Jump to content


Photo

Just a shadow (5/5)

#shadowky

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 09 June 2019 - 04:11 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 05

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

ชานยอลไม่รู้ว่าเขาถูกพี่อี้ฟานจูบหลังจากประตูห้องปิดลงนานแค่ไหน รู้แค่ว่าอีกฝ่ายหายใจหอบเหนื่อยไม่ต่างกันแต่ก็ยังคงประคองจูบอย่างอ่อนโยนซ้ำไปซ้ำมานานนับหลายนาทีและมันจบลงเมื่อพี่อี้ฟานกอดและซบลงกับอกเขาแทน

“อย่าไล่พี่ไปไหนนะชานยอล”

 

วินาทีนั้นชานยอลรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความโกรธที่อีกฝ่ายแสดงออกเลยสักนิด เพราะน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำของอี้ฟานเสมอ

แน่นอนว่าชานยอลไม่ได้มีคำตอบให้กับประโยคนั้นแต่ก็ซบหน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายไม่ต่างกันและเป็นชานยอลเองที่เอื้อมมือไปกุมมือของอี้ฟานไว้ก่อนจะสอดประสานมันจนแน่น

 

เมื่อตอนเย็นมีแค่สองทางเลือกเท่านั้นที่ชานยอลมีให้คือการสะบัดมือของอี้ฟานทิ้งและเดินไปหาจงอินกับการที่ยอมให้อี้ฟานกุมมือไว้และเดินกลับมาที่คอนโดด้วยกัน

แต่มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

 

ทางที่ชานยอลเลือกคือการ สะบัดมือของอี้ฟานออกและเดินนำกลับมาที่คอนโด โดยไม่ได้ไปหาจงอิน

 

อี้ฟานไม่ได้เห็นแก่ตัว เขาไม่ได้เป็นคนที่ใจร้ายขึ้นเพียงแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากชานยอลก็เท่านั้น

 

“ปวดหัวรึเปล่า พี่นวดให้มั้ย”

“เปล่าครับ พี่อ่านหนังสือเถอะ”

เอ่ยพลางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์มารับสายของแบคฮยอนที่โทรเข้ามา อี้ฟานยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงข้างๆ กันเขาได้ยินประโยคสนทนาระหว่างทั้งสองคน ประโยคที่จับใจความได้คือเพื่อนตัวเล็กอยากเปิดวิโอคอลแต่ชานยอลบอกว่าเขาปิดไฟแล้ว ใช้เวลาคุยไปพักใหญ่ชานยอลถึงวางสายไป อี้ฟานเองก็ปิดหนังสือก่อนจะวางมันไว้ข้างเตียง

 

เมื่อไหร่กันนะ ที่ข้างเตียงชานยอลมีหนังสือที่เขาอ่าน

 

มือหนาประคองใบหน้าหวานที่นอนเล่นมือถือให้หันมาสบตาก่อนจะก้มลงจูบเบาๆ บดเบียดริมฝีปากซ้ำๆ จนมือไม้คนถูกจูบอ่อนแรงปล่อยให้มือถือร่วงลงบนเตียงไปทั้งอย่างนั้นพร้อมกับเปลือกตากลมที่ปิดลงเพื่อที่จะรับสัมผัสอย่างตั้งใจและใช้เวลาที่เหลือสบตากันอยู่นาน

“พี่อี้ฟาน ผมน่ะ..”

“..............”

“ผมกับจงอินกำลังจะกลับมาคบกัน”

 

 

 

 

 

..........................................

 

 

 

 

 

จะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

 

มันยากเกินไปรึเปล่าที่จะหาคำตอบ

 

 

 

 

“พี่อี้ฟานไปไหน”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“อ่าว แล้วมายังไง”

“นั่งแท็กซี่มา”

ประโยคสนทนาห้วนสั้นทำเพียงแค่โต้ตอบกันไปมา ชานยอลยังคงนั่งกดมือถือขณะที่แบคฮยอนเพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ วันนี้มีสอบย่อยเมื่อคืนแบคฮยอนอ่านหนังสือมาหนักพอสมควรจึงได้ดูเพลียๆ และไม่ได้สนใจเพื่อนข้างกายมากนักจนกระทั่งสอบเสร็จเขาถึงได้สังเกตความเป็นไปว่าเหมือนจะมีอะไรผิดแปลกไป

“วันนี้ไม่เห็นพี่อี้ฟานเลย ไปไหนนะ”

แบคฮยอนเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหาถ้าจะให้พูดว่าแปลกขนาดนั้นเลยรึเปล่าก็ไม่ได้ถึงกับน่าตกใจแต่การได้เห็นพี่อี้ฟานมารับชานยอลทุกวันโดยไม่ได้นัดพอวันนี้ไม่เจอก็แค่รู้สึกว่า วันนี้ไม่มาหรอกเหรอ

“พี่อี้ฟานบอกรึเปล่าว่าไปไหน”

“คงมีธุระมั้ง กูไปละนะแบค”

“ไปไหนอ่ะ ไม่ไปกินข้าวด้วยกันเหรอ”

“วันหลังแล้วกัน”

“ให้ไปส่งมั้ยชานยอล”

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวไปแท็กซี่”

 

 

แบคฮยอนยืนมองแผ่นหลังของชานยอลที่เดินห่างไปจนลับสายตาเคยคิดว่าเดี๋ยวชานยอลก็จะกลับมาร่าเริงเหมือนตอนที่พ่อของชานยอลออกจากบ้านไปตอนมอปลายแต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ ชานยอลไม่ได้ดีขึ้นและดูเหมือนว่าจะมีคนอื่นมาช่วยแบกรับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ใช่..มันอาจไม่เหมือนกันที่ในตอนนั้นเป็นคนในครอบครัวแต่ถ้าจะให้พูดแม้จงอินจะเป็นคนนอกแต่ก็เป็นคนที่ชานยอลรักต่างกันเพียงแค่สถานะความสัมพันธ์เท่านั้นจึงไม่แปลกที่จะลืมได้ยากและยังคงมีท่าทีเรียบเฉยอยู่อย่างนี้

กำลังจะหันหลังกลับไปเอารถแบคฮยอนก็ต้องหยุดรอเมื่อเห็นว่าอี้ฟานเดินผ่านมาทางนี้พร้อมกับพี่ลู่หานและเพื่อนอีกคน แบคฮยอนยิ้มรับเมื่อกลุ่มรุ่นพี่เดินมาหาไม่รู้ว่ามาแถวนี้ทำไมเพราะไม่น่าจะใช่ทางผ่าน แต่ถ้าให้คิดไปเองพี่อี้ฟานอาจจะมาหาชานยอลแต่มีเพื่อนมาด้วยก็เท่านั้น

“พี่อี้ฟาน”

“หวัดดีแบคฮยอน”

“ครับ พี่ลู่หาน”

คนตัวเล็กยิ้มรับก่อนจะก้มหัวให้เมื่อเป็นลู่หานที่เอ่ยทักทายออกมาก่อน

“ผ่านมาทางนี้เหรอครับ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ จอดรถไว้อีกฝั่งนะ ตอนบ่ายมาละที่จอดรถเต็ม”

“อ่อ ถ้างั้นผมกลับแล้วนะครับ”

“ชานยอลไปไหนเหรอ”

ลู่หานเอ่ยถามก่อนจะกวาดสายตามองหา พวกเรารู้จักกันก็ไม่แปลกที่จะเอ่ยถามหาส่วนผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยก็มีท่าทีเช่นเดียวกันราวกับสงสัยว่าชานยอลที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน

“มีธุระมั้งครับ บอกจะกลับก่อน ปกติพี่อี้ฟานมารับผมนึกว่าวันนี้จะมา”

“..............”

“วันนี้พี่มีธุระน่ะ พี่บอกชานยอลไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะได้เดินผ่านมาทางนี้”

“ผมก็นึกว่าพี่ไม่ได้บอกเพื่อนผมไว้ ชานยอลก็ดูงงๆ ตอนที่ผมถาม งั้นผมกลับจริงๆ แล้วนะครับ

“ไว้เจอกันนะ”

“ไปเถอะอี้ฟาน เฟยหิวแล้ว”

 

ทั้งสามคนหันหลังเดินจากไปแล้ว แบคฮยอนที่ยังคงยืนส่งยิ้มให้ยิ้มค้างไปกับภาพที่ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ใช้มือคล้องแขนของอี้ฟานไว้ก่อนจะเบียดตัวเองเข้าไปหาในขณะที่พี่ลู่หานเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่นัก

 

 

 

บางสิ่งบางอย่างจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหนนะ

คำถามนี้..มันฟังดูน่ากลัวขึ้นมาทุกที

 

 

 

........................

 

 

 

 

ชานยอลหายไป

 

 

อาจฟังดูเหมือนน่าตกใจแต่ถ้าจะคิดให้ดีก็เพียงแค่ติดต่อไม่ได้แต่ดูเหมือนว่าสำหรับแบคฮยอนจะไม่ใช่แบบนั้น คนตัวเล็กวุ่นวายโทรหาเพื่อนชานยอลคนอื่นๆ โทรหาคยองซูจนกระทั่งโทรหาอี้ฟานที่มีความหวังที่สุดก็ได้คำตอบที่ว่างเปล่าเช่นเดิม

เพราะวันนี้ไม่มีเรียนแบคฮยอนจึงไม่ได้ติดต่อชานยอลตั้งแต่เย็นของเมื่อวานจนตอนนี้เป็นเวลาเย็นของอีกวันแล้วที่เขาเพิ่งโทรหาเพื่อน แบคฮยอนคิดว่าชานยอลอาจจะไม่ได้พกโทรศัพท์ ออกไปดื่มหรือทำอะไรยุ่งจนไม่มีเวลารับแต่พอไปหาที่ห้องก็ยังไม่กลับในใจจึงอยู่ไม่สุข แบคฮยอนเคยเจอกับตัวเองแล้ว

ชานยอลเคยยืนกำโทรศัพท์ไว้ในมือแน่นทั้งที่มันมีเสียงเรียกเข้าแต่เพื่อนเขาเอาแต่ยืนเหม่ออยู่หน้ารั้วบ้านเขาราวกับคนไร้สติ การโทรไปถามหาชานยอลกับอี้ฟานเองก็ยิ่งกระตุ้นความเป็นห่วงให้หมดขีดจำกัด

อี้ฟานขอตัวจากเพื่อนแยกออกมาหาแบคฮยอนเพราะความเป็นห่วง หลายคนวุ่นวายไม่ว่าจะคิดไปเองหรือมันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ หากแต่นั่นไม่ใช่ความผิดของชานยอล เรามีสิทธิ์เป็นห่วงคนที่ตัวเองรักได้มากเท่าที่อยากจะทำ

อี้ฟานมาเจอกับแบคฮยอนที่หน้าคอนโดของชานยอล เอ่ยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีคำตอบแค่ว่า ผมติดต่อชานยอลไม่ได้ ผมเป็นห่วงเพื่อน

“แบคฮยอนไม่เป็นไรนะ ชานยอลไม่ทำอะไรที่ทำร้ายตัวเองหรอก”

“ครับ ผมรู้ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมแค่ไม่อยากให้ชานยอลอยู่คนเดียว”

“โทรหาคุณน้าที่บ้านรึยัง”

“โทรแล้วครับ ชานยอลไม่ได้กลับ”

“................”

อี้ฟานยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่แบคฮยอนเริ่มเม้มริมฝีปากของตัวเองด้วยความกังวล ปกติชานยอลเป็นคนที่สามารถติดต่อได้ตลอดและเจ้าตัวมักบอกเสมอว่าจะไปไหน

“รู้จักคอนโดจงอินรึเปล่า”

“แต่..ผมไม่คิดว่าชานยอลจะกลับไปคบกับจงอิน”

อี้ฟานเอ่ยถามและดูเหมือนว่ามันจะเป็นอีกความหวังหนึ่งที่มีในตอนนี้ ทั้งสองคนไม่แปลกใจที่ชานยอลจะพูดออกมาแบบนั้น ว่าจะกลับไปคบกับจงอิน ชานยอลเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอแต่แม้ว่ามันจะไม่ใช่การโกหกก็ไม่ได้หมายความว่าชานยอลจะพูดทุกอย่างที่คิดในใจออกมา อี้ฟานหยุดนิ่งมองตาของแบคฮยอนก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหนักแน่นและสร้างความมั่นใจให้กับคนฟังได้เป็นอย่างดี

“ไม่หรอก..จงอินน่ะ จะไม่กลับไปคบกับชานยอล”

 

แต่ก็อาจจะไปหา

 

 

มันไม่ใช่ความมั่นใจที่ว่าอี้ฟานรู้จักจงอินดี เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้น รู้จักแค่ผิวเผินแต่ก็รู้ว่าจงอินไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขายังเห็นว่าจงอินกับเซฮุนยังคงคบกันด้วยดีและจงอินจะไม่หลอกคนที่ตัวเองรักเพราะตอนที่คบกับชานยอลก็ไม่เคยเป็นคนแบบนั้น

เหมือนว่าอี้ฟานจะออกไปตามชานยอลอย่างที่บอกหากแต่ก่อนที่จะได้หันหลังกลับไปแบคฮยอนก็เอ่ยรั้งไว้ก่อน แววตาคู่เล็กนั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้งและนั่นทำให้อี้ฟานขมวดคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรรึเปล่า

“ผมถามอะไรสักอย่างได้รึเปล่าครับ”

“.............”

“วันนั้น วันที่พี่จบมอปลายแล้วจะย้ายมาเรียนมหาลัย”

“...............”

“พี่จูบชานยอลที่หน้าบ้านใช่มั้ยครับ พี่ชอบเพื่อนผมตั้งแต่ตอนนั้นใช่รึเปล่า”

อี้ฟานสบตากับแบคฮยอนที่ยืนรอคำตอบอยู่ด้วยความจริงจัง เขาไม่คิดจะปฏิเสธหรอกเพียงแต่คิดว่าจะไม่มีคนเห็นเหตุการณ์นั้นเพราะมันดึกมากแล้ว เขาจะต้องย้ายมาเรียนมหาลัยและมันไกลจากบ้าน เขาจะต้องห่างจากชานยอลห่างจากแบคฮยอนที่อยู่ระแวกบ้านใกล้ๆ กัน วันนั้นจึงตัดสินใจไปเรียกชานยอลที่หน้าบ้านตอนดึกดื่นและจูบชานยอลอย่างที่แบคฮยอนถามจริงๆ

 

แต่มันก็ดูเหมือนตลกร้ายที่ชานยอลคิดว่าเขาทำไปเพราะเมาหลังจากเพิ่งไปสังสรรค์อำลากับเพื่อนร่วมห้องตอนมอปลายมา มีโอกาสมากมายให้เขาได้พูดความรู้สึกแต่ชานยอลก็ดูจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงมันอยู่เสมอ ทำเหมือนว่าวันนั้นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น อี้ฟานเลือกแสดงออกด้วยการกระทำคอยดูแลแทนคำพูด รอเวลาจนมันสายไปเมื่อชานยอลตัดสินใจคบกับจงอินในเวลาต่อมาหลังจากเข้ามหาลัย

 

“ถ้าพี่ยังรักเพื่อนผมอยู่ ช่วยดูแลเขาด้วยนะครับ”

 

 

 

 

“ชานยอลน่ะ..เขามีพี่เป็นรักแรกเลยนะ”

 

 

“กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง..ถ้าคบกันแล้วเลิก เขากลัวพี่จะหายไป”

 

 

มือแกร่งกระตุกเบาๆ ข้างในอกมันเต้นแรงขึ้นจนรู้สึกได้ เหมือนร่างกายต้องการจะยิ้มแต่มันก็จุกจนพูดหรือแสดงท่าทางอะไรไม่ออก มันเหมือนกล่องๆ หนึ่งถูกเปิดออกและความรู้สึกมากมาย ปัญหา ความลับ คำโกหกต่างๆ ก็ล้นหลามออกมาในคราวเดียว

 

เราต่างโกหกกันและกัน โกหกผู้คนและโกหกตัวเองเพียงเพราะความกลัวอะไรบางอย่าง

 

 

บางอย่างที่คนอื่นอาจมองว่า ก็แค่นั้น แต่สำหรับบางคนมันไม่ใช่

 

 

อี้ฟานเดินออกมาจากคอนโดของชานยอลและบอกให้แบคฮยอนรออยู่ที่นั่นเผื่อชานยอลจะกลับมาหากแต่เขาไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไกลนักก็เจอกับคนที่กำลังตามหา

 

ชานยอลเดินมากับจงอิน เด็กหนุ่มคนนั้นสวมหมวกและเสื้อกันหนาวเก็บมือที่เย็นเฉียบไว้ในกระเป๋าเสื้อในขณะที่ชานยอลค่อยๆ เดินตามและหยุดลงเมื่อถึงทางแยกเข้าคอนโด อี้ฟานยังยืนอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าแม้ว่าอีกเพียงนิดทั้งคู่ก็จะมองเห็นเขาแต่อี้ฟานไม่ได้ต้องการแบบนั้น

 

“ชานยอล ขึ้นห้องเถอะอากาศมันหนาวแล้วนะ”

ชานยอลได้ยินแต่เขาไม่ได้ทำตาม ร่างโปร่งยืนนิ่งก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“จงอิน ทำไมเราไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะ”

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ การที่เรากลับมาคุยกัน เราจะอยู่ในสถานะเพื่อน”

“เราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง ถ้ากลับมาคุยกันก็ต้องกลับมาเป็นแฟนกันสิ”

“สถานะนั้นสำหรับเราสองคนมันเป็นไปไม่ได้แล้วชานยอล”

“แล้วเราผิดอะไรล่ะ..จงอิน”

เสียงของชานยอลสั่นและขาดห้วงหากแต่นั่นไม่ใช่การร้องไห้ ประโยคนั้นทำให้คนฟังอย่างอี้ฟานเจ็บไม่น้อยแต่สำหรับจงอินในตอนนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ประโยคคำถามก็เท่านั้น

“นายไม่ผิด ไม่ผิดอะไรเลย จงอินเองที่ผิดชานยอล”

“................”

“นายนอกใจใช่มั้ย”

“ไม่ใช่เลยชานยอล แต่เพราะจงอินน่ะรู้สึกกับชานยอลไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าเราเหมือนเพื่อนกันมากกว่า พอรู้สึกแบบนั้นแล้วถ้าเราคบกันต่อจงอินก็จะทำให้ชานยอลเสียใจอยู่ดีแต่ถ้าเราเลิกกันแล้วชานยอลก็จะมีโอกาสเจอคนใหม่ที่จะรักชานยอลจริงๆ”

“..............”

“ส่วนเซฮุนน่ะ.. จงอินไม่อยากให้ชานยอลเข้าใจผิดนะ กับเซฮุนเขามาทีหลัง มาหลังจากที่เราเลิกกันแล้ว ถึงเวลามันจะไม่นานก็ตาม”

“..............”

“ขึ้นห้องเถอะ อากาศเย็นแล้ว อีกอย่างเราอย่าเจอกันเลยนะถ้ามันยังทำให้ชานยอลเสียใจอยู่แบบนี้ ไว้พร้อมเมื่อไหร่เราค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกัน”

 

 

ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ หากเป็นเมื่อก่อนจงอินอาจจะดึงชานยอลเข้ามากอดปลอบลูบแผ่นหลังเบาๆ แต่ตอนนี้ ในสถานะนี้มันคงยากเกินไปที่จะทำแบบนั้นหากว่ามันจะทำให้ชานยอลคิดไปเองอีกครั้งเขาก็สู้เป็นคนที่ใจร้ายและเดินจากไปเงียบๆ ซะดีกว่า

 

จงอินจากไปแล้วแต่ชานยอลยังคงยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าหวานที่เขาชอบมองมันนักหนาก้มต่ำ ปลายจมูกแดงรื้นขึ้นพอๆ กับแก้มสองข้าง อี้ฟานไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว เขาก้าวเท้าออกไปตรงหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชานยอลแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแม้ว่าจะรับรู้การมีอยู่ของเขาแล้วก็ตาม

 

“ชานยอล..”

เสียงเรียกเบาๆ ทำให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตา ดวงตาที่กลมโตกว่าคนอื่นเวลาที่มันมีน้ำใสเอ่อคลอมักเห็นได้ชัด ปลายจมูกแดงเรื่อจนอยากจะสัมผัสเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ไม่มีเสียงสะอื้นจนกระทั้งหยดน้ำตาที่คลอหน่วงอยู่กลิ้งหล่นลงบนแก้มเงียบๆ

 

หัวใจของอี้ฟานเหมือนร่วงหล่นลงไปในวินาทีนั้น

 

 

“เจ็บใช่รึเปล่า”

“............”

“ชานยอล.. ถ้ามันเจ็บมากๆ ก็ร้องไห้ออกมานะ สิ่งหนึ่งที่พี่กลัวมาตลอดคือพี่ไม่เคยเห็นน้ำตาของนาย”

“ฮึก..”

“อย่าให้ความเจ็บปวดเก็บอยู่ในนั้นเพราะมันจะไม่มีวันหายไปไหน ร้องเท่าที่อยากร้อง”

“ฮึก...”

“เสียใจเท่าที่อยากเสียใจ”

“ฮึก..”

“พี่อี้ฟานน่ะ ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไม่ว่าในสถานะอะไร ก็จะไม่ไปไหนเลยรู้มั้ย”

“ฮึกก ฮือ....ฮ..”

 

เป็นครั้งแรกที่เห็นชานยอลร้องไห้จนสะอึกสะอื้น ไม่ใช่คำโกหกเลยที่ว่าเด็กคนนี้ไม่เคยร้องไห้ด้วยความเสียใจจากความเจ็บปวดที่อยู่ในอก ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นก็จะพยายามเข้มแข็งด้วยตัวเองไม่คร่ำครวญไม่โหยหาคนปลอบประโลม คิดเสมอว่าไม่มีใครจะอยู่ด้วยได้ตลอดไปจึงบอกตัวเองว่าห้ามทำตัวอ่อนแอ

 

แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าเขาเก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างในนั้นเยอะจนเกินไป

 

และวันนี้ชานยอลเหมือนกล่องเก็บความรู้สึกที่ถูกไขกุญแจ

 

 

อี้ฟานขยับเข้าไปหาประสานมือกับชานยอลไว้หลวมๆ แต่มันก็แนบชิดขึ้นจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อชานยอลบีบมันจนแน่น มือหนาอีกข้างประคองกลุ่มผมสีเข้มให้เอนลงซับไหล่ของตนก่อนจะประคองกอดร่างทั้งร่างไว้แล้วลูบแผ่นหลังเบาๆ ในขณะที่ชานยอลขยำเสื้อที่หลังของเขาจนยับ

“ฮึก...”

 

เด็กน้อยในอ้อมกอดยังคงสะอื้นไห้หากแต่อี้ฟานกลับรู้สึกดีที่มันเป็นแบบนั้น เขาไม่อยากให้ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจในครั้งนี้ถูกเก็บลงไปในกล่องอีกเขาอยากให้มันจางหายไปและให้เก็บแต่ความสุขไว้ในนั้นแทน

“จะเป็นอะไรรึเปล่า”

“..............”

 

 

 

“ถ้าพี่..อยากให้ชานยอลกลับไปหารักแรกของตัวเอง”

 

 

 

 

“เพราะเขายังไม่ไปไหนเลย เขายังรอชานยอลอยู่นะรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีม  #shadowky ให้ไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ ที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้

 

และฝากติดตามเรื่องต่อไปของโปรเจคด้วยนะคะ ^ ^

 

 

 

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users