Jump to content


Photo

Born to be rival (3/4)

#born2berival_KY

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 03 November 2019 - 03:06 PM

 

SF : Born to be rival

Author : The Random

 

 

 

 

Chapter : 03

 

 

 

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

 

 

                อู๋อี้ฟานออกจากโรงพยาบาลมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว แต่การเล่นเกมของพวกเขายังไม่คืบหน้าสักเท่าไรนัก เนื่องจากชานยอลติดสอบย่อยทั้งสัปดาห์ เลยไม่มีเวลามาวางแผนแก้เกมที่เผลอทำตามใจ ทิ้งศักดิ์ศรีไปนอนเฝ้าคู่อริถึงที่ อย่างไรก็ดี อี้ฟานแอบนับแต้มในใจว่าเดินเกมได้เร็วกว่าชานยอลหนึ่งก้าว ถึงอีกฝ่ายจะทำเนียนไม่รู้ไม่เห็น อ้างคำเดิม ๆ ว่าเป็นคำสั่งของแม่ก็ตาม ทว่าอย่างที่รู้กัน ความจริงกระจ่างชัดตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ..

 

                เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าปาร์คชานยอลคนเก่งคนกล้าจะมาไม้ไหน? เขาไม่ตกหลุมพรางง่าย ๆ แน่ ไม่ใช่ว่าทระนงตัวไม่ดูตาม้าตาเรือ เขามั่นใจว่าต่อให้ความรู้สึกที่เขามีต่ออีกฝ่ายมันมากมายท่วมท้นเพียงใด แต่นิสัยแพ้ไม่เป็น ยอมไม่ได้ ดันทุรังจนตัวตาย ซึ่งเหมือนกับชานยอลจนน่าทึ่งสมกับที่แม่ของพวกเขาเลี้ยงมาด้วยกัน จะค้ำคอจนเขาจะไม่พูดคำ ๆ นั้นออกไปโดยง่าย

 

                อี้ฟานหวังเช่นนั้น ..แต่ในระหว่างที่ปาร์คชานยอลยังงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่นี้ เขาขอเดินเกมต่อไม่รอแล้วนะ

 

                .

 

                .

 

                ชานยอลนั่งกุมขมับ ถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยแล้ว ผมสีฟ้าถูกขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชี้ฟูไม่เป็นทรง ตากลมมองตัวอักษรในกระดาษราวกับจะสาปแช่งทางสายตา เนื้อหาของบทเรียนที่จะสอบวันมะรืนเต้นระบำอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนจะเยาะเย้ยว่าอ่านให้ตายก็จำไม่ได้หรอกอย่างไรอย่างนั้น ..ซึ่งจริง มันแทบไม่เข้าหัวสมองของเขาเลย

 

                เพราะว่า ..

 

                หนึ่ง เขาอ่านมันเป็นร้อยรอบแล้ว แต่สมาธิไม่นิ่งมากพอที่จะซึมซับเนื้อหาเหล่านั้นได้

 

                สอง เรื่องของอู๋อี้ฟานยังวนเวียนอยู่ในหัวเขา สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด ไหนจะเรื่องที่โรงพยาบาล ที่เขาย้ำหนักย้ำหนากับแม่ว่าให้บอกอี้ฟานว่าเป็นคนส่งเขาไปเฝ้าโดยที่เขาไม่ได้เต็มใจ ซึ่งเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าคุณนายปาร์คจะยอมทำตามคำอ้อนวอนที่แสนโง่เง่าของเขาหรือเปล่า

 

                สาม ไอ้บ้านข้าง ๆ นี่ช่วยปิดเพลงทีได้ไหม! ปวดประสาทจะตายอยู่แล้ว!

 

                ปึง!

 

                ไม่ทนแล้ว! ชานยอลทุบโต๊ะเสียงดัง ถอดแว่นสายตาของตัวเองออก ก่อนจะเดินไปที่ระเบียง ตัวต้นเหตุเท้าแขนกับราวระเบียงชมจันทร์เหมือนรออยู่ก่อนแล้ว

 

                “ออกมาสูดอากาศหรอ?” อี้ฟานถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับว่าเพลงเมทัลที่ตัวเองเปิดเสียงลั่นไม่ได้ก่อกวนการทำงานของสมองและสนับสนุนความจำเหมือนเพลงคลาสสิก

 

                “ออกมาด่ามึงเนี่ย! ถ้าอยากฟังเพลงเสียงดังก็ใส่หูฟังสิวะ กูไม่ได้อยากฟังกับมึงด้วยนะ จะอ่านหนังสือ!”

 

                “ใส่หูฟังมันไม่เร้าใจ”

 

                “แต่เร้าตีนกูมาก” ไม่พูดเปล่า ปาร์คชานยอลปีนขึ้นราวระเบียงหวังไปฟาดปากคนปากดี ก่อนหน้านี้ห้องของชานยอลไม่มีระเบียง แต่เพิ่งต่อเติมขึ้นมา มันกว้างจนแทบชิดกับระเบียงห้องนอนของอี้ฟาน ใกล้พอที่จะข้ามไปมาหากันได้ คุณนายปาร์คทำเพราะอยากเพิ่มพื้นที่การใช้สอยในอนาคต ในขณะที่ชานยอลไม่ได้ใช้งานอะไรมากไปกว่าการยืนทะเลาะกับบ้านข้าง ๆ

 

                “อ๊ะ ..อย่านะ ถ้ามึงปีนข้ามมา กูถือว่ามึงมีใจเลยนะ” อี้ฟานจุ๊ปาก เอ่ยเย้าคนที่เพิ่งพาดขายาว ๆ ของตนลงบนขอบระเบียง  “..จะทำไรกูอะ โห อย่ามาเนียนดิ แกล้งโมโหกลบเกลื่อนแต่ความจริงอยากอยู่ใกล้  ๆ กูเปล่า” อี้ฟานทำหน้ากวนประสาท ส่วนชานยอลลังเลว่าจะยอมมีใจแต่ได้เตะปากมันสักป้าบดีหรือไม่

 

                “ไปตาย! ถ้ามึงยอมปิดเพลงดี ๆ กูก็ไม่ปีนไปหรอก”

 

                “ทำอย่างกับว่าปีนมาแล้วทำอะไรได้ มึงปิด กูก็เปิดใหม่ ..หรือจะอยู่เปิด ๆ ปิด ๆ กันทั้งคืนเลยไหมละ?” อี้ฟานยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายวิบวับ ชานยอลนึกอยากข่วนหน้าอีกฝ่ายแรง ๆ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา ร่างสูงก็ดูจะปากกล้ามากขึ้นกว่าเดิม หลายครั้งแล้วที่อี้ฟานชอบพูดอะไรสองแง่สองง่ามให้เขาไปต่อไม่ได้ บ่อยกว่าด่าแรง ๆ อย่างเมื่อก่อนเสียอีก

 

                “ว่าไง กล้าเปล่า?”

 

                ชานยอลฟึดฟัด “ถ้าพรุ่งนี้ห้องมึงไฟไหม้ ก็ให้รู้ไว้เลยนะว่าฝีมือกู หน้าหมา”

 

                “โฮ่ง!”

 

                โฮ่งพ่อ โฮ่งแม่มึง ไอ้สัดดดดดดด!

 

                ชานยอลกระทืบเท้าปึงปัง สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป อี้ฟานใจยิ้มชอบที่กวนอารมณ์จนอีกฝ่ายตอบโต้ไม่ได้ หน้าบูดบึ้ง อู๋อี้ฟานก็เป็นแค่ผู้ชายฟอร์มจัด นิสัยเสีย ที่อยากเห็นหน้าเขาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้ตะโกนว่า “เธอ ๆ ออกมาให้เห็นหน้าหน่อยดิ” ก็คงจะสยองขวัญชวนขนลุกขนชันเกินไป ฉะนั้นไหน ๆ ก็ไม่ชอบขี้หน้ากันอยู่แล้ว หาเรื่องโดนด่าจะได้ฟังทั้งเสียง ทั้งได้เห็นหน้าเลยดีกว่า

 

                อี้ฟานยังคงเปิดเพลงเสียงดังเหมือนเดิม รอดูว่าชานยอลจะทนได้อีกนานสักเท่าไหร่ คนความอดทนต่ำอย่างอีกฝ่าย ไม่มีทางนั่งนิ่งได้แน่นอน อี้ฟานโยกตัว ฮัมเพลงอย่างลำพองใจ ทว่าผ่านไปหลายสิบนาที ชานยอลก็ยังไม่ออกมาสักที อี้ฟานเลยปีนขึ้นระเบียงเพื่อชะโงกหน้าดูเข้าไปในห้อง เห็นชานยอลใส่หูฟัง ขยับปากคุยกับใครบางคน

 

                ถ้าเป็นอย่างที่คิด .. อี้ฟานวิ่งไปปิดเพลงก่อนจะพยายามเงี่ยหูฟัง

 

                “อ่าฮะ ตามนี้แหละ ที่พี่พูดเข้าใจไหม? ..มีบทไหนไม่เข้าใจอีกบ้าง ให้ไล่ไปทีละบทเลยหรือเปล่า แต่พี่ก็ไม่ค่อยแม่นนะ”

 

                ไม่ต้องถามก็เดาได้ว่าคุยกับใคร

 

                องซองอูแหง..

 

                อี้ฟานเผลอทำหน้าเหม็นเบื่อออกมา เขารู้อยู่แล้วว่าวิชาที่ชานยอลกำลังจะสอบ องซองอูเรียนด้วย มหาวิทยาลัยของเขาสามารถจัดตารางเรียนวิชาที่ต้องการจะลงได้อย่างเสรี อยู่ที่ว่าจะสามารถขอโควต้าหรือลงทะเบียนเรียนทันหรือไม่ เขาก็ไม่เข้าใจว่าองซองอูซึ่งอยู่ปีสองจะสะเออะมาลงเรียนวิชาของปีสามทำไม ร้อนวิชานักเรอะ? เหอะ!

 

                ยิ่งเห็นชานยอลทั้งยิ้มทั้งหัวเราะยามคุยกับคนในสาย ใจมันยิ่งร้อนรุ่ม ในหัวอี้ฟานคิดอะไรไม่ออก นอกจาก

 

                ต้อง – ขัด – ขวาง

 

                พรึบ!

 

                “เฮ้ย!!”

 

                “หมดเวลาติวแล้ว บาย”

 

                ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จู่ ๆ แขกไม่ได้รับเชิญก็ดึงหูฟังของชานยอลออก เขาร้องเสียงหลง ก่อนที่อี้ฟานจะพูดกับคนในสายแล้วกดวาง

 

                “มึงทำอะไรของมึงเนี่ย เอามือถือกูคืนมานะ!” ตอนนี้ทั้งมือถือและหูฟังของชานยอลอยู่ในครอบครองของอี้ฟาน เขาโกรธจนหน้าแดงที่อีกฝ่ายรุกล้ำความเป็นส่วนตัวและทำเสียมารยาททั้งกับเขาและน้องรหัสขนาดนี้ ทว่าอี้ฟานไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

 

                “เล่นโทรศัพท์ตอนอ่านหนังสือคงจะรู้เรื่องหรอก เพราะงี้เลยสู้กูไม่ได้ไง” อี้ฟานยิ้มเยาะ

 

                “กูไม่ได้เล่น กูติวกับน้อง!”

 

                “มันโง่กว่ามึงอีก ติวกับมันได้ประโยชน์ตรงไหนถามหน่อย”

 

                “อย่างน้อยกูก็ได้ทวนสิ่งที่กูอ่านไปแล้วกัน”

 

                “ชอบอ่านคนเดียวก็อ่านไปดิ เกรงใจเด็กมันทำไม”

 

                “ไม่เสือกสักเรื่องได้ไหมเนี่ย เถียงกับมึงมันเสียเวลากว่าคุยกับน้องอีก!”

 

                “เสียเวลามากก็ไปอ่านหนังสือดิ ใครขอให้มาเถียงกูฉอด ๆ”

 

                “ไอ้...! โว้ย! ไปตายที่ไหนก็ไปเลย!”

 

                น่าหงุดหงิดเป็นบ้า! พอกันที! ชานยอลไม่สนใจแล้วว่าอี้ฟานจะทำอะไร ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อสงบอารมณ์ เขาไม่มีเวลามาเล่นแล้ว ต้องรีบอัดข้อมูลทุกอย่างเข้าสมองให้เร็วที่สุด ส่วนซองอู ค่อยไปขอโทษพรุ่งนี้แล้วกัน น้องมันคงเอาตัวรอดได้แหละ

 

                ชานยอลไม่คิดจะไล่อี้ฟานออกไปจากห้องเพราะระอาใจเต็มทน หากมีจิตสำนึกก็น่าจะรู้ได้เองว่าไม่ควรเสนอหน้าอยู่ที่นี่ต่อ ชานยอลตัดความสนใจจากสิ่งรอบกาย แล้วหันเหสมาธิมาที่หนังสือตรงหน้าทั้งหมด พอโทรศัพท์ไม่อยู่กับตัวก็ไม่มีที่ให้วอกแวก และการรับรู้ว่ามีอีกคนอยู่ในห้องก็ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดจนเกินไป

 

                อี้ฟานไม่ได้ประชดประชันโดยไม่มีมูล ชานยอลชอบอ่านหนังสือคนเดียวเงียบ ๆ จริง ๆ แถมยังไม่ชอบไปติวกับคนอื่นด้วย เพราะข้อมูลใหม่ที่ได้รับมักจะตีกับคลังข้อมูลเดิมที่มีอยู่จนสับสน ส่วนมากชานยอลจะแค่โทรถามเพื่อน ๆ ในหัวข้อที่ตัวเองสงสัย ไม่แน่ใจ หรือเพื่อยืนยันว่าตัวเองเข้าใจถูกต้อง ซึ่งครั้งนี้ชานยอลถามมาจนหมดแล้ว เหลือแค่ตัวเองนี่แหละ ที่ยังจำไม่ได้สักที เนื้อหามันมากมายมหาศาลเสียจนยากจะจัดระเบียบความคิด

 

                ชานยอลหยิบกระดาษออกมา เริ่มวาดแผนภาพความคิด เขาคิดว่าด้วยปริมาณข้อมูลที่มากขนาดนี้ ถ้ามัวมานั่งเขียน ก็คงจะเสียเวลา ทว่าดื้อแพ่งไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อการพยายามยัดเยียดโดยไม่เขียน ก็จำไม่ได้อยู่ดี พอเริ่มเขียน ก็เหมือนว่าเขาจะจัดการข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ชานยอลอ่านหนังสือเพลินจนเกือบตีสอง เขาอ่านได้เกือบครบ ที่เหลือมาทำต่อวันพรุ่งนี้น่าจะทัน ตอนเย็นค่อยอ่านทวนอีกรอบ ขอบคุณพระเจ้าที่พรุ่งนี้งดเซค ชานยอลวางแผนในใจเสร็จสรรพ ก่อนจะตัดสินใจนอน

 

                ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ หมุนปลายเท้าไปยังเตียงนอน และพบว่า ..

 

                ร่างสูงใหญ่ของอี้ฟานนอนอยู่บนเตียงของเขา

 

                ชานยอลลืมไปเสียสนิทว่าพี่ชายแก่เดือนยังไม่ออกไปจากห้อง!

 

                เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง อะไรกันวะเนี่ย ไม่มีอารมณ์เขินอายในสมองของชานยอล แม้แต่คำก่นด่าก็คิดไม่ออก เขายืนเกาหัวว่าจะเอาอย่างไรกับคืนนี้ดี ถ้าขืนปลุกขึ้นมาคงตีกันจนไม่ได้นอนแน่ ชายหนุ่มขึ้นไปยืนบนเตียง เอาเท้าเขี่ย ๆ เห็นว่าอี้ฟานหลับจริงก็ถอนหายใจ เตียงชานยอลเป็นเตียงใหญ่นอนสองคนได้สบาย ๆ ปกติเขาเองก็นอนแค่ฟากเดียวของเตียงอยู่แล้ว คืนนี้จะทำทานให้หมาให้แมวสะสมแต้มบุญสักหน่อยจะเป็นไรไป

 

ชานยอลเดินไปปิดไฟแล้วสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกฝั่ง หยิบหมอนหนุนมากั้นใบหน้าของผู้มาเยือนอีกคนเพื่อความสบายใจ ชานยอลหลับอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยล้า

 

ท่ามกลางความมืด อี้ฟานที่เผลอหลับไปตื่นขึ้น ตาเรียวหรี่ตามองว่ากี่โมงแล้ว ..ตีสาม เขายันกายลุกขึ้น มองไปที่โต๊ะหนังสือ ชานยอลไปไหน? ..อา ..อยู่ข้าง ๆ นี่เอง ชานยอลนอนกอดหมอนข้างขดตัวเป็นกุ้งอยู่ข้าง ๆ เขา ชายหนุ่มยิ้ม คิดว่าจะไล่โดนเตะออกไปเสียอีก เขาทิ้งตัวลงบนเตียงนอนต่อ อี้ฟานลอบมองเสี้ยวหน้าคนหลับด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ชิดใกล้โดยไม่ต้องปะทะฝีปากราวกับจะฆ่ากันให้ตายด้วยคำพูด กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มปะปนกับกลิ่นสบู่ของอีกคนหอมติดปลายจมูก บอกให้รู้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงใด

 

อี้ฟานเลื่อนมือไปกุมมือขาวไว้ ความอบอุ่นที่ได้รับลดความบ้าระห่ำของก้อนเนื้อในอกลงเป็นจังหวะปกติ เขากระชับมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น ก่อนจะหลับไป ..

 

.

 

.

 

ชานยอลตื่นสายเกือบสิบโมง อี้ฟานไม่อยู่ในห้องของเขาแล้ว อีกฝ่ายมีเรียนวันนี้คงออกไปแต่เช้า ไม่ต้องอยู่เจอหน้ากันก็ดี ชานยอลมองหาโทรศัพท์เพราะต้องการจะเช็กโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ ตามความเคยชิน แล้วก็เห็นว่ามันชาร์จอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ พอกดปุ่มล็อกสกรีนพื้นสีขาวพร้อมข้อความก็ปรากฏเด่นหรา

 

 

 

“หัดตั้งใจอ่านหนังสือให้เหมือนเล่นมือถือบ้างนะ”

 

 

 

โอ้โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮอ  เอารางวัลสาระแนดีเด่นไปเล้ย!!

 

สาระแนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ! ไอ้หมาตัวนี้มันเลี้ยงไม่เชื่อง ไม่น่าทำบุญทำทานให้มันนอนบนเตียงเพื่อสลัดเห็บหมัดเลย! อี้ฟานคงอาศัยตอนหลับ เอานิ้วเขาไปแปะเพื่อแสกนเข้ามือถือ มาเปลี่ยนภาพหน้าจอเขาแน่ ๆ ..ไอ้งูพิษ!!

 

นอกจากนี้ ชานยอลยังเห็นความผิดปกติอื่นบนโต๊ะ ชีทเรียน สมุดจด และปากกาหลากสีที่กองกระจัดกระจาย ถูกจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งแรกที่ชานยอลคิดคือ ชิบหาย ..มันแกล้งอะไรเขาอีกหรือเปล่าวะเนี่ย! ชายหนุ่มรีบเปิดสมุดจดของตัวเองไล่ที่ละหน้า ก่อนจะพบว่า ..

 

มีกระดาษสีและกระดาษโน้ตแปะเพิ่มอยู่ในนั้น

 

                กวาดตาอ่านคร่าว ๆ ทั้งหมดแล้วชานยอลก็ยืนนิ่ง อี้ฟานเก็งข้อสอบให้เขา ..นอกจากมันสมองอันชาญฉลาดของอี้ฟานที่ชานยอลอิจฉาแล้ว อี้ฟานยังมีพรสวรรค์ในการคาดเดาว่าแต่ละวิชาอาจารย์จะออกเรื่องอะไร เรื่องไหนควรจำเป็นพิเศษ แม้กระทั่งเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ได้เรียนก็ยังเก็งข้อสอบได้เกือบจะแม่นยำทั้งหมด ชานยอลรู้ เพราะตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราสอบกันคนละวิชา แต่อี้ฟานก็เก็งข้อสอบให้เขาตรงหลายจุด ไม่อยากจะยอมรับ ทว่าการที่ชานยอลได้เรียนที่นี่ ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือของคนที่ตัวเองเหม็นขี้หน้า

 

                ชานยอลเลือกไม่ถูกว่าจะซาบซึ้งน้ำใจที่อีกคนมีให้ หรือหมั่นไส้ที่บังอาจมาหยามหน้าเขาแบบนี้ดี สำหรับคนดื้อรั้นอย่างปาร์คชานยอล การกระทำดังกล่าวจะตีความว่าอี้ฟานคิดว่าเขาไม่เก่งพอที่จะทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองก็ได้ ปลายนิ้วเรียวพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย

 

                ตากลมสะดุดกับตัวหนังสือสีดำตัวใหญ่ที่วางพาดอยู่เต็มหน้ากระดาษ

 

                เมื่ออ่านจบก็ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ

 

               

 

                “เขียนให้ขนาดนี้ อย่าสะเหล่อสอบตกละ

 

แล้วถ้าสอบผ่าน อย่าลืมสำนึกบุญคุณพี่ด้วยนะครับ น้องชานยอล : )”

 

 

 

กูจะจองเวรมึงทุกชาติเลยไอ้เวรเอ๊ย!

 

 

 

.

 

.

 

การสอบของชานยอลผ่านไปด้วยดี ที่อี้ฟานเก็งข้อสอบให้ออกตรงเกือบ 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัดส่วนที่มากพอที่เซฮุนจะสั่งให้เชื้อเชิญอีกฝ่ายให้มาฉลองหลังสอบเสร็จด้วยกัน ชานยอลเป็นพวกมีน้ำใจเผื่อแผ่กับเพื่อนฝูงอยู่แล้ว เขาแบ่งปันช็อตโน้ตที่อี้ฟานทำให้กับกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกัน ทุกคนได้อานิงส์ถ้วนทั่วจนแทบจะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอี้ฟานด้วยซ้ำ ชานยอลโล่งใจที่สอบเสร็จแต่ก็โคตรเซ็งที่ทั้งวันของต้องฟังเพื่อน ๆ ชื่นชมว่าอี้ฟานเก่งไม่เสียชื่อว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

 

น่ารำคาญ อ้วกจะแตก!

 

ตอนแรกชานยอลว่าจะปล่อยเบลอ ไม่ชวนอี้ฟานไปกินเลี้ยงด้วย แต่เอกของอี้ฟานดันมีนัดวันเดียวกัน ร้านเดียวกันกับพวกเขาพอดี หนึ่งในสี่ของร้านจึงพวกเขายึดครองไปโดยปริยาย

 

“แผนมึงถึงไหนแล้ว คืบหน้าบ้างยัง?” เซฮุนกระซิบคนที่นั่งข้าง ๆ ชานยอลหยิบแก้วเหล้าขึ้นจิบ ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงงุนงง

 

“แผนไรวะ”

 

“ไอ้เวร แผนเผด็จศึกมึงไง! เหลืออาทิตย์หน้าแค่อาทิตย์เดียวแล้วนะ!”

 

ชิบหาย ลืมไปเลย!               

 

ชานยอลตกใจ ตาเบิกกว้าง เขามัวแต่ง่วนกับการสอบจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เซฮุนถอนหายใจอย่างเอือมระอา อยากจะจับหัวมันกดถังน้ำแข็งให้รู้แล้วรู้รอด ท้าก็ไปท้าเขาก่อน ปากดีใส่เขาก่อน แล้วก็ลืมง่าย ๆ เนี่ยนะ เยี่ยมไปเลย!

 

“ทำไงดีวะมึง ๆๆๆๆ กูยังไม่ได้คิดอะไรเลย” พอระลึกได้ ชานยอลก็วิ่งพล่านเหมือนหนูติดจั่น

 

“มึงนี่มันจริง ๆ เลย!”

 

“อย่าเพิ่งด่า ช่วยกูคิดก่อน ..มันทำไรอยู่วะ” ชานยอลพยายามหรี่ตามองไปอีกโต๊ะที่อี้ฟานนั่งอยู่ เห็นร่างสูงกำลังคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

 

“มึงจำที่กูบอกได้ไหม ว่าแผนมาตรฐานมีไม่กี่แผน”

 

“อ่าฮะ ..ไม่แกล้งป่วยเข้าโรงพยาบาล ก็แกล้งเมาแล้วทำให้หึง”

 

“ตอนนี้อี้ฟานใช้แผนแรกไปแล้ว ..” เซฮุนพูดแล้วเว้นจังหวะให้เพื่อนได้คิดทบทวน ทว่าชานยอลสวนกลับมาในทันที

 

“ไม่เอา!!”

 

“อะไรของมึงวะ เป้าหมายก็อยู่นี่ สถานที่ก็เอื้ออำนวย มึงอย่าเรื่องมากได้ไหม?”

 

“โอ๊ย ทำให้มันหึงก็เท่ากับว่ากูต้องไปอ่อยคนอื่นสิวะ มึงแหกตาดู วันนี้มีแต่เพื่อนเรา กูจะไปอ่อยใคร โต๊ะนู้นก็เด็กปีหนึ่ง หมดกันความเคารพนับถือ”

 

“โต๊ะนั้นไง เขามอง ๆ มึงอยู่นา” เซฮุนไม่สนใจชานยอลที่กำลังทึ้งหัวตัวเอง บุ้ยปากไปทางขวามือ หญิงสาวหน้าตาสวย ส่งยิ้มมาให้ชานยอลอย่างเปิดเผย

 

“10 เอา 100 กูว่ามีผัวแล้ว”

 

“จริง ไม่เถียง” มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนักล่าที่มีเจ้าของ แม่เสืออย่างนี้ ชานยอลน่าจะเอาไม่อยู่

 

“ไอ้ห่า แล้วยังจะยุ นี่มึงอยากเห็นกูเข้าโรงพยาบาลหรือไง”

 

เซฮุนไหวไหล่ “ถ้ามึงไม่ทำวันนี้ โอกาสก็ยากแล้วนะ ถ้าไม่ทำตามแผนกู มึงมีแผนอื่นหรือไง?”

 

ชานยอลเครียดกว่าเดิม เขาไม่มีแผนสำรองอะไรเลย แผนยั่ว ๆ อ่อย ๆ นี่เขาโคตรไม่อยากทำ ถ้าเกิดว่าพลาดขึ้นมา นอกจากอี้ฟานจะไม่หึงแล้ว เขายังอาจโดนต่อยตาแตกถ้าคู่หูเล่นละครมีคนรักอยู่แล้ว ไม่ก็เขาเองจะโดนรังควานหากอีกฝ่ายนึกอยากจริงจังขึ้นมา แต่ถ้าเล่นตามแผนของเซฮุนจะมีใครที่ยินดีเล่นกับเขาโดยที่จะไม่เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาบ้าง .. ชานยอลหันขวับไปทางเซฮุน

 

“มึง..” จู่ ๆ เซฮุนก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

“อะไร?”

 

“มึงไง ..มึงเคยบอกกูนี่นา ว่าอี้ฟานมันหึงกูกับมึงตอนเราสนิทกันใหม่ ๆ อะ”

 

“กูไม่ทำ!” หนนี้เซฮุนก็ตอบกลับฉับไวเหมือนกัน

 

“ไอ้เวร อย่าแล้งน้ำใจสิวะ น่า ..ช่วยเพื่อนหน่อย ถ้าเป็นมึงก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เล่นได้สบาย ๆ เลย ที่รักขา”

 

“ไอ้ควายยยย กูขนลุกไปหมดแล้ว” เซฮุนผลักชานยอลออก ทำหน้าสยดสยอง

 

“ขนลุกหรือกลัวจงอินเข้าใจผิด”

 

“ทั้งสอง อย่าหาเรื่องให้กูเลยขอร้อง”

 

คนช่างหาเรื่องขยับตัวมาเกาะแขนเพื่อน ทำหน้าละห้อย “มึงไม่สงสารกูหรอ ..กูเพื่อนมึงนะเว้ย ..เซฮุน”  อาจจะไม่มีใครรู้ว่าความจริงแล้วปาร์คชานยอลอ้อนเก่งที่หนึ่ง แต่จะทำเฉพาะออดอ้อนคุณนายปาร์คเวลาตัวเองกระทำความผิดแล้วพยายามขอลดโทษ หรืออ้อนเซฮุนเวลาขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็นับว่าเป็นเวรกรรมของเซฮุนอย่างหนึ่ง ที่ภูมิต้านทานต่ำกับชานยอลโหมดนี้เป็นอย่างมาก

 

“ไม่..”

 

“น้ามึง ..มึงไม่รักกูหรอ จะมีใครเหมาะสมเท่ามึงอีก ถ้ามันเคยหงุดหงิดใจเพราะมึงแล้ว เติมน้ำมันอีกหน่อย ไฟลุกพรึบนะเว้ย กูจะได้ชนะไง” ริมฝีปากอิ่มพูดเสียงอ่อย ตากลมช้อนมองขอความเห็นใจเหมือนลูกหมากำลังอ้อนเจ้าของ

 

“ไม่เว้ย” เสียงเริ่มสั่นเล็กน้อย

 

“เซฮุนนนนนน กูขอร้อง ..น้า”

 

“...” คนถูกอ้อนเลิ่กลั่ก ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบด้วยมือสั่น ๆ ชานยอลเห็นดังนั้นก็ทำตัวน้วย เอาแก้มไปแนบคลอเคลียกับแขนเพื่อน  กระพริบตาปริบ ๆ

 

“น้าาา เซฮุนจ๋า”

 

“..”

 

จ๋าก็มา ..

 

พัง ไอ้ชิบหาย พัง!

 

เซฮุนแพ้ราบคาบ ตกเป็นเครื่องมือให้กับชานยอลจนได้ พวกเขาคุยรายละเอียดของแผนการอย่างรวดเร็ว เขาตกลงกันว่าจะให้ชานยอลแกล้งเมาแล้วมานัวเนียกับเขาให้อี้ฟานเห็น ถ้าอีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้าจนทนไม่ได้เมื่อไหร่เข้าทาง ชานยอลจะบีบคั้นให้อี้ฟานพูด ..หลุดออกมาเมื่อไหร่ก็จบเกม

 

เซฮุนไม่แน่ใจเลยว่าระหว่างเกมของชานยอลจบกับเขาจบชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน?

 

                ..

 

                ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ได้คำตอบ ..

 

                ชีวิตกูนี่แหละจบ!

 

                ตอนแรกก็ว่าจะให้มันแกล้งเมา แต่จู่ ๆ เพื่อนจากเอกของอี้ฟานก็เดินมาหาถึงโต๊ะ คน ๆ นี้สนิทกับชานยอลตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง ทว่าไม่เคยได้กินเหล้าด้วยกันสักที พอมีโอกาสก็ชนแก้วกันโครมคราม เพียวบ้าง ชงเข้มบ้าง ซัดโฮกเหมือนอดอยากมาจากไหน รู้ตัวอีกทีไอ้เพื่อนตัวดีก็นอนตัวเปลี้ยซบอยู่ที่ไหล่เขาแล้ว

 

                เวรจริง!

 

                เซฮุนรีบส่งข้อความหาจงอิน

 

            “สำเร็จ แต่ผิดแผน”

 

                ความจริงเขาตั้งใจมัดมือชกชานยอลให้เดินตามเกมที่เขาวางอยู่แล้ว แม้ไม่ยินยอม  เขากะว่าจะมอมเหล้าอีกฝ่ายจนเมา แล้วโยนมันใส่ผู้เคราะห์ร้ายสักคน นัวกันให้สาแก่ใจ จากนั้นจึงให้จงอินพาตัวอี้ฟานเข้ามาเสีย ทุกอย่างลงล็อกเป็นไปตามแผน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับใจของอี้ฟาน ซึ่งตอนนี้ชานยอลเมาจริง แต่ผิดแผนตรงผู้เคราะห์ร้ายเป็นเขาเนี่ยแหละ

 

                กรรมติดจรวดจริง ๆ ตัวกู ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวสินะ

 

.

 

.

 

อี้ฟานกำลังสวดมนต์สงบใจ เขาท่องคำว่า “ใจเย็นไว้” เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจจะทราบได้ ชายหนุ่มพยายามจะข่มอารมณ์หงุดหงิดที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ ยิ่งพูดคำว่าใจเย็นใจกลับยิ่งร้อนขึ้นทุกที และคงปะทุออกมาจริง ๆ หากปาร์คชานยอลยังเมาหัวทิ่มแล้วหัวร่อต่อกระซิกกับใครต่อใครไปทั่วแบบนี้

 

ใครต่อใครที่ว่าก็แค่โอเซฮุน อดีตศัตรูหมายเลขหนึ่ง และบยอนแบคฮยอนที่เขาเพิ่งหมายหัวมันเมื่อกี้นี้

 

ถ้าวัดจากสรีระภายนอก ปาร์คชานยอลไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มคนอ้อนแอ้นอรชรเลยสักนิด พูดถึงนิสัยรึก็ไม่ หัวแข็งยิ่งกว่ากระดูกมันเสียอีก แต่ไอ้สิ่งที่เห็นตอนนี้มันช่างต่างกับที่เขาประสบพบเจอมาจริง ๆ ปาร์คชานยอลที่ประสานจับมือโอเซฮุนไว้ แต่ทิ้งตัวเอียงซบไหล่แบคฮยอน คลอเคลียเหมือนลูกแมว

 

ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ เสือกไปน้วยใส่เขาอยู่ได้!

 

ประเด็นคือทางนั้นก็แลดูจะเอ็นดูพอสมควร จิบเบียร์ไปเย้าแหย่ไป คุยกันสนุกถูกคอ ตากลม ๆ เป็นประกายวาววับ สนอกสนใจและหัวเราะกับมุกตลกของแบคฮยอนตลอด ส่วนเซฮุนเกร็งแล้วเกร็งอีก ถึงจะรู้ว่าเซฮุนพยายามเลี่ยง แต่ก็เหมือนจะขัดใจชานยอลไม่ได้ แค่อีกคนทำเสียงงุ้งงิ้งใส่ เซฮุนก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างให้ สรุปว่าตอนนี้ทุกอย่างแสนจะขัดตาชวนฟาดงวงฟาดงาเป็นที่สุด

 

“จะไปไหนกัน?” อี้ฟานถามชายอลกับจงอินที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน

 

“ห้องน้ำ / กูไปคุยโทรศัพท์กับแม่แป๊บ” ตอบเสร็จชานยอลก็เดินเป๋ไปทางห้องน้ำหลังร้าน ส่วนจงอินเดินออกไปหน้าร้าน เซฮุนเลิกคิ้วถามอี้ฟานทำนองว่าจะปล่อยมันไปอย่างนี้หรอ เขาไหวไหล่ตอบกลับไป แค่ห้องน้ำก็คงไปได้แหละ เมื่อกี้ยังนั่งตาแป๋วมองหน้าแบคฮยอนอยู่เลย

 

ผ่านไปไม่กี่นาที ชานยอลกับจงอินก็กลับมา ขาไปแยกกันไป แต่ขากลับ คนไปโทรศัพท์กลับหิ้วคนเมากลับมาด้วย

 

“มึงสักคนอะมาจัดการเลย โคตรหนัก!” จงอินหน้าเบ้ ชานยอลทิ้งน้ำหนักลงมาที่เขาทั้งตัว พอคุยกับแม่เสร็จ เขาก็ไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็พบชานยอลนั่งทรุดพิงผนังเพราะโลกหมุนติ้ว จงอินเลยรู้ว่าไอ้ที่หัวเราะคิกคักพูดจ้อไม่ใช่ว่ามีสติ แต่เมาจัดจนแทบไร้สติแล้วต่างหาก “เร็ว ๆ สิว---“

 

ท้ายประโยคเสียงขาดห้วง คนเมาแอ๋เปลี่ยนเอาแขนพาดไหล่มาโอบคอ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้

 

“..!!??

 

“จงอินนนนน ...จุ๊บ”

 

“เชี่ยยยยย/เหี้ย”

 

อี้ฟานกับเซฮุนอุทานออกมาเสียงดัง จงอินช็อกตาตั้ง ส่วนคนกระทำการอุกอาจจูบปากคนคุยของเพื่อนหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่กลับทำทั้งเซฮุนและอี้ฟานหึงจนเลือดขึ้นหน้า เซฮุนลุกขึ้นไปกระชากจงอินออกมาพร้อม ๆ กับอี้ฟานที่คว้าตัวชานยอลไว้ในอ้อมแขน

 

“ไอ้เพื่อนเวร กูยังไม่เคยได้แตะสักครั้งเลยนะเว้ย!” เซฮุนพูดอย่างเดือดดาล อยากจะจับปาร์คชานยอลใส่พานประเคนอู๋อี้ฟานให้มันจบ ๆ เขายังไม่มีโอกาสได้ถึงเนื้อถึงตัวกับจงอินแบบที่มันทำเลยสักครั้ง มีอย่างที่ไหนมาฉวยโอกาสกันต่อหน้าต่อตา ถึงเป็นคนเมา เซฮุนก็คิดว่าคงไม่ลดโทษให้ จะมีจ๋าอีกกี่สิบจ๋าก็ไม่หลงตาแป๋ว ๆ นั่นแล้ว มันน่าโมโหนัก!

 

มิตรภาพของมึงกับกูมีอันต้องระงับชั่วคราวแล้วว่ะเพื่อน

 

“..มึงเอามันไปเลย”

 

“เออ กูจัดการเอง”

 

อู๋อี้ฟานถือว่าครั้งนี้โอเซฮุนถือหางเขาเต็มตัว คงต้องจัดการตัวแสบกันก่อนแล้ว อี้ฟานพาชานยอลที่เดินเป๋ไปเป๋มาไปที่รถ อีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก พูดจ้ออะไรไม่รู้เรื่องราวกับไม่รู้ตัวว่าเพิ่งทำความผิดมา มือซน ๆ ปะป่ายหาอะไรเล่น หยิบนั่นจับนี่มั่วไปหมด ล่าสุดเกียร์รถกลายเป็นของเล่นของปาร์คชานยอลไปแล้ว เขาละอยากจะมัดมือมัดเท้าให้อยู่นิ่ง ๆ จริงเชียว หรือไม่ก็ถ้าถอดที่ปัดน้ำฝนมาให้แกว่งเล่นได้คงทำไปแล้ว จะได้เลิกกวนสมาธิกันสักที ไม่งั้นคงได้หักลงข้างทางก่อนจะถึงบ้าน

 

จู่ ๆ เสียงก็เงียบไป อี้ฟานเหลือบมองคนข้างตัว เห็นชานยอลนั่งคอพับคล้ายกับซนจนหมดแรงแล้วจะหลับ อีกไม่กี่นาทีก็ถึงบ้านแล้ว เพิ่งจะมาหายซ่าเอาตอนนี้เนี่ยนะ ให้ตายเถอะ

 

“ห้ามบอกแม่นะ ..” ชานยอลพึมพำออกมาเหมือนละเมอ

 

“ฮะ?”

 

“ห้ามฟ้องแม่ว่าวันนี้กินเหล้านะ ..พี่อี้ฟาน

 

อี้ฟานแทบจะเหยียบเบรกจนหัวทิ่มเมื่อได้ยินคำเรียกที่ไม่ได้ยินมานาน

 

“อะไรของมึง” ชายหนุ่มถามหยั่งเชิง ไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้ชานยอลละเมอพูดออกมา หรือตั้งใจจะคุยกับเขา

 

ชานยอลเอียงหัวมามองอี้ฟาน แก้มสองข้างแดงก่ำ ตากลมโตฉ่ำน้ำล่องลอยราวกับติดอยู่ในฝัน “คราวก่อนพี่สัญญาจะไม่บอก ..แต่ผมก็โดนแม่ตีอยู่ดี ..” ชานยอลทำหน้าแสนงอนเป็นเด็กเสียจนร่างสูงคิดว่าตนตาฝาด ภูมิแพ้ปาร์คชานยอลกำเริบเฉียบพลัน

 

อี้ฟานไม่แน่ใจว่าตัวเองควรรู้สึกเช่นไร เขาทั้งแปลกใจและดีใจที่ชานยอลยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ ตอนมัธยมต้น ชานยอลนึกอยากรู้อยากลองแอบเอาเหล้าเข้ามากินในบ้านตอนที่คุณน้าไม่อยู่ เขาบังเอิญมาเห็นพอดี ชานยอลเลยขอร้องเขาว่าอย่าบอกแม่ เขาเองก็ไม่ได้บอก ตั้งใจเก็บเป็นความลับให้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายชานยอลก็โดนตีอยู่ดี

 

“ยิ้มอะไร” คนขี้เมาเห็นอี้ฟานยิ้มขำก็ขู่ฟ่อ

 

“ขำเด็กโดนตี”

 

“ไม่ต้องมาพูดเลย..เจ็บจะตาย ..พี่อี้ฟานโกหก” คำว่าพี่ที่หลุดออกมาจากปากอิ่มโดยไม่ได้เกิดจากการบังคับ ทำไมถึงได้น่าฟังนักก็ไม่รู้ อี้ฟานจอดรถที่หน้าบ้านตัวเอง ก่อนจะหันมาคุยกับคนข้างตัวที่เปิดโหมดเด็กงอแงอย่างเต็มรูปแบบ

 

“กูไม่เคยฟ้อง ..คุณน้ารู้เองต่างหาก” อี้ฟานพูดพลางเกลี่ยแก้มนิ่ม ชานยอลไม่ได้ปัดป้องอะไรเพราะใจยังคิดเอาจริงเอาจังกับเรื่องที่อี้ฟานฟ้องแม่ของตัวเองอยู่ นัยน์ตาฉายแววโกรธขึ้งของชานยอลทำให้เขาต้องอธิบายซ้ำ “พี่ไม่ได้บอกจริง ๆ ไม่เคยผิดสัญญาเลย”

 

“แล้วครั้งนี้จะบอกไหม?” ชานยอลเบะปาก หน้าง้ำ อี้ฟานรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย ปกติปากดีปากเก่งเขายังแพ้แล้วแพ้อีก เล่นมาเปิดโหมดน้องชายข้างบ้านแสนดี มีหรือจะรอด .. กลีบปากอิ่มที่บ่นอะไรงึมงำนั้นแสนล่อตาล่อใจ เขาละสายตาไปจากมันไม่ได้เลย ..บ้าแน่ ๆ บ้าแน่ ๆ อู๋อี้ฟานกำลังจะทำเรื่องบ้าคลั่งอีกแล้ว

 

ร่างสูงเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ สัมผัสได้ถึงลมหายใจกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์ของอีกคน กระซิบติดริมฝีปากสีอ่อน “ครั้งนี้ก็จะไม่บอก ..”

 

“ห้ามโกหกนะ”

 

“สัญญา” ริมฝีปากอุ่นตามเข้าทาบทับ อีกครั้งที่อี้ฟานนิสัยไม่ดีฉวยโอกาส  ตอนแรกตั้งใจจะแตะเบา ๆ แล้วผละออก หากพอได้สัมผัสก็ยากที่จะถอนตัว ร่างสูงบดเบียดริมฝีปากอิ่มหยั่งเชิง คิดว่าถ้าโดนต่อยก็จะยอมล่าถอยแต่โดยดี ทว่าชานยอลคล้ายตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ส่งเสียงครางในลำคอจุดประกายคนนิสัยเสียให้เตลิด อี้ฟานแทะเล็มริมฝีปากหวานอย่างย่ามใจ ชานยอลไม่ได้ผลักไสด้วยยังงุนงง ทว่าหัวใจกลับสั่นไหวตามสัญชาตญาณ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยผลักให้ความรู้สึกจากก้นบึ้งนำทาง จูบตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ยิ่งกระตุ้นให้อี้ฟานละโมบ ตักตวงความสุขตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวว่าวันพรุ่งจะโดนชังน้ำหน้าขนาดไหน ทั้งที่ดื่มไปไม่มาก แต่ตอนนี้อี้ฟานกลับรู้สึกมึนเมาจนตาพร่ามัว อาจเพราะจูบแสนหวานจากคนตรงหน้าก็ได้ เรื่องราวเก่า ๆ ที่ชานยอลพูดถึง ทำให้หัวใจพองฟูคับอก เขาดีใจว่าอย่างน้อยเราก็คงจะไม่ได้เกลียดขี้หน้ากันจริง ๆ ไม่ได้มีความชิงชังในน้ำเสียงและแววตา มีเพียงความแสนงอนของเด็กที่โดนผิดสัญญาเท่านั้น

 

ชานยอลชอบคิดว่าเขาไม่เคยเข้าข้าง ชอบแปรพักตร์ไปอยู่กับคุณน้าแล้วหาเรื่องตำหนิให้ตนเองต้องพ่ายแพ้หรือด้อยกว่า ซึ่งมันไม่จริงเลยสักนิด ไม่มีสักครั้งที่เขาจะอยู่ข้างคนอื่น ตั้งแต่เด็กจนโต ปาร์คชานยอลเป็นที่หนึ่งสำหรับเขาเสมอ ..ยกให้ไปหมดแล้วทุกอย่าง

 

แม้แต่หัวใจ

 

“อื้อออ”

 

คนเรามันจะหาเรื่องใส่ตัวได้ขนาดนี้เลยหรือ? อี้ฟานใจเหลวแทบลงไปกองกับพื้น ยามที่สองแขนขาวโอบรั้งลำคอของเขาอย่างเผลอไผล เสียงครางอื้ออึงประท้วงขอลมหายใจไม่ได้ช่วยให้อี้ฟานเห็นใจเลยสักนิด รังแต่จะกลั่นแกล้งให้มากขึ้นไปอีก คนอื่นมาเห็นคงคิดว่าอี้ฟานนั้นคุมเกมได้อย่างหมดจด ชัยชนะอยู่แค่ปลายเอื้อม ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เลย อี้ฟานรู้ดีอยู่แก่ใจ

 

แค่ได้ยินเสียงหวานอยู่ข้างหูก็แทบจะฝืนใจทำปากแข็งต่อไม่ไหว ต่างอะไรกับเห็นความหายนะอยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ลั่นวาจากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเดินเกมก่อนไม่รอให้คนในอ้อมแขนได้ตั้งตัว หากกลับกลายเป็นว่ายิ่งพุ่งทะยานเข้าหา อู๋อี้ฟานกลับอยู่ห่างไกลเส้นชัยออกไปทุกที หรือเขามันโง่เง่าอย่างที่จงอินมันบอกจริง ๆ ..เล่นเกมกับปาร์คชานยอล อย่างไรเสียเขาก็ต้องแพ้

 

แต่เขาก็ไม่คิดว่าชานยอลจะชนะเขาได้หรอกนะ ..

 

ตัวอ่อนปวกเปียกซบอยู่ที่อกเขานี่น่ะหรอจะชนะ ..เฮอะ ไม่มีทางหรอก : )

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 #born2berival_KY





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users