Jump to content


Photo

Stupid cupid (1/5)

#Cupid_KY

1 reply to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 75 posts

Posted 20 July 2019 - 12:53 PM

SF : Stupid cupid

Author : OranGeSpineL

 

Chapter : 01

 

 

 

 

แท็ก #Cupid_KY

 

 

 

 

พวกคุณเรียกการสอบตก อกหัก ตังค์หมด รถสตาร์ทไม่ติด แถมยังต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่การจราจรติดขัดเป็นปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ฝนตกรถติดแบบนี้ว่าอะไรกันเหรอครับ

 

สำหรับผม ผมเรียกมันว่า ความซวย!!!

 

เนี่ยเพิ่งจะรู้ตัวว่าสอบตกวิชาเขียนโปรแกรม กว่าจะสตาร์ทอีรถกระป๋องคู่ใจที่มักจะเครื่องรวนทุกวันฝนตกแล้วออกจากตึกคณะได้ก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่า แถมออกมาแล้วยังต้องมาเจอสาวบริหารที่เคยกิ๊กด้วยควงแฟนใหม่เดินตัดหน้ารถหน้าตาเฉย ออกจากมอได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องมาเจอการจราจรที่เป็นอัมพาตเพราะฝนตกหนักอีก รถติดจนเริ่มจะหิวแล้วอ่ะ มีใครให้มากกว่านี้อีกมั้ยวะ โถ่โว้ยยยยยยย

 

เอาซี้ ถ้าจะให้พีคกว่านี้แม่งต้องเกิดอุบัติเหตุด้วยอ่ะถึงจะครบถ้วนกระบวนการซวย แล้วก็นั่นแหละครับ

 

เปรี้ยง! !! !

 

เทพทันใจแม่งจัดให้ทันตาเห็นเลยกู

 

ชั่วพริบตาเดียวที่ผมละสายตาจากท้ายรถเก๋งคันหน้าก็มีแสงสว่างวาบพาดผ่านลงมาที่หน้ารถ พร้อมกับเสียงดังเปรี้ยงและแรงกระแทกหนักๆ ที่หน้ากระโปรงรถ

 

เวรเอ้ย ชัดขนาดนี้จะเป็นอะไรไปได้นอกจากฟ้าผ่า แล้วรถก็มีตั้งหลายคันแม่งก็ต้องมาผ่าอีกระป๋องของกูเนอะ ลำพังให้มันวิ่งอย่างเดียวมันก็จะไม่ไหวแล้วไง มึงยังจะมาผ่าให้มันพังไปกว่าเดิมอีกเหรอ ใจร้ายสัดอ่ะ

 

ผมตัดสินใจเปิดประตูรถลงไปดูที่เกิดเหตุ เสียงเปรี้ยงดังขนาดนั้นคาดว่ากระโปรงของอีกระป๋องแม่งต้องทะลุไปแล้วแน่ๆ และทันทีที่ลงมาทุกสายตาก็จับจ้องมาที่ผมในทันที แม่งไม่ได้มองธรรมดาด้วยไงมองแบบประณามหยามเหยียดเหมือนกูไปฆ่าคนตายมาอย่างงั้นแหละ

 

เดี๋ยวนะ นี่ผมเป็นผู้ประสบภัยผ่าฟ้ารถอยู่นะเว้ย ที่ทุกคนต้องทำก็คือเห็นใจไม่ใช่ประณามดิ่

 

“คุณ มาช่วยเด็กก่อน เด็กโดนรถคุณชนเนี่ย” ห้ะ เดี๋ยวนะ ได้ข่าวฟ้าผ่ารถกูไง แล้วไอ้เด็กตัวขาวซีดที่นอนหมดสติอยู่หน้ารถนี่มันมาจากไหนฟะ

 

“เอ่อ คะ ครับ” ผมแสดงความเป็นลูกผู้ชายด้วยการเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปดูใจไอ้เด็กตัวเปี๊ยก ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็กที่นอนหมดสติอยู่แล้วก็รีบจับร่างผอมๆ นั่นพลิกไปมาเพื่อตรวจหาความบุบสลาย ยังหายใจอยู่เว้ย แล้วนอกจากหน้าที่ซีดเหมือนศพ กับตัวที่ผอมเกินไปมันก็ไม่มีความผิดปกติอะไรนี่กว่า

 

“ต้องให้โทรเรียกรถพยาบาลมั้ยน้อง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากไทยมุงนับสิบชีวิตที่ยืนรายล้อมผมอยู่ และผมก็ทำเพียงแค่ปฏิเสธความหวังดีนั้นไปก่อนจะอุ้มไอ้เด็กตัวเท่าเมี่ยงขึ้นในท่าเจ้าสาวแล้วพาไปวางที่เบาะนั่งข้างคนขับ

 

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมพาเขาไปโรงพยาบาลเอง” ผมจบประเด็นดราม่าทั้งหมดด้วยการอาสาพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง และไทยมุงทั้งหลายก็พร้อมใจกันแหวกทางให้ทันที

 

หลังจากที่ไทยมุงออกไปและการจราจรก็กลับมาเคลื่อนตัวได้อีกครั้ง ผมก็ออกรถได้ในที่สุด ฝนเริ่มซาแล้ว อันที่จริงมันหยุดตกตั้งแต่ที่ผมลงไปดูใจไอ้เด็กกะโปกนี่แล้วล่ะ

 

หันไปมองหนึ่งในความซวยอีกอย่างของวันที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ที่เบาะข้างๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องพามันไปโรงพยาบาล ผมก็เลยใช้เวลาว่างในระหว่างติดไฟแดงเซิร์ทหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแถวนี้เพื่อจะพาเด็กหลงไปส่งแล้วจะได้ถือโอกาสนี้ตามหาพ่อแม่มันไปด้วยในตัว

 

“คุณ...” แต่ในระหว่างที่กำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาโรงพยาบาลอยู่นั้น เสียงเรียกเล็กๆ ที่ดังอยู่ข้างกายก็ทำให้ผมต้องสะดุ้งพรวด “คุณคือคนที่ช่วยชีวิตเราใช่มั้ย คุณต้องเป็นคนที่ท่านฑูตสวรรค์บอกว่าเป็นท่านอาจารย์ของเราแน่ๆ”

 

ห้ะ เดี๋ยวนะ กูว่านี่ไม่ใช่เด็กธรรมดาๆ แล้วล่ะ นี่มันเด็กบ้าชัดๆ ไอ้ตัวเล็กนั่นมันตื่นแล้วครับ แล้วนอกจากแม่งจะไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ มันยังเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระอะไรซักอย่างที่คนปกติทั่วไปไม่น่าพูดกันด้วย

 

ซวยกว่าขับรถชนเด็กตายก็คือรับเด็กแกล้งตายที่สติไม่ดีขึ้นรถมาด้วยนี่แหละ

 

“เดี๋ยวนะไอ้หนู พูดอะไรของแกวะเนี่ย ตะกี้นี่แกเพิ่งจะนอนหมดสติอยู่ที่หน้ารถฉัน พอตื่นขึ้นมาได้ก็เอาแต่พูดพล่ามอะไรไร้สาระอยู่ได้ โดนรถชนจนสมองเสื่อมหรือไงเนี่ย”

 

“เปล่านะ เราไม่ได้บ้า ท่านอาจารย์ฟังเราอธิบายก่อน...”

 

“เอาล่ะ ตอนนี้ต้องพาไอ้เด็กนี่ไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ใช่โรงพยาบาลทางกายนะ แต่ควรไปโรงพยาบาลทางจิต” ผมปล่อยให้เสียงเล็กๆ เหมือนลูกแมวที่กำลังพูดพร่ำอธิบายเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาออกไป แล้วทำเพียงแค่ตั้งใจเซิร์ทหาโรงพยาบาลทางจิตที่ใกล้ที่สุดในจีพีเอสเท่านั้น

 

“คุณ ได้ฟังที่เราอธิบายไหมเนี่ย”

 

“โรงพยาบาลทางจิตแม่งไกลไป งั้นพาไปโรงพักก่อนละกัน เผื่อมันจะเป็นมิจฉาชีพ” เด็กตัวเท่าเมี่ยงยังคงพ่นคำพูดไร้สาระออกมาไม่หยุดและผมก็ยังคงไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าการเซิร์ทจีพีเอสหาสถานีตำรวจ

 

“คุณ อย่าพาเราส่งตำรวจนะ เราไม่ได้เป็นโจรเราเป็นกามเทพ” เวร เวรไปใหญ่แล้วไง ล่าสุดเพิ่งจะบอกกูว่าเป็นกามเทพไปอีก ถีบแม่งลงรถไปตอนนี้เลยได้มั้ยถ้ามันเป็นกามเทพจริงมันต้องบินได้ไม่มีทางตกรถไปตายหรอก

 

“นี่ อ่านการ์ตูนมากเกินไปหรือเปล่าไอ้หนู”

 

“เราเป็นกามเทพจริงๆ เชื่อเราเถอะนะ ได้โปรด อย่างน้อยๆ ก็พาเราไปที่บ้านของท่านอาจารย์ก่อนแล้วเราจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง อย่าเพิ่งพาเราไปทิ้งเลยขอร้อง” เด็กตัวเล็กแค่หัวไหล่พูดพร้อมกับเอื้อมมือขาวซีดนั่นมาจับที่ข้อมือผม แล้วก็ราวกับมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างวิ่งปราดไปทั่วกาย ผมรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนมีกระแสไฟฟ้าขนาด220โวลต์วิ่งผ่านร่างกาย แล้วพอหันไปจ้องดวงตาใสแป๋วคู่นั้นผมก็โดนไอ้เด็กตัวขาวนั่นตกไปเรียบร้อย

 

“เออๆๆ ก็ได้วะ แต่อย่าให้กูรู้นะว่ามึงเป็นโจร ตัวเท่าเมี่ยงอย่างมึงอ่ะทำไรกูไม่ได้หรอกนะบอกเลย” ผมขู่เด็กตัวเท่าหัวเข่าฟ่อๆ เพื่อข่มขวัญให้มันกลัว แต่ถามว่ามันกลัวมั้ยก็ไม่ ไอ้ตัวเปี๊ยกเพียงแค่นั่งมองทางตาแป๋ว และปล่อยให้เสียงของผมเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเท่านั้น ส่วนผมก็ทำได้แค่ขับรถต่อไปอย่างขัดใจ ไม่รู้ว่าจะพาไอ้เด็กเอ๋อนี่กลับห้องทำมะเขืออะไร แต่ก็ไม่กล้าทิ้งมันไว้ข้างทางเหมือนกัน

 

ที่ยอมพาไปห้องก็เพราะสงสารหรอกนะโว้ย ไม่ได้หวั่นไหวหรือใจอ่อนอะไรเลย จำวรั้ยย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ตกลงมึงเป็นใคร บอกมาให้หมด”

 

“เราเป็นกามเทพ...” เอาอีกแล้ว ไอ้เสียงใสๆ เหมือนลูกแมวหิวนมแบบนั้นกำลังทำให้ผมรำคาญอีกแล้ว มันพูดพล่ามอะไรเรื่อยเปื่อยและสุดท้ายผมก็จับใจความได้ว่านี่มันหนังม้วนเดิมกับที่มันเล่ามาบนรถเป๊ะ แม่สอนมาดีจริงๆ ท่องสคริปต์ได้แบบไม่มีหลุด “เรายังขาดประสบการณ์ก็เลยอ่านความรู้สึกของมนุษย์ไม่ออก มีหลายครั้งที่เราแผลงศรผิดพลาด คนที่เราจับคู่ให้สุดท้ายก็ไม่ใช่คู่แท้กัน ท่านฑูตสวรรค์ก็เลยส่งเราลงมาให้เรียนรู้ความรู้สึกที่หลากหลายของมนุษย์ และคุณก็คือคนที่ถูกเลือก คุณคือคนที่มีชะตาต้องกับเราและจากนี้ไปเราจะนับถือคุณเป็นท่านอาจารย์” เดี๋ยวนะ ไดอะล็อคแบบนี้น่ะได้ยินครั้งสุดท้ายมาจากหนังจีนกำลังภายในซักเรื่อง นี่มันปี2018แล้วนะ ยังมีคนที่ใช้คำพูดคำจาแบบนี้อยู่อีกเหรอ สคริปต์แม่เอ็งรัชดาลัยเธียเตอร์มากเลยว่ะไอ้หนู

 

“เดี๋ยวนะ อาจารย์อะไร แล้วมึงต้องการอะไรจากกู”

 

“คุณแค่สอนเราให้เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ รัก คิดถึง เป็นห่วงอะไรทำนองเนี้ย”

 

“ช่วยมึงแล้วกูจะได้อะไร”

 

“เราจะให้พรให้คุณสมหวังในความรัก” โอ้โห ตาลุกวาวเลยสิกูทีนี้ ไอ้ผมมันก็คนหล่อแต่อาภัพรัก นอกจากผู้หญิงขาจรก็ไม่เคยได้คบใครจริงจังกับเค้าหรอก อย่างตอนนี้ก็โสด โสดมาจะครบปีแล้วด้วย แต่อย่าให้พูดถึงเลยนะจะเป็นการดึงดราม่าเสียเปล่าๆ

 

“ช่วยยังไง แล้วกูจะเชื่อได้ยังไงว่าเด็กตัวเท่าหัวเข่าอย่างมึงจะเป็นกามเทพจริง” ผมนั่งเท้าคางมองเด็กตัวขาวที่ดูยังไงก็ไม่มีทางเป็นกามเทพได้อย่างอ่อนใจ สภาพแบบนี้มึงไม่ต้องไปแผลงศรใส่ใครหรอก แค่เดินยังไงให้ไม่ล้มมาใส่รถคนอื่นให้ได้ก่อนเถอะ

 

“อืม...” คนตัวขาวทำท่าครุ่นคิด ดวงตากลมโตเหลือบมองไปด้านข้าง นิ้วป้อมๆ ถูกยกขึ้นกัดเพื่อเพิ่มพลังความโมเอ้ และให้ตายทำไมผมต้องรู้สึกร้อนวูบวาบไปกับท่าทางปัญญาอ่อนแบบนั้นของมันด้วยฟะ

 

“เห็นจิ้งจกสองตัวนั้นมั้ย เราจะทำให้มันรักกันให้ดู” ผมยืนกอดอกกลั้นขำพลางมองร่างเล็กที่กำลังตั้งสมาธิเพ่งมองไปยังจิ้งจกสองตัวบนฝาผนังอย่างจริงจัง ใช้เวลาเพียงแว้บเดียวจิ้งจกสองตัวก็วิ่งเข้าหากันแล้วบ๊ะๆ กันหน้าตาเฉย

 

เห้ย นี่จ้อจี้ป่ะถามจีงง

 

“มันก็ธรรมชาติของสัตว์ป่ะวะที่จะบ๊ะๆ กัน”

 

“แต่เราทำได้จริงๆ เราเป็นกามเทพจริงๆ เชื่อเถอะ” เป็นเพราะเห็นหรอกนะว่าไอ้ที่มันพูดก็ฟังดูมีเหตุผลจริงๆ แค่มันเพ่งมอง จิ้งจกสองตัวที่กำลังหาแมลงแดกก็วิ่งเข้าใส่แล้วเอากันหน้าตาเฉยๆ สงสัยไอ้เด็กบ๊องนี่จะมีพลังบางอย่างที่เสกให้คนรักกันได้จริงแหละ

 

“อ่ะๆๆ งั้นกูเชื่อมึงก็ได้ แล้วมึงจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”

 

“หนึ่งเดือน”

 

“โอเค ตกลงมึงอยู่ที่นี่ได้ แต่ถ้ามึงสร้างความวุ่นวายให้กูวันไหนกูเอาไปปล่อยวัดเลยนะ” เพราะไม่สังเกตเห็นพิรุธหรือเจตนาร้ายอะไรในตัวเด็กตาใสตรงหน้า ผมก็เลยใจอ่อนยอมให้มันอยู่ร่วมชายคาด้วยง่ายๆ แล้วพอออกปากอนุญาตเท่านั้นแหละแม่งก็กระโดดมากอดแขนเลยไง เด็กผู้ชายที่ไหนเขาแบ้วขนาดนี้กันวะ

 

“เย้ ขอบคุณนะ ขอบคุณนะท่านอาจารย์” แล้วแม่งจะกอดจะสีกูไปถึงเมื่อไหร่ โดนความนุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่แบบนี้บดเบียดเข้าใส่มันก็แอบหวั่นไหวเหมือนกันนะเว้ย

 

“เออๆๆ พอได้แล้ว กูรู้แล้วว่ามึงขอบคุณ แล้วก็เลิกเรียกกูว่าอาจารย์แบบนั้นได้แล้ว ฟังแล้วเหมือนกูเป็นอาจารย์สำนักเส้าหลินว่ะ”

“สำนักเส้าหลินคืออะไร” กะแล้วว่าแม่งต้องไม่เข้าใจ แล้วเวลาสงสัยก็ชอบทำตาโตแก้มป่องเหมือนปลาทองหิวอาหารเม็ดไง แล้วผมก็ดันบ้าจี้ไปหวั่นไหวกับสายตาใสซื่อของมันด้วย

 

“โอ้ย ช่างแม่งเหอะ เอาเป็นว่าห้ามเรียกกูว่าอาจารย์โอเคมั้ย”

 

“แล้วท่านอาจารย์จะให้เราเรียกว่าอะไรล่ะ”

 

“เรียกพี่คริสละกัน”

 

“พี่คริส...” เชี่ยเอ้ย พอโดนเรียกพี่แล้วรู้สึกเหมือนเป็นตาเฒ่าหัวงูที่กำลังจะหลอกกินเด็กเลยโว้ย แล้วไอ้กามเทพตัวเปี๊ยกนี่ก็นะ ทำไมจะต้องเรียกพี่คริสด้วยเสียงหวานขนาดนั้นด้วยวะ มันน่าจับมาฟัดให้ตัวแดงไม่รู้หรือไง

 

“นี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอ่ะถามจริง” ก็เห็นมันตัวเล็กๆ ขาวๆ ตากลม แก้มป่อง แถมเสียงก็ยังหวานอย่างกับเด็กผู้หญิงไงก็เลยสงสัย ไม่ได้คิดอะไรกับมันเลยจริงจริ้ง

 

“ผู้ชายสิ”

 

“ชื่ออะไร”

 

“ชานยอล” แค่หน้าตาก็น่ารักแล้วอ่ะ ยิ่งชื่อนะยิ่งน่ารักแบบคูณร้อยไปเลย

 

“แล้วอายุเท่าไหร่”

 

“สิบเจ็ด” หูว ตอนแรกก็ไม่เสี่ยงคุกหรอกนะแต่พอรู้อายุแล้วขากูก็เข้าไปอยู่ในคุกข้างหนึ่งทันทีเลยครับ เดี๋ยวๆ ไม่คุกสิคริสเพราะมึงไม่ได้คิดอะไรสกปรกกับไอ้เด็กนี่ซะหน่อย

 

“พอรู้อะไรเกี่ยวกับโลกมนุษย์บ้างเนี่ย ของพวกนี้รู้จักมั้ย” หลังจากที่ซักประวัติกันพอหอมปากหอมคอ ผมก็เริ่มพากามเทพตัวเปี๊ยกทัวร์หอและแนะนำสถานที่แบบคร่าวๆ ไม่รู้มันมีทักษะการใช้ชีวิตแบบมนุษย์มากน้อยแค่ไหน จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าง่ายๆ เช่นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาไมโครเวฟเป็นหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจว่าไอ้กามเทพตัวยุ่งจะไม่มาวางเพลิงห้องผมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

“รู้จัก...” เออ ค่อยโล่งใจ “แต่เราใช้ไม่เป็นหรอกนะ” ปัดโธ่โว้ยยยย

 

“งั้นมานี่มา” ผมเรียกแล้วเด็กตัวแค่หัวไหล่ก็เดินมาหาอย่างว่าง่าย แต่พอรู้ว่าจะเรียกมาสอนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้นแหละน้องเขาก็ออกอาการงอแงทันที

 

“พี่คริส แต่เราเหนื่อยแล้วอ่ะ” ยังจะมีหน้ามายู่ปากแล้วทำแก้มป่องคิดว่าทำแล้วน่ารักมากไง้...จะบอกให้ก็ได้ว่าคิดถูกครับ “วันนี้เราเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ ขอเป็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ นะๆๆๆ” แน่ะ มีอ้อน มีทำเสียงเล็กเสียงน้อย คิดว่าผมจะใจอ่อนใช่มั้ย

 

“เออๆๆ งั้นก็ไปพักไป พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” ใช่ ผมใจอ่อนครับ เห็นเด็กๆ ตัวขาวๆ เล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มแล้วมันใจอ่อนไง ขออะไรก็ให้หมดล่ะครับ

 

“แต่เราไม่มีเสื้อผ้า”

 

“กูก็ไม่มีให้หรอกนะ มีแต่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ” ใบหน้าน่ารักดูเป็นกังวลขึ้นมาถนัดตา แล้วไอ้คิ้วเรียวๆ นั่นน่ะเวลาขมวดเข้าหากันเห็นแล้วมันน่าแกล้งน้อยเสียเมื่อไหร่ จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะไปลองคุ้ยเสื้อผ้าในตู้ให้ก็ขอแกล้งให้เด็กมันงอแงเล่นหน่อยแล้วกัน

 

“อ้าว แล้วเราจะใส่อะไร”

 

“ก็ไม่ต้องใส่ไง...” ยังยืนยันคำเดิมว่าผมเป็นผู้ชายแต่แค่ชอบอะไรขาวๆ เนียนๆ และไอ้เด็กกามเทพนี่ก็ดันมาถูกสเปคพอดี แถมน้องยังใสๆ นุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่ด้วยไงเลยต้องขอรังแกให้สาแก่ใจซักหน่อย “แก้ผ้านอน”

 

“พี่คริสบ้า เราจะแก้ผ้านอนได้ไง” ดุผมเสร็จกามเทพอ่อนหัดก็เดินแก้มแดงหนีไปเลย ดูท่าทางก็คงจะอ่อนหัดมากจริงๆ น่ะแหละ เพราะแค่โดนผมแซวแค่นี้ยังเขินจนแทบไปไม่เป็น แล้วถ้าต้องโดนผมติวเข้มแบบถึงเนื้อถึงตัวกว่านี้น้องจะไหวไหม

 

“ได้สิ กูยังแก้ผ้านอนเลย”

 

“จะบ้าเหรอ ทุเรศ อุจาด” ไอ้เด็กนี่อาจจะอ่อนหัดเรื่องอื่นนะครับ แต่คำด่านี่ไม่รู้ไปสรรหามาจากไหนถึงได้ด่าเก่งนัก

 

“อ้าว ก็นอนคนเดียวอ่ะ จะทำอะไรก็ได้”

 

“แต่วันนี้เราต้องนอนกับพี่คริสไง แล้วจะแก้ผ้านอนได้ยังไงเล่า” อ่อนหัดคงจะเป็นคำเดียวที่ผมนึกออกในตอนนี้ เพราะเพียงแค่โดนยั่วยุด้วยคำพูดแค่นี้กามเทพฝึกหัดก็เขินจนแทบไปไม่เป็นแล้ว

 

“ก็แก้ผ้านอนเป็นเพื่อนกันไงจะได้ไม่เขิน”

 

“พี่คริสอ่ะ พูดอะไรเลอะเทอะใหญ่แล้ว” ใจหนึ่งก็สงสารเด็กอ่อนหัดที่โดนต้อนจนสั่นไปหมดนะครับ แต่อีกใจก็สนุกจังที่ได้แกล้งให้สองแก้มแดงๆ ยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ “ถ้าอย่างงั้นเราก็จะใส่ชุดเดิมนอน ตัวเราไม่สกปรกหรอกไม่ต้องเปลี่ยนชุดก็ได้”

 

“ถ้าจะไม่เปลี่ยนชุดมึงก็ลงไปนอนพื้นนู่นเลย เดี๋ยวเตียงกูสกปรก” ผมช่วยตอกย้ำความจริงอีกครั้งเพราะน้องเพิ่งลงมาจากสวรรค์อาจจะไม่ค่อยรู้นักว่าบนโลกมนุษย์มันมีมลพิษไม่ได้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายเหมือนอยู่บนนั้น

 

“โหหหหห” ถ้าโหยาวกว่านี้อีกนิดก็ถึงแยกโชคชัยสี่แล้วครับนั่น แล้วพอโดนผมข่มขู่เด็กที่ทั้งอ่อนหัดและหลอกง่ายก็ทำหน้าบู้บี้เหมือนจะร้องไห้ทันที แล้วก็เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกเด็กหรอกนะครับถึงได้ยอมเลิกแกล้ง

 

“อ่ะๆๆ ไปอาบน้ำไป เดี๋ยวกูหาเสื้อผ้าไว้ให้เอง” พอผมบอกแบบนั้นก้อนกามเทพก็ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบแตก ก่อนจะวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำไป แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีมันก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมาเพื่อจะถามว่าเครื่องทำน้ำอุ่นใช้ยังไง โถ่...

 

“เปิดตรงนี้ ปรับความร้อนตรงนี้ ใช้เสร็จก็ปิดให้กูด้วย” ผมอธิบายอย่างอ่อนใจ แค่วันแรกก็ต้องให้สอนทุกอย่างจนผมเริ่มเหนื่อยใจ รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ร่วมบ้านกับเด็กเจ็ดขวบยังไงยังงั้น ไม่สิ เด็กเจ็ดขวบยังฉลาดกว่ามันเลย อย่างน้อยๆ ก็ยังใช้ตู้เย็นกับเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นล่ะวะ

 

“ทำได้มั้ย หรือต้องให้กูอาบให้เลย”

 

“ได้ครับๆๆๆๆ” รีบรัวคำว่าได้ออกมาเป็นปืนกลเพราะกลัวจะโดนผมคุกคามอีก แล้วไอ้ก้อนกามเทพก็เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่อีกอย่างนั่นคือการปิดประตูห้องน้ำใส่หน้าผม

 

จะร้ายไปแล้วนะไอ้กามเทพตัวเปี๊ยก...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กตัวเท่าหัวไหล่ที่เดินตัวหอมฟุ้งออกมาจากห้องน้ำทำให้ผมที่กำลังจะเคลิ้มหลับต้องลืมตาโพล่งด้วยความหื่นกาม ร่างเล็กๆ ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งที่ยาวคลุมสะโพกอวดเรียวขาขาวๆ ช่างกระตุ้มต่อมโชตะค่อนของผมเหลือเกิน เคยด่าการ์ตูนวายว่าเหลวไหลผู้ชายปกติที่ไหนแม่งจะไปมีอารมณ์กับเพศเดียวกัน แต่ตอนนี้ไอ้กามเทพชานยอลเพิ่งจะตบหน้าผมฉาดใหญ่ด้วยเรียวขาขาวๆ ที่ทำให้ผมต้องมองตาค้างเหมือนตาแก่บ้ากามยังไงยังงั้น

 

“พี่คริส ให้ผมนอนตรงไหนดีครับ”

 

“นี่ไง” ผมว่าแล้วก็ตบที่ว่างข้างๆ กายเป็นเชิงให้ก้อนกามเทพมานอน ชานยอลมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็มาหย่อนก้นลงนั่งข้างกายผมแต่โดยดี แล้วยิ่งนั่งไอ้ชายเสื้อยืดนั่นก็ยิ่งเลิกขึ้นสูงอวดเรียวขาขาวๆ ที่ยิ่งสะกดจนผมละสายตาแทบไม่ได้ ไม่ใช่ดิ่ ผมไม่ได้ละสายตาเลยต่างหาก ยิ่งเด็กมันอ่อนหัดมันยิ่งไม่รู้ไปกันใหญ่ว่ากำลังจะโดนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นท่านอาจารย์ขึ้นครูให้ตั้งแต่คืนแรกที่มานอนด้วยกัน

 

“แล้วพี่คริสไม่ไปอาบน้ำเหรอครับ”

 

“เดี๋ยวเล่นเกมส์จบตาค่อยไป” เด็กชานยอลนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างผมอย่างทำอะไรไม่ถูก ยิ่งผมไม่ลุกเขาก็ยิ่งไม่กล้านอน แหงล่ะ ก็นี่มันคืนแรกสำหรับเขานี่เนอะที่ต้องมานอนต่างที่กับคนแปลกหน้าอย่างผม ใครมันกล้านอนหลับได้อย่างสบายใจก็บ้าแล้ว

 

ยิ่งเขาดูขัดเขินเหมือนทำตัวไม่ถูกมันก็ยิ่งน่าเอ็นดูและน่ารังแก ผมที่นั่งมองเรียวขาขาวๆ นั่นและอยากสัมผัสมานานแล้วก็เลยฉวยโอกาสทิ้งหัวลงไปหนุนตักเขาหน้าด้านๆ ไม่สนใจแม้มันจะดูชั่วช้าแค่ไหนที่กำลังจะล่วงเกินกามเทพฝึกหัดที่บริสุทธิ์อย่างเขา เพราะถ้าจะให้ลูบต้นขาเขามันก็จะดูเลวสมบูรณ์แบบเกินไปผมก็เลยใช้วิธีสัมผัสแบบเนียนๆ

 

แล้วก็...

 

นุ่มอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยโว้ย

 

ไม่รู้เพราะเขาคือกามเทพ เพราะเขาไม่เคยผ่านการตรากตรำทำงานมา หรือเพราะความบอบบางเฉพาะตัว แต่เนื้อตัวของเขามันโคตรจะนุ่มนิ่ม นิ่มเหมือนผิวผู้หญิง เหมือนมาชเมลโล่ เหมือนขนมสายไหม เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มดาวนี่แทนสบู่เลยครับ

 

“พี่คริส!” ทันทีที่โดนผมทิ้งตัวลงไปหนุนตักชานยอลก็ร้องลั่นเหมือนโดนของร้อน แต่โชคดีที่ผมมันหน้าด้านมากไงก็เลยไม่สะทกสะท้าน “ลุกไปเลยนะครับ” ยิ่งน้องดิ้นผมก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มที่ต้นขาจนอยากจะจับให้เขาอยู่นิ่งๆ แล้วก้มลงไปฟัดให้มันจบๆ

 

“ลุกได้ไง นี่กูกำลังสอนวิชามึงอยู่นะ” เป็นเพราะชานยอลมันอ่อนหัดไปหมดก็เลยไม่ทันเกมส์ไอ้เฒ่าหัวงูอย่างผม เพราะงั้นทันทีที่คำว่าสอนหลุดออกจากปาก เด็กตัวขาวก็ยอมนั่งนิ่งกึกในทันทีเพื่อจะรอเรียนรู้วิชา

 

“ยังไงเหรอครับ” ผมเคยคิดว่าชานยอลน่ารักที่สุดตอนได้จ้องหน้าตรงๆ แต่พอได้มองเขาจากมุมต่ำแบบนี้แล้วเจ้าก้อนกามเทพกำลังก้มหน้าลงมาประสานสายตากับผมเขากลับยิ่งน่ารักขึ้นไปอีก หรือแท้ที่จริงแล้วมันน่ารักไปหมดทุกตรงกันแน่วะ

 

ในเมื่อน้องถามผมก็เลยต้องจัดให้ ต้องสอนให้กามเทพวัยใสรู้เสียหน่อยว่าอารมณ์อ่อนไหวของมนุษย์เป็นยังไงบ้าง

 

จุ้บ

 

เอียงใบหน้าไปเพียงนิดเดียวสันจมูกคมของผมก็ไปเจอกับต้นขาขาวของเจ้ากามเทพตัวเล็ก ผมกดริมฝีปากลงไปแล้วออกแรงดูดเบาๆ จนเกิดเสียงจุ้บ และนั่นก็ทำให้เด็กอ่อนหัดขนลุกไปหมดทั้งตัว

 

“ฮื่อ พี่คริสอ่ะ”

 

“ว่าไง”

 

“สอนอะไรครับเนี่ย”

 

“สอนให้รู้ไงว่าแบบนี้เขาเรียกว่าจูบ” ผมถอนริมฝีปากออกมาแล้วเพราะไม่อยากทำให้ไก่ตื่นแต่ก็ยังนอนหนุนและคลอเคลียจมูกอยู่ที่ตักนุ่มนิ่มเหมือนมาชเมลโล่ไม่ห่าง เห็นน้องหน้าแดงนั่งตัวเกร็งก็ไม่รู้เด็กมันรู้ตัวมั้ยก็เลยต้องพูดย้ำอีกครั้งเพื่อให้เขาเข้าใจในความรู้สึกตัวเอง

 

“...แล้วแบบที่มึงเป็นเขาเรียกว่าเขิน”

 

แค่บทเรียนแรกกามเทพอ่อนหัดก็เขินเป็นวรรคเป็นเวรแล้ว ถ้าต้องเจอบทเรียนต่อไปไม่ร้องไห้ขอกลับสวรรค์เหรอวะเนี่ย

 

 

 

 

 

TBC.

 

เรื่องที่ 4 ของโปรเจคมาแล้ว

อย่าลืมเป็นกำลังใจให้กับไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ



#2 Guest_Guest_*

Guest_Guest_*
  • Guests

Posted 03 August 2019 - 05:56 PM

งื้ออ น่ารักกกกกกกกกก พี่คริสอย่ารังแกน้องมากนะ



Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users