Jump to content


Photo

Charle and Kris (3/3)

#ชาร์ลแอนด์คริส

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 89 posts

Posted 23 June 2019 - 12:17 PM

SF : Charle and Kris

Author : gsnowa

 

Chapter : 03

 

 

 

 

แท็ก #ชาร์ลแอนด์คริส

 

 

 

 

 

 

นับจากคืนนั้น ความสงบสุขก็กลับคืนสู่ชีวิตของคริสอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานแสนนาน

นอกจากชาร์ลจะเลิกพยศแล้ว ริมฝีปากแดงเรื่อที่มักต่อล้อต่อเถียงหรือพูดคำหยาบคายใส่ก็กลายเป็นปิดสนิท หรือพูดให้ถูกคือเจ้าเด็กฝรั่งแทบไม่เสวนากับเขาเลยสักคำ อีกทั้งยังคอยหลบหน้าหลบตา เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องนอนโดยอ้างว่าต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบ ถ้ารู้ว่าแค่เซ็กส์เพียงครั้งเดียวจะกำราบเด็กปีศาจอยู่หมัดขนาดนี้คงทำไปนานแล้ว....

ถึงกระนั้นคริสก็ไม่ใช่คนเลวถึงขั้นหยิ่งผยองลำพองใจหรือมีความคิดจะทำเรื่องอย่างว่ากับชาร์ลี ปาร์คอีก เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็มีสถานะเป็นถึงลูกชายของเพื่อนเก่าแสนรัก เขาถึงกับสั่งซื้อฟิกเกอร์ลูฟี่ที่เด็กหนุ่มชื่นชอบเป็นของขวัญไถ่โทษและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีเหตุการณ์เมื่อคืนเกิดขึ้นซ้ำสองแต่ชาร์ลก็ยังหวาดระแวงอยู่ดี ตาลุงแก่หัวงูนั่นไว้ใจได้ที่ไหนกันล่ะ

“ลูฟี่งั้นหรอ หมอนั่นรู้ได้ไงว่าเราชอบ”

เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองขณะหยิบฟิกเกอร์ราคาแพงระยับออกมาลูบคลำ นึกไม่ถึงว่าคนบ้างานแบบตาลุงจะใส่ใจถึงขั้นรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการ์ตูนเรื่องโปรดของเขาด้วย พอนึกแบบนี้แล้วพวงแก้มก็เกิดร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ด้านมืดบอกว่าเขาไม่ควรจะรับมันไว้ ควรเอาไปทิ้งหรือปาใส่หน้าคนซื้อจะดีที่สุด ทว่าด้านสว่างกลับโต้เถียงว่ามันอาจทำให้คริสเสียใจ...ให้ตายเถอะ เขาแคร์ลุงเพื่อนพ่อวัยสามสิบสี่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ตัวชาร์ลยังไม่อยากเชื่อตนเองเลยสักนิด

ก๊อกๆ

“ชาร์ล ออกมากินข้าว”

“ไม่หิว”

ตอบพรวดพราดออกไปทั้งที่ท้องร้องมาได้สักพักแล้ว ก็เขาไม่อยากร่วมโต๊ะกับตาลุงนี่ มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล...ไว้รอดึกๆ คริสหลับค่อยออกไปหาอะไรกินเองดีกว่า

“ฉันบอกให้ออกมากินข้าว”

“I said I’m not hungry, leave me alone!”(บอกว่าไม่หิวไง อย่ามายุ่ง!)

ได้ยินเสียงคนด้านนอกถอนหายใจเล็กน้อย “OK”

คริสหายไปสักพักก่อนกลับมายืนหน้าประตูห้องเด็กหนุ่มพร้อมอุปกรณ์บางอย่าง ทันทีที่ไขเข้าไปดวงตากลมโตสีขี้เถ้าก็เบิกกว้างเป็นไข่ห่าน ไม่เคยรู้สักนิดว่าห้องนี้มีกุญแจสำรองด้วย...แต่จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอก นี่มันไม่ใช่บ้านเขาสักหน่อย

“ออกไปจากห้องไอเดี๋ยวนี้นะ!!!”

“กินข้าว...”

“ไอบอกว่าไม่หิว”

“จะแอบลุกมากินตอนดึกๆ อีกล่ะสิ เดี๋ยวก็อ้วนหรอก” คำพูดจี้ใจดำเล่นเอาแทบสะอึก “มาเถอะ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกน่า”

“จะให้เชื่อได้ไงกันเล่า ยูเคยมอมเหล้าแล้วปล้ำไอนะ!”

โธ่...เจ้าเด็กแสบไร้เดียงสา

“ทำไม กลัวว่าคราวนี้ฉันอาจแอบใส่ยานอนหลับให้กินหรอ”

“หรือไม่จริง?”

“ก็ไม่จริงน่ะสิเจ้าจอมบื้อ เอางี้ให้เวลาตัดสินใจห้าวินาที ถ้ายังไม่ยอมออกมาฉันจะล็อคห้องจากด้านนอกแล้วขังเธอไว้จนเช้า หิวตายก็เรื่องของเธอ”

ด้วยคำขู่นั้นสุดท้ายชาร์ลจึงต้องยอมออกไปร่วมโต๊ะดินเนอร์กับเจ้าของเพนท์เฮาส์ครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์ คริสอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเจ้าเด็กแสบยื่นแก้วน้ำของตนมาให้ลองดื่มเพื่อท้าพิสูจน์ว่าไม่มียานอนหลับหรืออะไรแอบแฝงอยู่จริง

“พ่อเธอติดต่อมาบ้างหรือเปล่า”

“Yes, วันก่อนแด๊ดบอกไอว่าทุกอย่างใกล้จะเรียบร้อยแล้ว ขอเวลาอีกสักพัก”

“ดี เพราะฉันเดาว่าเธอคงเบื่อชีวิตในฮ่องกงเต็มทน”

อันที่จริง...มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก

ได้แต่คิดเพราะไม่กล้าพูด ต่างคนต่างจัดการสเต๊กเนื้อในจานของตนจนเด็กฝรั่งเริ่มรู้สึกว่ามันเงียบเกินไปแล้วถึงค่อยตัดสินใจโพล่งถามบางอย่างที่สงสัยออกมา

“ทำไมยูยังไม่แต่งงาน อายุก็เยอะแล้ว”

ร่างสูงชะงัก ดวงตาคมดุปรากฎแววบางอย่างวูบหนึ่งก่อนหายไปอย่างรวดเร็ว “เรื่องส่วนตัว เด็กอย่างเธอไม่ต้องรู้หรอก”

“ไม่ได้เผือกนะ แบบว่า...อยู่ด้วยกันมาเกือบปีแล้วแต่ไอแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับยูเลยสักอย่า---”

“ไม่อยากพูดถึง โอเคไหม”

“...”

“เรื่องบ้าๆ พวกนั้น ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก”

น้ำเสียงที่เริ่มเข้มขึ้นทำเอาคนถามจ๋อย เขาก็แค่สงสัยเท่านั้นว่าเพราะเหตุใดผู้ชายสมบูรณ์แบบแถมอายุขึ้นเลขสามแล้วอย่างอีกฝ่ายถึงได้ไม่มีครอบครัว หรือถ้าเคยมีอย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นรูปบ้าง แต่เอาเถอะ เจ้าตัวไม่อยากเล่าคาดคั้นไปคงไร้ประโยชน์

“ไอขอโทษ”

“ช่างเถอะ...จริงสิ พรุ่งนี้เช้ารีบตื่นด้วย เดี๋ยวต้องไปเลือกชุด”

“เลือกชุด??”

“ฉันจะพาเธอไปงานเลี้ยง”

 

 

 

 

 

วันรุ่งขึ้น ชาร์ลถูกลากไปห้างสรรพสินค้าไฮโซแห่งหนึ่งตั้งแต่ช่วงสายเพื่อเลือกชุดสำหรับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเป็นงานอะไร เด็กหนุ่มถูกพนักงานขายจอมฉอเลาะกับตาลุงวัยสามสิบสี่จับแต่งตัวราวกับตุ๊กตาอยู่นาน ทั้งที่สูทส่วนใหญ่มันก็คล้ายกันหมดแท้ๆ

“ไอเข้าออกห้องลองชุดจนเวียนหัวไปหมดแล้ว ขอให้เป็นตัวสุดท้ายเถอะนะ โอเคมั้ย”

ว่าอย่างสุดเซ็งหลังเดินสวมชุดสูทสีแดงเข้มออกมา แขนมันยาวกรอมมือเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย และถ้าคริสยังดึงดันให้เปลี่ยนชุดอื่นอีกเขาสาบานว่าจะวีนแตกจริงๆ

“อืม...สีแดง เข้ากับเธอดี”

“ทีนี้ก็ไปเลือกชุดของยูบ้างได้แล้ว จะได้รีบไปกินข้าว หิว”

“เธอนั่นแหละต้องเลือกให้ฉัน”

“ทำไม!”

“ได้ข่าวว่าแม่เธอจบมหาวิทยาลัยแฟชั่น หัวครีเอทควรตกมาถึงลูกชายบ้างสิ”

ชาร์ลจิ๊ปากอย่างขัดใจ สุดท้ายก็เลือกสรรชุดสูทสีกรมท่าเรียบหรูตัวหนึ่งออกมาได้

“อืม ไม่ค่อยพิศวาสสีนี้เท่าไหร่เลยแฮะ”

“...” เรื่องมาก...

“แต่ในเมื่อเธอเลือกให้จะใส่ก็แล้วกัน”

“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลย เปลี่ยนเป็นตัวอื่นซะสิ”

“ไม่ได้หรอก กลัวเด็กดื้อแถวนี้เสียใจ”

ตึกตัก ตึกตัก

ดูผิวเผินก็แค่ประโยคพูดธรรมดา แต่กลับสั่นคลอนบางอย่างของเด็กฝรั่งอย่างง่ายดายจนถึงกับต้องขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ชาร์ลวักน้ำล้างหน้าหลายครั้งจนเปียกมาถึงคอเสื้อเชิ้ตที่กำลังสวม เขาจ้องมองภาพสะท้อนของตนในกระจกพร้อมความรู้สึกอยากตายเมื่อเห็นว่าพวงแก้มขึ้นสีแดงก่ำชัดเจน

บ้าชะมัด ทำไมใจสั่นได้ขนาดนี้นะ

 

 

งานเปิดตัวอัญมณีน้ำงามคอลเล็คชั่นใหม่ของแบรนด์ขึ้นชื่อถูกจัดขึ้น ณ โรงแรมหรูระดับห้าดาว คริสให้เหตุผลว่าอยากพามาเปิดหูเปิดตาในฐานะที่ปฏิบัติตัวดีไม่ดื้อไม่ซน โดยเจ้าของงานนั้นเป็นลูกค้าที่ซื้อสุราจากเขาเป็นประจำ

ชาร์ลี ปาร์คเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างร่ำรวยแต่งานเลี้ยงหรูหราขนาดนี้ก็ไม่เคยมีโอกาสมาเหยียบเหมือนกัน เขาเห็นสายตาหลายคู่ของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่จับจ้องมายังร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีกรมอย่างชื่นชมตลอดทุกย่างก้าว พลันให้ใจกระตุกขึ้นมาหงิดๆ ดูทรงแล้วท่าทางตาลุงหัวงูจะเป็นคนมีชื่อเสียงในแวดวงไฮโซพอสมควร ว่าแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมายังไงชอบกล

“คนมองยูเยอะชะมัด”

“แล้ว?”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แค่บอก”

เด็กฝรั่งพองลมแก้มแล้วหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่ม เกรงว่าถ้าต่อล้อต่อเถียงอาจจะโดนดุเข้าอีก แต่พอรู้สึกว่ามีมืออุ่นๆ ขยี้ลงมาบนศีรษะพร้อมเสียงหัวเราะเริงร่าเท่านั้นมือที่กำลังถือแก้วน้ำก็สั่นเทายังกับเจ้าเข้า รีบเงยหน้าขึ้นเอ็ดทันที

“อย่าเล่นหัวสิ!!!”

“จะว่าไป...เธอก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกันแฮะ” เรียวปากสีสดยกยิ้ม “แถมยังแสนรู้อีก”

“ไอไม่ใช่หมานะ!!!””

“ขอเกาคางหน่อย”

“No!!!”

เห็นอีกฝ่ายปัดป้องเป็นพัลวันยิ่งชอบใจแกล้งหนักเข้าไปอีก แปลกเหมือนกันเพราะปกติเขาไม่ใช่คนประเภทจะมาเล่นอะไรแบบนี้กลางงานเลี้ยง แต่แล้วกรรมก็ตามทันเมื่อน้ำส้มในแก้วที่ชาร์ลถือหกใส่สูทสีกรมแสนสวยเข้าจนได้ เด็กหนุ่มได้แต่แลบลิ้นเยาะเย้ยใส่ตาลุง...สมน้ำหน้าอยากมาวอแวดีนัก!

“ไปห้องน้ำกับฉันเดี๋ยวนี้เลย”

“จัดการตัวเองเอาสิ”

“เธอเป็นคนทำมันหกใส่ฉัน อย่าบ่น”

“ก็ถ้ายูไม่แกล้งไอก่อนมันจะหกใส่ยูหรอ”

บ่นอุบแต่ก็ถูกลากไปจนได้ ชาร์ลจัดการใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองชุบน้ำลวกๆ เพื่อเช็ดคราบที่เลอะอยู่บนสูทอีกฝ่าย ได้ยินว่าการเดินแบบโชว์เครื่องเพชรใกล้จะเริ่มแล้วบริเวณห้องน้ำจึงเงียบกริบ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดเจน

คริสอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นเด็กฝรั่งกำลังเช็ดคราบน้ำสมออกจากเสื้อให้อย่างขะมักเขม้นจนคิ้วแทบผูกโบว์ เวลาชาร์ลเอาจริงเอาจังกับอะไรสักอย่างใบหน้าเจ้าตัวมักมู่ทู่แบบนี้เสมอ

“รู้มั้ยว่าเวลาไม่พยศน่ะตัวเองดูน่ารักขนาดไหน”

“ไม่รู้” ตอบเรียบๆ แต่หน้ากลับแดงก่ำ ทำไมตาลุงต้องมาถามอะไรแบบนี้ด้วย

“อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ถ้าเธอต้องกลับอเมริกา...ชีวิตฉันคงเหงาน่าดู”

“ไอก็เริ่มไม่อยากกลับแล้วเหมือนกัน”

เอ่ยตอบเบาๆ ด้วยความลืมตัว ชีวิตในแอลเอสนุกสุดเหวี่ยงก็จริง ได้แฮงก์เอาท์กับเพื่อน ใช้เงินเป็นเบี้ย ทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ต้องมีใครมาออกกฎระเบียบเข้มงวดแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไมการได้อยู่ฮ่องกงกับคริสเขาถึงรู้สึกอบอุ่นกว่ามากมายนัก

“เหมือนได้เห็นภาพชาร์ลี ปาร์คตอนอายุสองขวบอีกครั้งเลยแฮะ”

“ยูเคยเจอไอด้วยหรอ”

“เคยสิ เคยอุ้มเธอด้วย แต่เธอคงจำไม่ได้หรอก ”

ตอบพลางหอมลงไปกระหม่อมเบาๆ จนอีกฝ่ายลอดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ จากนั้นสองริมฝีปากจึงเคลื่อนเข้าแนบชิดกันอย่างดูดดื่ม ชาร์ลไม่เคยนึกว่าตนเองจะหวั่นไหวกับจูบของตาลุงที่อายุมากกว่าตนเองถึงสิบเจ็ดปีได้ขนาดนี้แต่มันก็เป็นไปแล้ว

ทุกอย่างมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน....

“บรั่นดีที่เสิร์ฟรสชาติเยี่ยมไปเลยนะ”

“จริงครับท่าน”

เสียงพูดคุยที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้คริสและชาร์ลรีบผละออกตามสัญชาตญาณราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเงียบด้วยความทำอะไรไม่ถูกจนกระทั่งคนแก่กว่าต้องเป็นฝ่ายจูงมือเด็กฝรั่งออกจากห้องน้ำ นางแบบหลายคนเริ่มทยอยกันออกมาจากหลังเวทีแล้วพร้อมเสียงปรบมือดังสนั่น

“ไอเคยดูในหนัง มันต้องมีชุดฟินาเล่ด้วยใช่ไหม แบบอันแพงสุดเอามาเดินปิดไรงี้”

“อืม วันนี้คริสตัล ชางจะเป็นคนเดินชุดฟินาเล่”

“ไม่รู้จัก”

“ไม่แปลกหรอก หล่อนยังไม่น่าดังไปถึงอเมริกาขนาดนั้น”

คริสตอบตามข้อมูลที่อ่านมาจากอินเตอร์เน็ตผ่านๆ ตา นางแบบคนนี้เขาเคยพบอยู่ครั้งสองครั้งช่วงที่ยังรักกันดีกับเจสซี นึกแล้วความเจ็บแปล๊บก็แล่นพล่านจนต้องพรูลมหายใจ...อย่าไปคิดเลยน่ะ ป่านนี้หล่อนกับลูกคงสุขสบายดี อาจจะสบายยิ่งกว่าตอนอยู่กับเขาด้วยซ้ำ

“และต่อไปจะเป็นคอลเลคชั่นปิดท้ายของเรานะครับ เพชรสีน้ำเงินที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝัน วันนี้เราจะได้รับชมของจริงไปพร้อมกันบนคอของนางแบบสุดสวยในวันนี้...เจสซี หลิว!”

ว่าไงนะ?

“อ้าว ทำไมไม่เป็นคริสตัล ชางล่ะ”

“เห็นเขาลือกันว่าป่วยกะทันหันเลยเชิญเจสซีมาแทน”

เสียงผู้หญิงสองคนข้างๆ ซุบซิบกันแทบไม่ทะลุเข้าโสตประสาทเพราะชายหนุ่มกำลังอึ้งที่ได้พบอดีตภรรยาอีกครั้งโดยบังเอิญแบบนี้ เจสซียังคงสวยสะพรั่งเหมือนเดิม แลดูจะเปล่งปลั่งอิ่มเอิบขึ้นด้วยซ้ำ...แน่นอนว่าปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่อาจพ้นสายตาเด็กขี้สงสัยอย่างชาร์ลไปได้

แววตาที่อาบด้วยความเจ็บปวดแบบนั้น...นางแบบชื่อเจสซีต้องเคยมีความหลังอะไรกับคริสแน่

“เรื่องบ้าๆ พวกนั้น ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก”

“เขาคือคนรักเก่าของยูหรอ”

“...”

“ตอบมาสิ...”

“อย่าเซ้าซี้น่า มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

“แต่...แต่ไอ...”

“เงียบไป ชาร์ล”

น้ำเสียงหวานพร่าสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเงียบแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี วินาทีนั้นชาร์ลรู้สึกว่าขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าว ปลายจมูกขึ้นสีแดงก่ำทีละนิด

“แต่...ไอ...รัก---“

พรึ่บ!

ไฟกลับมาติดเหมือนเดิมเมื่อการแสดงจบลง คริสผลุนผลันเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่แคร์เสียงเรียกของเด็กหนุ่มที่ไล่หลัง จุดหมายปลายทางคือบริเวณสนามด้านหลังโรงแรม เขากำลังต้องการอัดบุหรี่แรงๆ สักตัวสองตัวก่อนจะสติแตกไปมากกว่านี้ และ Black stone ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

“เหลือตัวคนเดียวแล้วคงสูบหนักกว่าเดิมน่าดูสินะ”

เหมือนพระเจ้าต้องการก่อกวนถึงได้ส่งผู้หญิงตัวร้ายที่เพิ่งลงจากรันเวย์มาหาเขา เจสซียืนกอดอกมองอดีตสามีอย่างเฉยชา เธอเห็นคริสตั้งแต่อยู่บนเวที แค่อยากจะมาทักทายถามไถ่ตามประสาคนเคยรักกันครั้งหนึ่งเท่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

“ลูกล่ะ แกสบายดีไหม”

“สบายดี อยู่บ้านกับเอ็ดดี้”

“งั้นก็ดี...”

“เสียงสั่นเชียว เป็นอะไรไป ยังคิดถึงฉันอยู่หรอ”

“จะบอกว่าไม่คิดถึงเธอก็คงไม่เชื่อ แต่อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันยังรักเธออยู่เลย”

เขาอัดควันเข้าเต็มปอด หวังให้มันช่วยกลบเกลื่อนรอยแผลในจิตใจที่เริ่มจะปริแตกออกทีละน้อย ทว่าพอหันไปเห็นดวงตาสวยเฉี่ยวคู่นั้น...ก็รู้สึกพ่ายแพ้อยู่ดี

 “ที่มาวันนี้น่ะตั้งใจมาดูฉันหรือเปล่า”

“เปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะมาเดินแบบแทนคริสตัล ชาง”

“แน่ใจ? แววตาคุณไม่เคยหลอกฉันได้หรอก”

“...”

“ขอโทษถ้าวันนั้นพูดแรงไป เราจากกันไม่ค่อยดีก็จริง แต่อยากให้รู้ว่าฉันซาบซึ้งกับทุกสิ่งที่คุณเคยทำให้ฉันเสมอ แล้วไว้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่เราค่อยมาตกลงเรื่องลูกกันอีกที”

“โอเค”

“ฉันไปก่อนนะ”

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่เคยรักจนลับตาพลางสูบบุหรี่จนหมดมวน จากนั้นจึงโทรบอกลูกน้องให้ขับรถเข้ามารับเพื่อจะได้กลับบ้านพักผ่อนเสียที พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...จริงสิ ตั้งแต่เดินออกมาก็ไม่เห็นชาร์ลอีกเลย เด็กนั่นไปไหน?

“นี่ ชาร์ลล่ะ ชาร์ลอยู่ไหน!” เอ่ยถามทันทีที่พบหน้าลูกน้องคนสนิท ทว่าอี้ชิงกลับทำหน้างง

“อ้าว ไม่ได้อยู่กับนายหรอกเหรอครับ”

อีกด้านหนึ่ง เด็กหนุ่มที่ทุกคนตามหากำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนแท็กซี่ หัวใจดวงน้อยเหมือนถูกบีบจนแหลกหลังได้ยินบทสนทนาของคริสกับเจสซีชัดเจนทุกประโยค ที่แท้ตาลุงก็มีลูกมีเมียแล้ว...ถึงจะเลิกกันก็เถอะ แต่สิ่งที่ชาร์ลรับไม่ได้คืออากัปกิริยาของเจ้าตัวต่างหาก

เขาดูออก...ดูออกว่าคริสยังอาลัยอาวรณ์อดีตภรรยาอยู่เสมอ

แล้วเข้ามาทำให้เขาหวั่นไหวเพื่ออะไร มาทำเหมือนเอ็นดู ทำเหมือนรัก ไหนจะมีเซ็กส์ด้วยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่คริสทำกับเขามันคืออะไร...

แท็กซี่แล่นจอดลงยังหน้าคฤหาสน์หลังงาม แม่บ้านกุลีกุจอเชิญเข้าไปด้านในเมื่อเด็กหนุ่มแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนของลู่หาน ไม่นานคุณหนูของบ้านก็เดินงัวเงียลงมาจากชั้นสอง ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยหลังได้เห็นดวงตาแดงก่ำของอีกฝ่าย

“เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมมาซะดึกดื่นแบบนี้ล่ะ”

“มีเรื่องให้ช่วย”

“เรื่องอะไร...”

ยื่นโทรศัพท์ที่มีข้อความจากบิดาให้อีกฝ่ายอ่านแทนคำตอบ มันถูกส่งมาตั้งแต่เช้าทว่าชาร์ลปิดเงียบไม่ยอมบอกให้คริสรู้...

‘ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไว้โรงเรียนปิดเทอมเมื่อไหร่จะไปรับกลับบ้าน

ฝากบอกคริสด้วย พ่อติดต่อหมอนั่นไม่ได้ รัก จากพ่อ’

“ไอรอไม่ไหว ไออยากกลับแอลเอเดี๋ยวนี้...แต่ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวสักบาทเลย”

“แล้วทำไมไม่บอกคุณคริส”

“ไอไม่อยากเจอเขาอีก ขอร้องล่ะ ยูช่วยไอเถอะนะ แล้วไอจะรีบใช้เงินคืนให้เร็วที่สุด”

“แต่มันดึกแล้วนะ ไอว่ายูโทรหาคุณคริ...”

“Please…”

“...”

“ไอสาบานว่ายูจะต้องเดือดร้อนเพราะไอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ได้โปรด ช่วยไอเถอะ”

 

 

 

 

 

นับจากวันนั้นก็หนึ่งเดือนเข้าไปแล้วที่แอบบินกลับแอลเอโดยไม่ได้ร่ำลาคริส ผู้บังเกิดเกล้าทั้งคู่ตกใจไม่น้อยแต่ด้วยความรักลูกจึงมิได้ตำหนิกับการตัดสินใจอย่างปุบปับของบุตรชาย เสียดายเหมือนกันที่ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ฮ่องกงโดยไม่ได้เอาอะไรกลับมาเลย โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุด

หัวใจ

แบบนี้ล่ะดีที่สุดแล้ว...แฮงก์เอาท์ให้สุดเหวี่ยงสักสองสามครั้งเดี๋ยวก็คงลืมได้เองน่า

“ขอไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยนะครับ”

“จ้ะ รีบกลับล่ะ”

ร่างโปร่งคว้าสเก็ตบอร์ดคู่ใจไถไปตามท้องถนนอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้ป่านนี้ตาลุงจะเป็นยังไงบ้าง จะรู้หรือยังว่าเขาหายไปไหนเพราะชาร์ลกำชับลู่หานเอาไว้ว่าห้ามบอก แต่ถึงยังไงพ่อก็คงต้องบอกอยู่ดี เอาเถอะ เขาไม่อยากเก็บเรื่องผู้ชายคนนั้นมาคิดให้รกสมอง

 เวลาผ่านไปเป็นเดือนแต่ไม่ติดต่อกลับมาเลยแบบนี้คริสคงโกรธจนไม่อยากเจอเขาอีก หรืออาจจะกลับไปคืนดีกับภรรยาเก่าแล้วก็ได้ ผู้หญิงสวยๆ ยังไงก็ดีกว่าเด็กฝรั่งน่าเบื่อแบบเขาเป็นเท่าตัว...ให้ตายสิชาร์ล ไหนบอกจะไม่คิดแล้วไง!

เขาไถสเก็ตบอร์ดแบบไม่มีจุดหมายไปจนถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งมักมีนักดนตรีมาเล่นเปิดหมวก วันนี้ก็มีคนหนึ่งเช่นกัน แต่ที่ทำให้สะดุดใจจนต้องหยุดฟังคือเพลงที่อีกฝ่ายร้องอยู่...

I’m reaching out to you

Can you hear my call

This hurt that I’ve been through

I’m missing you, missing you like crazy

เขาเคยแนะนำให้คริสหัดฟังเพลงสากลของยุคนี้บ้าง แล้วตาลุงก็บอกว่าชอบเพลงนี้ ยิ่งฟังเท่าไหร่ยิ่งคิดถึง แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลอาบแก้มเด็กหนุ่มทีละนิด เพราะรู้ดีว่าตอนนี้..โอกาสที่เรื่องของเขากับคริสจะมาบรรจบกันอีกครั้งมันยากเหลือเกิน

คิดถึงจังเลยแฮะ...

Can I lay by your side, next to you, to you

And make sure you’re alright

I’ll take care of you,

And I don’t want to be here if I can’t be with you tonight

“ร้องไห้หนักขนาดนั้นเดี๋ยวก็ขี้เหร่หมดหรอก”

“คุณไม่เป็นผมคุณจะมาเข้าใจอะไร---“

หันไปเอ็ดเต็มที่เพราะนึกว่าใครมาแซวไม่รู้เวล่ำเวลา แต่กลับกลายเป็นต้องอ้าปากค้างแทนเพราะภาพตรงหน้าคือคนที่กำลังนึกถึง ขยี้ตาก็แล้ว หยิกเนื้อตัวเองก็แล้ว...ทุกอย่างยังชัดเจนเหมือนเดิม คริส วูกำลังยืนส่งยิ้มให้เขาอยู่จริงๆ

ปะ...เป็นไปได้ยังไง

“ค...คริส...”

“ไม่เจอกันนาน สบายดีหรือเปล่า”

“ทำไม...” เม้มริมฝีปากแน่นจนรับรู้ถึงรสชาติน้ำตา “ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้”

“ขอโทษ ฉันไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่รู้ว่าเธองอนเรื่องอะไรหรอกนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าบินมาง้อแล้วเธอจะให้อภัยหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ต้องมาจนได้” เขาผ่อนลมหายใจหนักๆ “อีกอย่าง เรื่องของฉันกับเจสซีจบไปแล้ว ไม่มีวันที่ฉันจะกลับไปรู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนนั้นอีกเป็นอันขาด แค่นี้ที่อยากบอก”

“ยูรู้หรอว่าไอ...”

“รู้สิ จากไดอารี่ของนาย”

 

You stolen my heart…but I’ll let you keep it.

 

นั่นคือประโยคเดียวที่ชาร์ลเขียนไว้ในหน้าแรกของสมุดไดอารี่ ซึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดตอนที่ยังอยู่ฮ่องกงด้วยกัน

“นิสัยไม่ดี แอบอ่านไดอารี่คนอื่น”

“แค่บังเอิญเห็นตอนเข้าไปเก็บข้าวของในห้องนอนเธอ ทีแรกกะจะส่งไปรษณีย์คืนมาให้ แต่คิดอีกทีเอามาส่งเองถึงแอลเอเลยคงดีกว่า” เขากล่าวยิ้มๆ “แต่หัวใจน่ะ ไม่คืนนะ”

“ก็บอกในไดอารี่แล้วไงว่าไม่ต้องคืน”

“กลับไปอยู่ฮ่องกงด้วยกันไหม”

ประโยคสั้นๆ ทำให้คนฟังอุ่นวาบไปทั่วกาย เด็กหนุ่มพยักหน้าที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตาอย่างยินยอม เสียงแหบพร่ายังคงสั่นเทาขณะซบศีรษะลงกับบ่ากว้างอันคุ้นเคย

“I love you…Kris”

“I know, I love you too”

 

 

 

 

 

END.

 

จบแล้ววว ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ ด้วยค่ะที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้

แล้วพบกันใหม่ในเรื่องที่ 4 นะคะ

อย่าลืมคอมเม้นหรือสกรีมเพื่อเป็นกำลังใจและขอบคุณไรท์เตอร์ด้วยน้าาา

 

 

 

 

 

 





Reply to this topic



  



Also tagged with one or more of these keywords: #ชาร์ลแอนด์คริส

0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users