Jump to content


Photo

Born to be rival (1/4)

#born2berival_KY

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 20 October 2019 - 01:14 PM

 

 

 

 

SF : Born to be rival

 

Author : The Random

 

 

Chapter : 01

 

 

 

แท็ก #born2berival_KY

 

 

 

 
 
 

 

 

การถูกเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่ปาร์คชานยอลเกลียดที่สุด

 

คงไม่มีใครยินดีที่ต้องกลายเป็นหุ่นนิ่งแล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเราแย่กว่าคนอื่นอย่างไร หรือใครทำได้ดีกว่าเราเท่าไหร่

 

โดยเฉพาะการถูกเปรียบเทียบกับลูกคนข้างบ้าน

 

มันเลวร้ายสิ้นดี

 

 

..

 

 

 

 

ตอนแรกชานยอลโกรธแม่ ที่พูดชมลูกชาย ป้าข้างบ้านไม่หยุด

 

พอเริ่มโตชานยอลก็คิดได้ว่าเขาไม่ควรจะโกรธคุณแม่ ท่านคงจะเสียใจที่เขามีความคิดที่ไม่เข้าท่า จริง ๆ เขาแค่น้อยใจมากกว่า เลยเอาความโกรธทั้งหมดไปลงที่คุณป้าข้างบ้านผู้ให้กำเนิดลูกชายที่เพียบพร้อมคนนั้นแทน แต่พอโตขึ้นอีกหน่อย ชานยอลก็เรียนรู้ว่าคุณป้าเป็นใจดีมาก ๆ เอ็นดูเขา แล้วก็รักเขาไม่ต่างจากแม่

 

 

 

ในท้ายที่สุด ความเกลียดชังทั้งหมดก็ถูกโยนไปให้ลูกชายของคุณป้าแทน

 

ใช่สิ ..มันถูกต้องแล้ว

 

ตัวต้นเหตุทั้งหมดน่ะคือ “อู๋อี้ฟาน” ต่างหาก

 

เขาละเกลียดหมอนั่นชะมัด

 

 

 

ชานยอลตื่นเช้ากว่าปกติ เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาเพิ่งจะขับรถเสยเกาะกลางถนนเพราะความประมาทเลินเล่อ แท่นคอนกรีตฝากรอยขีดเป็นทางยาวไว้ให้ชื่นชม กลับบ้านมาเขาโดนแม่สวดยับ เขารับฟังอย่างยอมจำนนด้วยเหตุผลที่ท่านเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกชายคนเดียว คุณนายปาร์คลั่นวาจาว่าจะยึดรถเขา แต่ยังไม่ทันไรก็ติดไปทำงานที่ต่างจังหวัด ชานยอลเลยมีรถไว้โลดแล่นอีกหลายวัน ทว่าแม่ของเขาเพิ่งกลับมาเมื่อคืน หนทางรอดคือออกจากบ้านให้เช้าที่สุดแม้จะมีเรียนตอนเก้าโมงเช้า ถ้าทำได้ ชานยอลคงกลืนกุญแจลงท้องเพื่อรักษาสิทธิ์การขับขี่

 

ชานยอลย่องลงบันไดให้เบาที่สุด ก่อนจะหยุดยืนที่ชั้นพักบันได เขาเงี่ยหูฟัง แว่วเสียงคนคุยกันขึ้นมาจากชั้นล่าง หกโมงเช้ามันเร็วเกินกว่าที่แม่ของเขาจะอยู่ในครัว อย่างน้อยก็ต้องทาสารพัดครีมบนโต๊ะเครื่องแป้งและออกกำลังกายเบา ๆ ในห้องนอนตัวเองก่อนจะยิ้มรับลูกชายตอนเจ็ดโมงเช้าพร้อมกับอาหารบนโต๊ะ

 

ชานยอลวิ่งตึงตังไปจนถึงชั้นล่าง คิดออกอยู่อย่างเดียวว่าต้องมีแขกไม่ได้รับเชิญ

 

“อ้าว ชานยอลตื่นแล้วหรอจ๊ะ แม่กำลังจะขึ้นไปปลุกพอดี” แม่เขาแจกรอยยิ้มก่อนจะเดินมาหอมแก้มอย่างที่ชอบทำ ชานยอลไม่ได้รู้สึกขัดเขินอะไรเพราะรู้สึกชินชากับการแสดงความรักประหนึ่งว่าเขาเป็นลูกน้อยในอ้อมอกของแม่ แม้ว่าจะเขาจะตัวใหญ่ยักษ์เท่าไหนก็ตาม

 

แต่ที่เขาสนใจคือไอ้ข้างบ้านที่นั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะนั่นต่างหาก

 

“ทำไมมันมาอยู่นี่อะแม่?”

 

แปะ

 

ชานยอลโดนแม่ตีปากแล้วก็ถลึงตาใส่ ไม่ต้องรอให้คุณนายตำหนิ ชานยอลก็พูดซ้ำ

 

“พี่อี้ฟานมาทำอะไรที่บ้านเรา? ..บ้านตัวเองไม่มีกินหรือไงวะ” ประโยคสุดท้ายนั่นชานยอลพูดกับตัวเอง แต่ก็ดังพอที่แม่และผู้มาเยือนจะได้ยิน แน่สิ ก็เขาจงใจนี่

 

คนที่มีศักดิ์เป็นพี่แค่ครึ่งปี เพราะเกิดก่อนเพียง 6 เดือน ปรายมองเขาพลางยกยิ้ม

 

“ก็มารับเด็กแถวนี้ไปมหาลัยไง ..โดนยึดรถไม่ใช่หรอ? หืม?” ชานยอลไม่รู้จะว่าจะอ้วกกับสายตาอ่อนโยนที่เสแสร้ง น้ำเสียงดัดจริต หรือสรรพนามที่ชวนขมคอนั่นก่อนดี แต่ก่อนที่จะขย้อนของเก่า เขาก็ระลึกว่าเขาควรให้ความสนใจกับอะไร

 

“แม่! แม่ทำแบบนี้ไม่ได้นะ มหาวิทยาลัยไกลจะตายชัก ผมจะไปเรียนยังไง”

 

“กุญแจรถอยู่ที่แม่แล้ว ลูกโดนทำโทษห้ามขับรถ เดือน ระหว่างนี้ พี่อี้ฟานจะดูแลไปรับไปส่งลูกเอง” คุณนายปาร์คชูกุญแจรถของชานยอลขึ้นมา เขารีบคลำหากระเป๋าใส่กุญแจ จำได้เมื่อกี้ เขายังสัมผัสได้ถึงเสียงกรุ๊งกริ๊งของโลหะกระทบกันอยู่เลย มันไปอยู่ที่แม่ได้ยังไง

 

“อ่อ นั่นกุญแจรถจักรยานน่ะ ..แม่ย่องไปในห้องลูกเพื่อสลับมันเมื่อคืน”

 

คุณนายปาร์คเฉลย

 

อี้ฟานหัวเราะอย่างสุดจะกลั้น ชานยอลตบหน้าผากฉาดกับความแสบสันของแม่ตัวเอง เพราะแบบนี้เลยอยู่กับพ่อของเขาไม่ได้ คุณปาร์คไม่ค่อยจะพอใจที่ภรรยาจะมีลูกล่อลูกชนแพรวพราวและก๋ากั่นแม้จะมีลูกโตขนาดนี้ พวกเขาเลยแยกกันอยู่ –- หมายถึงแยกที่อยู่กันเฉย ๆ พวกท่านยังรักกันดี แต่อยู่ด้วยกันแล้วบ้านมันร้อนรุ่มน่ะ อันนี้ชานยอลก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเรื่องงานของพวกท่านด้วย ..อ่า ช่างเถอะ

 

กลับมาที่ปัญหาตรงหน้าชานยอลดีกว่า

 

“ผมให้เซฮุนไปส่งก็ได้ ไม่ต้องลำบากพี่อี้ฟานหรอก”

 

“เซฮุนอยู่ทางเดียวกับบ้านเราที่ไหน เรานั่นแหละทำให้เพื่อนลำบาก”

 

“แต่..”

 

“กินข้าวแล้วรีบไปเรียนได้แล้วลูก”

 

คุณนายปาร์คฉีกยิ้มหวาน ซึ่งหมายความว่าเธอจะไม่พูดเรื่องนี้อีก หากชานยอลยังไม่หยุดเร้าหรือแล้วทำตามที่เธอสั่ง เธอจะแปลงร่างเป็นนางมารเสียเดี๋ยวนี้ แน่นอนว่าชานยอลไม่คิดอยากลองดี เด็กหนุ่มเดินไปนั่งจ๋องที่ฝั่งตรงข้ามอี้ฟาน จัดการอาหารเช้าของตัวเองพลางส่งกระแสไฟฟ้าทางสายตาขู่อาฆาตอีกฝ่ายอยู่เนือง ๆ

 

ปึง!

 

เสียงชานยอลปิดประตูลูกรักของอู๋อี้ฟาน ตาคมชำเลืองมองเขาราวกับจะกรีดเนื้อเถือหนัง แต่ชานยอลไม่สะทกท้าน เขาผิวปากหวือ เสยผมสีฟ้าหม่นที่เพิ่งทำมาและโดนคุณนายปาร์คเฉ่งยับร่วมสามชั่วโมงอย่างสบายอารมณ์ อี้ฟานถอนหายใจอย่างไม่อยากจะเสวนาด้วย แน่นอนว่าชานยอลก็ไม่ได้อยากจะพูดคุยกับอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว

 

“เลิกกี่โมง?”

 

“ไม่เสือก”

 

ชานยอลตอบพลางยกเข่าวางพาดลงกับคอนโซลรถอย่างเสียมารยาท แต่ชานยอลก็ไม่ได้คิดจะญาติดีกับอู๋อี้ฟานอยู่แล้ว ชานยอลมักแก้เผ็ดอีกฝ่ายด้วยนิสัยเด็ก ๆ เช่นว่า เหยียบย่ำรถแสนรักของอี้ฟานด้วยวิธีโง่ ๆ อย่างเมื่อเดือนก่อนที่ฝนตกหนัก เขาโดนยึดรถสามวันข้อหากลับบ้านดึก อี้ฟานเลยต้องทำหน้าที่เป็นสารถีให้เขา วันนั้นชานยอลเดินตากฝนจากคณะมาหาอี้ฟานที่ลานจอดรถจนตัวเปียกโชกไปหมด ชานยอลไม่ลังเลใจเลยที่แกล้งป้ายตัวเปียกม่อลอกม่อแลกของตัวเองลงบนเบาะรถ และทุกพื้นที่ของห้องโดยสารคันงาม

 

เพราะตอนที่กำลังปีนรั้วเข้าบ้าน อู๋อี้ฟานนั่นแหละเป็นคนโทรหาแม่เขาว่าเขากลับมาแล้ว ตอนเปิดประตูเข้าห้องนอน ชานยอลเลยเจอคุณนายปาร์คยืนยิ้มหวานที่ไม่ต่างอะไรกับนางมารร้าย

 

อี้ฟานมักเป็นสาเหตุ ไม่ก็ตัวกระตุ้นให้เขาโดนว่าอยู่เสมอ ดังนั้นแล้ว ความคับแค้นใจที่มีต่อเพื่อนข้างบ้านคนนี้ คงไม่อาจจืดจางลงได้ง่าย ๆ

 

“กูถามดี ๆ” อี้ฟ่านพยายามข่มใจตอบเสียงเรียบ

 

“เรื่องของมึงดิ”

 

“กูกดโทรหาแม่มึงละนะ”

 

“สามโมง!

 

“อาฮะ”

 

“มึงจะรู้ไปทำไม”

 

“ไม่เสือก ..อ้อ คาดเข็มขัดด้วยถ้าไม่อยากเอาหัวไปโหม่งกระจก”

 

เนี่ย! กวนตีน! ชานยอลตวัดมองอี้ฟาน ทำเสียงฟึดฟัด ที่ไม่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นการที่อี้ฟานชอบทำตัวเป็นผู้ปกครองของเขา ชอบทำเหมือนว่าเขาเป็นน้อง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองแก่กว่าแค่หกเดือนแค่หกเดือน มันจะเรียนรู้โลกมาเยอะกว่าเขาสักเท่าไหร่กันเชียว!

 

ชานยอลนั่งหน้าบูดไปจนถึงคณะ เขากับอี้ฟานเรียนคณะเดียวกันแต่คนละเอก ซึ่งนับว่าเป็นบุญหนุนนำที่สุดในชีวิตของปาร์คชานยอลแล้วที่จะได้ห่างกับอู๋อี้ฟานบ้าง ถ้าได้เรียนสาขาเดียวกัน มีหวังโดนกางใบเกรดเทียบวิชาต่อวิชาแน่ ๆ พวกเขาแยกย้ายไปคนละทาง โดยที่ชานยอลไม่คิดจะหันกลับมามองหรือขอบคุณอี้ฟานที่ขับรถมาส่งเลยสักนิดเดียว

 

“แน่ะ วันนี้ใครมาส่ง”

 

ทันทีที่เดินมาถึงหน้าห้องเรียน เพื่อนสนิทอย่างโอเซฮุนก็ส่งเสียงแซวมาแต่ไกล

 

“มึงรู้แล้วจะถามทำพระแสงอะไร”

 

“เอ้า ก็กูแปลกใจ ทำไมมึงมากับมันได้ล่ะ ไหนว่าจะไม่มีทางนั่งรถมันอีกแล้ว”

 

“หรอกูพูดแบบนั้นหรอ”

 

ชานยอลลอยหน้าลอยตากวนประสาทเพื่อน

 

“เออสิ ลืมหรือไง ก็หลังจากที่มึงกลับบ้านกับมัน เมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังจบงานละครเวทีคณะนั่นน่ะ”

 

ชานยอลชะงักกึกอย่างผิดสังเกต เซฮุนเลิกคิ้วสงสัย

 

“ทำไมวะ? มีอะไรหรือไง ..จะว่าไป หลังจากวันนั้น มึงก็ดูจะเกรี้ยวกราดมากกว่าปกติ แค่อี้ฟานมองหน้า มึงก็แทบจะเขวี้ยงปากกาใส่หัวมันแล้ว”

 

“ไม่มีอะไร เหอะ กูก็เกลียดมันเป็นปกติอยู่แล้ว มึงแปลกใจอะไร?” ชานยอลไหวไหล่ เบ้ปากอย่างเสแสร้ง ยิ่งทำให้เซฮุนสงสัยไปกันใหญ่ บอกเลยว่าส่วนหนึ่งที่ชานยอลโกหกคุณนายปาร์คแล้วโดนจับได้ ไม่ใช่เพราะว่าอี้ฟานขี้ฟ้องอย่างเดียว แต่เพราะชานยอลสอบตกวิชาการแสดง และโกหกได้ห่วยแตกที่สุดในโลกต่างหาก

 

“แน่ใจ?” เซฮุนหรี่ตามองจับผิด

 

“เออสิ ว่างมากก็มาอ่านหนังสือเตรียมสอบย่อยเช้านี้เถอะ”

 

“แล้วสรุป มึงมากับมันได้ไง” เซฮุนยังไม่ยอมจบประเด็นง่าย ๆ ชานยอลถอนหายใจอย่างอ่อนใจ

 

“กูโดนยึดรถไงไอ้เวร ลืมแล้วเรอะ ที่ประตูรถกูไปทักทายกับเกาะกลางถนนน่ะ”

 

“หูว คุณนายปาร์คสุดยอด ในที่สุดแม่มึงก็ทำสำเร็จสินะ”

 

“เหอะ มีอะไรที่คุณนายเขาทำไม่ได้บ้างล่ะ?”

 

“ทำให้มึงเป็นลูกรักที่ได้ดั่งใจทุกอย่างเหมือนอู๋อี้ฟานไง”

 

“โอเซฮุน!!!

 

การสอบย่อยสร้างความขุ่นมัวในจิตใจปาร์คชานยอลเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะยากเอาโล่เลยหรือไง เป็นวิชาเรียนสามชั่วโมงที่ทรมานร่างกายและพลังสมองอย่างที่สุด ทั้งเนื้อหาวิชาที่เนืองแน่นและนิสัยสอนเกินเวลาของอาจารย์ประจำวิชา อย่างไรก็ดี มันยังไม่ใช่เรื่องที่แย่ที่สุดของวันนี้ ตอนบ่าย ชานยอลมีนำเสนองานกลุ่มวิชาเอกที่โคตรจะสำคัญ ตอนพักกลางวันที่เหลือเวลาเพียง 30 นาที ชานยอลกับเซฮุนเลยไม่ได้ไปกินข้าว พวกเขานั่งทบทวนเนื้อหาอยู่ที่หน้าห้องเรียน

 

“โอ๊ย หิวโว้ย” ชานยอลครวญ

 

“อดทนไว้เพื่อน ไปโรงอาหารตอนนี้ยังไงคนก็แน่น มินิมาร์ทก็แน่น เหี้ยอะไรก็แน่นหมดอะ รอแดกให้สาสมใจตอนเย็นเถอะ”

 

“เบื่อจริง เมื่อไหร่จะสร้างโรงอาหารใหม่สักที”

 

จริงที่อย่างที่เซฮุนว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี จนอาคารสถานที่บางแห่งไม่เพียงพอ อย่างน้อยก็โรงอาหารที่ไม่เคยให้เขาได้ไปซื้อข้าวอย่างสบายใจ ถ้าให้อธิบาย การจราจรภายในโรงอาหารไม่ต่างอะไรกับการเดินทางในวันศุกร์สิ้นเดือนที่ฝนเทกระหน่ำ

 

ขณะที่ชานยอลกุมขมับคร่ำเคร่งจำบทพูดของตัวเองอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นรัวราวกับแผ่นดินไหว พอเห็นชื่อว่าเป็นใครก็ได้แต่จิ๊ปากอย่างหงุดหงิด

 

“ไอ้ขี้ฟ้องเส็งเคร็ง”

 

ชานยอลเมินข้อความที่อี้ฟานส่งมาหา ตอนนี้แค่เห็นชื่อชานยอลก็หงุดหงิด ถ้าเกิดให้มาเสวนาด้วยตอนนี้มีหวังเขาได้หัวร้อนจนเผากระดาษโน้ตในมือแน่

 

“อ้าว มึงจะไปไหน?” ชานยอลถาม จู่ ๆ เซฮุนก็ลุกขึ้นยืน

 

“ไปเข้าห้องน้ำ แป๊บ เดี๋ยวมา”

 

“เออ กูฝากฉี่ด้วย”

 

“ต่อท่อมาไหมไอ้สัด” ได้กวนอารมณ์เพื่อนแค่นั้นชานยอลก็ฉีกยิ้มมีความสุข

 

เซฮุนไปนานจนผิดสังเกต ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ไม่ใช่ว่ามันหนีเขาไปกินข้าวนะ พ่อจะแพ่นกบาลให้ เหมือนเซฮุนจะรู้ว่าเงาหัวไม่ปลอดภัย ชายหนุ่มกลับมาอีกครั้งพร้อมกับข้าวของเต็มมือ อาหารกล่อง ขนมปังและน้ำดื่มถูกวางลงบนโต๊ะ

 

“อะมึง แดก”

 

“มึงซื้อมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย”

 

“จากไหนก็ได้โตแล้ว รีบ ๆ กินเข้าไป จะหมดเวลาพักแล้ว” เซฮุนตอบพลางหยิบขนมปังก้อนใหญ่ขึ้นมากัด พอเห็นเพื่อนกินก็น้ำลายสอ ชานยอลไม่สนใจแล้วว่าเพื่อนสนิทไปไหน เขารีบจ้วงทุกสิ่งอย่างเข้าปาก อาหารบนโต๊ะหายวับเข้ากระเพาะทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว พอได้เติมพลังชานยอลก็มีสีหน้าสดชื่นขึ้นมาก หัวสมองแล่นปรื๊ดปร๊าด

 

“คนเราแม่งไม่มีข้าว อยู่ไม่ได้จริง ๆ ว่ะ”

 

“แหงสิวะ ค่อยยังชั่วหน่อย มีแรงละ”

 

“ว่าแต่ นี่มึงไปเอาจากไหน เยอะขนาดนี้ ต่อแถวซื้อข้าวทันหรอวะ?” ถึงเซฮุนจะไปนาน แต่ก็ไม่นานมากพอที่จะต่อแถวซื้อข้าวซื้อขนมมาขนาดนี้แน่ ๆ หรือมีสาวที่ไหนซื้อให้มัน

 

“อย่ารู้ดีกว่า”

 

“เอ้าอะไรวะ?”

 

                “เชื่อกูดิ”

 

                “ทำไม? มึงไปขโมยเขามาหรือไง” ชานยอลขมวดคิ้วมุ่น เซฮุนหัวเราะหึ ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเป็นความลับ เพราะอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะปิดบังตัว ห่วงแต่ว่าเพื่อนแสนดื้อด้านของเขาจะงอแงจนได้เรื่องอีก แต่ก็นะ อยากเห็นสีหน้ามันตอนรู้จริง ๆ

 

                “รู้แล้วอย่าขย้อนออกมาละ”

 

                “??”

 

                “พี่ชายข้างบ้านฝากมาให้ กลัวน้องชายสุดที่รักจะเป็นลมไม่ได้พรีเซนต์ ..ไอ้เวร กูบอกว่าอย่าอ้วกไง!

 

                จริง ๆ ชานยอลไม่ได้อยากจะอ้วกมันออกมาตอนนี้หรอก แต่สีหน้าของเขาตอนนี้แย่สุด ๆ เพราะทั้งช็อกทั้งงงกับข้อมูลที่ได้รับ จะว่าแปลกใจก็ไม่ใช่ โมโหก็ไม่เชิง ไหนจะอาการหวิว ๆ ในอกนี่อีก ชานยอลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู กดอ่านข้อความเป็นสิบที่อี้ฟานส่งมา

 

                “มึงเลิกหรือยัง”

 

            “มาหากูที่โถงด้วย”

 

            “เวร ไม่อ่านอีก เพื่อนมึงออกมากันหมดแล้วนะ”

 

            “ไม่กินข้าวหรือไง มึงคิดว่าสมองดีมากจนไม่ได้กินข้าวก็ได้หรอ”

 

            “เมื่อไหร่จะเลิกบล็อกเบอร์กู”

 

            “นี่จะไม่อ่านจริง ๆ ใช่ไหม ทำอะไรอยู่วะ”

 

            “ฝากข้าวไปกับเซฮุนนะ อย่าอ้วกออกมาละ กูซื้อมาแพง”

 

            “โชคดี”

 

                ชานยอลหน้าบู้บี้ กัดริมฝีปากตัวเองอย่างใช้ความคิด ก่อนจะส่งข้อความกลับไป      

 

            “เออ”

 

                ชานยอลเดินเข้าห้องเรียนทั้ง ๆ ที่หน้าหงิกเป็นตูด แต่ในฐานะเพื่อนสนิท เซฮุนไม่ได้สนใจใบหน้ายับยู่ยี่ หรือปากคว่ำ ๆ นั่น เขาสนใจใบหูแดงจัดของเพื่อนมากกว่า บางสิ่งบางอย่าง ชานยอลเสแสร้งแกล้งทำได้ แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่มันซื่อตรงมากกว่าคำพูดและการแสดงออกของเจ้าตัวมากนัก หูแดง แก้มแดง คอแดง ..แดงยันปลายเล็บตีนแล้วมั้ง

 

                เซฮุนส่ายหัวอย่างอ่อนใจ

 

เบื่อจริง ไอ้พวกฟอร์มจัดขี้เก๊กเนี่ย

 

.

 

.

 

 

หลังเลิกเรียน

 

“มึงกลับไงเนี่ย กลับกับอี้ฟานหรอ?” คำถามของเซฮุนทำให้ชานยอลต้องถอนหายใจเหมือนปอดจะหลุด

 

“เหมือนกูมีทางเลือกอื่น มึงจะไปส่งกูไหมล่ะ?”

 

“หืม มึงเป็นใครอะ สำคัญหรอ ทำไมกูต้องไปส่ง”

 

“เพื่อนเวร”

 

“ซอรี่จ้า วันนี้มีนัด” เซฮุนพูดใช้นิ้วชี้ควงกุญแจรถ

 

“กับใคร?”

 

“เป็นเมียกูอ่อถึงต้องบอก?”

 

“เตะปากแม่งสักทีดีไหม?”

 

“เบื่อจริงพวกใช้กำลัง มีธุระโว้ย” เซฮุนพูด ก่อนจะเอ่ยปากถามเมื่อเห็นเพื่อนเดินไปอีกทาง “เออ ..เอ้า ไม่ไปรอมันที่โถงเรอะ” ปกติแล้วถ้ากลับกับอี้ฟาน ชานยอลจะต้องไปรออีกฝ่ายที่โถงหน้าตึกเพราะลานจอดรถนักศึกษาอยู่ตรงนั้น

 

“ไม่อะ กูมีนัดกับน้องเทค มันจะมาเอาแนวข้อสอบ”

 

เซฮุนพยักหน้ารับรู้ “สายมึงนี่ดีเนอะ ยังเทคกันอยู่เลย กูนี่สายขาดสะบั้น เจอพี่เทคครั้งแรกและครั้งสุดท้ายตอนเลี้ยงสาย ล่าสุดลืมหน้าพี่มันไปแล้วเนี่ย”

 

“ก็สายกูพี่เขาดูแลดีไง กูก็อยากดูแลน้องดี ..ชีทเรียนมันก็มีของพี่ด้วย ไม่ใช่ของกูคนเดียว”

 

ใช่ว่าชานยอลเป็นคนอินกับพวกสายเทค สายรหัส เขาไม่ได้ปลื้มปีติอะไรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสาย หรือขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของคณะ เพียงแต่ว่ารุ่นพี่ในสายเทคดูแลเขาดีมาก โดยเฉพาะเรื่องเรียน ถ้าเปรียบเทียบกับเซฮุนแล้ว มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จากที่ไม่ได้อิน ไม่ได้ศรัทธาอะไร ก็พอจะชื่นชมระบบขึ้นมานิดหน่อย ..ก็เฉพาะสายที่มันประสบความสำเร็จเท่านั้นแหละนะ ด้วยเหตุนั้น พอถึงคราวเป็นพี่บ้าง เขาก็แค่อยากส่งต่อให้น้องของเขาเหมือนที่เขาเคยได้รับ อย่างน้อยรุ่นพี่สายเขาจะได้ไม่ผิดหวัง ไหน ๆ ก็สืบทอดมากันได้ขนาดนี้

 

“นั่นน้องมึงนี่” เซฮุนชี้นิ้วไปยัง “องซองอู” น้องเทคของชานยอล ที่กำลังเดินมาทางพวกเขา พอเห็นชานยอลกับเซฮุน ซองอูก็ก้มหัวทักทาย เซฮุนโบกมือให้ ส่วนชานยอลฉีกยิ้มกว้างให้น้อง

 

“เออว่ะ งั้นไปละ บายมึง”

 

“กลับดี ๆ อย่าตีกับพี่มึงจนตกข้างทางนะ ประกันอุบัติของมหาวิทยาลัย วงเงินไม่น่าจะครอบคลุม”

 

ชานยอลชูนิ้วกลางให้ก่อนจะหันหลังกลับเดินไปหาซองอู

 

ถึงจะบอกว่าติดธุระ แต่เซฮุนก็ไม่ได้เร่งรีบมากนัก ชายหนุ่มซุ่มยืนอยู่ที่มุมตึก ลอบมองความเคลื่อนไหวของชานยอลกับน้องรหัส เรื่องปากกล้า ปากเก่ง มือเร็ว ตีนผี นี่ต้องยกให้ปาร์คชานยอลเป็นเบอร์หนึ่ง ในขณะเดียวกัน ความหยักในสมองไม่ค่อยทำงาน และไม่ค่อยจะเท่าทันคนอื่น ปาร์คชานยอลก็เรียกได้ว่าอยู่อันดับต้น ๆ

 

เพื่อนของเขาไม่เคยเอะใจเลยถึงความ “พยายาม” ใกล้ชิดอย่างเนียน ๆ ของน้องเทค ไม่เคยสงสัยว่าอีกฝ่ายจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำไม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สายตาสั้น ไม่เคยจะรู้สึกผิดปกติ เวลาที่แขนของคนข้างตัววางพาดลงที่ไหล่ หรือแนบคางเกยแบบอ้อน ๆ

 

ไม่เคยสังเกตเลยด้วยซ้ำว่าไอ้น้องเทคนั่นน่ะ มองตัวเองด้วยสายตาแบบไหน

 

สาบานเลยว่าถ้าอี้ฟานมาเห็น มีหวังขากลับได้หักเลี้ยวลงข้างทางแน่ ๆ เซฮุนแสนจะเป็นห่วงเพื่อน ไม่อยากให้มีเรื่องมีราว ชายหนุ่มส่ายหัวเอือมระอากับความสัมพันธ์ของเพื่อนกับพี่ชายข้างบ้าน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ถ่ายรูปชานยอลกับน้องเทคที่กำลังก้มดูกระดาษบนโต๊ะจนหัวชนกัน แล้วกดส่งให้พี่ชายหกเดือนของเพื่อนสนิท

 

“น้ำหยดลงหินไม่กี่เดือน หินเอาหัวไปพิง

 

 vs

 

น้ำหยดลงหินมาสิบกว่าปี หินแม่งไม่รู้เหี้ยอะไรเร้ยยยยย”

 

แสนจะรักและห่วงใย กลัวเพื่อนโง่นานเกินไป

 

..ของแบบนี้มันต้องขยี้ว่ะ

 

.

 

.

 

ชานยอลปิดประตูรถเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนจะทิ้งตัวกระแทกเบาะอย่างแรง เขากอดอก ทำเสียงฟึดฟัดอย่างไม่พอใจ ตากลมตวัดมองคนข้างตัวที่กำลังสตาร์ทรถอย่างเอาเรื่อง

 

“มองเหี้ยไร?”

 

“เออ มองเหี้ย”

 

“ปากดี”

 

ชานยอลส่งเสียเฮอะออกมาแสดงความไม่พอใจ ตาวาว ๆ ยังมองอี้ฟานเหมือนแมวที่พร้อมจะกระโจนใส่เหยื่อทุกเมื่อ จะไม่ให้โมโหอย่างไรไหว ตอนที่เขากำลังบอกแนวข้อสอบกับรุ่นน้อง ไอ้เวรนี่ก็เจ๋อมานั่งด้วย แถมยังกวนประสาทจนเขาคีฟลุคที่รุ่นพี่ที่แสนดีไม่อยู่ จัดคำด่าให้อีกฝ่ายไปชุดใหญ่ เป็นอันว่ารู้กันหมดว่าปาร์คชานยอลน่ะไม่ใช่รุ่นพี่ที่สุขุม สุภาพอะไรเทือกนั้น ถามว่าชานยอลแคร์ซองอูมากหรอ? ก็ไม่ เขาแค่คิดว่าพวกเขาสองคนไม่ได้สนิทกันมากพอที่จะเผยด้านไม่ดีใส่กันได้ขนาดนั้น เขายังอยากให้มีกำแพงอยู่บ้าง

 

แต่หลังจากที่ชานยอลแทบจะกระชากคออู๋อี้ฟานมาต่อย เขาคงไม่แปลกใจถ้าเกิดพรุ่งนี้เช้า องซองอูจะตบหัวทักทายเขาแทนคำว่าสวัสดี

 

จริง ๆ แล้วชานยอลโคตรไม่ชอบที่อี้ฟานแสดงออกแบบนั้น ใครต่อใครอาจคิดว่าชานยอลโง่ ไม่ก็ตาบอดจนมองไม่เห็นอะไร ๆ แต่บอกไว้ตรงนี้ว่าปาร์คชานยอลน่ะฉลาดกว่าที่คนอื่นคิดมากนัก โดยเฉพาะโอเซฮุน ..เฮอะ! คิดว่าเขาดูไม่ออกหรอว่าที่อี้ฟานพยายามทำตัวเป็นเจ้าของเขา แถมยังพูดจาแย่ ๆ ใส่ซองอูเพราะว่าอะไร?

 

               

 

คำว่า

 

“ชอบ”

 

สะกดแบบนี้นะ!

 

แล้วก็คงพูดออกมาได้ไม่ยากด้วย!

 

 

 

ถ้าอู๋อี้ฟานคิดว่าตัวเองทำหน้าตายเก่ง ก็รู้ไว้ว่าปาร์คชานยอลแกล้งโง่ ทำเป็นไม่หือไม่อือเก่งที่สุดในโลก  ถ้าอี้ฟานคิดว่าการที่พูดจาร้าย ๆ ใส่เขา กวนประสาท หาเรื่องให้เขาโดนแม่ด่า แต่ไปรับไปส่งแล้วซื้อข้าวมาให้เป็นวิธีการจัดการความสัมพันธ์ที่ถูกต้องละก็ .. เป็นศัตรูกันไปตลอดชาติเถอะ! ทั้ง ๆ ที่วันนั้นกล้าทำเรื่องแบบนั้น ..ยังกล้ามาตีหน้าซื่อใส่อีก

 

หงุดหงิดโว้ย!

 

“ด่ากูในใจหรือไง?”

 

“จะให้ด่าออกเสียงก็ได้นะ”

 

“ทีกับกูนี่เก่งจัง กับน้องมึงไม่พูดแบบนี้บ้างล่ะ กลัวมันไม่ชอบหรือไง เหอะ..” อี้ฟานพูดลอย ๆ เหมือนหยั่งเชิง ยิ่งทำชานยอลขุ่นเคืองไปใหญ่ เป็นการแสดงความหึงหวงที่อ่อนหัดชะมัดยาก ได้ อยากเล่นบทคนแกล้งโง่ใส่กันต่อไปก็ได้เลย จัดให้!

 

“เสือก”

 

“สร้างภาพ”

 

“สาระแน”

 

“แสดง”

 

“ส้นตีนเหอะ”

 

“ละคร”

 

“เสือก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

“ทำมาเป็นพูดเพราะ ..พี่ชานยอลอย่างนั้นอย่างนี้ จะอ้วก”

 

“อ้วกใส่หน้ามึงเนี่ยสัด เป็นเหี้ยไรนักหนา”

 

“รำคาญคนดัดจริต ทุเรศลูกตา”

 

“มึงเป็นเหี้ยไร หึงกูหรือไง” ชานยอลปล่อยหมัดเด็ด อี้ฟานชะงักกึก แต่ก็สวนกลับได้อย่างเร็ว

 

“มึงสำรอกอะไรออกมารู้ตัวไหม? ขนลุก”

 

“เพราะเหม็นเบื่อคนความคิดโสโครกแบบมึงเนี่ยแหละ เป็นห่าไร มันจะชอบหรือไม่ชอบกูแล้วทำไม มึงเกี่ยวอะไรด้วย” แววตาเหยียดหยันฉายชัดอย่างตั้งใจจะกวนโมโหคนข้างตัว ถ้าแปลเป็นภาษาพูดก็คงประมาณว่าเลิกยื่นจมูกมายุ่งเรื่องของเขาสักที

 

ได้ยินแบบนั้นอี้ฟานก็หน้าเสีย เพราะที่ชานยอลพูดก็ไม่ได้ผิดไปจากความจริง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยหากชานยอลจะชอบใครหรือใครจะมาชอบชานยอล แต่ก็นั่นแหละนะ การทำหน้าตาย พ่นคำร้าย ๆ เป็นอะไรที่อี้ฟานถนัดมากกว่าการทำอะไรที่ชวนเสียหน้าอย่างการชื่นชมหรือพูดดี ๆ ด้วย

 

“จริง ๆ มันคงไม่เกี่ยวหรอกว่ามันจะชอบมึงหรือเปล่า คนอย่างมึงไม่น่าจะมีใครเอาอยู่แล้ว แปลกใจด้วยซ้ำที่เซฮุนคบเป็นเพื่อนกับคนอย่างมึงได้”

 

“ทำไม! กูมันทำไม! มันไปหนักหัวกบาลมึงหรือไง”

 

ไอ้เรื่องใช้คำพูดยั่วยุเพื่อเอาชนะ อู๋อี้ฟานก็ถนัดพอ ๆ กับปาร์คชานยอลนั่นแหละ “พอสมควร อย่าให้สาธยายข้อเสียในตัวมึงเลย เปลืองน้ำลาย แต่สักหน่อยก็ได้นะ  ..ทั้งเอาแต่ใจ ปากดี ขี้โวยวาย ลืมแล้วหรอว่าจริง ๆ กูก็เป็นพี่มึงอะ ..มารยาท”

 

คำพูดของอี้ฟานทำชานยอลเลือดขึ้นหน้า อีกแล้ว เขาเกลียดการเปรียบเทียบ ตัดสินคนอื่นเป็นที่สุด และครั้งนี้มันมาจากปากอู๋อี้ฟาน ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะกระโจนไปตั๊นหน้าอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนี้

 

 “พี่หรอ? แค่หกเดือน! มันจะทำไมนักหนา มึงดีมากหรือไงถึงได้เที่ยวมาตัดสินคนอื่นเขาว่าแย่กว่า แค่เรียนเก่ง กับตีสองหน้าเก่ง ไม่ได้แปลว่ามึงเป็นคนดีกว่าคนอื่น คิดว่าใครเขาชอบคนแบบมึงหรือไง ขี้เสือกเรื่องชาวบ้าน!

 

“กูก็ไม่ได้อยากเสือกกับชีวิตมึงหรอก ถ้าแม่มึงไม่สั่ง คิดว่ากูจะทำหรอ!? เหม็นขี้หน้า”

 

เปรี๊ยะ

 

เส้นความอดทนของชานยอลขาดผึง

 

“หรอ ..

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วที่วันนั้นมึงจูบกูนี่แม่กูสั่งด้วยปะ?”

 

 

 

 

เอี๊ยดดดดดด

 

 

เสียงล้อรถบดถนนดังสนั่น อี้ฟานหันมองหน้าชานยอลด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด ชานยอลเชิดหน้าท้าทาย เขาชอบสีหน้าซีดเผือดของอีกฝ่ายตอนนี้ชะมัด แทบจะเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เห็นอี้ฟานในสภาพแบบนี้ ปกติมีแต่ชูคอ เก๊กหน้าหาเรื่องให้เขาโดนดุ โดนเปรียบเทียบ ถ้าคิดว่าเหล้าแค่นั้นจะทำให้ปาร์คชานยอลเมาพับจนจำอะไรไม่ได้ละก็ผิดถนัดแล้ว เกือบยี่สิบปีที่อยู่ด้วยกันมา ไม่ได้รู้เลยหรือไงว่าเขาคอแข็ง

 

เขาไม่ได้หลับ ..แล้วจูบนั่นน่ะ เขาก็รับรู้มันเต็ม ๆ

 

เพียงแค่หวนนึกถึง ก้อนเนื้อในอกก็เต้นไม่เป็นส่ำ แต่ชานยอลก็ต้องกักเก็บความรู้สึกนั้นไว้ลึกสุดใจ

 

“ตกใจหรอ หืม หน้าซีดเชียว”

 

“มึงประสาทหรอ” อี้ฟานพูดเสียงแผ่ว เผลอหลบสายตา เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก พูดด้วยน้ำเสียงกวนโอ๊ย

 

“ขนาดข้อเสียกูมันเยอะจนสาธยายไม่ไหว ยังไม่หมาแถวนี้มาเลียปากเลยว่ะ ..”

 

กลิ่นของชัยชนะช่างหอมหวาน ชานยอลเลียริมฝีปาก ตากลมฉายแววเย่อหยิ่ง

 

อี้ฟานไม่ยอมง่าย ๆ อย่าคิดว่าเขาจะยอมให้ปาร์คชานยอลชนะ เขาเองก็มีไพ่ตายเผื่อไว้ในเวลานี้เช่นกัน ชายหนุ่มปรับลมหายใจให้สงบ รีบปั้นหน้ากวนประสาทใส่ชานยอลทันที “แล้วมึงล่ะ ..กล้าพูดไหมว่าไม่ได้ชอบกู” ชานยอลนิ่ง หรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้วางใจ ก่อนจะลมหายใจสะดุดเมื่ออี้ฟานเอ่ยปาก

 

“กูเห็นหรอกนะ สมุดแปะรูปสติ๊กเกอร์ของมึงตั้งแต่ชาติก่อนอะ” สมุดสติ๊กเกอร์ที่อี้ฟานพูดถึงคือสมุดไดอารี่ลับของเขาที่เก็บรูปของตัวเองกับอี้ฟานตั้งแต่สมัยประถม แต่ละหน้าจะมีรูปหัวใจและสติ๊กเกอร์ติดเต็มไปหมด ทว่า ไม่ว่าจะรูปกลุ่มหรือเดี่ยว ชานยอลจะเอาด้านที่เป็นอี้ฟานมาแปะชิดกับอีกรูปที่มีตัวอยู่ยืนอยู่เสมอ ..เหมือนกับว่าพวกเขากำลังยืนข้างกัน

 

ถ้าไม่ได้ปัญญานิ่ม ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเจ้าของสมุดรู้สึกอย่างไรกับเด็กผู้ชายอีกคน เป็นการกระทำโง่เง่าที่สุดเท่าที่เด็กประถมจะแสดงออกมาได้

 

ซึ่งอันที่จริง ..จนตอนนี้ชานยอลก็อย่างทำมันอยู่

 

ชานยอลเบิกตาโต “มึงแอบดูของ ๆ กูหรอ!!

 

“เปล๊า บังเอิญว่ามันตกใส่มือพอดีตอนขึ้นไปห้องมึง” ฉีกยิ้มที่คิดว่าร้ายกาจและชวนอวัยวะเบื้องล่างกระตุกที่สุดไปให้ หนนี้ชานยอลระงับอารมณ์ไม่ไหว เขากระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย

 

“ไอ้เหี้ย!

 

“เรียกที่รักจะดีกว่านะ” อี้ฟานไม่ยี่หร่ะ เขาทำปากจู๋ทำทีจะจูบคนตรงหน้า ชานยอลเลยรีบสะบัดออก แล้วถอยกรูดจนแผ่นหลังประตูรถ ใบหน้าร้อนวาบด้วยความเขินและอับอาย ในขณะที่อี้ฟานก็มีริ้วสีแดงพาดผ่านที่ข้างแก้มเช่นกัน ทว่าทั้งสองไม่ทันได้สังเกตใบหน้าของอีกคน มีเพียงความลนลานและสมองที่ทำงานอย่างเร่งรัดเพื่อคิดหาคำปากมาต่อกรกับคนตรงหน้า

 

“พ่องเหอะ ..ไม่มีทาง คนอย่างมึงอะ กูไม่มีทางชอบ! แค่คิดก็อ้วกจะแตก มึงแม่งมารชีวิตกูชัด ๆ เลย” ชานยอลแหวเสียงลั่น ชี้หน้าอี้ฟานเหมือนกลัวว่าจะไม่สมจริง

 

“แล้วคิดว่ากูไม่อยากอ้วกหรอ แค่เห็นหน้ามึงก็เหม็นเบื่อเต็มที ไหนจะนิสัยแย่ ๆ ของมึงอีก” อี้ฟานไม่น้อยหน้า เขาทำหน้าเหม็นเบื่อได้อย่างสมบทบาท ทำชานยอลเจ็บจี๊ดจากหัวใจขึ้นสมอง เขาพูดออกมาอย่างเดือดดาล

 

“กล้าพูดว่ะ! คนฉวยโอกาสจูบกูอย่ามึงกล้าพูดออกมาได้ไงว่าเหม็นเบื่อ ชอบกูก็บอก!

 

“มึงเมาจะเพ้อเจ้อหรือเปล่า ..มึงอาจจะชอบกูมากกก จนเก็บไปฝันว่ากูจูบมึงก็ได้”

 

“ไม่มีทาง ใครจะอยากจูบมึง แหวะ อ้วกจะแตก สะอิดสะเอียน”

 

“แล้วมึงคิดว่ากูยินดีมากหรอ แค่ได้ยินมึงพูดก็พะอืดพะอมขมคอ หน้าตามึงก็ไม่ได้ขี้ริ้วหรอกนะ แต่เพราะมึงเป็นมึง แค่คิดกูก็ขนลุกซู่ทั้งตัว สยองว่ะ”

 

ชานยอลอยากจะจับหัวไอ้เส็งเคร็งนี้โขกคอนโซลรถจริงๆแต่ก็ต้องยั้งมือไว้ เมื่อเกิดความคิดเจ๋ง ๆ ที่รัดกุมกว่า น่าสนุกกว่า และรสชาติของชัยชนะน่าจะหวานล้ำจนพอจะลืมความแค้นกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาได้

 

“งั้นเรามาเล่นเกมกันไหมละ?”

 

“อะไรของมึง” อี้ฟานมีสีหน้างุนงงเมื่อชานยอลเปลี่ยนประเด็นสนทนาฉับไว

 

“กูมั่นใจว่ามึงชอบกู ส่วนมึงก็คงมั่นหน้ามากสินะว่ากูต้องชอบมึง ..งั้นเราเล่นเกมกัน …กูกับมึงภายในหนึ่งเดือนนี้  ถ้าใครบอกชอบก่อนคนนั้นแพ้!

 

                “เกมอะไรของมึง”

 

                “ชื่อก็ตรงตัว ไม่น่าโง่ปะวะ ..”

 

“ปัญญาอ่อน” อี้ฟานส่ายหัวอ่อนใจกับนิสัยชอบเล่นอะไรแผลง ๆ ของอีกฝ่าย ชานยอลขยับนั่งตัวตรง ในเมื่อหัวสมองเขาผุดไอเดียฉลาด ๆ ที่จะหาเรื่องเหยียบย่ำอู๋อี้ฟานได้แล้ว ไม่มีทางจะปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด เขารีบพูดจายั่วยุ

 

“ทำไม มึงไม่กล้าหรอ ไหนบอกเกลียดกูนักเกลียดกูหนา ..หรือมึงจะกลัวทนไม่ไหว บอกชอบกูก่อน อ่อนสัด”

 

                “ฝันเถอะ คนที่มีรูปกูเต็มสมุดกล้าพูดหรอ ..มึงสิ ที่จะทนไม่ไหวแล้วบอกชอบกูก่อน อ่อนเอ๊ย”

 

                “ไม่มีทาง! เอาไง จะเล่นไม่เล่น”

 

                “เล่น!

 

                แล้วอี้ฟานก็ยุขึ้นทุกที ชานยอลลอบแสยะยิ้มร้าย

 

                “เออ ดี!

 

                “ดี!

 

                “ดี!

 

                “แล้วคนที่ชนะจะได้อะไร” อี้ฟานถาม

 

                “มึงอยากได้อะไรล่ะ ..อันที่จริง แค่ชอบศัตรูตลอดชีวิตของตัวเอง มันก็ขมขื่นเต็มทนแล้วว่าไหมล่ะ?” ชานยอลพูดเองก็เจ็บในอกเอง แต่ก็พยายามประคองสีหน้าให้เป็นปกติไว้ที่สุด

 

                “ได้ ตกลง”

 

                “ดีล!

 

                “ดีล!

 

                จะอะไรยังไงก็ช่าง ตลอดชีวิตยี่สิบปีของเขา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะเอาชนะอู๋อี้ฟาน

 

                แต่ครั้งนี้ เขาจะไม่ยอมแพ้ ..จะไม่มีวันแพ้

 

                จะไม่มีทางบอกชอบอู๋อี้ฟานก่อนเด็ดขาด!

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#born2berival_KY

 

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users