Jump to content


Photo

Call me daddy (5/5)

#CMDD_KY

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 82 posts

Posted 06 October 2019 - 02:17 PM

 SF : Call me daddy

Author : BUBBLEFONDUE

 

 

Chapter : 05

 

 

 

 

แท็ก #CMDD_KY

 

 

 

 

 

หลังจากวันนั้นชานยอลกับคริสก็ไม่เคยได้คุยกันอีกเลย ทั้ง ๆ ที่คริสก็คอยเฝ้าดูแลชานยอลตลอดเวลา แต่เด็กหนุ่มกลับเมินเฉยต่อการกระทำเหล่านั้น จนถึงวันนี้ที่ชานยอลจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว

 

แผลที่ข้อมือของเขายังคงพันผ้าพันแผลไว้เหมือนเดิม ส่วนอาการเจ็บนั้นก็ทุเลาลงมากแล้ว ชานยอลเก็บของ ๆ ตัวเองทั้งหมด และรอเวลาที่จะได้กลับบ้าน...แม้ว่าจะไม่อยากกลับมากแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะมีสิทธิ์ได้ตามที่ตัวเองต้องการรึเปล่า

 

รถคันคุ้นตามาจอดรอรับถึงหน้าประตู ชานยอลมองพี่อี้ชิงที่เปิดประตูรถออกมา แล้วพาเขาไปนั่งที่เบาะด้านหลัง แอบแปลกใจเล็กน้อยที่คริสไม่ยอมเดินตามเขาขึ้นมาบนรถ จนเมื่อประตูปิดลงและพี่อี้ชิงนั่งประจำที่คนขับแล้ว กระจกหน้าต่างก็ค่อย ๆ ลดลงจนเห็นคนด้านนอก คริสถึงได้เดินมาแล้วย่อตัวลงมาเพื่อคุยกับชานยอล

 

“ไม่อยากกลับไปที่บ้านของเราก็ไม่เป็นไร...แต่ให้โอกาสฉันหน่อยนะชานยอลอา”

 

“...”

 

“แล้วฉันจะดูแลนายให้ดียิ่งกว่าเดิม ฉันสัญญา”

 

หน้าต่างกระจกติดฟิล์มหนาทึบปิดลงจนคริสไม่สามารถมองเห็นคนในรถได้ แต่ชานยอลกลับเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงยิ้มได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งให้คริสยืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลเพียงคนเดียว

 

“เราจะไปไหนกันเหรอครับพี่อี้ชิง”

 

“พาชานยอลไปที่พักใหม่ครับ...ไม่รู้ว่าชานยอลจะชอบรึเปล่า คุณคริสเลือกที่นี่เพราะคิดว่าชานยอลน่าจะชอบมากแน่ ๆ”

 

พอได้ยินอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็ทำหน้าไม่ถูก คุณคริสเลือกให้เขาอย่างนั้นเหรอ คนพรรคนั้นสนใจด้วยเหรอว่าเขาชอบอะไรน่ะ ยิ้มขำกับความคิดตัวเอง พลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่นานก็มาถึงคอนโดสูงที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมือง ชานยอลไม่อยากจะคิดถึงราคาเลยว่ามันจะสูงลิ่วสักแค่ไหน เพราะที่ดินตรงหน้าเขามันเป็นทำเลทองที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า สถาบันกวดวิชาต่าง ๆ แถมยังใกล้กับมหาวิทยาลัยของเขาอีก

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้เซฮุนกับแบคฮยอนจะลืมเขาไปแล้วรึยังนะ...

 

“ชานยอลตามพี่มาทางนี้ครับ”

 

ชานยอลเดินตามอี้ชิงที่ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นที่ 16 เดินมาถึงห้องมุมสุดก็สแกนคีย์การ์ดให้ประตูเปิดออก และพบกับห้องภายในนั้น ห้องนี้เล็กกว่าเพ้นท์เฮ้าส์ของคริสอยู่มากซึ่งมันเหมาะกับการที่จะอยู่คนเดียว ทั้งห้องนั้นตกแต่งด้วยสีครีมดูสบายตา มีโซนห้องครัวให้ชานยอลได้ทำอาหารตามใจชอบ ที่หน้าทีวีก็มีเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ล่าสุดตั้งเอาไว้ และส่วนของเตียงนอนก็มีตุ๊กตาริลัคคุมะตัวโปรดของเขาวางไว้อยู่

 

“เมื่อวานคุณคริสเข้ามาตกแต่งห้องนี้ให้ชานยอลเลยนะครับ”

 

อี้ชิงรีบบอกทันทีที่เห็นประกายแววตาของความพอใจอยู่ในนั้น แต่พอรู้ว่าคริสเป็นคนแต่งห้องให้ แววตาของความพอใจนั้นก็หายวับไปทันที

 

“ขอบคุณพี่อี้ชิงมากนะครับที่พาผมมาที่นี่ ผมอยากจะขอพักสักหน่อย”

 

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไม่กวนแล้วกันครับ”

 

อี้ชิงรู้ว่าตอนนี้ชานยอลอาจจะต้องการเวลาทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ อีกเยอะ ภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดเรื่องราวมากมายจนเขาเองก็ปรับตัวแทบไม่ทันเหมือนกัน

 

เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงแค่เขาแล้ว ชานยอลก็ล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่มอย่างใช้ความคิด ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากเหตุการณ์นั้นมันผิดจากที่เขาคิดไปมากโข ชานยอลไม่นึกเลยว่าคริสจะยอมทำตามที่เขาต้องการมากขนาดนี้ แต่ก็ดีแล้วแหละที่จะไม่ต้องอยู่ในกรงแห่งนั้นอีกต่อไป

 

หลังจากพักผ่อนในห้องใหม่มาตั้งแต่ช่วงบ่าย เมื่อพลบค่ำชานยอลก็คว้าเอาคีย์การ์ดและบัตรเครดิตที่อี้ชิงทิ้งไว้ให้ออกมาจากห้อง วันแรกหลังจากที่ถูกขังมานาน ชานยอลเลือกที่จะเดินเข้าร้านตัดผมเป็นอย่างแรก ผมที่ยาวลงมาจนถึงไหล่สร้างความรำคาญใจให้เจ้าตัวไม่น้อย เมื่อตัดผมจนสะอาดเรียบร้อยแล้ว ชานยอลก็เข้าซุปเปอร์เพื่อซื้อของไว้ติดตู้เย็น ซื้อของเสร็จก็เดินกลับห้องอย่างมีความสุข

 

นี่สินะ...สิ่งที่ชานยอลต้องการมาตลอด

 

อิสรภาพที่ได้รับราวกับนกน้อยที่ได้โผบินอีกครั้งในโลกกว้างแห่งนี้ เมื่อกลับมาถึงห้องพร้อมกับอาหารสดมากมายเต็มสองมือ ชานยอลก็แตะคีย์การ์ดให้ประตูเปิดออก และความเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะกับหน้าจนชานยอลขมวดคิ้ว เมื่อเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้นมาก็เจอกับต้นตอของสิ่งที่เขาสงสัยทันที

 

แผ่นหลังกว้างหันกลับมาหาเขาที่ยืนอยู่หน้าประตู ชานยอลทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่าคริสยืนอยู่กลางห้องอย่างนี้ ทีแรกก็คิดว่าจะโวยวาย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าความจริงแล้ว ห้องนี้มันก็เป็นเงินของคริสนี่นา ถ้าเจ้าตัวมาอยู่ที่นี่ได้ก็ไม่เห็นแปลกอะไร...เป็นเขาต่างหากที่มาขออาศัยอยู่อย่างนี้

 

“ชอบห้องนี้รึเปล่า ฉันตั้งใจแต่งเพื่อเธอเลยนะ”

 

คริสถามคนที่หันหลังให้เขาแล้วเอาของสดเข้าตู้เย็นอยู่อย่างนั้น ร่างสูงจึงค่อย ๆ เดินไปหาเด็กน้อยของเขา เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ท่อนแขนทั้งสองข้างก็สอดเข้าไปที่เอวบาง แล้วสวมกอดร่างผอมตรงหน้าทันที ชานยอลที่ไม่คาดคิดว่าคริสจะทำอย่างนี้ก็สะดุ้งตัวเกร็งไปทั้งตัว ไอร้อนของคนด้านหลังที่กระชับกอดเขาจนแน่น ปลายคางวางอยู่ที่ไหล่ชานยอลนั้นทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกได้ไม่ยาก

 

“ขอโทษนะ”

 

“...”

 

“ขอโทษกับทุก ๆ สิ่งที่ผ่านมา...ทุกอย่างที่ฉันทำ...ฉัน...แค่ไม่อยากเสียนายไป”

 

คริสพูดเสียงแผ่ว ในที่สุดเขาก็ยอมรับความรู้สึกของตัวเองในวันที่กลัวว่าจะเสียชานยอลไปแล้วจริง ๆ ว่าเด็กคนนี้คือคนที่เขารักมากแค่ไหน แม้จะมีแฟนเป็นผู้หญิงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกภายในจิตใจ แต่ลึก ๆ แล้ว เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่ารักเด็กคนนี้มากเหลือเกิน

 

“คำขอโทษมันก็แค่ลมปากของคุณเท่านั้น แล้วความรู้สึกผมที่มันถูกทำลายยับเยินไปหมดแล้วล่ะครับ ใครจะรับผิดชอบ คุณรู้รึเปล่าว่าผมร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาแล้ว ร่างกายของผมมันบอบช้ำจนผมทนแทบไม่ไหว ที่ผ่านมาคุณเห็นผมเป็นคนอยู่รึเปล่า...หรือผมเป็นเพียงแค่ตุ๊กตายางมีชีวิตกันแน่”

 

คริสสะอึกทุกคำพูดที่ชานยอลเอ่ยออกมา มันคือความจริงทุกอย่างที่ตอกย้ำอยู่ในใจของชานยอลโดยไม่สามารถเยียวยาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ร่างบางสั่นเทิ้มเพราะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้จนสุดความสามารถ และสุดท้ายอ้อมกอดนั้นก็ค่อย ๆ คลายออกอย่างช้า ๆ

 

“ฉันจะรับผิดชอบมันเอง ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ”

 

ร่างสูงออกแรงพลิกตัวให้ชานยอลหันหน้ามาหากัน ใบหน้าเนียนนั้นเปรอะไปด้วยน้ำตา มือหนาก็เกลี่ยมันออกช้า ๆ จนน้ำตาหยุดไหล ชานยอลมองคริสที่ใจดีกับเขามากจนเกินไปก็ยังไม่ไว้วางใจอยู่ดี ร่างสูงปล่อยให้เขาเป็นอิสระในเวลาต่อมา และออกไปจากห้องในที่สุด

 

เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงแค่ชานยอลคนเดียว ร่างโปร่งก็เผลอปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก วันนี้เขาเหนื่อยมากเหลือเกิน ชานยอลคิดว่าเขาควรจะพักผ่อนเสียที

 

.

 

.

 

ชานยอลลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งซึ่งถ้าตอนนี้เขาเรียนอยู่ ก็คงจะนั่งอยู่ในสักคลาสเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างโปร่งก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวและพาตัวเองออกมาจากห้องในช่วงสายของวัน เดินไปที่มหาวิทยาลัยของตนที่ไม่ได้มานานนับปี ป่านนี้เพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้

 

เมื่อเดินมาถึงคณะของตนเอง ชานยอลก็เลือกที่นั่งรอใต้ร่มไม้เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนของตนนั้นเรียนอยู่ที่ตึกไหน รอจนกระทั่งเวลาเที่ยงตรง นักศึกษาก็ทยอยออกมาจากตึกเรียน ดวงตากลมมองนักศึกษาแต่ละคนไม่นานก็เจอกับเพื่อนสนิทของตนเอง

 

เซฮุนกับแบคฮยอนนั้นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร เซฮุนนั้นตัดผมสั้นรองทรงจากเมื่อปีก่อน ดูหล่อมากกว่าเดิมเสียอีก ส่วนแบคฮยอนก็ย้อมผมสีน้ำตาลสว่างดูดีไปอีกแบบ พอทั้งสองคนเจอเพื่อนที่ไม่ได้เห็นหน้ามานาน ทั้งสองคนก็วิ่งเข้ามาหาด้วยความตกใจ

 

“เชี่ยยยยย นี่มึงจริง ๆ ใช่มั้ยวะ หายหน้าไปนานจนกูเกือบจะจำไม่ได้แล้ว” แบคฮยอนถามอย่างอึ้ง ๆ จับแขนของเพื่อนตรงหน้าที่มันเล็กเหลือเกิน ไม่ได้เจอกันมานาน ชานยอลดูผอมลงไปเยอะเลย

 

“หายป่วยแล้วใช่มั้ยชานยอล แล้วจะกลับมาเรียนแล้วใช่ป่ะ”

 

“อะ...อืม” ชานยอลตอบกลับไปไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่เขาถูกขังอยู่นั้น คุณคริสจัดการเรื่องการเรียนของเขาอย่างไร

 

“มึงดรอปไว้เป็นปี ดีนะที่ปีที่แล้วสอบไฟนอลเสร็จพอดี ปีนี้ก็เริ่มเรียนปีสองพร้อมไอ้พวกปีหนึ่งเลย เดี๋ยวพวกกูเอาชีทกับแนวข้อสอบมาให้”

 

“ขอบใจมากนะ วันนี้ไปเที่ยวกันหน่อยดีมั้ย” ชานยอลเอ่ยชวนทั้งสองคน วันนี้เขาอยากจะใช้เวลากับเพื่อนทั้งสองคนให้มากขึ้น อยากรู้ว่าเวลาที่เขาหายไป มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง และไม่ทันได้ถามไถ่ พี่ปีสามซึ่งชานยอลรู้มาว่าฮอตมาก ๆ เมื่อปีที่แล้วกำลังเดินมาทางนี้ แล้วหยุดยืนอยู่ด้านหลังเซฮุน

 

“โอเซฮุน”

 

“อ่าว วันนี้ไม่มีเรียนเหรอครับ”

 

“คลาสช่วงบ่ายยกเลิก แล้วนี่จะไปไหนรึเปล่า”

 

“จะไปเที่ยวกับเพื่อนอ่ะ...นี่ชานยอล พี่จำได้มั้ย ตอนปีหนึ่งเคยเรียนด้วยกัน แต่มันดรอปไปหนึ่งปีพึ่งกลับมา”

 

“จำได้สิ ถ้างั้นไม่กวนแล้วกัน ว่างตอนไหนก็โทรมานะ”

 

“โอเคครับ”

 

คล้อยหลังรุ่นพี่ที่เดินจากไปแล้ว ดวงตากลมของชานยอลนั้นเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น ใครจะไปคิดว่ารุ่นพี่สุดฮอตจะสนิทกับเซฮุนมากขนาดนี้ เมื่อปีที่แล้วเซฮุนกับรุ่นพี่ยังดูไม่สนิทกันเลย หรือว่าช่วงเวลาที่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เขาจะพลาดข่าวอะไรไปรึเปล่า

 

“กับพี่ลู่หานเป็นอะไรกัน ทำไมเห็นออร่าแปลก ๆ แผ่ออกมาอ่ะ” ชานยอลอดถามไม่ได้ พอได้ยินอย่างนั้นแบคฮยอนถึงกับหลุดขำออกมา

 

“เห็นแล้วน่าจะเดาได้นะ...ไอ้เซฮุนมันไปเด็ดดอกฟ้าของคณะมาได้ แม่งอย่างเทพ”

 

“เรื่องนี้ต้องขยายนะบอกเลย ไม่ได้เจอมานานมีแฟนกันหมดแล้วเหรอ”

 

“หึ...อย่าว่าแต่กูเลย ไอ้เชี่ยแบคฮยอนก็กินเด็กเหอะ” ได้ที เซฮุนก็แฉบ้าง ชานยอลเบิกตากว้าง และหันไปมองแบคฮยอนที่ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ในที

 

“เด็กที่ไหนวะ”

 

“เดี๋ยวมึงมาเรียนก็คงได้เจอ เด็กแปลกพิลึก ไม่รู้ไปตกบ่วงไอ้แบคได้ยังไง เงียบก็เงียบ ตาก็โปน ตัวยังเตี้ยกว่าไอ้แบคอีก แต่ก็น่ารักอยู่นะ”

 

“อ่าว ๆ คุณเซฮุนครับ อย่ามาชมเมียกูออกนอกหน้าอย่างนี้นะครับ บอกไว้เลยว่าคนนี้กูหวง”

 

“ไม่เอาหรอกโว้ย ไอ้เด็กคยองซูตาโปนนั้นน่ะ เชิญมึงรักเชิญมึงหลงคนเดียวเลยคร๊าบ”

 

กว่าจะจบช่วงอวดเมียของแต่ละคนได้ ชานยอลแทบจะหัวหมุนอยู่แล้วกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามา พอมีเวลาเซฮุนและแบคฮยอนก็เล่าช่วงเวลาที่จีบแฟนของแต่ละคนให้ฟัง และยังเล่าอีกว่าไม่มีใครรู้เลยว่าชานยอลหายไปไหน จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งอาทิตย์หลังเปิดเทอม อาจารย์ถึงบอกว่าชานยอลดรอปเรียนเพราะไปรักษาอาการป่วยที่ต่างประเทศ

 

“ดูสิ ตัวมึงผอมจนเหลือแต่กระดูก ที่อเมริกาไม่มีกิมจิให้กินใช่มั้ยล่ะ อาหารคงเลี่ยนน่าดู”

 

“ก็...ประมาณนั้นแหละ” ชานยอลได้แต่เออออไปตามที่แบคฮยอนพูด

 

“เดี๋ยวพวกกูจะขุนให้มึงอ้วนเอง เริ่มต้นด้วยปิ้งย่างแล้วต่อด้วยคาราโอเกะสักสองชั่วโมงเลยเป็นไง”

 

 “เอาตามนั้นเลย”

 

กว่าจะเที่ยวเล่นกันเสร็จก็ค่ำพอดี ชานยอลแยกย้ายจากทุกคน และเดินกลับคอนโดใหม่ของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เที่ยวเล่น ได้ยิ้ม ได้หัวเราะมากขนาดนี้ แต่แล้วความคิดเหล่านั้นก็สะดุด เมื่อพบร่างสูงที่คุ้นตายืนหน้าประตูทางเข้าคอนโดราวกับรอใครสักคนอยู่

 

“คุณ...”

 

“กลับมาแล้วเหรอชานยอล”

 

“มาทำไมครับ” ชานยอลถามย้อนกลับ จงใจเมินสีหน้าดีใจของคริส

 

“อยากเจอไม่ได้เหรอ”

 

ชานยอลสบตาคมตรงหน้า และเลือกที่จะไม่ตอบก่อนจะแทรกตัวเดินผ่านคริสเข้าไปในคอนโดราวกับตัดบททุกสิ่ง แต่ร่างสูงก็ยังไม่ละความพยายาม และเดินตามมาจนถึงหน้าห้อง

 

“ชานยอล นายจะทำเกินไปแล้วนะ” คริสปรามกับท่าทางของเด็กในปกครองที่ทำราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ

 

ชานยอลที่สแกนคีย์การ์ดเสร็จก็หันมามองคริสอย่างนึกโกรธ...เขาทำมากเกินไปงั้นเหรอ นี่มันยังน้อยกว่าที่เขาเคยเจอด้วยซ้ำ

 

“ถ้าไม่พอใจการกระทำของผม คุณจะยึดทุกอย่างเลยก็ได้นะครับ ผมไม่ได้ว่า”

 

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”

 

“งั้นเหรอครับ...แล้วผมทำอะไรเกินไปเหรอครับ แล้วคุณต้องการอะไรจากเด็กหน้าโง่อย่างผมงั้นเหรอ คุณได้ทุกอย่างไปจากผมแล้ว แม้กระทั่งชีวิตผมก็มอบให้คุณไปแล้ว แต่คุณไม่ใช่เหรอครับที่ทำลายมันเอง ขอร้องเถอะครับคุณคริส อย่ามายุ่งกับผมเถอะ คุณก็มีคู่หมั้นของคุณแล้ว คนที่คุณควรจะแคร์คือคุณเอ็มม่าครับ ไม่ใช่ผม”

 

ดวงตากลมที่เคยมีแค่เขา บัดนี้มันไม่เหลือหลงเหลือภาพของเขาในนั้นอีกแล้ว คริสรู้สึกราวกับว่าโลกกำลังจะถล่ม โลกที่เขาเฝ้าฟูมฟักและสร้างมากับมือมันกำลังพังอย่างไม่มีชิ้นดี

 

“ฉันเข้าใจแล้ว”

 

“เข้าใจก็ดีครับ”

 

“วันนี้ไม่ต้อนรับก็ไม่เป็นไร แต่พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ แล้วเจอกันนะปาร์คชานยอล ราตรีสวัสดิ์”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่คริสมายืนรอชานยอลแบบนี้ทุกวัน จนชานยอลเหนื่อยใจจะเมิน เพราะยังไงคุณคริสก็เป็นผู้มีพระคุณกับเขามาโดยตลอด

 

ชานยอลยังไม่กลับไปเรียนตามปกติ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ เขาจึงใช้เวลาว่างในช่วงสองเดือนลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเพื่อฝึกภาษาไปในตัว วันนี้หลังจากเลิกเรียนที่สถาบันสอนภาษาแล้ว ร่างโปร่งที่เดินออกมาจากอาคารเรียนก็เห็นรถยนต์คันคุ้นตาจอดอยู่ที่เดิมอย่างทุกวัน แต่คนขับรถกลับไม่ใช่จื่อเทาเหมือนอย่างเคย

 

“เป็นไง วันนี้เรียนหนักมั้ย”

 

“ก็เรื่อย ๆ ครับ”

 

ชานยอลตอบแบบขอไปที แล้วรีบเข้าไปนั่งในรถเพราะอากาศด้านนอกนั้นร้อนเหลือเกิน พอเข้ามาอยู่ในรถ ใบหน้าขาวก็เบนออกนอกหน้าต่าง เพราะไม่อยากจะสนทนากับคนขับรถสักเท่าไร

 

“อากาศร้อน ๆ อย่างนี้ อยากกินไอศกรีมมั้ยชานยอล”

 

“...”

 

“ไม่ตอบถือว่าตกลงนะ” พูดเองเออเองคนเดียว ชานยอลจึงถอนหายใจเสียงดังอย่างลืมตัว คริสได้ยินอย่างนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจแล้วพาชานยอลไปร้านคาเฟ่ชื่อดังในย่านนั้นทันที

 

เมื่อมาถึงที่ร้าน ทั้งสองก็เลือกโต๊ะมุมในสุด สั่งไอศกรีมคนละถ้วยแล้วก็เริ่มทาน ทั้งโต๊ะไม่มีเสียงใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว จนเสียงร้องของโทรศัพท์คริสดังขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตากลมเหลือบมองเล็กน้อยแล้วแสร้งทำเป็นไม่สนใจ คริสจึงกดรับสาย

 

“มีอะไรเหรอเอ็มม่า” ชื่อของปลายสายนั้นทำเอาชานยอลตัวแข็งทื่อ ดวงตากลมเหลือบมองคริสแล้วก็ต้องหลบวูบเมื่อพบว่าคริสก็จ้องมาที่เขาอยู่

 

“ผมยุ่งอยู่ ไม่ว่างคุยตอนนี้ แค่นี้ก่อนนะ”

 

คริสกดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ชานยอลมองคนตรงหน้าที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย

 

“การที่คุณนั่งกินไอศกรีมอยู่ มันยุ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

 

“ก็ตอนนี้ฉันอยู่กับชานยอล ฉันก็อยากจะใช้เวลาตอนนี้ให้มันคุ้มค่ามากที่สุด”

 

“ตลกจังนะครับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยจะเห็นค่าของผมเลย ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนจากฝ่าเท้ามาเป็นหน้ามือได้...ผีเข้าเหรอครับ”

 

“เรื่องที่มันแล้วไปแล้วก็ปล่อยมันไปได้มั้ย ฉันสัญญาว่าฉันจะเป็นคนใหม่...”

 

“แต่คุณมีคุณเอ็มม่าอยู่แล้ว คุณอย่าลืมว่าเธอคือคู่หมั้นของคุณนะครับ”

 

“เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะ เลิกยกเอ็มม่าเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของเราสักทีได้มั้ย”

 

สิ้นคำนั้น ดวงตากลมที่มองสบกับแววตาที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดก็เปลี่ยนไป มือขาววางช้อนไอศกรีมลงก่อนจะเอ่ยประโยคเจ็บแสบให้แก่คริสที่พึ่งรู้ว่าตัวเองพลาดไป

 

“คุณเป็นผู้ชายที่แย่มาก รู้ตัวรึเปล่าครับ”

 

“ชานยอล...ฉัน - ”

 

“ถ้าผมเป็นคุณเอ็มม่าแล้วได้ยินประโยคเมื่อกี้ ผมคงจะขอถอนหมั้นกับผู้ชายเฮงซวยอย่างคุณ แล้วไปแต่งกับหมาซะยังจะดีกว่า”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากวันนั้น ชานยอลก็ไม่พบกับคริสอีกเลย คุณคริสหายไปจากชีวิตของเขานั้นทำให้ชีวิตของเขาในแต่ละวันดำเนินไปอย่างปกติสุข ถึงจะแอบสงสัยบ้างว่าเขาด่าคุณคริสแรงไปรึเปล่าคุณคริสถึงไม่มาตามตื้อเขาเหมือนเคย แต่คิดได้เท่านั้นก็สะบัดความคิดเหล่านั้นออกไปก่อนจะเริ่มสนใจอาหารที่เขากำลังเตรียมในเวลาเช้าแบบนี้ และก็ฟังข่าวในโทรทัศน์ไปด้วย

 

 

อู๊ยยยยย ข่าวล่ามาแรงค่ะคุณผู้โช้มมมมมมมม ที่งานเปิดตัวเครื่องเพชรของแบรนด์ XXX เมื่อคืนที่ผ่านมา คุณเอ็มม่า ดาราสาวสุดฮอตที่กำลังตกเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับประเด็นการถอนหมั้นระหว่างเธอกับคุณคริส วูแล้วนะคะ

 

 

ปลายมีดที่กำลังหั่นแครอทหยุดชะงักทันที ดวงตากลมเงยหน้าขึ้นมองข่าวในโทรทัศน์ด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน...ถอนหมั้นอย่างนั้นเหรอ...

 

 

แล้วมีข่าวลือหนาหูมากเลยนะคะว่าเหตุผลที่ทำให้คู่นี้ถอนหมั้นกันเพราะว่าคริสมีเด็กเลี้ยงไว้อยู่ค่า

 

 

ชานยอลรู้สึกได้ว่าเขากำลังมือสั่น จนชานยอลต้องวางมีดลงเพราะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ร่างโปร่งฟังข่าวอย่างเลื่อนลอย เข้าสมองบ้าง ไม่เข้าสมองบ้าง เพียงแค่จับใจความได้ว่าคุณคริสถอนหมั้นแล้ว แล้วถ้าการถอนหมั้นนั้นมันเกิดจากตัวเขาจริง ๆ เขาคงจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่

 

วันนี้ชานยอลไม่ได้ไปเรียนพิเศษเพราะยังคิดไม่ตกกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้ทั้งวันเขาตามอ่านข่าวทุกอย่างในห้องเงียบ ๆ เพียงคนเดียว ยิ่งอ่านก็ยิ่งจิตตก จนในที่สุดเมื่อถึงเวลาบ่ายคล้อย ชานยอลก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องเพื่อไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

 

ตั้งแต่เป็นเด็กอุปการะของคริส วู ชานยอลไม่เคยมาเหยียบที่สถานที่แห่งนี้เลย บริษัท W.corporation ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เด็กหนุ่มเงยหน้ามองยอดตึกอย่างไม่มั่นใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา แล้วเดินเข้าไปในบริษัทอย่างมั่นคง

 

“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ” ประชาสัมพันธ์คนสวยถามเขาด้วยความสุภาพ

 

“เออ...ผมจะมาขอพบท่านประธานครับ”

 

“ได้นัดไว้รึเปล่าคะ”

 

“ไม่ได้นัดครับ” ชานยอลเสียงแผ่วลง เพราะคิดว่ายังไงเธอก็ไม่ให้เขาผ่านเข้าไปแน่ ๆ แต่เหมือนสวรรค์จะมาโปรดได้ถูกเวลา เมื่อเหลือบไปเห็นบุคคลหนึ่งเดินเข้ามาที่บริษัทพอดี

 

“พี่อี้ชิงครับ!”

 

ชานยอลตะโกนเรียกพี่ชายที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่ออี้ชิงเห็นชานยอลยืนอยู่ก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นเด็กหนุ่มปรากฏตัวอยู่ที่แห่งนี้ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาชานยอลที่ยังยิ้มกว้างอยู่

 

“ชานยอล มาทำอะไรที่นี่ครับ”

 

“ผมอยากจะพบคุณคริส” ชานยอลบอกความต้องการของตัวเองทันที อี้ชิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนนิดหนึ่ง ก่อนมันจะจางหายไปจากใบหน้าใจดีนั้น แต่ชานยอลก็ทันสังเกตเห็นมันได้

 

“เออ...พี่ไม่รู้ว่าคุณคริสจะสะดวกคุยรึเปล่า ตอนนี้งานของคุณคริสเยอะมากเลย”

 

“ผมรอก็ได้ครับ ผมอยากคุยกับเรื่องที่เป็นข่าวอยู่ในตอนนี้”

 

“แต่...”

 

“ชานยอล”

 

อี้ชิงที่กำลังคิดหาเหตุผลอยู่นั้นต้องรีบทำความเคารพเจ้านายทันที ชานยอลหันตามเสียงเรียกและพบกับคนที่เขากำลังตามหา ชานยอลจึงรีบเข้าประเด็นทันที เพราะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ”

 

“เรื่องในข่าวสินะ”

 

“รู้ก็ดีครับ...จะให้ผมพูดตรงนี้เลยมั้ยครับ” ชานยอลถาม เพราะตอนนี้เขากำลังยืนอยู่หน้าโซนประชาสัมพันธ์ และพนักงานหลายสิบชีวิตก็มองมาที่พวกเขาอย่างสนใจอยู่ด้วย

 

“ขึ้นไปคุยกันบนห้องเถอะ”

 

พูดจบคริสก็เดินนำชานยอลขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 25 ทันที ชานยอลไม่เคยมาที่แห่งนี้หรอก ไม่รู้ด้วยว่าบริษัทของคริสจะใหญ่มากขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์จะตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็นเลย เมื่อมาอยู่กันแค่สองคน ชานยอลก็เข้าประเด็นทันที

 

“คุณถอนหมั้นกับคุณเอ็มม่าแล้วงั้นเหรอครับ”

 

“อืม”

 

“คุณนี่มัน...เลวยังไงก็เลวอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ”

 

ชานยอลเหลือเชื่อกับผู้ชายคนนี้จริง ๆ นอกจากจะทำลายหัวใจของเขาจะมันย่อยยับไปหมดแล้ว แม้แต่คู่หมั้นอย่างคุณเอ็มม่า คริสก็ไม่แม้แต่จะสนใจเธอเลย จิตใจของผู้ชายคนนี้ทำไมถึงใจร้ายได้มากขนาดนี้กัน

 

“ฉันคิดว่าการถอนหมั้นมันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ในเมื่อฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันไม่ได้รักเธอ ขืนฝืนแต่งงานกันไป สักวันก็คงต้องหย่าอยู่ดี สู้แยกทางตั้งแต่ตอนนี้ ก็ได้เปิดโอกาสให้คนใหม่ ๆ เข้ามาหาเธอ มันก็ดีกับตัวเอ็มม่าด้วย ส่วนฉันก็จะวิ่งไล่ตามหาความรักที่มันหล่นหายไปให้กลับคืนมาเหมือนเดิม แม้จะรอนานมากแค่ไหน ฉันก็จะรอ”

 

ดวงตาคมสบตาอย่างสื่อความหมาย ชานยอลไม่ได้โง่ที่จะดูไม่ออก แต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจแล้วก้าวถอยหลังออกมา

 

“งั้นก็เชิญรอต่อไปเถอะ ถ้าผมเรียนจบแล้วถึงตอนนั้นยังรอไหวผมจะรับไว้พิจารณาแล้วกัน หลังจากนี้ก็อย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีกเลย ผมขยะแขยงคุณเต็มทนแล้ว...อ้อ! อีกอย่างนะครับ ช่วยไปปิดไอ้ข่าวลือที่ว่าผมเป็นเด็กของคุณด้วย ผมไม่อยากอยู่ในข่าวคาว ๆ ของคนเฮงซวยคุณหรอกนะครับ”

 

สิ้นคำนั้นชานยอลก็ออกจากห้องทำงานของคริสโดยไม่ฟังคำแก้ตัวของคริสอีกเลย พอกันเสียที ถือว่าเคลียร์ใจครั้งนี้ทุกอย่างคงจะจบอย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตของเขาจะได้เดินหน้าต่อไปเสียที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันเวลาผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ ชานยอลได้ช่วงชีวิตวัยรุ่นกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะเหนื่อยมากกว่าเพื่อนคนอื่นบ้าง เพราะเขาต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ส่วนเงินที่คริสส่งให้ใช้ ชานยอลก็ไม่คิดจะแตะมัน คอนโดที่คริสซื้อให้อยู่ ชานยอลก็คืนกุญแจ และของทุกอย่างที่เป็นเงินของคริสให้กับอี้ชิงหมดแล้ว...เข้าเดินออกจากห้องนั้นด้วยตัวเปล่า และเริ่มต้นใหม่ในห้องเช่าเล็ก ๆ

 

โชคดีที่เขาได้ทุนของมหาวิทยาลัยมาช่วยได้ทันเวลาพอดี เรื่องค่าใช่จ่ายในการเรียนเลยไม่เดือดร้อนนัก มีเพียงแค่ค่าห้องเช่าที่ต้องจ่ายทุกเดือน และของกิน ของใช้เท่านั้น อย่างที่เหลือชานยอลก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

 

เขาไปหาคุณแม่มินซอบ่อยมากขึ้น ไปเล่นกับน้อง ๆ และช่วยสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนซึ่งเป็นวิชาเอกที่เขาเลือกเรียนอย่างเต็มใจ จนน้อง ๆ ในบ้านเลี้ยงเด็กต่างชื่นชอบในตัวเขาเป็นอย่างมาก

 

“เรียนกันเสร็จก็มากินขนมกันมั้ยลูก”

 

หลังจากที่สอนวิชาภาษาอังกฤษจบ ชานยอลและเหล่าเด็กเล็กก็เดินออกมาจากห้องเรียน คุณแม่มินซอที่ตั้งใจทำขนมและน้ำหวานให้กับเด็กทุกคนเรียกให้ทุกคนมารวมกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งชานยอลก็เดินตามขบวนของเหล่าเด็ก ๆ มาด้วย

 

“ของโปรดของชานยอลทั้งนั้นเลยนะ” คุณแม่มินซอพูดพร้อมรอยยิ้ม ชานยอลจึงรับมันมาก่อนจะกัดกินไปหนึ่งคำ

 

“ตอนนี้อายุเท่าไรแล้วนะชานยอล”

 

“ยี่สิบสองครับ” ชานยอลขานตอบ

 

“แสดงว่าปีนี้ก็คงจะเรียนจบใช่มั้ย”

 

“ใช่ครับ เหลืออีกหนึ่งเทอม ผมจะเรียนจบแล้ว”

 

“ดีจัง แล้วชานยอลจะมาสอนน้อง ๆ เหมือนเดิมมั้ยหรือจะไปทำงานที่ไหนต่อจ๊ะ”

 

มินซอถามเผื่อเด็ก ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนสูง ๆ อย่างชานยอลที่โชคดีมีผู้มาอุปการะไปเลี้ยง ใช่ว่าทุกคนจะมีโชคชะตาที่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็มีทางเดินเป็นของตัวเอง ขอแค่คนที่ได้ดิบได้ดี ไม่ลืมว่ายังมีน้อง ๆ ที่เป็นเหมือนพวกเขาอยู่ และกลับมาเยี่ยมกันบ้าง มินซอก็พอใจแล้ว

 

“ผมยังไม่รู้เหมือนกันครับว่าจะทำอะไรต่อดี บางทีผมอาจจะกลับมาช่วยแม่มินซอดูแลน้อง ๆ แล้วช่วยสอนภาษาต่อที่นี่ก็ได้ครับ”

 

“แม่ดูแลเด็ก ๆ พวกนี้ไหว ชานยอลต้องหาความมั่นคงให้กับชีวิตนะลูก แล้วว่าง ๆ ค่อยกลับมาเยี่ยมแม่กับน้อง ๆ ก็ได้” มินซอพูดด้วยความหวังดี เด็กคนนี้ควรจะไปได้ไกลมากกว่ากลับมาอยู่ที่แห่งนี้

 

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะครับ”

 

 

 

หลังจากกลับมาจากเยี่ยมเหล่าเด็ก ๆ ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว ชานยอลก็กลับมาเขียนธีสิสต่อ อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะเรียนจบแล้ว ส่วนข่าวคราวจากคุณคริส ตั้งแต่วันที่เขาบุกไปหาคุณคริสถึงบริษัทแล้วประกาศกร้าวว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีก เขาก็ไม่รับรู้เรื่องราวของคุณคริสอะไรอีกเลย มีเพียงแค่ตัวเลขในบัญชีธนาคารที่คุณคริสมักจะโอนให้เขาทุกเดือน แต่ชานยอลก็ไม่คิดจะแตะต้องมันเลยสักนิด

 

ผ่านมาสามปีแล้ว นับตั้งแต่วันนั้น...

 

ความเจ็บปวดที่ได้รับถูกเยียวยาด้วยเวลา จนตอนนี้เขาลืมเลือนมันไปแทบจะหมดแล้ว ลืมแม้กระทั่งว่าเมื่อก่อนเขารักคุณคริสมากขนาดไหน เจ็บมากแค่ไหนก็แทบจำมันไม่ได้ ทุกวันนี้โลกสอนให้ชานยอลรักตัวเองมากขึ้น อย่าเอาชีวิตไปผูกไว้ที่ใครคนหนึ่งมากจนเกินไป

 

นั้นเลยเป็นสาเหตุให้เขายังโสดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีทั้งชายและหญิงมากมายเทียวขายขนมจีบทุกวัน แต่ชานยอลก็ปฏิเสธความรู้สึกเหล่านั้นทั้งหมด กำแพงในใจของเขาค่อย ๆ สูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และไม่เปิดรับใครเข้ามาในใจทั้งสิ้น

 

แต่ลึก ๆ แล้ว ชานยอลก็รู้ใจตัวเองดีว่าทำไมถึงเลือกที่จะปฏิเสธทุกคนที่เข้ามา แม้จะพยายามลืม แต่ก้นบึ้งของจิตใจก็ยังคงมีเพียงคนใจร้ายคนนั้นที่ไม่เคยออกไปจากใจเขาได้เลยสักวันเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันเวลาผ่านพ้นไปอีกครั้ง และในที่สุดวันที่ชานยอลรอคอยก็มาถึง วันที่เขาจะจบการศึกษาอย่างแท้จริง หลังจากเรียนมานานถึงสี่ปีเต็ม แถมยังดรอปเรียนไปอีกหนึ่งปี วันนี้เขาเรียนจบแล้ว พร้อมกับโดคยองซู แฟนหนุ่มของพยอนแบคฮยอน ก็เรียนจบพร้อมกันกับเขา  

 

“ดีใจด้วยนะเพื่อน เรียนจบแถมเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง สมองของมึงมันทำด้วยอะไรวะ” แบคฮยอนยื่นช่อดอกไม้ให้ชานยอล ตบไหล่เพื่อนตัวเองอีกทีอย่างยินดี แล้วยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปบัณฑิตใหม่ให้เป็นรางวัล

 

“ไอ้เซฮุน ถอดแว่นกันแดดหน่อยดิวะ” แบคฮยอนทักเซฮุนที่แต่งตัวหล่อเกินหน้าเกินตาบัณฑิต แถมยังใส่แว่นดำไม่ยอมถอดอีก

 

“แล้วทำไมมึงไม่มาถ่ายด้วยกันวะไอ้แบค เรายังไม่มีรูปของแกงค์สามทหารเสือเลยนะเว้ย”

 

“เออวะ งั้นคยองซูถ่ายให้หน่อยนะค้าบ” รับคำเซฮุนราวกับพึ่งนึกได้ ก็หันไปส่งกล้องให้สุดที่รักด้วยความนอบน้อม คยองซูได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจกับแฟนของตัวเองแล้วไล่แบคฮยอนให้ไปยืนข้างชานยอลก่อนจะกดชัตเตอร์

 

“ยิ้มนะครับ...สาม...สอง...หนึ่ง”

 

แชะ!

 

“โหหหหหหหหหห ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ ลูกโป่งอีกเป็นเซ็ต”

 

“เห้ย!! นั้นมันคริส วูรึเปล่าวะ”

 

“เชี่ยยยยย คริส วูแบกหมียักษ์มาให้ใครวะ”

 

“ช่อดอกไม้ก็มา อย่าบอกนะว่ามีกิ๊กซ่อนอยู่ที่คณะเรา”

 

เสียงฮือฮาที่ดังอยู่รอบตัวของชานยอลทำให้กลุ่มพวกเขาสนใจตามเสียงซุบซิบของทุกคนที่อยู่รอบตัว แบคฮยอนที่เร็วมากกับเรื่องอย่างนี้ ชะเง้อหน้ามองหาต้นตอก็รีบชี้ให้กลุ่มของเขาดู

 

“พวกมึงดูนั้นสิ”

 

ชานยอลมองตามที่แบคฮยอนชี้ไป...ไม่ผิดแน่ คนที่กำลังเดินมาท่ามกลางฝูงชนที่ค่อย ๆ แหวกให้ผู้ชายร่างสูงใหญ่เดินมาทางนี้คือคริส วูแน่นอน

 

และทันใดนั้น เสียงที่เขาประกาศกร้าวไปเมื่อสามปีที่แล้วก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง

 

ถ้าผมเรียนจบแล้วถึงตอนนั้นยังรอไหวผมจะรับไว้พิจารณาแล้วกัน

 

ใช่...และตอนนี้เขาเรียนจบแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าคุณคริสจะรอตามที่เขาพูดไว้อย่างนั้นจริง ๆ สามปีที่ผ่านมามันพอแล้วรึยังกับความเจ็บปวดที่เขาได้รับมาโดยตลอด

 

“ชานยอล...” แบคฮยอนร้องครางอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อคนที่ดูโดดเด่นนั้นถอดแว่นกันแดดออกมา และพบว่ามันคือคู่อริเก่าของเขาที่เคยเกือบจะแต่งงานกับน้องเอ็มม่าคนสวย แต่ก็ถอนหมั้นไปอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อสามปีที่แล้ว

 

“ยินดีด้วยนะบัณฑิตใหม่”

 

เสียงทุ้มที่เขาไม่ได้ยินมานานเอ่ยขึ้นอย่างละมุน ชานยอลพึ่งรู้ตัวในตอนนั้นว่าสิ่งที่มันขาดหายไปจากชีวิตที่ปิดตายมาตลอดสามปีมันคืออะไร เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคริสเลยเพราะกลัวจะร้องไห้ออกมาในตอนนี้ จึงทำได้แค่ก้มหน้าจนชิดอก ไม่ได้สนสายตาของใครหลายคนที่มองที่พวกเขาอย่างให้ความสนใจ

 

“พวกเราออกไปกันก่อนเถอะ”

 

เซฮุนที่พึ่งนึกได้ สะกิดแบคฮยอน คยองซู และลู่หานให้ห่างออกมา บางทีชานยอลอาจจะอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง เหล่าเพื่อน ๆ ของบัณฑิตจึงเดินออกมา ทิ้งให้ ณ ที่แห่งนั้นมีเพียงแค่คริสกับชานยอลเท่านั้น

 

“ฉันมาขอคำตอบ เวลาที่ผ่านมานายจะยอมให้ฉันกลับเข้าไปในชีวิตได้รึยัง”

 

ชานยอลยังคงอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ บอกตามตรงว่าชานยอลลืมไปหมดแล้วว่าเคยพูดอะไรไว้ จนกระทั่งเห็นหน้าคริสในวันนี้นี่แหละถึงนึกออกว่าทำไมคริสถึงหายไปจากชีวิตเขาเลย...ก็เพราะทำตามที่เขาพูดไว้อย่างนั้นเหรอ

 

“ผม...ผมไม่คิดว่าคุณจะยังรอ”

 

ชานยอลพูดเสียงแผ่ว ตอนนี้เขากำลังสับสน สมองของเขากำลังทำงานหนักว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมาถึงทางแยกที่ทำให้เขาตัดสินใจลำบากขนาดนี้ ถ้าเลือกที่จะยอมรับ คริสก็จะกลับเข้ามาในชีวิตดังเดิม เขาไม่รู้ว่าคุณคริสจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน คุณคริสคนใหม่จะทำให้ชานยอลมีความสุขหรือความทุกข์เหมือนที่เคยผ่านมา แต่ถ้าเขาเลือกที่จะปฏิเสธ ชีวิตเขาก็ยังเหมือนเดิม ยังดำเนินไปโดยไม่มีคุณคริสเข้ามาเกี่ยวข้อง และนั้นมันก็ไม่ได้ลำบากอะไร

 

“นายให้ฉันรอจนถึงวันนี้ ฉันก็ทำตามที่นายขอทุกอย่างแล้ว จะไม่ใจอ่อนเลยเหรอ” น้ำเสียงนั้นถามอย่างตัดพ้อ แววตาที่ดูมั่นใจเริ่มจางหายไป คริสไม่ได้เตรียมใจสำหรับความผิดหวังเลยสักนิด

 

“ผม...”

 

“กลับไปอยู่ด้วยกันเถอะชานยอลอา”

 

คริสไม่เคยอ้อนวอนใคร แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือข้อยกเว้นที่ทำให้เขาต้องทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดแล้วร้องขอความรักอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

 

“ให้โอกาสฉันได้พิสูจน์ความจริงใจอีกสักครั้งนะ...แด๊ดดี้รักชานยอลมากนะครับ

 

เมื่อได้ยินคำนั้น ราวกับว่าทุกอย่างปลดล็อค ความรู้สึกสับสนที่อยู่ภายในใจของชานยอลสงบลงจนน่าตกใจ นั้นสินะ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมากมายมันก็มาจากผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ให้ชีวิตแก่เขา ทำให้เขาเป็นปาร์คชานยอลอย่างทุกวันนี้ มีใบปริญญา มีความรู้ ทำให้เด็กที่ไร้อนาคตคนหนึ่งเติบโตได้ขนาดนี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ก็เพราะแด๊ดดี้ของเขา แม้ว่าแด๊ดดี้ของเขาจะใจร้ายไปบ้าง แต่คริสก็สำนึกแล้ว เวลาสามปีที่คริสรอเขามันก็ตอบคำถามในใจของชานยอลได้แล้วว่าคุณคริสคนนี้จะไม่ทำร้ายเขาอีกต่อไปแล้ว

 

“ผมจะให้โอกาสคุณ”

 

คำสั้น ๆ ที่ชานยอลตัดสินใจพูดมันออกไป ทำเอาคนแก่กว่าถึงกับยิ้มกว้าง โผเข้ากอดบัณฑิตใหม่อย่างดีใจ พร้อมกับพูดคำรักออกมาไม่หยุด อ้อมกอดที่ชานยอลเคยคุ้นเคยเมื่อนานมาแล้วนั้นยังคงอบอุ่นเช่นเดิม จนคนที่กลั้นน้ำตาเอาไว้มาตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

“ไม่ต้องร้องไห้นะเด็กดี กลับไปอยู่ด้วยกันนะครับ”

 

“ฮึก...ผมคิดถึงคุณ”

 

เสียงอู้อี้อยู่ในลำคอนั้นคริสได้ยินมันชัดเจน ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน แต่เด็กน้อยของเขาก็ยังน่ารักเสมอ ความรู้สึกของชานยอลนั้นมันบริสุทธิ์จนเขาได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจที่ทิ้งขว้างความรู้สึกของชานยอลมาโดยตลอด และในวันนี้ที่เขาได้รับบทเรียนแล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ชานยอลหลุดมือเขาไปได้อีกแล้ว

 

“แด๊ดก็คิดถึงหนูมากเหมือนกัน รักชานยอลนะครับ”

 

“ชานยอลก็รักแด๊ดครับ”

 

ไม่ว่าหลังจากนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ชานยอลก็เลือกแล้วที่จะให้คริสกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ชีวิตของคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก ชานยอลไม่สามารถตอบได้ว่าสิ่งที่เลือกในวันนี้มันจะส่งผลอย่างไรในอนาคต แต่ ณ วินาทีนี้เขารู้แค่ว่าการให้โอกาส และเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์ครั้งนี้มันยังไม่สายเกินไป ขอแค่รู้จักการให้อภัย ความสุขที่ได้รับกลับคืนมาคุ้มค่ากับการรอคอยของพวกเขาทั้งสองคนจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

END.

 

 

 

 

 

 

 





Reply to this topic



  



Also tagged with one or more of these keywords: #CMDD_KY

0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users