Jump to content


Photo

Born to be rival (2/4)

#born2berival_KY

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 27 October 2019 - 04:14 PM

 SF : Born to be rival

Author : The Random

 

 

Chapter : 02

 

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

เวลาเจ็ดนาฬิกา ชานยอลกับเซฮุนเดินทางมาถึงอาคารเรียนรวมเป็นที่เรียบร้อย นักศึกษาบางตาเพราะยังเช้ามากอยู่ ทั้งสองคนมาถึงเร็วเนื่องจากมีเรียนวิชาบังคับตอนแปดโมงเช้า วันนี้ชานยอลไม่ได้มากับอี้ฟาน เซฮุนมารับเขาที่บ้านตั้งแต่ตะวันยังไม่พ้นเส้นขอบฟ้า จึงไม่แปลกที่เขาจะไม่เจอร่างสูงตอนออกจากบ้าน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี

                เหตุผลที่เซฮุนยอมถ่อมารับทั้งที่บ้านไกลกันคนละโยชน์ เพราะสังเกตเห็นว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชานยอลกับอี้ฟานมีท่าทีแปลกไป เหมือนจะหลบเลี่ยงกันก็ไม่ใช่ พร้อมจะขย้ำกันก็ไม่เชิง บรรยากาศกระอักกระอ่วนเป็นสีชมพูเจือสีเทาปนสีแดงเป็นบางครั้ง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาวางเพลิงไปวันนั้น

แต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ เขาต้องรู้ให้ได้!

                เซฮุนเค้นคอชานยอลอยู่นาน ก่อนจะได้รับคำตอบที่แสนแผ่วเบาจากปากเพื่อนสนิท แต่ดังสนั่นในหูของเขา

“เดี๋ยวนะ นี่มึงชอบไอ้อี้ฟานหรอ!?     

                “เงียบ ๆ สิ มึงจะเสียงดังทำไมเล่า!” ชานยอลเอื้อมมือไปปิดปากโอเซฮุนที่ตะโกนออกมาเสียงดังลั่นแล้วกดอีกฝ่ายลงกับเก้าอี้ ชานยอลมองซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจว่าจะไม่มีใครได้ยินประโยคเด็ดเมื่อครู่

                “อ่อยอิอ๊ะ” เซฮุนแกะมือของชานยอลออก หน้าตาชายหนุ่มยังตื่นตกใจไม่หาย “ไอ้ที่มันชอบมึงอะ กูดูออกนะ แต่ที่มึงชอบมันเนี่ย ..กูไม่แน่ใจ เพราะมึงมันปากแข็ง” ถึงชานยอลจะแสดงละครได้ห่วยแตก แต่เรื่องเฉไฉก็ต้องยอมรับว่าสุดยอด เซฮุนเลยไม่อาจรู้ความจริงในใจของปาร์คชานยอลสักที เขารู้เพียงว่าอู๋อี้ฟานมีอิทธิพลกับเพื่อนของเขามากในหลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่คิดว่าจะรวมถึงหัวใจด้วย

                เซฮุนคาดหวังปฏิกิริยาตื่นตกใจของเพื่อนสนิท อย่างน้อยก็น่าจะเขินอายสักหน่อยที่เขาได้ล่วงรู้ความในใจที่มันเก็บเอาไว้มานาน แต่กลายเป็นว่ามันมองจ้องหน้าเขาเขม็ง ดวงตาเป็นประกายวาววับ

                “จริงดิ เมื่อกี้มึงพูดจริงใช่ปะ? ..ใช่ปะๆๆๆๆๆ”

                “อะไรวะ” เซฮุนเลิกคิ้ว จู่ ๆ ไอ้เพื่อนตัวดีก็ระริกระรี้ เขย่าแขนเขาราวกับเด็กขอของเล่น

                “ที่มึงบอกว่ามันชอบกูอะ”

                “มองจากดาวอังคารยังรู้เลย มึงก็รู้ไม่ใช่หรือไง”

                “สุดยอด! งานนี้กูชนะเห็น ๆ” ชานยอลชูกำปั้นส่งเสียง “เยส” ออกมาอย่างเกินหน้าเกินตา เซฮุนสั่นหัวระอาใจ

                “นี่มึงจะไม่เขินอายให้กูได้ชื่นใจหน่อยหรอ”

                “ทำไมกูต้องเขินวะ เรื่องนี้แค่นี้” ชานยอลไหวไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะ ซึ่งนั่นทำร้ายหัวใจดวงเล็ก ๆ ที่มีอารมณ์สาวน้อยหวานซึ้งของเซฮุนเป็นอย่างมาก

                “เรื่องแค่นี้? การที่มึงสองคนชอบกัน ทั้ง ๆ ที่เกลียดกันมาก เพราะเป็นคู่แข่งกันมาตลอดชีวิตนี่เป็นเรื่องแค่นี้หรอวะ?”

                “ก็ไม่เห็นจะทำไม ถึงกูจะชอบมัน กูก็เกลียดมันเหมือนกันนั่นแหละ ..ต่อให้รู้ว่ามันรู้สึกเหมือนกัน ก็ทำให้กูเหม็นหน้ามันน้อยลงไม่ได้ เฮอะ” ชานยอลกอดอก เชิดปากแสดงอาการรั้นจนน่าหมั่นไส้ เซฮุนอดไม่ได้ที่จะค่อนแคะ

                “ปากเก่งนัก ไอ้ที่อมพะนำแอบชอบเขามาเป็นสิบ ๆ ปี แล้วเอาความเกลียดมาบังหน้า ไม่ใช่ว่ากลัวอกหักหรือไง” ชานยอลสะอึกไปเล็กน้อยกับคำพูดของเซฮุน มันจี้ใจดำเข้าอย่างจัง ถึงอย่างนั้น ชานยอลก็พยายามเก็บอาการ

                “ไร้สาระ มึงจะมารู้ดีกว่าตัวกูได้ยังไง”

                “เชื่อกูเถอะ ว่ากูดูออกว่ามึงสองคนชอบกัน ก่อนที่พวกมึงจะรู้ตัวเองเสียอีก”

                “ช่างมันเถอะน่า กูไม่สนใจหรอกว่าใครจะชอบใครก่อนหรือนานแค่ไหน ..ถึงมันจะน่าสนใจ แต่ที่น่าตื่นเต้นมากกว่า คือกูต้องทำให้มันบอกชอบกูก่อนให้ได้ต่างหาก มันต้องยอมศิโรราบให้กู แค่คิดก็สนุกแล้ว”

                “มึงนี่ชอบเล่นอะไรแผลง ๆ ไม่เปลี่ยน”

                “แล้วจะทำไม?”

                “ก็ไม่ทำไม แล้วจะให้ช่วยอะไร”

                “นี่สิเพื่อนรัก ..ช่วยกูคิดแผนหน่อยสิ ว่าจะทำให้มันสารภาพว่าชอบกูได้ยังไง”

                “เอ้าเวร ที่ไปท้ามันเนี่ย ไม่ได้มีแผนอยู่แล้วหรอ” เซฮุนตบหน้าผากตัวเองดังฉาด แถมตอนนี้อยากตบกะโหลกไอ้หัวฟ้าตากลมนี่ด้วย

                “หึ ไม่อะ ความอยากเอาชนะล้วน ๆ แต่เชื่อกูดิถ้ามันถึงขั้นจูบกูตอนหลับ แม่งต้องชะ ..เชี่ย” ชานยอลเอามืออุดปากตัวเองที่พลั้งเผลอพูดเรื่องที่ไม่ควรจะพูดมากที่สุด

                “เดี๋ยวนะ อะไรนะ อี้ฟานมันจูบมึงหรอ”

                “จะเสียงดังทำไมเล่า” ชานยอลจุ๊ปาก ท่าทีลนลานทำให้เซฮุนนึกขัน

                “ว้าว หูแดงว่ะ”

                “หุบปากเถอะน่า ..รีบ ๆ มาช่วยกูคิดแผนเลย” ชานยอลพูดเสียงเข้มกลบเกลื่อน แต่เซฮุนไม่ปล่อยโอกาสขยี้เพื่อนให้หลุดไปง่าย ๆ ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้าง แสยะยิ้มร้ายกาจที่ชานยอลเกลียดที่สุด

                “ถ้ามึงไม่เล่าให้ละเอียด กูไม่ช่วย”

                “ไอ้เวร”

                “เอาไง ติ๊กต่อก ๆ  ถ้ามึงมั่นใจว่ามึงเก่งมากพอ ที่จะทำเรื่องนี้ได้คนเดียวก็เอาเลย ไม่ต้องเล่าก็ได้”

                ไม่ต้องเสียเวลาขบคิดนาน เขาก็รู้ดีว่า เขาไม่สามารถดำเนินแผนการต่าง ๆ คนเดียวได้ อย่างน้อยการมีคนหนุนหลังก็ดีกว่า และเขาเชื่อว่าเซฮุนทำได้ ไม่มีใครเป็นสายสนับสนุนที่ดีที่สุดได้เท่ากับโอเซฮุนอีกแล้ว

                “มึงแม่ง ..เออ เล่าก็ได้วะ”

                ชานยอลพูดอุบอิบ แก้มแดงตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่า เซฮุนยิ้มชอบใจ ได้เห็นมันอายแบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย ชานยอลใช้เวลาทำใจสักพัก ก่อนจะเริ่มเล่า เมื่อเดือนก่อน เขาซ่าจนได้เรื่องเหมือนทุกที โดนคุณนายปาร์คยึดรถเลยต้องไปกลับกับอี้ฟานเหมือนตอนนี้ วันที่เกิดเรื่องมีงานคณะฯ เป็นละครเวทีที่ชั้นปีเขาจัด ทีมงานเบื้องหลังอย่างพวกเขาเหนื่อยลากเลือด พองานจบก็มีไปเลี้ยงฉลองกัน เขาจัดหนักไปหลายแก้ว ในขณะที่อี้ฟานดื่มไปนิดเดียวเพราะต้องขับรถ เขาดื่มจนมึนตึ้บ ประคองร่างแทบไม่อยู่ เขาคิดว่าตัวเองมีสติเกือบจะครบถ้วน แต่พูดไม่รู้เรื่องแล้วก็มีปฏิกิริยาเชื่องช้าเท่านั้น

                เขารู้สึกหนักหัว ตอนอยู่บนรถก็เลยหลับ เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่แน่ใจ เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรมาคลอเคลียที่ใบหน้าและริมฝีปาก ลมหายใจอุ่น ๆ ชวนให้จั๊กจี้ เขาอยากจะลืมตาขึ้นมาดู แต่ต้องใช้ทั้งสติและพลังต่อสู้กับความมึนเมาของตัวเองอย่างมาก

ก่อนจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจรินรดอยู่ที่ปลายจมูก ตามมาด้วยสัมผัสอุ่นร้อนแนบสนิทกับริมฝีปาก

                มีคนจูบเขา

                บดเบียดเคล้าเคลียอยู่นานนับนาที

                ผู้ต้องสงสัยจะเป็นใครได้ ถ้าไม่ใช่อู๋อี้ฟาน

                สติที่เหลือกว่าครึ่งลดแทบหมดหลอดเลยทีเดียว กว่าจะฝืนลืมตาเผชิญหน้าความจริงได้ ก็ตอนที่อี้ฟานผละออกไปแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าสติของเขาจะไม่ยอมกลับเข้าร่างอยู่ดี

                “แค่นี้แหละ!”  ชานยอลกระแทกเสียง รีบจบเรื่อง แต่เซฮุนไม่ยอมจบ

                “มันเป็นไง?”  

                “เป็นไงอะไรวะ?”  

                “จูบดีไหม?”

                “ไอ้เวรนี่ เดี๋ยวกูชก ..แค่ปากแตะปาก” ชานยอลฟึดฟัด หน้าแดงแจ๋

                “ไหนบอกมันจูบนาน มันจะแค่แตะ ๆ ได้ไง กูว่ามีงับ ..” เซฮุนยังไม่หยุด นัยน์ตาสีเข้มพราวระยับ ชานยอลไม่ได้ผิดข้อตกลง มันเล่าละเอียดจริง เฉพาะน้ำนะ ..แต่ไอ้ฉากสำคัญ มันดันเล่าแค่โดนจูบก่อนจะฝืนลืมตาขึ้นมาได้ตอนที่อีกคนผละไปแล้วซะนี่ ..ก็ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมกันหน่อย  “..มีดูดด้วยแน่ๆ”

                “โว้ยไอ้บ้า เลิกพูด!”

                “แสดงว่าจริง ..ลิ้นด้วยไหม?”

                “ถ้ามึงไม่หยุด กูจะเตะปากมึงจริง ๆ นะ เพื่อนเหี้ย” ชานยอลหน้าแดง ตัวแดงไปหมด  แก้มแดง ๆ กับเส้นผมสีฟ้าตัดกันชวนให้นึกถึงไอศกรีมเรนโบว์ เซฮุนหัวเราะเสียงดัง เลยโดนชานยอลกระโดดเตะเข้าให้จริง ๆ

ทั้งสองไล่ทุบตีกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะกลับเข้าเรื่องแผนการเค้นคอให้อู๋อี้ฟานสารภาพรัก หัวสมองของเซฮุนทำงานอย่างฉับไว คิดแผนที่ง่ายแต่ผลลัพธ์น่าพอใจอย่าง ..พล็อตละครหลังข่าว

ใช่ นั่นแหละ คลาสสิคสุด คลีเช่มาก แต่จัดจ้านได้ผลดีทุกคู่

“มึงว่า อะไรที่จะทำให้พระเอกหรือนางเอกสารภาพรักกับอีกคน? เหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดพีค หรือเด็ดสุดในละคร ..ไม่เอาฉากตบเมียน้อย หรือนางเอกเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นลูคีเมียนะ ..แต่เรียกน้ำตา บีบคั้นหัวใจจนต้องพูดออกมาอะ”

                “อะไรวะ? ..ใครสักคนโดนรถชนหรอ”

                “ปิ๊งป่อง! ถูกเผง” เซฮุนดีดนิ้ว

                “แล้วยังไง มึงจะให้กูวิ่งไปให้รถชนหรือไง”

                “บ้าน่า ใครจะใจร้ายกับเพื่อนได้ขนาดนั้น ..ลดเหลือแค่นอนโรงพยาบาล ไม่ก็ป่วยหนักหน่อยก็พอ นอกจากนั้นยังมีอะไรอีกนะ อ่อ ..มอมเหล้าจนอีกฝ่ายหลุดปากพูดความในใจออกมาตอนสติไม่เต็มร้อย กับยั่วให้หึงจนทนไม่ไหว โพล่งออกมาเอง เห็นมะ ..เบสิก”

                “ก็ใช่อะนะ ..” ชานยอลคิดตาม “แต่ว่า อี้ฟานก็ไม่ใช่คนโง่ปะวะ แล้วยิ่งพนันกับกูไปหมาด ๆ แผนพวกนี้จะได้ผลหรอ มันก็ต้องมีคิดบ้างล่ะว่าเป็นแผน อย่างน้อย ๆ กูคนหนึ่ง ถ้าเกิดอะไรกับอี้ฟานตอนนี้ กูจะระวังตัวสูงสุดและจะไม่มีทางหลุดคำนั้นให้ได้ยินเลย”

                “มึงรู้อะไรไหม?”

                “...?”

“มันสนุกตรงนี้แหละ ..”

“สนุกยังไงวะ?”

“เดี๋ยวมึงก็รู้ ..ตอนนี้เลือกมาสักอันก่อน ป่วยเข้าโรงพยาบาล ..เมาแล้วยั่วเย หรือ อ่อยชายอื่นให้มันหึงดี?”

“กูไม่เลือกสักอันเลยได้ไหม ..”

.

.

ทางด้านอี้ฟานก็คร่ำเครียดไม่แพ้กัน คิมจงอินเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมของอี้ฟาน เพิ่งจะรู้ว่าอีกฝ่ายตกปากรับคำเล่นเกมแสนพิลึกที่ชานยอลคิดขึ้นมา จงอินหัวเสียนิดหน่อย คันมืออยากจะตบกะโหลกอี้ฟานให้หายโง่สักที แผนการติวหนังสือที่ห้องเขามีอันต้องพับเก็บชั่วคราว หลังจากที่อี้ฟานหลุดปากพูดออกมา

“ทำไมมึงเล่นอะไรที่เสี่ยงขนาดนี้วะ”

“เสี่ยงตรงไหน?”

“มึงพนันกับคนที่มึงชอบมาสิบกว่าปี ว่าจะไม่มีทางพูดว่าชอบเขา ในขณะที่เขาต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มึงพูดเนี่ย ไม่เสี่ยงตรงไหน? ..โดยเฉพาะกับคนอย่างมึงที่แค่ชานยอลหน้างอ ก็ใจอ่อนเป็นทิชชู่เปียก”

“ก็ไม่ขนาดนั้นไหม?”

“อ่อ คนที่อาสาไปรับไปส่งเวลามันโดนแม่ยึดรถนี่หมาตัวไหนวะ? แค่มันฟึดฟัด งอแงหน่อยก็ทนไม่ได้ ต้องไปฝากฝังตัวเป็นพี่ชายข้างบ้านที่แสนดีจะดูแลน้อง ..สุดท้ายก็ปิ๊ววว โดนมันเกลียดเพราะคิดว่าประจบแม่มึง หาเรื่องให้โดนด่าโดนเปรียบเทียบ”

มันน่าโมโหตรงนี้ เวลายี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยสอนมันเลยหรอว่า อย่าเล่นอะไรที่มีชานยอลเป็นตัวแปร เพราะมึงจะแพ้! ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วพยาบาลซักประวัติถามว่ามีโรคประจำตัวอะไรบ้าง แพ้ยาอะไรไหม อู๋อี้ฟานสามารถตอบได้เลยว่า

แพ้-ปาร์ค-ชาน-ยอล

ไม่ใช่แพ้ธรรมดาด้วย แพ้เรื้อรัง แพ้มาตั้งแต่เกิด!!

“สรุปนี่มึงเพื่อนกูหรือเปล่า จะด่าอะไรนักหนา”

“ก็มึงโง่”

“โอเค ให้ด่าอีกคำแล้วหยุดนะ ไม่งั้นกูเตะปากมึงจริง ๆ”

“กระจอกว่ะ” จงอินยิ้มหยัน

“ควาย”

“ฮ่า ๆ แล้วมึงจะเอาไง จากวันนั้นที่มึงพนันกันก็ผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้วนะ ทางนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“เงียบสนิท ไม่มีอะไร ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่กูทุกครั้งที่เจอกัน” อี้ฟานทำหน้าเซ็ง

“แหม ขี้ใจน้อยน่ะเรานะ”

“ไม่อะ กูชินแล้ว”

“ฟังยังไงก็ตัดพ้อ” จงอินยังไม่เลิกค่อนแคะ อี้ฟานกลอกตารำคาญ

“เสือกจริง ถ้าว่างก็มาช่วยกูคิดแผนว่าจะเอายังไง ถึงกูจะชอบมันจริง ๆ ก็ไม่ได้แปลว่ากูจะยอม อยากเห็นมันทำหน้าโลกแตกตอนที่บอกว่าชอบกู”

“แน่ใจอ่อ ว่าอยากเห็นเขาทำหน้าโลกแตก ..ลึก  ๆ แล้วอยากได้ยินว่าเขาชอบมึงเหมือนกันมากกว่าละมั้ง” จี้ใจดำ อี้ฟานต้องยอมรับว่าคิมจงอินเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจและรู้ทันเขาที่สุดแล้ว แต่มันคงดีกว่านี้ถ้ามันจะหัดสงบปากสงบคำที่คมเหมือนกรรไกรของมันบ้าง

“จะอยากได้ยินทำไม ยังไงมันก็ชอบกูอยู่แล้ว” อี้ฟานไหวไหล่ ทำทีไม่สนใจ

“คิดเอาเองกับได้ยินจากปากมันไม่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ ..? ไอ้ที่มึงรู้มาอาจจะไม่ใช่ก็ได้ อย่ามั่นใจนักเลย”

“ขยันตัดกำลังใจจริงนะมึงเนี่ย”

“ไม่รู้สิ ไม่ชอบสนับสนุนคนป๊อด คงต้องรอให้ใครคาบไปก่อนมึงถึงจะเต้นเร่า ๆ เหมือนคราวที่มันไปสนิทกับเซฮุนไง”

อี้ฟาน จงอิน ชานยอล เรียนโรงเรียนเดียวกันตอนมัธยมแต่ละคนห้อง ตอนนั้นอี้ฟานเป็นเพื่อนสนิทจงอินเพราะเรียนห้องเดียวกัน ส่วนชานยอลก็มีกลุ่มของตัวเอง แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ห่างหายจากเพื่อนกลุ่มเดิมไปเพราะเรียนคนละที่ จนมาเจอเซฮุนที่เรียกเอกเดียวกัน อาจเพราะแนวคิดหรือไลฟ์สไตล์บางอย่าง ที่ทำให้ชานยอลสนิทกับเซฮุนได้อย่างรวดเร็ว เข้ากันดีราวกับสนิทกันมาเป็นสิบปี ตอนปีหนึ่งชานยอลตัวติดเซฮุนหนึบ ใครต่อใครเข้าใจว่าสองคนนี้กำลังกุ๊กกิ๊กกัน จนอี้ฟานไม่ชอบใจ ทั้งหงุดหงิด ทั้งเฮิร์ต ปีนั้นเป็นปีที่เขากับชานยอลทะเลาะกันบ่อยที่สุดด้วยความพาลไม่เข้าเรื่องของเขาเอง แต่หลังจากนั้นมาก็ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ นอกจากส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้เซฮุนอยู่สามปี เพราะสองคนนั้นเป็นเพื่อนซี้ปึ้ก ตามติดกันเป็นเงา จนเซฮุนเริ่มมาเจ๊าะแจ๊ะกับจงอินเมื่อเทอมก่อน เขาเลยไม่ค่อยมึนตึงเวลาเจอหน้าอีกฝ่าย

“บอกเลยว่าถ้าไอ้เวรนั่นไม่ได้จีบมึงอยู่ มันโดนกูเตะคนแรก”

“มึงไม่กล้าหรอก ถ้ามึงเตะเซฮุน ไอ้ชานยอลไล่ฆ่ามึงแน่ ๆ”

“จะรักอะไรกันนักหนา” อี้ฟานส่งเสียงเฮอะ พอนึกถึงทีไรก็หงุดหงิดทุกที

“พอ ๆ มึงเลิกทำตัวเป็นไอ้กระจอกขี้ใจน้อยได้แล้ว ..สู้ให้เหมือนกับที่ปากว่าหน่อย ไหนแผนมึง อยากฟังให้ชื่นใจ ว่าไอ้หัวอัจฉริยะท็อปเซคตลอดกาลอย่างมึงสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง” จงอินย้ายร่างมานั่งคร่อมเก้าอี้ เอาคางเกยพนัก นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองเพื่อนสนิทอย่างคาดหวัง

“จับมันกดกับเตียงแล้วเค้นคอเลยได้ไหม?” อี้ฟานพูดเสียงเรียบ ธรรมดาเสียจนจงอินอยากหาอะไรมาเคาะกะโหลก ขืนไอ้ชานยอลรู้ว่าไอ้พี่ข้างบ้านคิดมิดีมิร้ายขนาดนี้ คงบุกมาถล่มถึงที่

“มึงจะได้หัวแตกกลับมาน่ะสิ”

“งั้นก็คิดไม่ออกแล้ว ดื้อด้านอย่างมัน คงไม่เหมาะกับวิธีละมุนละม่อม”

“ก็จริง แต่บางทีแผนละม่อม ๆ อาจจะเวิร์กก็ได้”

“มึงมีแผน?”

“แสนจะเบสิก ..ปกติในละคร เวลาพระนางผิดใจกัน มีวิธีไหนที่เปิดโอกาสให้ได้คุยเท่าความเข้าใจบ้าง?”

“อุบัติเหตุ? รถชน?” จงอินหลุดคำพรืด ที่คำตอบของอี้ฟานออกมาเหมือนชานยอลเป๊ะ อาจจะเพราะความคิดเหมือนกันมากเกินไปก็ได้ เลยชอบตีกันแบบนี้

“ขำอะไร?”

“เปล๊า ..ถูกแล้ว ความรู้สึกของการกลัวที่จะเสียคนที่รักไป ไม่ก็เวลาเห็นเขาเจ็บแล้วเจ็บแทนกว่าไม่รู้กี่เท่าเนี่ย มันมีพลังมากนะ มากพอที่จะง้างปากกันได้ง่าย ๆ เลยแหละ”

“แล้วไง มึงจะให้กูยืนนิ่ง ๆ ให้รถมาเสยหรอ?” ไอ้ความคิดแบบนี้ก็เหมือนกัน ให้ตายสิ น่าจับไปให้รถเสยทั้งคู่จริง

“อันนั้นก็ลงทุนเกิน กูมีวิธีที่ง่ายกว่า”

“อะไรวะ?”

“ยาถ่าย” จงอินยกยิ้มมุมปาก

“พ่อมึงเหอะ ใครจะไปกิน แล้วแค่ท้องเสียเนี่ย มันชวนให้เจ็บปวดแทนกันตรงไหนวะ”

“มึงก็อย่าเล่นว่าท้องเสียสิวะ เอาแบบเรียนหนักเครียด ระบบร่างกายรวน ป่วย ปวดท้อง คลื่นไส้ นอนซม อะไรก็ว่าไป ยิ่งช่วงนี้เอกเราควิซหนัก สมจริงจะตายห่า โอกาสนี้หาไม่ได้แล้วนะ” จงอินพยายามโน้มน้าว เขาคิดว่าเขาเลือกจังหวะที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สถานการณ์แวดล้อมสมจริง ถ้าไอ้คนตรงหน้าเล่นละครเก่งอีกหน่อย ดีไม่ดีอาจจะได้เห็นน้ำตาปาร์คชานยอลเลยก็ได้

“ไม่เอาอะ ขืนมันจับได้ว่านอนรพ.เพราะท้องเสีย โดนล้อตายห่าเลย” สำหรับอี้ฟานมันไม่เห็นจะน่าสงสารหรือกระตุ้นความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยตรงไหน ออกจะน่าหัวเราะ ไม่ต่างอะไรกับเด็กอนุบาลที่อึรดกางเกง

“มันจะมาล้อมึงทำไม มันก็เคยอาหารเป็นพิษ..ทรมานจะตาย เดี๋ยวอ้วก เดี๋ยวถ่าย หน้ามืดอีก มึงเองยังทนไม่ไหวเลยตอนเห็นมันนอนหน้าซีดเป็นเต้าหู้น่ะ”

จริงอย่างที่จงอินว่า ครั้งที่ชานยอลอาหารเป็นพิษอย่างหนักเพราะกินอาหารผิดสำแดงจนป่วยเข้าโรงพยาบาล เขานี่นั่งไม่ติดที่ ห่วงแสนห่วง เพราะไม่เคยเห็นคนปากดีสิ้นฤทธิ์ได้เท่ากับวันนั้นอีกแล้ว กว่าชานยอลจะหายเป็นปกติ อี้ฟานก็เรียนไม่รู้เรื่องอยู่เป็นสัปดาห์ แต่มันไม่เหมือนกัน หนนั้นชานยอลป่วยจริง หนนี้เขาป่วยแสดง ขืนความแตกมีหวังดูไม่จืด

“ยังไงก็เถอะ กูไม่เอาแผนนี้แน่ ๆ” อี้ฟานปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่ทันแล้วว่ะ”

“อะไรวะ?”

“กาแฟมึง ..กูใส่ไปหมดถุงเลย” จงอินยิ้มเจื่อนอย่างเสแสร้ง มือชูซองยาซึ่งภายในมีเศษผงสีขาวจับอยู่ก้นถุง

อี้ฟานเบิกตาโต สำลักอเมริกาโน่ ไอค่อกแค่ก

“ไอ้เหี้ยจงอิน!”

“เชื่อกูดิ เปิดก่อนได้เปรียบ”

สิ้นเสียงของจงอิน อี้ฟานรู้สึกปวดท้องขึ้นมาทันทีราวกับสั่งได้

.

.

หลังเลิกเรียนชดเชยช่วงเย็น ชานยอลเดินลงบันไดอาคารเรียนอย่างหมดสภาพ เขาส่งข้อความหาอี้ฟานหลายข้อความว่าวันนี้เขามีเรียนชดเชยกะทันหัน แต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะกดข้อความอ่าน แถมยังไม่รับโทรศัพท์เขาด้วยจนชานยอลชักหงุดหงิด ถ้าเกิดมันหนีกลับบ้านไปก่อนแล้วปล่อยให้เขาต้องขึ้นรถประจำทางอีกหลายต่อเพื่อกลับบ้านละน่าดูแน่

                แต่ไม่ทันที่จะพ้นอาคารเรียน ก็มีสายเรียกเข้าจากแม่ของเขาซึ่งน่าจะสนุกสนานอยู่กับการสัมมนาที่ต่างจังหวัด

“ฮัลโหลแม่ ..ฮะ อะไรนะ? อี้ฟานเข้าโรงพยาบาล?” ชานยอลโพล่งเสียงดังอย่างตกใจ จนเซฮุนสะดุ้ง ละสายตาจากเกมในโทรศัพท์มือถือ สีหน้าของชานยอลดูตื่นตระหนกเห็นได้ชัด ชานยอลคุยกับแม่อีกสองสามคำก่อนจะวางสาย ชายหนุ่มหันมาพูดเสียงเครียดกับเพื่อนสนิท

“มึงพากูไปส่งโรงพยาบาลหน่อยดิ ..ไอ้อี้ฟานไม่สบาย”

โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยของพวกเขามากนัก ชานยอลนั่งเงียบตลอดทาง แม่ของเขาบอกว่าอี้ฟานอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย อาเจียน แถมยังมีไข้ ตอนนี้กินอะไรไม่ได้ พะอืดพะอมคลื่นไส้ ก่อนหน้านี้เครียดสะสมเพราะสอบย่อยหลายวิชาติดกัน ทั้งยังนอนน้อย จู่ ๆ ก็เป็นหนักถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล ชานยอลทบทวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อี้ฟานดูอาการไม่ค่อยดีจริง ๆ แต่เขาไม่คิดว่าจะถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

เซฮุนลองมองปฏิกิริยาคนข้างตัวแล้วก็ลอบยิ้ม ส่ายหัวระอาใจ มันเพิ่งจะแย้งเขาไปหมาด ๆ ว่าแผนแกล้งป่วยมันใช้ไม่ได้ อย่างไรเสียก็ต้องเอะใจหากอยู่ในระหว่างการเล่นเกม แล้วดูตอนนี้ ใครกันนั่งหน้านิ่ว กระวนกระวายเป็นห่วงเขาจนนั่งไม่ติด ป่านนี้ใจลอยไปถึงโรงพยาบาลแล้วมั้ง

โรงพยาบาล

“ยังไม่ตายหรอ?” คำทักทายถูกส่งไปให้คนนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียง ข้าง ๆ มีคิมจงอินที่นั่งเล่นเกมอยู่ ชานยอลเดินเข้ามาในห้อง ตามหลังมาด้วยเซฮุนที่สั่นหัวน้อย ๆ กับความปากดีของเพื่อนสนิท หน้าตาของชานยอลดูเฉยเมยจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ร้อนรนเมื่อกี้ ..ยอมรับก็ได้ว่าเพื่อนเขามันก็แสดงละครเก่งพอตัว

“ถ้าเมื่อกี้มึงอัดกับเสาไฟมาก็คงใช่ กูน่าจะตายแล้ว แล้วมึงก็คงเหมือนกัน ..ผีน่าจะเห็นผี” ทางนั้นก็ใช่ย่อย ถึงจะนอนหน้าซีดเป็นผัก แต่ฝีปากก็ยังจัดจ้าน

“ป่วยแล้วยังแกว่งปากหาตีนอีกนะ ..อยากนอนยาวก็ไม่บอก” ชานยอลตอบพลางถกแขนเสื้อ

“พอ ๆ คุยกันดี ๆ ได้ไหม กูเสียววูบเลยนะ กูก็นั่งคันเดียวกับมันเนี่ย” เซฮุนปราม ดึงตัวชานยอลมายืนข้าง ๆ ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นด้วยการถามถึงอาการคนป่วย “ไงบ้างมึง หมอว่าไง”

“ร่างกายอ่อนเพลีย คืนนี้นอนพักสักคืน แต่ถ้าไม่ดีก็นอนต่ออีกคืน” จงอินเป็นคนตอบ

“เอกมึงสอบกันเสร็จยังล่ะ?”

“ยัง มีอาทิตย์หน้าอีก แต่อาทิตย์นี้หมดละ”

“ก็ยังดี อย่างน้อยก็ได้พัก ..กินข้าวกันหรือยัง?” ประโยคสุดท้ายเซฮุนหันไปมองจงอิน

“กูกินแล้ว แต่จงอินยัง..มึงพามันไปกินดิ” อี้ฟานไม่ลังเลที่จะเปิดทางให้ ถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมานอนอยู่ตรงนี้จะเป็นคิมจงอินก็เถอะ

“เออ งั้นเดี๋ยวกูกับจงอินลงไปกินข้าว ส่วนมึงอยู่เฝ้ามันไปแล้วกันนะ”

“เอ้า ทำไมต้องเป็นกูอะ กูก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกันนะ” ชานยอลโวยวาย หน้ามุ่ย

“จงอินอยู่ดูมันมาตั้งแต่บ่ายแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรเลย มึงจะงอแงทำไมเนี่ย เดี๋ยวกูซื้อข้าวขึ้นมาให้”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย?”

“งั้นก็อย่าบ่น เดี๋ยวพวกกูมา”

เซฮุนไม่รอให้ชานยอลคัดค้าน เขารุนหลังจงอินให้ออกจากห้อง ก่อนออกไป จงอินแอบยกนิ้วโป้งให้อี้ฟาน ทำนองว่าใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าล่ะ

หลังจากที่เซฮุนกับจงอินออกไปแล้ว ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่ง ๆ เท่านั้น ชานยอลหันรีหันขวาง รู้สึกตัวเองเกะกะยังไงบอกไม่ถูก จะไปนั่งที่โซฟาก็มีกระเป๋า หนังสือและคอมพิวเตอร์ของจงอินวางอยู่ เขาเลยจำใจไปหย่อนก้นนั่งที่ข้างเตียงคนป่วยแทน

ชานยอลไม่รู้จะคุยอะไร ตอนแรกเขายอมรับว่าเป็นห่วงอี้ฟานจนไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรทั้งนั้น พอเห็นกับตาว่าอีกฝ่ายยังสบายดี ก็โล่งใจ สามารถทำปากกล้าใส่อีกคนได้อย่างไม่ติดขัด แต่พอโดนทิ้งให้อยู่ด้วยกันสองคนในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ทำตัวไม่ถูก จะแสดงออกว่าเป็นห่วง พยายามจะประคบประหงมดูแลก็ไม่ใช่เรื่อง จะให้กวนโอ๊ยรบกวนคนป่วยก็ดูจะไร้มนุษยธรรมเกินไปอีก

ชานยอลเลยนั่งกดโทรศัพท์แทน เสียงเล็บกระทบกับหน้าจอดัง กึก ๆ

“เสียงดัง ..น่ารำคาญ กูจะนอน”

“ก็นอนไปดิ ใครห้าม” ชานยอลไม่สนใจคนที่นอนนิ่วหน้าอยู่บนเตียง แกล้งกระแทกเล็บลงกับหน้าจอดังแก๊ก ๆๆๆ กวนประสาทอีกคนอย่างเคยชิน ตอนแรกก็ว่าจะสงบศึก แต่เสียงเหวี่ยง ๆ ใกล้เคียงจะหาเรื่องชวนให้โมโห

“มึงก็เล่นที่อื่นดิ”

แต่คนป่วยดูท่าจะไม่เล่นด้วย อี้ฟานพูดเสียงแข็งเพราะอ่อนเพลียอยากพักเต็มที

“เรื่องอะไรล่ะ เซฮุนมันสั่งให้กูเฝ้ามึงเนี่ย หรือยังไง ถ้าอยู่คนเดียวได้ กูจะลงไปกินข้าวกับพวก ..มัน” น้ำเสียงขาดห้วง ชานยอลทำทีจะลุกออกไปจริง ๆ ทว่าอี้ฟานคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ หน้าเหนื่อย ๆ ของอี้ฟานทำให้ชานยอลใจหวิวนิดหน่อย ชายหนุ่มนั่งลงที่เดิมแต่โดยดี

 “ไม่ต้องไปไหน กูง่วงแล้ว ..มีหน้าที่นั่งเฝ้าก็นั่งไป”

“อะไรของมึงเนี่ย” ชานยอลบ่นงุบงิบแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรที่อีกฝ่ายจับมือตนเองไว้ อี้ฟานลอบยกยิ้มบาง กระชับมือขาวซึมซับความอุ่น ก่อนจะผล็อยหลับไป

พอแน่ใจว่าคนที่นอนอยู่ผ่อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ชานยอลก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คลายความเกร็งลง มีสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น ตากลมมองมือตัวเองที่ยังโดนมือใหญ่กอบกุม สลับกับใบหน้าของอี้ฟาน แก้มขาวขึ้นสีชมพูจาง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน พยายามควบคุมหัวใจไม่ให้สั่น แต่ก็แสนยาก

ชานยอลเคยคิดว่าเขาเก่งกาจพอที่จะห้ามใจตัวเอง แต่กลายเป็นว่าพอยอมรับสารภาพกับโอเซฮุน ก็เท่ากับเขายอมรับกับตัวเองว่า “ชอบ” อู๋อี้ฟานจริง ๆ ที่ผ่านมา เขาสามารถกลบเกลื่อนความรู้สึกพวกนั้นด้วยการโมโห ด่ากราด หรือพาลคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แค่เห็นหน้าอี้ฟาน ชานยอลก็เสียความเป็นตัวเอง สมองสั่งการทันทีว่า

“คนที่มึงชอบมาเกือบทั้งชีวิตยืนอยู่ตรงหน้า”

มือไม้ก็พาลสั่น ใจเต้นรัวไม่หยุด นี่เป็นเหตุผลที่ชานยอลเกรี้ยวกราดใส่อี้ฟานมากกว่าปกติ เพราะตั้งใจจะปกปิดไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ แค่หวังว่าเขาจะจัดการกับหัวใจไม่รักดีดวงนี้ได้ จนกว่าจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้

อย่างที่เคยบอก ชอบแล้วไง? ยังไงเขาก็จะไม่ยอมแพ้

ไม่ยอมแพ้เด็ดขาดเลย!

.

.

เซฮุนกลับขึ้นห้องมาอีกครั้ง เห็นเพื่อนสนิทนั่งกุมมือคนป่วยอยู่ ..ไม่สิ เพื่อนเขาต่างหากที่ยอมให้คนป่วยจับมือ ตากลม ๆ ไม่ละออกจากใบหน้าของอีกฝ่ายเลย สายตายังคงมีแววความเป็นห่วง เซฮุนหันไปพยักเพยิดหน้าจงอินทำนองว่า

“ทำตัวเป็นผัวเมียกันอีกละ”

สำหรับเซฮุนแล้ว ไอ้เกมที่สองคนนี้เล่นกัน ไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน เพราะว่าไม่มันจะเป็นแผนหรือไม่ ถ้ามีใครสักคนป่วย ไม่ต้องถึงขั้นนอนโรงพยาบาล อีกคนก็จะวิ่งโร่มาหาด้วยความเป็นห่วงแบบนี้ตลอด เท่าที่ฟังจากจงอิน ก็ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว เวลาชานยอลไปต่อยตีกับชาวบ้านจนได้เรื่อง อี้ฟานเป็นฝ่ายมาหาชานยอลก่อนคุณนายปาร์คเสียด้วยซ้ำ

ทั้งรัก ทั้งเกลียดขี้หน้า แต่ก็ทนเห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดไม่ได้ ..เป็นความสัมพันธ์ที่น่าหงุดหงิดดี เซฮุนแค่หวังว่าแผนนี้ จะทำให้ทั้งสองคนที่กล้ายอมรับกับเพื่อนฝูง ยอมรับหัวใจตัวเอง แล้วก็เลิกทำตัวปัญญาอ่อน แกล้งเกลียดกันเข้าไส้เกินเบอร์สักที

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมของเซฮุนทำให้ชานยอลสะดุ้ง รีบสะบัดมือของอี้ฟานออกจนอีกฝ่ายตื่น

“กลับเลยไหม เดี๋ยวกูไปส่ง? ไปพร้อมกับจงอินเลย”

“อ้าว จงอินไม่อยู่เฝ้ามันหรอ?” ชานยอลบุ้ยปากไปทางคนป่วย

“ไม่อะ พรุ่งนี้มีสอบวิชาเสรีตอนเช้าน่ะ ลงคนละตัวกับมัน”

“อ๋อ”

“ทำไม ห่วง?” เซฮุนกระเซ้า

“ห่วงทำไม แค่นี้เองปะ มันก็ดูสบายดีนี่”

“สบายดีระดับโดดเตะปากมึงได้ตอนนี้อะ” อี้ฟานสวน

“เก่งนักทำไมไม่ป่วย ๆ ตาย ไปซะเลยล่ะ”

“เออ ปากดีตลอดแหละ ใครนะ เมื่อกี้นั่งหน้าจ๋อย กูมีตาทิพย์นะรู้เปล่า ห่วงกูก็บอกมาตรง ๆ”

 “ก็บอกว่าไม่ได้ห่วงไง!”

“ไม่ห่วงก็ไม่ห่วง ปะ กลับ ๆ” เซฮุนรีบจับชานยอลมาไว้ข้างหลัง ส่ายหัวหน่าย ๆ ไม่ตีกันสักวันเหมือนจะตาย น่ารำคาญนัก ..โดยเฉพาะไอ้พวกที่ตีเกลื่อนความรู้สึกตัวเองน่ะ เห็นหรอกว่า หน้าแดงทั้งคู่ อิหลักอิเหลื่อกันทั้งคู่ เฮอะ

“มึงอยู่ได้ใช่ไหม?” จงอินถามเพื่อนสนิทอีกทีหลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

“สบาย..มึงกลับไปเตรียมตัวสอบเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“เออ สอบเสร็จเดี๋ยวกูมาหา”

“งั้นไปก่อนนะ บายมึง”

“มีไรฉุกเฉินก็โทรมานะ”

ทั้งสามคนโบกมือลาคนป่วย เซฮุนแวะไปส่งจงอินที่หอหลังมหาวิทยาลัย ก่อนจะขับไปส่งชานยอลที่บ้าน ชานยอลมุ่นคิ้วตลอดทางเหมือนใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อรถจอดเทียบหน้าบ้าน เขาก็หันไปพูดกับเพื่อนสนิท

“มึง รอกูแป๊บหนึ่ง”

ก่อนจะวิ่งเข้าไปในบ้าน

คำว่าแป๊บหนึ่งของชานยอลกินเวลาประมาณ 15 นาที ชานยอลกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเป้สะพายหลังหนึ่งใบ และกระเป๋าใส่หนังสือ

เจ้าของเรือนผมสีฟ้าหย่อนก้นนั่งข้างคนขับ พูดอ้อมแอ้มโดยไม่สบตา

“ไปส่งกูที่โรงพยาบาลหน่อย”

“ตามบัญชาเลยครับคุณชาย”

เซฮุนยิ้มล้อ แต่ก็ไม่ใจร้ายขนาดเอ่ยปากแซวให้เพื่อนได้อายไปมากกว่านี้

ที่เขาบอกว่าน่าสนุก มันน่าสนุกตรงนี้แหละ

ชานยอลดูถูกความรู้สึกของตัวเองกับอี้ฟานเกินไป มันไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ค่อย ๆ ใช้เวลาสั่งสมมาเป็นสิบปี เขาเชื่อว่าไม่ช้าไม่นานความผูกพันและความห่วงหาอาทรทั้งในรูปแบบคนรู้จัก เพื่อนข้างบ้าน พี่ชายน้องชายแก่เดือน และเพื่อนคนแรกในชีวิตจะบดบังความเกลียดชังแบบเด็ก ๆ ในใจของทั้งสองคนจนจางหายไปเอง

สักวันหนึ่งก็จะทนต่อเสียงเพรียกหานั้นไม่ไหว

แต่ใครจะเร็วกว่าก็เท่านั้น

.

.

ชานยอลกลับมาถึงโรงพยาบาลอีกครั้งตอนเกือบสี่ทุ่ม เขาค่อย ๆ ย่องเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ แต่อี้ฟานไม่ได้หลับลึก ได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีคนเข้ามาก็ตื่น เข้าใจว่าคงเป็นคุณพยาบาล หากกลับกลายเป็นใครอีกคนที่ออกไปตั้งแต่เมื่อชั่วโมงที่แล้ว

“ลืมของหรอ? ..หือ?”  อี้ฟานทัก แต่ก็ต้องย่นคิ้วสงสัย เมื่อเห็นว่าชานยอลไม่ได้มาตัวเปล่า กระเป๋าเป้สองใบที่ไม่คุ้นตา ..ใบหนึ่งน่าจะเป็นกระเป๋าเสื้อผ้า ..มุมปากหยักยกยิ้มกว้าง นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายวาววับ

ชานยอลรีบเอ่ยปาก

“อย่าคิดเข้าข้างตัวเองนะ ..”

“เป็นห่วงก็บอกว่าเป็นห่วงสิ๊ ..ปากแข็งทำไม แหม กระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมเลย กะมานอนกี่วันเนี่ย?”

“ไม่ได้ห่วง! แม่กูสั่งหรอกว่าให้มานอนเฝ้ามึงเพราะมึงไม่อยู่ แม่กูก็ไม่อยู่ น่าเบื่อ ทำไมชอบทำตัวเป็นภาระนักวะ” ชานยอลแสร้งบ่นกระปอดกระแปด เหวี่ยงกระเป๋าลงบนโซฟายาวที่เป็นที่นอนของญาติ

“ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาดิ” อี้ฟานเดาะลิ้น

“มึงได้ยินที่กูพูดเมื่อกี้ไหม? ก็บอกว่าแม่สั่ง ไม่มาก็โดนด่าดิ!”

“ใช่เปล่า จริงหรอออ?”

“เลิกกวนประสาทกูแล้วหลับ ๆ ไปได้ละ รำคาญ ป่วยแล้วยังซ่า..” ตากลมค้อนขวับ หยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำ ออกมาอีกที อี้ฟานยังไม่หลับ ทั้งสองเถียงกันอีกสองสามคำ ก่อนที่ชานยอลจะคลุมโปงหนีแล้วชิ่งหลับตัดรำคาญ

อี้ฟานยิ้มร่า เขานอนมาทั้งวันเลยยังไม่ง่วง ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเช็ก เห็นแจ้งเตือนข้อความจากแม่ตัวเองเมื่อชั่วโมงที่แล้ว อี้ฟานกดอ่าน ตอนแรกเขาไม่คิดว่าหัวใจจะทำงานหนักได้เท่ากับตอนที่เห็นชานยอลพร้อมสัมภาระมาเฝ้าไข้อีกแล้ว แต่พออ่านข้อความที่แม่เขาส่งมาจบ หัวใจของเขาก็เต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้

 

Mom:      นอนหรือยังลูก

Mom:      น้องชานยอลขอคุณน้าว่าจะมานอนเฝ้าลูก เจอน้องหรือยัง?

Mom:      อย่าแกล้งน้องนะ น้องอุตส่าห์เป็นห่วง

                เราก็พักผ่อนเยอะ ๆ ล่ะ

 

รวมถึงรอยยิ้มของเขาตอนนี้ด้วย

อี้ฟานคิดว่าตัวเองลืมไปแล้ว ว่าการฝืนมุมปากไม่ให้ยกขึ้นนั้นทำอย่างไร

น่ารักจังวะ ไอ้เด็กคนนี้

 

 

 

 

 

 

TBC.

#born2berival_KY

 




Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users