตรฐานรีสอร์ตทั่วไป มีอากาศถ่ายเทและกลิ่นสะอาด ไม่เหม็นอับ เท่านี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของผู้เข้าพักอย่างชานยอลแล้ว แต่ที่ชานยอลสะดุดตาคือเตียงใหญ่หลังเดียวที่วางเด่นอยู่ทางด้านซ้ายมือ

                “มีเตียงเดียว?”

                “ก็เห็นอยู่แล้วจะถามเพื่อ?”

                ชานยอลตอบเสียงสะบัด ก่อนจะกองสัมภาระไว้ที่มุมหนึ่งของห้องแล้วกระโดดขึ้นนอนทางด้านซ้ายของเตียง

                “เท้าก็ไม่ล้าง สกปรก”

                “ยุ่ง” ชานยอลนอนตะแคงหันไปอีกทาง หยิบหมอนอีกใบมาปิดหน้า เขาขยับตัวให้ได้ท่าที่สบาย นั่งรถมาตั้งหลายชั่วโมง ทำเอาปวดหลังไปหมด ด้วยความอ่อนเพลีย ชานยอลแทบจะสามารถเข้าสู่ห้วงนิทราได้ทันที

                “มึงจะนอนหรอ? อีกเดี๋ยวก็ต้องลงไปแล้ว”

                “อีกเดี๋ยวทีไหน ตั้งชั่วโมงครึ่ง ง่วงจะตายอยู่แล้ว ขอนอนก่อน เลิกจุ้นจ้านสักที”

                “เออดี”

                แต่ก่อนที่จะหลับ ไม่วายทิ้งทายสะกิดต่อมเพื่อนร่วมห้องอีกคน “ห้ามทำอะไรกูตอนหลับแล้วกัน ถึงมึงจะรู้สึกชอบกูมาก ๆ ก็เถอะ”

                “พูดมาได้หน้าไม่อาย” อี้ฟานสั่นหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างสูงนั่งลงกับเตียงอีกฝั่ง โน้มตัวกระซิบข้างหูคนหลับ “หรือความจริงมึงอ่อยกูอยู่?”

                ลมหายใจร้อน ๆ ทำเอาขนอ่อนลุกซู่ ชานยอลเด้งตัวขึ้นมาชูนิ้วกลางใส่คนที่ยืนยิ้มเผล่

                “ไอ้ควาย ไปตายเลยไป ห้ามข้ามเขตมาฝั่งนี้ด้วย!!

                ชานยอลหยิบหมอนข้างมาวางกั้นแบ่งอาณาเขต ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วซุกตัวอยู่ในนั้น ราวกับว่ามันจะปกป้องตัวเองได้

                “หึ แล้วทำมาปากดี”

                ..

                ชานยอลตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงปลุกของอี้ฟาน อีกฝ่ายไล่เขาไปล้างหน้าล้างตา กิจกรรมสันทนาการจะเริ่มในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า ชานยอลย้ายร่างตัวเองไปที่ห้องน้ำอย่างขี้เกียจ พอออกมาก็เห็นว่าอี้ฟานกำลังยืนทาครีมกันแดดอยู่ สัมภาระของอี้ฟานถูกจัดเรียบร้อย มีฝั่งของเขาที่ยังเป็นกองรก ๆ เหมือนตอนเข้ามา

                “ทากันแดดด้วย เดี๋ยวตัวก็ไหม้หมด”

                “ไม่มี”

                “สมกับเป็นมึงดี”

                “อะไร?”

                “โง่ มาทะเลแล้วไม่มีครีมกันแดด”

                “กูหล่อธรรมชาติ ใครจะเจ้าสำอางแบบมึง”

                “มะเร็งแดกสิไม่ว่า”

                พูดจบอี้ฟานก็โยนครีมกันแดดมาให้ ถ้าชานยอลไม่ใช่พวกรับของแม่น คงฟาดเข้าดั้งเขาไปแล้ว ที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือไอ้เวรนี่มันดันทำหน้าตาเสียดายที่เขาดันรับได้นี่แหละ หน็อยแน่!

                กิจกรรมสันทนาการจัดริมชายหาด เป็นการเล่นสนุก ๆ เพื่อละลายพฤติกรรมและทำความรู้จักกันนิดหน่อย ชานยอลคึกคักกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากเมื่อได้งีบมาตื่นหนึ่ง  ถึงจะบอกว่าเล่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่คนชอบเอาชนะอย่างชานยอล ก็จริงจังกับเกมจนคว้าชัยชนะมาได้เกือบหมด ที่มีความสุขที่สุด ก็เห็นจะเป็นการเอาชนะอู๋อี้ฟานได้

                หลังจากเสร็จกิจกรรมกลางทะเล ทุกคนก็ทยอยขึ้นจากน้ำ มีเสียงตะโกนเตือนจากรุ่นพี่ว่าระวังเปลือกหอยที่อยู่บนหาดทรายบาด ชานยอลเลยตะโกนต่ออีกทอดหนึ่ง

                “ระวังโง่โดนหอยบาดละ”

                ฉีกยิ้มกว้างให้กับคนที่ยังเดินอยู่ในทะเล อี้ฟานแยกเขี้ยวอย่างหงุดหงิด เขาโดนชานยอลแกล้งจนหัวจุ่มน้ำอยู่หลายรอบ ตอนนี้ร่างสูงเลยเปียกโชกไปทั้งตัว ทว่าไม่ทันที่จะพ้นจากผืนน้ำ เขาก็ได้ยินเสียงร้องของชานยอล

                “เป็นอะไรมึง” เซฮุนที่เดินนำชานยอลไปหลายก้าวหันมาถามเพื่อน

                ชานยอลหน้าเผือดสี ค่อย ๆ ยกเท้าตัวเองขึ้นมาก่อนจะตอบ “เปลือกหอยบาดว่ะ”

                พอเห็นเลือดสีแดงสดทะลักจากบาดแผลหยดลงบนหาดทราย อี้ฟานก็พุ่งตัวเข้าไปหาชานยอล ท่ามกลางความตกใจของทุกคน แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังตะลึงกับความแดงฉานของเลือด อี้ฟานตรวจดูแผล พอเห็นว่าลึกพอสมควร ก็บอกให้เซฮุนแจ้งอาจารย์เพื่อพาชานยอลไปคลินิกที่ใกล้ที่สุด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกที ชานยอลก็มานั่งให้คุณหมอทำแผลแล้ว อี้ฟานนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเป็นห่วง มือใหญ่กุมมือเขามาตลอดทางบีบแน่นเป็นระยะ ทุกครั้งที่เขามีสีหน้าเจ็บปวด และส่งเสียงร้องออกมาตอนหมอทำความสะอาดแผล

ชานยอลไม่ใช่คนกลัวเลือด คนนิสัยห่าม บ้าดีเดือดอย่างเขาหาเรื่องเจ็บตัวมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ หวิดจะบาดเจ็บสาหัสหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง กับอีแค่โดนเปลือกหอยบาด มันช่างดูเล็กน้อยเสียเหลือเกิน หากเทียบกับการขับรถฉวัดเฉวียนร่ำ ๆ จะปาดหน้ารถใหญ่ของเขา แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่ชานยอลได้แผลแล้วเลือดท่วมขนาดนี้ จังหวะที่เขากดน้ำหนักเท้าลงกับพื้น มันเข้ามุมหยักแหลมคมของเปลือกหอยจนคว้านเนื้อเข้าไปลึก ตอนเห็นเลือดไหลเป็นน้ำประปาแตก เขาก็สติหลุดไปเหมือนกัน ครู่หนึ่งที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก กลับเป็นอี้ฟานที่มีสติกว่าใคร ..

                ตากลมเหลือบมองคนข้างตัว ก่อนจะหน้าเบ้เมื่อรู้สึกแสบจี๊ดที่แผล น้ำตาไหลซึมหางตา

                “อดทนอีกนิดหนึ่งนะ เดี๋ยวหมอปิดแผลก็เสร็จแล้ว”

นิ้วโป้งไล้บนหลังมือเขาเบา ๆ ชานยอลรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเด็กน้อยที่เผลอเดินเหยียบเศษแก้ว แล้วมีพี่ชายข้างบ้านที่แสนใจดี คอยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ  ทุกครั้งที่เล่นซนจนได้แผล ไม่ได้ว่าจะหกล้ม ตกต้นไม้ หมาวิ่งไล่ อี้ฟานจะยืนอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ ปลอบจนหยุดร้องไห้บ้าง หัวเราะกับความซุ่มซ่ามของเขาบ้าง แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยไปไหน ทุกครั้งที่หันไป อี้ฟานจะอยู่ตรงนั้น ยิ้มให้เขา พร้อมกับจับมือเขาไว้เสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เสร็จแล้ว เก่งมาก เดี๋ยวไปรับยาแล้วกลับกันนะ เด็กดี”

อี้ฟานพูดน้ำเสียงอ่อนโยน กระชับมือเล็กแน่น ชานยอลกุมมือตอบกลับไป

ความอบอุ่นที่ได้รับ ทำลายภูมิต้านทานหัวใจของชานยอลจนย่อยยับ

..

ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้าเขายังหมายมาดว่าจะต้องเป็นผู้ชนะของเกมนี้ จะต้องจบเกมนี้ได้อย่างสวยงาม ทว่าตะวันยังไม่ทันจะลับขอบฟ้า ความพ่ายแพ้ก็มาจ่อรออยู่ตรงหน้าเสียแล้ว ใจที่หวั่นไหวเป็นทุนเดิมของชานยอล ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จากการกระทำของอี้ฟานเมื่อตอนเย็น อาจเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน สิ่งที่แสดงออกมาล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณ แววตาตื่นตระหนกเป็นกังวลของอี้ฟานยังติดตรึงอยู่ในหัวของชานยอล  

                มีวูบหนึ่งที่ชานยอลคิดว่าถ้าเราสองคนสามารถแสดงออกความรู้สึกที่มีต่อกันได้อย่างตรงไปตรงมา จะเป็นเช่นไร? ชานยอลมีสีหน้าปั้นยาก เมื่อคิดว่าเขากับอี้ฟานจะญาติดีต่อกัน ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเสียจนกลืนน้ำลายลำบาก หากหัวใจกลับประท้วงอย่างไม่ยอมแพ้ ตัวตนของอี้ฟานในหัวใจของเขาทั้งอดีตและปัจจุบัน ชัดเจนจนยากจะฝังกลบลงไปได้

“ไงมึง เจ็บแผลมากหรือเปล่า?”

เซฮุนยืนยิ้มอยู่หน้าประตู งานเลี้ยงกลางคืนกำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า อี้ฟานช่วยเขาจัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย ก็ลงไปช่วยงานรุ่นพี่ข้างล่าง เขาเลยต้องนั่งง่อยรอเซฮุนพาลงไปกินข้าว อี้ฟานบอกว่าไม่อยากให้เขาลงไปนั่งตากลมนาน ๆ อาการแผลอักเสบอาจจะทำให้เขาป่วยได้ง่าย

“ปวดตึบ ๆ กับยังรู้สึกตึง ๆ อยู่เลยว่ะ”

เซฮุนยกมือแตะหน้าผากเพื่อน “ตัวมึงรุม ๆ ด้วยนะ จะลงไปข้างล่างหรอ? ให้กูเอาข้าวขึ้นมาให้ข้างบนเปล่า?”

“ไม่เอา อุตส่าห์มาทั้งที จะให้กูอุดอู้อยู่ห้องได้ไง”

“กูว่าแล้วว่ามึงต้องดื้อ ตอนแรกไอ้อี้ฟานมันจะลงไปสั่งข้าวมาให้มึงพิเศษแล้ว แต่กูห้ามมันไว้ เพราะมึงต้องดื้อจะลงไปแน่ ๆ”

ชานยอลเบะปาก “วุ่นวายกับกูจังเลยมันเนี่ย ทำตัวอย่างกับพ่อ” ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกร้อนผ่าวที่สองข้างแก้ม คำพูดและสายตาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยที่อีกฝ่ายพูดย้ำหลายครั้งก่อนจะลงไปข้างล่างฉายซ้ำในหัว

“ถ้ามีลูกอย่างมึงคงปวดหัวตายห่า ..ไงล่ะ ปากดีบอกเขาอย่าโง่โดนหอยบาด แล้วสะเหล่อไปโง่แทนมันทำไม”

“ก็กูไม่เห็นนี่หว่า เจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว หมอก็มือโคตรหนักเลย”

“มีคนจับมือโอ๋ตลอดยังเจ็บอยู่อีกหรอ?” เซฮุนหัวเราะที่เพื่อนตกใจทำตาโตว่าเขารู้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปด้วย “กูมีสายหรอกน่า พี่ที่ขับรถพามึงไปนั่นไง บอกว่าเพิ่งรู้ว่ามึงกับอี้ฟานสนิทกัน กูนี่ยิ้มเจื่อนเลย ด่ากันแต่ก็รักกันแบบงง ๆ”

ชานยอลส่งเสียงเหอะในลำคอ

“แล้วไง ขาเดี้ยงงี้ มึงจะปิดเกมยังไง พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายแล้วนะ หรือจะใช้เรื่องที่ได้นอนเตียงเดียวกันให้เป็นประโยชน์ กูก็ไม่ขัดศรัทธานะ อยากเลี้ยงหลาน”

“พ่อมึงเหอะ เดี๋ยวกูทุบหัวแบะ”

“เดินเองให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยมาขู่กู”

ชานยอลฟึดฟัด ก่อนจะถอนหายใจ เมื่อคิดถึงเกมงี่เง่าที่ตัวเองสร้างขึ้นมา เขาคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาว่าจะเดินหมากตัวสุดท้ายของเกมนี้อย่างไร และเขาคิดว่าเขาได้คำตอบแล้ว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่ามันจะดีหรือเปล่า “มึง ..ถ้าเกิดสมมติว่า กูยอมแพ้เกมนี้ มันจะ ..น่าอายมากไหมวะ?” ชานยอลก้มหน้า พูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

“หือ มึงว่าอะไรนะ? ยอมแพ้?” เซฮุนถามซ้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาเพิ่งจะได้ยินคำว่ายอมแพ้? จากปากของปาร์คชานยอล ผู้ชายที่หลงใหลในการเอาชนะที่สุดเท่าที่เขารู้จักมาเนี่ยนะ?

“อืม กูมาคิดดูแล้ว กูไม่เห็นทางที่จะได้ชนะได้เลย ก็อย่างที่กูเคยบอกมึงนั่นแหละ ต่างคนต่างรู้ว่าตัวเองกำลังเล่นเกม มันจะหลุดบอกความรู้สึกออกมาง่าย ๆ ได้ไงวะ กูจนปัญญาแล้วเนี่ย ..อีกอย่าง กูยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้ามีใครสักคนแพ้ หรือชนะ มันจะเป็นยังไง? ถ้ากูชนะ กูจะสะใจจริง ๆ ไหม? ..ไม่รู้เลยว่ะ”

เซฮุนยิ้มเมื่อได้ฟัง เขาคิดไว้แล้วว่ามันต้องมาอีหรอบนี้  เซฮุนไม่ได้รู้สึกอยากสมน้ำหน้าหรือถ่มถุยให้กับความล้มเหลวของเพื่อนเลยสักนิด กลับภูมิใจด้วยซ้ำ ที่คนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกอย่างอย่างชานยอล โตขึ้นได้ขนาดนี้ ในเวลาเพียงเดือนเดียว

“มึงจำได้หรือเปล่า ที่กูบอกว่าเกมนี้มันน่าสนุก แล้วมึงถามกูว่ามันน่าสนุกตรงไหน? เกมที่เหมือนจะหาทางสิ้นสุดไม่ได้แบบนี้ ถูกไหม?” ชานยอลพยักหน้า ตอนนั้นเขาคิดว่าเล่น ๆ ไป เวลาคงจัดการให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเอง แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น “มันน่าสนุกตรงที่การที่จะมีคนชนะได้ ต้องมีใครสักคนยอมแพ้ ..ต้องมีใครสักคนที่ยอมพูดมันออกมา ใครสักคนที่รักมากกว่าจนเห็นว่าไอ้เกมบ้า ๆ นี่ไม่เห็นจะมีอะไรดี นอกจากฝืนใจตัวเอง”

ชานยอลนิ่งอึ้ง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น มันยากที่จะยอมรับว่าเขารู้สึกมากกว่า เขาไม่รู้ว่ามันดูโง่เง่าหรือเปล่า ที่เริ่มเรื่องทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นคนที่ทนไม่ไหวเสียเอง ชานยอลเริ่มเหนื่อยที่ต้องเสแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกแล้ว เขารำคาญใจกับไอ้ท่าที่ไร้ความรู้สึกของอี้ฟานด้วย

ถ้าเราคิดเหมือนกัน ..แล้วเราทำบ้าอะไรอยู่วะ

หรือมันจะมีแค่เขาที่คิดไปไกลอยู่คนเดียวจริง ๆ

“มึงรู้ไหม ทำไมอยู่ดี ๆ กูถึงปุบปับขอจงอินเป็นแฟน”

“เออ ทำไมวะ”

“กูไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว กูเบื่อ กูเสียดายเวลาที่จะได้เป็นแฟนกัน”

“แล้วมึง ไม่กลัวเสียเพื่อนหรอวะ ..ถ้าระยะเวลาของการเป็นแฟนกัน มันไม่ได้นานอย่างที่มึงคิด”

“กลัว แต่กลัวตัวเองต้องเห็นเขาอยู่กับคนอื่นมากกว่า มึงเองก็ระวังจะติดอยู่กับกับดักความสัมพันธ์ที่พวกมึงสร้างกันขึ้นมาจนออกไปไม่ได้ ..การที่มึงจะยอมแพ้ มันไม่ได้แย่ ไม่ได้เสียศักดิ์ศรีเลย ..มึงแค่เบื่อจะเล่นเกมแล้ว มึงอยากซื่อสัตย์กับหัวใจของมึงเองก็แค่นั้น ..กูแล้วแต่มึงนะ มึงจะปิดเกมนี้ยังไงก็ได้

 

แต่เชื่อกูสิ ไม่ใช่แค่มึงหรอก ที่เบื่อเกมนี้แล้วเหมือนกัน”

.

.

ถ้าไม่ได้ขาเดี้ยง งานเลี้ยงกลางคืนคงสนุกกว่านี้ ชานยอลนั่งแกร่วอยู่ที่โต๊ะ เพราะไม่สามารถเดินไปหยิบจับตักอาหารเองได้ ส่วนอี้ฟานยืนคุมเตาปิ้งย่างคอยย่างอาหารทะเลบริการทุกคน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ชานยอลคงก่นด่าในใจกับการเสนอตัวเอาหน้าของอีกฝ่าย แต่พอเป็นตอนนี้ นั่งดูก็เพลินดีเหมือนกันมั้ง ..

จริง ๆ มันออกจะน่าหงุดหงิดนิดหน่อยที่อี้ฟานเพอร์เฟ็กต์ไปเสียทุกเรื่อง นอกจากเรียนเก่ง จัดการชีวิตได้ดี ยังเป็นผู้ชายที่มีทักษะการทำอาหารอีกต่างหาก สมัยเด็กเวลาคุณนายไปทำงานต่างจังหวัด ก็ข้าวฝีมืออี้ฟานนี่แหละที่ทำให้ชานยอลอิ่มท้อง ในขณะที่ฝีมือการทำอาหารของชานยอลห่วยแตกสิ้นดี เขาแทบไม่เคยเข้าครัว เพราะมีคนทำให้ตลอด เพราะฉะนั้น ถ้าจะโทษใครสักคนที่ทำให้เขาทำนั่นทำนี่ไม่ได้ หรือมีอะไรที่ด้อยกว่าอู๋อี้ฟาน ก็ต้องโทษไอ้หมอนั่นน่ะแหละ เจ๋อไม่เข้าเรื่อง

ทำให้เขาทุกอย่าง จนจะทำอะไรเองไม่เป็นอยู่แล้ว

อา ..นั่นสินะ เพราะมันเป็นแบบนั้นตั้งแต่เด็กเลยนี่นา

“มองไม่วางตาเชียวนะ”

“ก็มึงช้า กูหิวจะตายอยู่แล้ว” ชานยอลบ่นเซฮุนที่เพิ่งมานั่งโต๊ะ เซฮุนกับจงอินอาสาไปช่วยตักอาหารมาให้ แต่เพราะอาหารทะเลย่างเพิ่งจะหมดไปก่อนหน้านี้ ต้องย่างกันใหม่ก็เลยรอนาน ซึ่งคนย่างก็อี้ฟานนั่นแหละ

“ทำมาเป็นพูด ..ไอ้น้องเทคที่รักเพิ่งจะยกทั้งจานให้มึงไม่ใช่หรือไง?”

“นิดเดียวเถอะ”

“เถียงเก่ง ..เอ้า กิน ๆ เข้าไป”

ชานยอลกินจนอิ่มแปล้ โดยมีจงอินช่วยแกะกุ้งให้ บริการอย่างดีเสียจนเซฮุนอยากจะแช่งให้แขนมันเดี้ยงแทนขาจริง ๆ พวกเขานั่งคุยเล่นกันสักพัก ก่อนที่เซฮุนกับจงอินจะไปนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงตามคำชวนของเพื่อน ๆ ปล่อยให้ชานยอลนั่งเหงาอยู่ที่โต๊ะอีกครั้ง ตากลมมองหาร่างสูง พอเห็นว่าเพิ่งจะได้กินข้าวเหมือนกับคนอื่นเขาก็ส่ายหัวระอาใจ ..ชอบบริการคนอื่นจนเกินเรื่องทุกที อี้ฟานไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขา ร่างสูงนั่งโต๊ะเดียวกับรุ่นพี่ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเตา

ชานยอลหยุดความคิดที่จะหาใครสักคนช่วยพยุงไปนั่งที่หาด ทุกคนกำลังสนุกอยู่กับเพลงที่เซฮุนร้อง เขาเลยค่อย ๆ เขย่งขาหอบสังขารตัวเองไปที่ชายทะเล ทว่า ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกได้ถึงแรงพยุงที่แขน เขาหันไปมอง อู๋อี้ฟานนั่นเอง

“อยากขาเดี้ยงอีกข้างหรือไง?”

.

.

ชานยอลไม่เคยคิดว่าเขากับอี้ฟานจะได้มานั่งข้างกันดูทะเลยามค่ำคืนมาก่อน ภาพผืนน้ำสีดำสนิทกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตชวนให้รู้สึกเวิ้งว้าง มันลึกลับน่าค้นหา ทว่าน่ากลัวในคราวเดียวกัน เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับในทะเลผุดขึ้นมาทันควัน ทำเอาชานยอลกลืนน้ำลายฝืดคอ ผิดกับอี้ฟานที่ทอดสายตามองอย่างใจเย็น ราวกับว่ามันช่วยทำให้ใจสงบอย่างไรอย่างนั้น ไม่ก็นิสัยคิดฟุ้งซ่านมันติดตัวชานยอลมาแต่ไหนแต่ไร

อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาคิดว่าบรรยากาศมันเป็นใจดี ที่เขาจะจบเกมนี้อย่างลูกผู้ชาย กล้าเปิดก็ต้องกล้าปิด ปากเก่งแล้วใจก็ต้องเก่งตาม แต่ก่อนที่ชานยอลจะพูด อี้ฟานกลับเอ่ยตัดความเงียบขึ้นมาเสียก่อน

“ยังเจ็บแผลอยู่ไหม?”

“อา ..ยังบวม ๆ ตึง ๆ อยู่”

“แล้วยังไม่เจียมตัว จะเดินมาคนเดียวอีก”

“จุ้นจ้านจริง ๆ”

“ไม่ได้จุ้นจ้าน แต่เป็นห่วง”

“....” คำพูดที่ตรงไปตรงมา ทำให้ชานยอลอึ้งไปชั่วขณะ ชายหนุ่มกระแอมไอ เขาจะไม่ยอมหัวใจวายตายเพราะอี้ฟานเกิดเปลี่ยนโหมดเป็นผู้ชายอบอุ่น ชานยอลพยายามดึงความสุขุมของตัวเองกลับมา “พรุ่งนี้ วันสุดท้ายแล้วนะ”

“อืม”

“ถ้าสมมติว่า ..กูยอมแพ้เกมนี้ล่ะ?”

“แล้วถ้าสมมติกูยอมแพ้เหมือนกันล่ะ?”

ชานยอลรู้สึกว่าเสียงมันใกล้เสียจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง อี้ฟานเขยิบเข้ามานั่งชิดกับเขาตอนไหนก็ไม่ทราบได้ ใบหน้าของอีกคนอยู่ใกล้จนเห็นภาพเงาตัวเองสะท้อนในตาสีเข้ม และอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว

“มึงหมายความว่าไง?”

“หมายความอย่างที่พูด ..ถ้ามึงยอมแพ้ กูก็คงยอมแพ้เหมือนกัน ..”  อี้ฟานไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ชานยอลอยากจะยอมแพ้ แต่สำหรับเขาที่เฝ้ายื้อยุดฉุดกระชากความรู้สึกตัวเองมาตลอด ท่ามกลางเสียงค่อนแคะจากจงอินว่าเขาแพ้ปาร์คชานยอลมาตั้งแต่เกิด เพิ่งจะกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าเขาไม่มีวันชนะ ก็ตอนที่เห็นเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากแผลของอีกฝ่าย ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกห้วงลมหายใจมีแต่ความเป็นห่วง ร้อนรนกระวนกระวายไปหมด สิ่งที่แสดงออกไปยังไม่เท่ากับที่ใจรู้สึกเลยสักนิด เขาไม่สนแล้วว่ากำลังอยู่ในเกม ไม่แคร์ด้วยหากชานยอลจะเอาเรื่องนี้มาต่อรองจนตัวเองชนะ

เพราะเขาแพ้แล้วจริง ๆ..

แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนอย่างชานยอลจะยอมรามือเช่นเดียวกัน  เขาเข้าใจความนัยของการ “ยอมแพ้” ของชานยอลดี มันไม่ได้เกิดจากอยู่ดี ๆ ก็เบื่อ แล้วอยากจะเลิกเล่น แต่อีกฝ่ายเล่นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ปาร์คชานยอลกำลังแพ้หัวใจตัวเอง ..ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าชอบเขาทางอ้อม และการที่เขาจะยอมแพ้เหมือนกัน อีกฝ่ายก็คงเดาได้ ถึงได้ก้มหน้าหลบสายตากันอยู่อย่างนี้

“งี้ถ้าเราต่างคนต่างแพ้ แล้วมันจะยังไงต่อ?” อี้ฟานยิ้มมุมปาก

“เกมก็จบไง แค่นั้น”

                “จบยังไง?”

                “ก็ต่างคนต่างยอมแพ้ ก็จบไง” ชานยอลตอบกำปั้นทุบดิน

อี้ฟานครางในลำคออย่างไม่พอใจในคำตอบ ชานยอลไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างนี้ ไม่คิดว่าพวกเขาทั้งสองคนจะยอมจำนนเหมือนกัน ที่แย่ก็คือ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง โดยมีอี้ฟานพลิกกลับไปคุมเกมทั้ง ๆ ที่เพิ่งบอกว่าจะยอมแพ้ ..ยังไงน่ะหรอ? ก็คงตอนนี้ที่แขนแกร่งโอบรอบเอวเขาไว้ละมั้ง บ้าชะมัด ไอ้เวรนี่เป็นพวกมือไวตั้งแต่เมื่อไหร่

                “ทำไมมึงพูดง่าย?”

                “แล้วทำไมต้องทำให้ยากด้วย”

                “งานถนัดมึงไม่ใช่หรอแบบนั้น”

                “ถึงขากูจะเจ็บ แต่ก็เตะปากมึงได้เหมือนเดิมนะ” ชานยอลขู่ฟ่อ

“จะกลับไปเกลียดกันเหมือนเดิม ว่างั้น?”

“ทำอย่างกับตอนนี้ กูไม่เกลียดมึงอย่างนั้นแหละ”

อี้ฟานยิ้มชอบใจ ที่ชานยอลพูดว่าเกลียดทั้ง ๆ ที่แก้มแดงแจ๋ อันที่จริงเกมบ้า ๆ นี่ก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก อย่างน้อยมันก็ทำให้พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น

 “นั่นสิ ..ยังไงก็ต้องเกลียดกันต่อไปใช่ไหม?”

“ใช่!

“จะไม่มีอะไรเปลี่ยน? เป็นศัตรูกันต่อไป?”

อี้ฟานไล่ต้อนอย่างนึกสนุก ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากอิ่มอยู่ห่างเพียงลมหายใจ ชานยอลเม้มปากแน่นอย่างประหม่าเพียงครู่ ก่อนจะเงยหน้าสบตาอี้ฟาน พูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย

“ใช่ ..เป็นศัตรูกันต่อไป ..ตลอดชีวิตเลย พอไหม?”  

เรื่องอะไรจะยอม ไม่มีทาง บอกแล้วเขาไม่มีทางยอมหัวใจวายตายคนเดียวหรอก ถ้าคิดจะข่มกันน่ะฝันเถอะ ความเก่งกล้าชอบเอาชนะไม่ใช่แค่ราคาคุย เจ้าตัวแสบยกแขนคล้องคออี้ฟาน ทำเอาร่างสูงใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนจะยิ้มอ่อนใจ

“แพ้ไม่เป็นจริง ๆ สินะมึงเนี่ย”

“แน่นอนสิ ..ว่าแล้วว่ามึงต้องชอบกูแน่ ๆ” คนแพ้ไม่เป็นหลิ่วตาล้อเลียน

“เออ ชอบมาตั้งแต่จำความได้แล้ว”

ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงตายด้าน อาศัยจังหวะที่คนฟังตกตะลึงรั้งเอวบางเข้าหา แนบริมฝีปากของตนกับกลีบปากอิ่ม จัดการคนปากเก่งด้วยรสจูบที่ร้ายกาจยิ่งกว่า พวกเขาจูบกันท่ามกลางความรื่นเริงของเสียงดนตรี เสียงกระซิบของระลอกคลื่น และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

 

รางวัลแห่งความพ่ายแพ้ที่หอมหวานที่สุดในโลก

.

.

 

สุดท้าย ก็แพ้ให้กับหัวใจตัวเองทั้งคู่ ..แพ้ราบคาบเลยด้วย

 

END.

#born2berival_KY

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users