Jump to content


Photo

Just a shadow (3/5)

#shadowky

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 26 May 2019 - 01:54 PM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 03

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

มือหนากำลังใช้ทิชชูเช็ดคราบเปื้อนบนโต๊ะที่เขาและชานยอลทำไว้ เรามีอะไรกันอีกครั้งหลังจากวันนั้นและดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นสัญชาติญาณของคนสองคนโดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ พอจูบดูดดื่มที่คลอเคลียกันอยู่นานจบลงใบหน้าหวานก็เอนซบลงบนไหล่กว้างของคนตรงหน้าก่อนจะยกสองมือโอบรอบเอวหนาไว้หลวมๆ

ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปพร้อมกับความเงียบที่เกิดขึ้นและเสียงที่ดังชัดที่สุดก็คงเป็นเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่สม่ำเสมอเท่านั้น

ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างนั้น แปลกที่ทั้งห้องดูอ้างว้างเงียบเหงาซึ่งมันอาจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจที่ลอยฟุ้งออกมาจนเต็มทั่วห้อง มือหนากอดกระชับเอวของชานยอลให้แน่นขึ้นอีกนิดแต่เพียงแค่นั้นอีกฝ่ายก็ก้าวขาลงจากโต๊ะเขียนหนังสือของตัวเองและเดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ

 

เราไม่แม้แต่จะโหยหาเตียงผืนนุ่มหรือสร้างบรรยากาศใดๆ ด้วยซ้ำ

 

และที่สำคัญคืออี้ฟานไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มมันก่อน

 

กระดาษทิชชูถูกโยนลงถังขยะก่อนมือหนาจะก้มลงเก็บหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกเล็กน้อยที่ร่วงลงมาจากโต๊ะเนื่องจากชานยอลปัดมันลงมา

ความจริงแล้วตอนนี้เป็นเวลาพักระหว่างคาบเช้าและบ่ายที่พวกเขามีเวลาตรงกันซึ่งมันก็มีเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น ชานยอลโทรไปบอกอี้ฟานว่าลืมงานไว้ที่ห้องและต้องรีบกลับมาเอาไปส่งแต่แบคฮยอนมีนัดกับอาจารย์เลยพามาไม่ได้

 

ซึ่งชานยอลก็เลือกที่จะไม่ยืมรถเพื่อนสนิทแบบแบคฮยอนออกมา

 

 

ทุกคนต่างรู้ดีว่าชานยอลไม่ได้ขับรถมาสองเดือนแล้วเพราะเกิดอุบัติเฉี่ยวชนแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นที่บ้านของเขาก็ยังไม่ให้เอารถกลับมาใช้ซึ่งแต่ก่อนแน่นอนว่ามันไม่มีปัญหาอะไรเพราะชานยอลยังมีจงอิน

แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างไม่ได้เหมือนเดิม

 

“พี่จะรีบไปเรียนเลยมั้ยครับ”

 

ชานยอลเอ่ยขึ้นหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำ ร่างโปร่งเดินไปหยิบเอกสารกองหนึ่งที่ถูกวางเรียงไว้อย่างดีบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะถือมันมาวางไว้ที่โต๊ะเล็กหน้าทีวี เขาทรุดตัวลงนั่งและไม่ได้ทำอะไรอีกนอกจากหยิบมือถือออกมาไล่ดูโซเชียลไปเรื่อยๆ บ่งบอกว่าตัวเองพร้อมแล้วและรออี้ฟานเพียงเท่านั้น

 

ชานยอลไม่เอ่ยอะไรอีกเลยหลังจากออกมาจากห้องพออี้ฟานมาส่งที่มหาลัยก็ลงจากรถไปเงียบๆ และเดินเข้าไปหากลุ่มแบคฮยอนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำซึ่งร่างสูงไม่ได้ลงไปด้วยเพราะถูกเพื่อนในกลุ่มโทรตามไปแก้งาน

เขาทำเพียงมองแผ่นหลังของชานยอลเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนเท่านั้น

 

วันนี้ชานยอลไม่แม้แต่จะยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง

 

 

“ชานยอลไปไหนมา ไหนบอกจะไปกินข้าวรอ ลงมากูก็หาไม่เจอโทรไปก็ไม่รับ”

“กลับห้อง”

“กลับห้องวันนี้มีเรียนต่อกลับทำไมวะ ทำไมไม่บอก แล้วใครไปส่ง

“พี่อี้ฟานน่ะ”

 

เอ่ยตอบประโยคยืดยาวของแบคฮยอนเพียงเท่านั้นก่อนจะนั่งลงและวางกระเป๋าไว้ข้างๆ ตัว ไม่มีคำถามจากเพื่อนตัวเล็กส่งมาอีกเพราะอีกฝ่ายก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อโดยไม่รู้ว่าจะจับประเด็นไปที่ไหน บางทีอาจจะเป็นธุระเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมานั่งขยายความให้ฟังถึงรายละเอียดของมัน

 

ชานยอลกลับไปเอาเอกสารก็จริงหากแต่ตอนนี้เขาลืมมันไว้ในรถของอี้ฟานไปแล้วด้วยซ้ำโดยที่ไม่รู้ตัวสักนิด

 

 

 

“แล้วกลับไปทำไมไม่เห็นบอก”

“.............”

ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างนั้นครู่ใหญ่ก่อนประโยคคำถามหนึ่งจะถูกถามออกมาจากปากบยอนแบคฮยอนเพื่อนสนิทอีกครั้ง ท่าทางที่นิ่งเงียบไปของร่างโปร่งทำให้แบคฮยอนเดาได้ไม่ยากเลยสักนิดทั้งที่ตอนแรกเขาคิดว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ก็ดูจะไม่มีเหตุผลอย่างอื่นอีกที่จะทำให้ชานยอลกลับมาเฉยชาอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

“เห็นจงอินกับเซฮุนเหรอ”

คำถามนั้นทำให้ปลายนิ้วของชานยอลที่วางอยู่บนโต๊ะขยับเบาๆ ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วสำหรับแบคฮยอน  จงอินไม่ได้ผ่านมาที่นี่สักพักแล้วหลังจากเลิกกับเพื่อนของเขาแต่ดูเหมือนว่าวันนี้จงอินจะไม่ได้หลีกเลี่ยงเหมือนเมื่อก่อนและอีกทั้งพาใครอีกคนมาด้วย

แบคฮยอนเจอจงอินก่อนหน้าและเข้าใจว่าอีกคนอาจจะพาเซฮุนมาหาเพื่อนที่นี่ พวกเขาทำแค่สบตากันเล็กน้อยและเลือกที่จะไม่เอ่ยอะไร คนตัวเล็กทำได้แค่ภาวนาว่าชานยอลจะไม่เจอจงอินเหมือนอย่างที่เขาเจอแต่ก็ดูเหมือนว่าคำขอนั้นจะไม่เป็นผลเลยสักนิด

ระหว่างที่เขาไปหาอาจารย์และชานยอลเดินลงมาข้างล่างน่าจะทำให้ทั้งคู่เจอกันหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ชานยอลเท่านั้นที่เห็นใครคนนั้นเดินผ่านมา

 

“ชานยอล มีคนอื่นอีกเยอะแยะทำไมมึงไม่ลองเปิดใจ”

“กูไม่เห็นว่าจะมีใคร”

“...........”

“ไม่มีหรือมึงไม่ยอมลืมมัน”

“ถ้าไม่มีคนอื่นเข้ามาเขาก็ไม่เลิกกับกูแบคฮยอน”

นั่นเป็นคำตอบได้ดีว่าชานยอลไม่เคยลืมความรู้สึกที่มีให้อีกคน แม้จงอินจะไม่ได้มีตัวตนอยู่ใกล้ๆ แล้วแต่ภายในความรู้สึกนึกคิดของชานยอลอีกฝ่ายไม่ได้จากหายไปเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งคำพูดที่ออกมาจากปากของร่างโปร่งมันแสดงให้เห็นว่า ชานยอลไม่เคยโทษจงอินเลยสักนิด

สบตากันนิ่งเพียงชั่วครู่หลังจากไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกและก็เป็นชานยอลที่เลือกลุกเดินขึ้นตึกไปก่อน แบคฮยอนเสยผมตัวเองลวกๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และเก็บกระเป๋าเพื่อเดินตามเพื่อนร่างโปร่งที่เดินนำไปก่อนแล้ว หากดูผิวเผินอาจจะมองว่าชานยอลไม่ควรจมปรักกับใครบางคนขนาดนี้แต่ถ้าเป็นเขาที่อยู่กับเพื่อนคนนี้มาตลอดย่อมเห็นอะไรหลายอย่างมาตั้งแต่ต้น

 

วันที่จงอินเดินมาจีบชานยอลต่อหน้าเขาแต่ชานยอลทำตัวไม่ถูกเลยต้องกลับไปแบบงงๆ ทั้งสองฝ่าย

วันที่จงอินเทียวมาหาเพื่อนเขาจนบยอนแบคฮยอนคนนี้ไม่รู้จะไปนั่งตรงไหนของโต๊ะ

วันที่ชานยอลเดินมาบอกกับเขาเป็นครั้งแรกว่า จงอินขอคบ

วันที่จงอินหายไปจนชานยอลเอาแต่มองหา

วันที่เขาเห็นจงอินจูบเพื่อนของเขาครั้งแรกตอนที่ไปทำงานที่ห้องชานยอล

 

เขาเห็นวันที่ชานยอลค่อยๆ คลี่ยิ้มให้กับใครสักคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขในขณะที่มือของทั้งสองคนเกี่ยวพันกันไว้หลวมๆ

มันไม่ใช่เวลาแค่ผิวเผินแต่มันนานพอที่จะให้ชานยอลทบทวนความรู้สึกตัวเองอยู่นานว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

 

เขาเห็นมันมาตลอด

 

 

จงอินน่ะ..เป็นแฟนคนแรกของชานยอล

 

 

 

ร่างโปร่งทำเหมือนว่าตั้งใจจดจำสิ่งที่อาจารย์อธิบายอยู่หน้าห้องแต่แท้จริงแล้วสมองของเขาคงไม่ได้รับรู้มันเท่าไหร่นัก ชานยอลร่าเริงมาตลอดเพื่อนเขาไม่เคยเฉยชาจนน่าใจหายขนาดนี้ แบคฮยอนพยายามคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนเขา ชานยอลก็แค่ไม่เคยรับมือกับความรู้สึกที่ตัวเองไม่เคยเจอ

“ตอนเย็นซื้อของไปทำหม้อไฟที่ห้องกูมั้ย ให้คยองซูทำให้กิน”

“..........”

ชานยอลมองหน้าแบคฮยอนที่ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีและรอคำตอบอยู่อย่างนั้น แม้ภายใจในต่างคนจะรู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้มีความสุขกับวินาทีนี้สักเท่าไหร่แต่ก็ปั้นหน้าให้กันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็แค่เรื่องเล็กๆ เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้นไปในอีกไม่นาน

“กูจะรบกวนคยองซูรึเปล่า”

“มันบอกให้กูชวน จริงๆ นะ เราไม่ได้มาทำอะไรกินกันตั้งนานแล้ว”

แบคฮยอนไม่ได้โกหกมันเป็นเรื่องจริงที่คยองซูเป็นคนเอ่ยชวนผ่านทางเขาแม้เพื่อนตัวเล็กคนนั้นจะไม่ได้เรียนคณะเดียวกันและดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกับชานยอลแต่อีกฝ่ายก็มักเป็นห่วงอยู่เสมอและยิ่งเห็นว่าช่วงนี้เพื่อนร่างโปร่งไม่มีความสุขก็อยากให้กลับมาสนิทกับกลุ่มเพื่อนๆ อีกครั้งจะได้ตัดเรื่องที่เอาแต่คิดถึงใครอีกคนให้ออกไปบ้าง

“ก็ได้”

“ชวนพี่อี้ฟานด้วย กูโทรเลยนะจะได้ไปรับคยองซูแล้วออกไปซื้อของกัน”

ชานยอลพยักหน้าก่อนจะเก็บของลงกระเป๋าขณะที่แบคฮยอนโทรหาพี่อี้ฟานอย่างที่บอก เขาได้ยินคร่าวๆ ว่าคนปลายสายจะตามไปทีหลังเพราะติดงานที่ต้องเร่งส่งกับกลุ่มเพื่อน

 

 

 

 

“ช่วงนี้ติดโทรศัพท์นะ เหงาเหรอมาเล่นกะกูดิ”

 

เสียงแบคฮยอนเอ่ยติดแซวเล็กๆ ที่เห็นชานยอลหยิบมือถือขึ้นมาบ่อยกว่าเมื่อก่อนและเขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะการที่ช่วงนี้ชานยอลใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากเกินไปถึงได้มีแค่มือถือเป็นเพื่อน

“แบคฮยอน..”

 

“กู”

 

“.........”

 

“จะกลับไปคบกับจงอินนะ”

 

 

 

แบคฮยอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ประโยคนั้นของชานยอลก็ชัดเจนสำหรับเขามากพอแล้ว นั่นไม่ใช่คำขออนุญาตหรอกแต่มันคือประโยคที่ชานยอลเอ่ยเพียงเพราะแค่อยากให้เขารับรู้ด้วย ร่างโปร่งไม่พูดอะไรต่อ แต่แบคฮยอนสังเกตว่าเพื่อนเขาเม้มปากเบาๆ และเหมือนว่าแววตาคู่นั้นจะเปลี่ยนไป

 

ชานยอลเหมือนคนที่กำลังมีความหวัง ดวงตาคู่นั้นดูมีประกายมากขึ้นทั้งที่เวลาผ่านมาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

 

“หมายความว่ายังไง มึงไม่ได้คุยกับจงอินเลยไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ กูคุยกับจงอิน”

“............”

“คุยมาตลอด”

“ชานยอล มึงง้อมัน?

 

ริมฝีปากอิ่มขบเม้มเบาๆ เป็นคำตอบ แบคฮยอนถอนหายใจก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นยีผมตัวเองอย่างคิดไม่ตก เขาไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไงเพราะเขาเองก็รู้แค่ทั้งสองคนเลิกกันเพราะจงอินมาบอกเลิกและมีคนใหม่

 

และไม่คิดว่าจะกลับมาเป็นแบบนี้อีก

 

“กูไม่รู้ที่ผ่านมาเป็นยังไงกันแต่คิดดีแล้วเหรอชานยอล แล้วคนใหม่มันล่ะ”

“..........”

“ชานยอล”

“หมามึงอยู่ห้องป่ะแบคฮยอน กูจะไปเล่นด้วย”

ชานยอลเลือกจะตัดบทสนทนาเป็นอย่างอื่นแบคฮยอนจึงได้หยุดคำถามนั้นลง เขารู้ดีชานยอลจะดันทุรังทำทุกอย่างที่ตัวเองตัดสินใจแม้ว่าเขาจะพูดว่าอะไรประโยคพวกนั้นจะทำได้แค่สะกิดใจอีกฝ่ายให้ได้นึกคิดก็เท่านั้นส่วนจะตัดสินใจอย่างไรแน่นอนว่าชานยอลเป็นคนทำมันเองทุกอย่าง

 

ชานยอลเป็นเด็กดื้อ..พี่อี้ฟานเคยบอกไว้แบบนั้น

 

“ครับ”

มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ ชานยอลไม่ได้หันไปมองแบคฮยอนที่ชำเลืองมามองเล็กน้อยระหว่างขับรถว่าเขาคุยกับใครหากแต่เมื่อได้ยินประโยคสนทนาต่อมาก็คงพอจะเดาได้ว่าปลายสายเป็นพี่อี้ฟานที่โทรมาหา

“ครับ เดี๋ยวผมจะรอที่ห้องแบคฮยอนพี่รีบมานะครับ”

ภายใต้ประโยคนั้นมีรอยยิ้มเล็กๆ เกิดขึ้น หากจะให้คาดเดาก่อนหน้านี้ชานยอลและจงอินคงคุยกันมาตลอดและบางประโยคอาจจะทำให้ชานยอลรู้สึกดีขึ้นจนกระทั่งยิ้มได้ ซึ่งประโยคนั้นก็อาจจะเป็นประโยคที่ทำให้ชานยอล พูดออกมาว่า จะกลับไปคบกับจงอิน

“อ่า ผมลืมเหรอครับ”

“ไม่เป็นไรครับ อาจารย์ให้เลื่อนส่งได้พี่ไม่ต้องเอามาให้ก็ได้ครับ ค่อยเจอกันตอนเย็น”

ชานยอลคุยโทรศัพท์อีกสักพักก็วางสายดูเหมือนว่าคนที่คุยด้วยจะกังวลอะไรบางอย่างจนชานยอลปฏิเสธอยู่หลายรอบก่อนจะได้วางไปจริงๆ แบคฮยอนทำแค่ฟังเท่านั้นเขาไม่ได้เอ่ยถามหรืออยากรู้จนต้องหาคำตอบนั้นให้กับตัวเอง

ใช้เวลาพอสมควรกับการไปรับคยองซูและออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกัน แบคฮยอนไม่ได้เอ่ยถามชานยอลเรื่องของจงอินอีก เขาเองก็คาดเดาไม่ได้ว่าความสัมพันธ์นี้จะเป็นไปในทิศทางไหน บางทีเขาอาจจะต้องให้ชานยอลได้เรียนรู้มันด้วยตนเอง ซึ่งเขาเองก็พร้อมจะยืนรออีกฝ่ายเข้ามาปรึกษาอยู่เสมอ เขาไม่ได้เกลียดจงอินแต่ก็ไม่ได้รู้จักไปมากกว่านั้น อีกทั้งกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนเขาควรจะยืนอยู่โดยมีระยะห่างไว้จะดีกว่า

คยองซูไม่ได้รับรู้กับเรื่องที่ชานยอลบอกว่าจะกลับไปคบกับจงอิน คนตัวเล็กคลี่ยิ้มออกมายามเห็นว่าชานยอลไม่ได้นิ่งเงียบเหมือนวันก่อนๆ ที่ได้เจออีกแล้ว ร่างโปร่งไม่ได้จริงจังกับการเลือกของที่จะเอาไปทำอาหารเขาปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของเพื่อนตัวเล็กทั้งสองคนและเดินดูของกินอย่างอื่นไปพลางๆ

“ดื่มมั้ย”

“เอาไปด้วยก็ดี”

ชานยอลเอ่ยถามตอนที่เขาเดินผ่านตู้เครื่องดื่มเมื่อแบคฮยอนเองก็สนับสนุนจึงได้เปิดตู้และหยิบมันออกมาหลายขวด ไม่แน่พวกเขาอาจจะปาร์ตี้กันทั้งคืนและพรุ่งนี้ก็ตื่นสายโด่งตามประสาวันหยุด

แบคฮยอนเดินตามชานยอลไปช้าๆ เขาปล่อยให้เพื่อนร่างโปร่งเดินเลือกขนมกับคยองซูโดยไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไรอีก มือเรียวข้างนั้นเอาแต่หยิบมือถือขึ้นมาบ่อยๆ ชานยอลก้มมองมันครั้งแล้วครั้งเล่าและทำตัวเป็นปกติเหมือนเมื่อครั้งเราเพิ่งจบมอปลายที่สนุกกับการอยู่กับเพื่อนฝูงและเที่ยวเล่นตามที่ใจอยาก

 

ชานยอลทำอย่างที่ตัวเองบอกว่าจะไปเล่นกับหมาของแบคฮยอนที่ห้อง หลังจากมาถึงร่างโปร่งก็ไปเล่นกับมันอยู่อีกห้องหนึ่งโดยที่แบคฮยอนและคยองซูออกมาเตรียมของทำหม้อไฟในตอนเย็น เขาไม่ได้ถูกร้องขอให้ไปช่วยจัดเตรียมของและชานยอลรู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับตัวเองห้องครัวของแบคฮยอนก็เล็กนิดเดียวเขาไม่ควรจะย่างกรายเข้าไปใกล้ให้เกะกะคนอื่นเลยด้วยซ้ำ

ใช้เวลาไปครู่ใหญ่กับการทำกิจกรรมของตัวเองชานยอลนอนหลับไปหลังจากเล่นกับสุนัขของแบคฮยอนที่ร่าเริงจนเกินเหตุและมีพลังจนสู้ไม่ไหว มงมงถูกแยกให้นอนอยู่อีกห้องกับอาหารจานโตเมื่อจัดการสัตว์เลี้ยงของตัวเองเรียบร้อยแบคฮยอนถึงได้เดินมาปลุกอีกคนที่นอนอยู่บนโซฟาให้ลุกไปตั้งโต๊ะทานอาหารด้วยกัน

“พี่อี้ฟานมาแล้วเหรอ”

“ยังหรอก บอกว่าให้เราทานไปก่อนจะรีบตามมา”

ชานยอลพยักหน้าก่อนจะลุกเดินเข้าห้องน้ำและกลับมาที่โต๊ะหน้าทีวีที่ถูกจัดเตรียมสำหรับทำหม้อไฟเรียบร้อยแล้ว

ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่แบคฮยอนบอกว่านานแล้วที่พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาแบบนี้ร่วมกัน แบคฮยอนเปิดขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และรินให้ทุกคน ชานยอลยกมันขึ้นดื่มโดยไม่มีทีท่าประหม่าเลยแม้แต่น้อย

 

แต่ก่อนน่ะชานยอลดื่มอะไรพวกนี้ไม่เป็นและกลัวว่าตัวเองจะเมาแล้วทำอะไรน่าเกลียด แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เราก็ค่อยๆ โตขึ้นและทิ้งคำว่าเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาไว้ข้างหลัง

 

พวกเขาไม่ได้รีบร้อนในการกินหากแต่ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ เรื่อยไปกับการดื่มเพื่อรอรุ่นพี่ที่สนิทอีกคนที่กำลังจะตามมา อี้ฟานรับปากไม่ได้ว่างานเขาจะเสร็จเวลาใดจึงบอกให้ทานกันไปก่อนและไม่ต้องคิดมากเรื่องทานก่อนหลัง มันคงดีกว่าการมานั่งรอกันเฉยๆ และหิ้วท้องรอเลยเวลาอาหารให้ทรมานเล่น

เสียงเคาะประตูดังขึ้นในเวลาต่อมาและพวกเขามั่นใจว่าเป็นอี้ฟานที่ตามมาถึง ชานยอลรีบลุกเป็นคนแรกและไปเปิดประตูให้ก่อนจะจูงมือร่างสูงเข้ามาในห้องและให้นั่งลงข้างๆ ตัวเอง ร่างโปร่งดูอารมณ์ดีและนั่นไม่ใช่แค่อี้ฟานที่เห็นเพราะทั้งแบคฮยอนและคยองซูก็สัมผัสความรู้สึกนั้นได้เช่นเดียวกัน

“เมาแล้วรึไง”

ชานยอลยิ้มให้กับประโยคนั้นที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหากไม่ใช่อาการเมาก็คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้ชานยอลเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป

“งานเสร็จแล้วเหรอพี่”

“เสร็จแล้วล่ะ ก็เลยรีบมา”

แบคฮยอนทั้งเอ่ยถามและรินเครื่องดื่มให้คนมาใหม่ในขณะที่คยองซูเองก็ทำหน้าที่ยื่นตะเกียบและจานให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง

“อันนี้ผมทำเอง”

ชานยอลเอ่ยก่อนจะยื่นตะเกียบมาตรงหน้าคนเป็นพี่ ทุกคนต่างรู้ดีว่าชานยอลจะอารมณ์ดียามที่ดื่มและเริ่มเมาหากแต่ยังมีสติดีอยู่ อี้ฟานอ้าปากรับเนื้อที่ชานยอลยื่นมาให้เขาไม่ได้เอ่ยแซวอีกคนแต่แบคฮยอนก็ทำแทนไปหมดแล้ว

“เขาไม่เรียกทำ อันนั้นเขาเรียกแค่เอาจุ่มลงไปในน้ำชานยอล”

“ก็กูจุ่มเอง”

 

ไม่มีใครเอ่ยเถียงและบรรยากาศก็เป็นไปได้ดีกว่าที่คิด ชานยอลไม่ได้เมาอย่างที่เจ้าตัวยืนยันแต่ก็ต้องยอมรับว่าในกระแสเลือดมีแอลกอฮอล์อยู่ไม่น้อยแล้ว อี้ฟานสังเกตว่าชานยอลกลับมายิ้มอีกครั้งหลังจากที่เมื่อเช้าอีกฝ่ายนิ่งเงียบกว่านี้ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าความรู้สึกของเขาเป็นอย่างไรเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่ตัวเองหลงรักมานานนั่น

 

ราวกับว่าชานยอลเป็นผู้ควบคุมความรู้สึกทุกอย่างของเขาเอาไว้แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงแค่การใช้ชีวิตของเจ้าตัวเองก็ตาม หากชานยอลมีความสุขอี้ฟานก็จะมีความสุขและหากชานยอลเสียใจเขาเองก็ไม่ต่างกัน

 

หลังจากทานเสร็จอาหารก็ถูกจัดเก็บไปโดยไม่ทิ้งไว้ให้เกะกะรกพื้นที่หากแต่เครื่องดื่มยังคงวางอยู่ที่เดิมและมันพร้อมจะมากขึ้นหากพวกเขาต้องการ แบคฮยอนและคยองซูเป็นคนเอาของเข้าไปเก็บในครัวในขณะที่อี้ฟานนั่งอยู่เป็นเพื่อนชานยอล ร่างโปร่งนั่งดูรายการทีวีตรงหน้าอย่างตั้งใจจนไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนจ้องมองตนเองอยู่ อี้ฟานสังเกตเห็นท่าทางเหมือนไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นกับชานยอลคนเป็นพี่จึงได้เอ่ยถามขึ้นเบาๆ

“เป็นอะไรรึเปล่า ขมวดคิ้วอีกแล้ว”

“ผมขมวดคิ้วเหรอครับ”

ร่างสูงไม่ได้เอ่ยตอบประโยคนั้นแต่เอื้อมมือมาหาใบหน้าของชานยอล ปลายหัวมือแม่วางลงระหว่างคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ของอีกฝ่ายแล้วนวดเบาๆ เพื่อให้ความตึงเครียดที่มองเห็นนั้นผ่อนคลายลง

“ปวดหัวเหรอ”

“ผมคงดื่มเยอะไป”

“พี่ไปชงอะไรให้ดื่มดีมั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

ชานยอลเอ่ยตอบพร้อมกับเอนตัวพิงกับโซฟา เขามักถูกคนรอบข้างดูแลอยู่เสมอแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายรอรับมันอยู่ฝ่ายเดียว

“อยากพักรึเปล่า ไปนอนดีมั้ย”

ชานยอลหันมายิ้มกับประโยคคำถามที่ได้ยินเมื่อครู่ ร่างโปร่งมั่นใจว่าหากเขาเอ่ยปากอีกฝ่ายจะรีบพาเขาเข้านอนเหมือนตอนเด็กๆ ที่โดนหลอกว่าถ้าไม่รีบปิดไฟนอนผีจะโผล่ออกมา

“พี่เหนื่อยมั้ยครับ”

“หืม”

ขานรับก่อนจะยกกระป๋องเบียร์ที่อยู่ในมือขึ้นจิบ เขาไม่รู้ว่าทำไมชานยอลถึงถามออกมาแบบนั้นแต่ยอมรับว่าหัวใจเขาเต้นแรงทุกครั้งที่อีกฝ่ายแสดงออกว่ามีท่าทีห่วงใย

“นิดหน่อยน่ะ”

“ผมนวดให้บ้างดีมั้ยครับ”

เอ่ยก่อนจะหันหน้าไปหาอีกคนและยกสองมือขึ้นนวดที่หางคิ้วเบาๆ ลมหายใจของชานยอลมีกลิ่นแอลกอฮอล์แต่ทีท่าของอีกฝ่ายก็ยังดูปกติมากกว่าแสดงอาการมึนเมา มันอาจจะใช่ที่ว่าชานยอลดื่มมันเข้าไปในกระแสเลือดจนร่างกายมีปฏิกิริยากับมันแต่ไม่ถึงกับเสียการควบคุมตนเองไป

ดวงตายังคงสอดประสานกันลมหายใจของชานยอลรินรดอยู่ใกล้ๆ และมันมีกลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางอยู่ในนั้น มือของอี้ฟานยกขึ้นมากุมมือข้างหนึ่งของร่างโปร่งไว้และบีบเบาๆ ก่อนจะดึงมันลงมาวางที่ตัก

เขาอยากให้ความสัมพันธ์ดูมีตัวตนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อาจจะเป็นเขาที่เป็นฝ่ายดูรีบร้อนแต่ก็ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ของเรามันก้าวไปไกลเกินกว่าที่ใครคิด หากแต่สถานะที่มียังไม่ได้เริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง

 

ชานยอลต้องการเวลา..และเขาก็รอเวลานั้นอยู่เสมอ

 

 

 

 

“พี่น่ะ..เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของผมเลยล่ะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

#shadowky

 

 

 

 

 

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users