Jump to content


Photo

Just a shadow (2/5)

#shadowky

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 70 posts

Posted 19 May 2019 - 11:57 AM

SF : Just a shadow

 

Author : Me_MyLak

 

Chapter : 02

 

 

แท็ก #shadowky

 

 

 

 

 

อี้ฟานรู้สึกถึงแรงสั่นของเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าจึงหยิบขึ้นมาดูและพบว่ามีข้อความจากชานยอลเข้ามาพร้อมกับสติ้กเกอร์เศร้าๆ แต่แฝงด้วยความทะเล้นที่เจ้าตัวชอบใช้ส่งมาให้ ก้มลงอ่านก่อนจะอมยิ้มน้อยๆ จนเพื่อนที่นั่งทำงานด้วยกันเอ่ยแซวแต่ร่างสูงก็ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นที่ดูเหมือนว่าอยากให้เขาเล่าอะไรให้ฟังซะเต็มประดา

 

 

ตอนเย็นไปทานข้าวกันมั้ยครับ

 

 

มันอาจเป็นข้อความเรียบง่ายที่เคยได้รับมาตลอด แต่สำหรับอี้ฟานมันพิเศษขึ้นทุกๆ วัน

 

 

ส่งข้อความตอบกลับไปว่าให้รอที่ห้องเดี๋ยวจะไปรับหลังทำงานกลุ่มเสร็จจากนั้นจึงหันมาตั้งใจทำงานในส่วนของตนเองที่ยังคงค้างคาอยู่ มีเสียงเอ่ยแซวอีกเล็กน้อยว่าใครกันสามารถสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนร่างสูงที่ไม่เห็นมีแฟนสักทีได้ แต่ก็นั่นแหละพวกเขาไม่เคยได้คำตอบจากอี้ฟานนอกจากรอยยิ้มจางๆ และแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขของเจ้าตัวที่เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกวัน

 

 

ร่างสูงขอตัวกลับก่อนหลังจากทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ ไม่มีคำเอ่ยท้วงคัดค้านหรือบ่นด่าจากปากของเพื่อนๆ ให้ได้ยิน สาวสวยในกลุ่มยกมือโบกลาด้วยรอยยิ้มก่อนอี้ฟานจะส่งยิ้มตอบกลับไปแล้วรีบไปที่ลานจอดรถเพื่อออกไปรับชานยอลตามที่นัดกันไว้

 

ยกข้อมือขึ้นมองนาฬิการู้สึกพอใจไม่น้อยที่มันไม่ได้เลทเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ชานยอลเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจและตอบกลับมาว่า ให้เขาทำงานให้เสร็จก่อนไม่ต้องรีบร้อนพร้อมกับข้อความที่บอกให้ขับรถด้วยความปลอดภัย

 

 

ประโยคพวกนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยได้รับหากแต่ความรู้สึกมันแตกต่างออกไป

 

 

เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น..เขารู้สึกว่ามันเต้นแรงและเร็วกว่าครั้งเก่าๆ ที่เคยได้ยิน

 

 

อี้ฟานขึ้นไปรับชานยอลที่ห้อง เสียงออดดังเบาๆ ก่อนบานประตูตรงหน้าจะถูกเปิดออก ดูเหมือนว่าชานยอลจะเตรียมตัวพร้อมแล้วจึงทำแค่วิ่งกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์จากนั้นจึงรีบกลับออกมาโดยไม่เอ่ยให้เขาเข้าไปนั่งรอด้านใน

 

 

หิวเหรอ

 

ครับ

 

ขอโทษที่พี่มาช้านะ

 

ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ผมรอได้

 

 

เอ่ยตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะปิดประตูลง อี้ฟานเดินนำไปแล้วหากแต่สองเท้าของชานยอลยังไม่ยอมก้าวตามไปอย่างที่ควรจะเป็น ดวงตากลมเผลอเหม่อมองบานประตูห้องตรงข้ามที่ยังคงปิดสนิท

 

มันเป็นแบบนั้นมานานพอสมควรแล้ว

 

 

เขาไม่เคยเห็นมันเปิดออกอีกตั้งแต่เราเลิกกัน

 

 

จงอินเลี่ยงจะเจอชานยอล จงอินออกไปอยู่กับโอเซฮุน

 

 

 

โอเซฮุนที่แย่งจงอินไป

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นแม้จะไม่เคยเห็นว่าเจ้าของห้องกลับมาแต่ชานยอลก็รู้ว่าจงอินยังคงไม่ได้ย้ายออกไปไหนหากแต่เลี่ยงจะเจอเขา เสียงประตูบานนี้ดังขึ้นเมื่อคืนพร้อมเสียงพูดคุยของเจ้าของห้องและใครอีกคนที่ชานยอลจำได้ดี

 

 

ชานยอล

 

ค ..ครับ

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงตื่นจากความคิดร่างโปร่งคลี่ยิ้มแล้วรีบสาวเท้าเดินตามอี้ฟานที่เดินไปรออยู่หน้าลิฟท์ก่อนแล้ว

 

 

เราต่างรู้ดี..แต่เราก็เลือกจะยิ้มให้กันแม้มีเข็มเล็กๆ คอยทิ่มแทงความรู้สึกอยู่อย่างนั้น

 

 

อี้ฟานเหลือบมองบานประตูห้องตรงข้ามเล็กน้อยระหว่างที่ชานยอลกำลังเดินมาหา ใบหน้าคมก้มลงมองจอมือถือที่ตัวเองเปิดไว้อีกครั้งมันมีชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นร้านดังอยู่บนหน้าจอ ซึ่งเป็นร้านที่ชานยอลบอกว่าอยากกินแต่ที่ร้านคนมักจะเยอะอยู่เสมอไม่รู้ว่าจะไปทันรึเปล่า

 

 

อี้ฟานโทรไปจองร้านไว้ตั้งแต่คุยกันเสร็จจากนั้นเขาก็รีบทำงานเพราะกลัวจะไม่ทันเวลาและร้านจะปล่อยโต๊ะที่เขาจองไว้ให้คนอื่น ชานยอลอาจจะไม่รู้ว่าเขาทำขนาดนี้แต่มันก็เป็นความสุขของตัวอี้ฟานเองด้วยหากว่ามันจะทำให้ใครคนนั้นยิ้มได้กว้างมากกว่าเดิม

 

 

 

โชคดีที่พวกเขามาทันเวลาจึงได้โต๊ะที่จองไว้ ชานยอลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มให้ร่างสูงตอนที่พนักงานถามว่าพวกเขาจองโต๊ะไว้รึเปล่าและอี้ฟานก็ตอบชื่อของชานยอลออกไป หากดูด้วยสายตาเองก็น่าจะดูออกว่าร้านคงไม่มีโต๊ะว่างแล้วแต่เขาก็ยังได้นั่งในห้องที่ต้องการ

 

 

ขอบคุณนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาที่อก

 

 

รอยยิ้มสามารถบดบังความรู้สึกที่แท้จริงของเราได้จริงๆ รึเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่อี้ฟานลูกโป่งของผม

 

 

แค่ชานยอลยืนร้องไห้ชี้ลูกโป่งสีแดงที่ติดอยู่บนต้นไม้ อี้ฟานก็ปีนขึ้นไปเก็บให้แม้มันจะผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่เคยละความพยายามเลยสักนิด มันอาจเป็นเรื่องง่ายหากเวลานั้นทั้งคู่มีร่างกายสูงโปร่งและแข็งแรงแบบตอนนี้ หากแต่เวลานั้นพวกเขาเป็นแค่เด็ก เด็กตัวเล็กๆ ที่ร้องไห้เพียงแค่หกล้มลงกับพื้นแล้วหัวเข่าถลอกเป็นรอยแผล

 

 

 

วินาทีที่พี่ชายตัวสูงยื่นลูกโป่งมาให้ ชานยอลยิ้มดีใจและรีบคว้าลูกโป่งวิ่งกลับบ้าน

 

 

เขาไม่เห็นแผลของอี้ฟานตอนลื่นลงมาจากต้นไม้หลายครั้ง เขาไม่เห็นว่ามือคู่นั้นถลอกจนเลือดซึม

 

 

 

 

...ไม่ใช่หรอก

 

 

 

ชานยอลแค่แกล้งไม่รู้และรีบวิ่งกลับบ้านเพราะกลัวแม่บ่นก็เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือหนาวางลงบนกลุ่มผมนิ่มเบาๆ เขี่ยมันเล็กน้อยก่อนจะพาอีกคนเดินไปยังห้องที่จองไว้ ที่นี่เป็นส่วนตัว มันเหมาะกับการพูดคุยกับลูกค้าหรือแม้กระทั่งพาครอบครัวมาทานด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้สั่งอะไรและปล่อยให้ชานยอลเป็นคนจัดการทุกอย่าง ระหว่างที่นั่งรอเราทำแค่นั่งเงียบๆ และสบตากันไม่กี่ครั้ง

 

ร้านนี้คงความเป็นญี่ปุ่นตามต้นแบบดั้งเดิม พวกเขานั่งทานกับพื้นมีโต๊ะเล็กๆ ขั้นกลาง มีภาพวาดและตัวอักษรแบบญี่ปุ่นติดตามผนัง อี้ฟานกวาดสายตามองมันเล็กน้อยหากแต่ชานยอลไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลยสักนิด ร่างโปร่งหยิบโทรศัพท์ที่มีปลายสายเป็นแบคฮยอนขึ้นมารับ ชานยอลไม่ได้ปฏิเสธหรือโกหกว่าเขาอยู่กับใคร เขาเอ่ยตอบเพื่อนสนิทไปว่าตัวเองออกมาทานอาหารกับพี่อี้ฟานจากนั้นอาหารก็เข้ามาเสิร์ฟพอดีจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ

 

ชานยอลคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองอี้ฟานด้วยแววตาตื่นเต้นกว่าปกติก่อนจะหยิบตะเกียบและคีบอาหารชิ้นที่อี้ฟานคิดว่าเจ้าตัวคงชอบที่สุดเข้าปาก

 

มือหนาแกะตะเกียบของตัวเองบ้างก่อนจะถือมันไว้ในมือและจ้องมองอาหารบนโต๊ะหากแต่ยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจเนื้อปลาดิบชิ้นสวยก็ถูกยื่นมาจ่ออยู่ตรงหน้าของเขาเสียก่อน

 

 

อร่อยนะครับ

 

“..........”

 

ผมรู้ว่าพี่ชอบ

 

 

ชานยอลเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นมันมาใกล้กว่าเดิมจนอี้ฟานต้องอ้าปากรับ มันอร่อยอย่างที่ชานยอลบอกเขา

 

 

และถ้าหากว่าเขาชอบมันก็คงจะอร่อยมากกว่านี้

 

 

อี้ฟานคลี่ยิ้มออกมาเมื่อทานอาหารคำนั้นเสร็จ ดูเหมือนว่าชานยอลจะดีใจที่เห็นเขาชอบมันเช่นกัน ร่างสูงยังคงจับตะเกียบคู่นั้นไว้แต่เขาไม่ได้หยิบจับอาหารบ่อยนักและชานยอลเองก็คงไม่ได้สังเกตการกระทำนั้นสักเท่าไหร่

 

 

ในชีวิตอี้ฟานเข้าร้านอาหารแบบนี้เพียงครั้งเดียวและนี่ก็เป็นครั้งที่สอง

 

 

แต่ชานยอลก็บอกว่าเขาชอบมัน

 

 

 

อี้ฟานไม่รู้หรอกว่าชานยอลมาทานบ่อยแค่ไหนหรือใครที่ชอบทานมันจนชานยอลจดจำได้เพราะตอนนี้เขาอยากมองแค่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของคนตรงหน้ามากกว่า

 

เขามองชานยอลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแม้ว่าข้างในจะปวดหนึบเหมือนมีเข็มคอยทิ่มอยู่ในอกก็ตาม

 

 

 

ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ทานอาหารเสร็จ ร่างโปร่งลุกไปเลื่อนบานประตูก่อนจะปิดมันลงเบาๆ ระหว่างรออี้ฟานจึงหยิบมือถือมาตอบข้อความของเพื่อนที่คุยกันเรื่องงานกลุ่มและใช้เวลาไม่นานชานยอลก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

 

ประตูบานเลื่อนถูกเปิดเบาๆ เช่นขาไป ร่างโปร่งทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะหลังจากกลับมาหากแต่ที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ตำแหน่งเดิมที่ชานยอลเคยนั่งก่อนหน้าเพราะตอนนี้พวกเขาไม่ได้นั่งตรงข้ามกันอีกแล้วหากแต่เป็นการนั่งฝั่งเดียวกันหรือข้างๆ กันแทน

 

 

พี่ดื่มมั้ยครับ

 

 

อี้ฟานมองสิ่งที่ชานยอลถือกลับมาด้วยและเพิ่งวางลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยประโยคนั้นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่ส่งให้

 

 

ไม่เมาหรอกครับ เหล้าญี่ปุ่นน่ะ

 

 

ชานยอลยังคงยิ้มราวกับมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ ก่อนจะรินเหล้าที่ถือมาใส่ถ้วยชาใบเล็กๆ และชักชวนให้ร่างสูงดื่มด้วยกัน อี้ฟานไม่ได้ปฏิเสธ พวกเขาใช้เวลานั่งดื่มกันต่ออีกครู่ใหญ่จนกระทั่งดูเหมือนจะได้เวลากลับจึงได้เตรียมตัวและเช็คว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ที่นี่

 

 

พี่อี้ฟาน

 

เมาเหรอ

 

 

แก้มและปลายจมูกชานยอลแดงเรื่อแต่ไม่ได้มีทีท่าว่ามึนเมาอย่างที่อี้ฟานเอ่ยถาม ร่างโปร่งรั้งข้อมือหนาไว้ไม่ให้ลุกก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้และจูบที่มุมปากของร่างสูงเบาๆ

 

ครั้งนี้อี้ฟานรู้ตัวดี เขาเห็นตอนที่ชานยอลขยับตัวเข้ามาหา เห็นตอนที่อีกฝ่ายค่อยๆ หลับตาลงจนกระทั่งริมฝีปากอิ่มสีสดราวกับเยลลี่รสหวานนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

 

เราทั้งคู่ต่างก็รู้ดี

 

 

 

 

เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ดวงตากลมนั้นสั่นไหวก่อนมันจะปิดลง เพียงเวลาแค่ไม่นานที่ลมหายใจเรารินรดกันอยู่ข้างแก้ม แม้จะเป็นจูบที่ไม่ลึกซึ้งและชั่วครู่แต่ก็รู้สึกถึงความเชื่องช้าของเวลาที่ค่อยๆ ผ่านพ้นไป

 

 

เปล่าซะหน่อย ผมไม่เมาง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

 

 

ชานยอลเอ่ยตอบหลังจากที่ผละออกและได้สบตากันอีกครั้ง บางทีการกระทำเมื่อครู่อาจเป็นคำขอบคุณที่ชานยอลมีให้เพราะไม่อยากพูดประโยคนั้นออกมาซ้ำๆ จนดูเป็นคำง่ายๆ ที่ไม่มีความหมายจึงเลือกจะแสดงออกในแบบที่เขาคิดว่าอี้ฟานจะพอใจแทน

 

 

 

 

มันยังไม่ดึกมากแต่ชานยอลไม่ได้อยากไปที่ไหนต่ออี้ฟานจึงได้มาส่งทีคอนโดหลังจากกลับจากร้านอาหาร ใช้เวลาไม่นานนักกับการเดินขึ้นไปส่งร่างโปร่งแล้วจึงกลับมาที่คอนโดของตัวเอง อี้ฟานพูดคุยกับเพื่อนเรื่องงานกลุ่มอีกครั้งหลังจากข้อความในกลุ่มงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเล็กน้อยเกิดขึ้นหากแต่มันก็สามารถแก้ไขได้ในเวลาต่อมาจึงได้วางมือถือและไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนจะเดินมานั่งที่เตียง

 

 

และอี้ฟานกำลังพบความผิดปกติที่เกิดกับร่างกายตัวเอง

 

 

 

หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติตอนนี้กลับเต้นระส่ำจนรู้สึกหายใจไม่สะดวก พอพลิกหน้าแขนของตัวเองขึ้นมาก็พบว่ามีผื่นสีแดงขึ้นอยู่ประปราย

 

 

เขาแพ้อาหารทะเล

 

 

ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้หากแต่ได้รับรู้มันเมื่อครั้งยังเด็ก ครั้งแรกที่ทานอาหารพวกนี้แล้วเกิดอาการผิดปกติแม่ของเขาก็ไม่ให้ทานมันอีก อี้ฟานค่อนข้างระมัดระวังตัวแต่มันก็นานมากจนบางทีเขาก็คิดว่าเวลาอาจจะทำให้ร่างกายนี้เปลี่ยนไป

 

 

เขาโตแล้วและถ้าหากทานเพียงเล็กน้อยมันก็อาจจะไม่เกิดอะไรขึ้น

 

 

 

แต่อี้ฟานก็คิดผิด..เพราะมันยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น

 

 

 

 

 

 

 

 

………………….

 

 

 

 

 

ชานยอลรีบแต่งตัวและไปโรงพยาบาลกลางดึกโดยมีคยองซูขับรถมารับ เขายังคงมีความคิดมากมายอยู่เต็มหัวตอนที่แบคฮยอนโทรมาบอกว่าพี่อี้ฟานอยู่โรงพยาบาลหากแต่ก็ไม่สามารถถามอะไรได้มากนักเมื่อแบคฮยอนวางสายไปเสียก่อนและบอกว่าค่อยมาคุยกัน สองเท้าก้าวไปตามทางเดินอย่างรีบร้อนก่อนจะพบว่าแบคฮยอนนั่งรอเขาอยู่หน้าห้องคนไข้ที่มีป้ายชื่อติดอยู่เพื่อบ่งบอกว่าใครอยู่ข้างในนั้น

 

 

เกิดอะไร มึงบอกกูว่าอะไรนะแบคฮยอน

 

พี่อี้ฟานแพ้อาหาร

 

 

เพื่อนตัวเล็กของเขาเอ่ยตอบเรียบๆ อีกครั้งเหมือนตอนที่คุยกันผ่านสายเมื่อครู่ คำตอบของแบคฮยอนไม่มีอารมณ์หรือน้ำเสียงที่ฉุนเฉียวอยู่ในนั้นหากแต่คนฟังกลับรู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อได้เป็นอย่างดี

 

 

ชานยอลไม่เคยรู้ว่าพี่อี้ฟานทานอาหารทะเลไม่ได้

 

 

เขาไม่เคยรู้เลย..

 

 

 

 

ชานยอลรู้ว่าคนที่นอนอยู่ในห้องปลอดภัยแล้วแต่ก็ตัดความรู้สึกผิดออกไปจากอกไม่ได้อยู่ดีและอี้ฟานคงเลือกโทรหาแบคฮยอนเพราะเขาบอกว่าจะนอนแล้ว

 

 

ความจริงชานยอลก็แค่ตอบกลับไปส่งๆ เท่านั้นตอนที่อี้ฟานส่งข้อความมาหาในช่วงดึก เขายังคงนั่งกดเข้าออกโซเชียลจนกระทั่งแบคฮยอนโทรหาและให้คยองซูไปรับ

 

 

ทำไมถึงไม่บอกว่าตัวเองทานไม่ได้และปฏิเสธออกมาแต่กลับคลี่ยิ้มตอนที่เขาถามว่าอร่อยใช่รึเปล่า

 

 

มือเรียวกำลูกบิดประตูไว้ก่อนจะตัดสินใจหมุนและเปิดมันออก อี้ฟานยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาลที่ภายในห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาและแขนข้างหนึ่งมีสายน้ำเกลือเชื่อมอยู่ข้างๆ ชานยอลเลือกที่จะนั่งลงข้างเตียงแต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวเปลือกตาคมคู่นั้นจึงได้ลืมขึ้นมาในทันทีที่มีเสียงขยับเก้าอี้เพียงเล็กน้อย

 

 

ชานยอล

 

อย่าลุกสิครับ

 

ดึกแล้วมาทำไม

 

 

คนที่ทำท่าว่าจะพยุงกายลุกขึ้นเอนตัวลงอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคห้ามปราม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะและต่างฝ่ายต่างใช้วิธีสบตากันเพื่อส่งผ่านคำถามที่อยากจะถามออกไปซึ่งมีทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและบางคำถามที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว

 

 

ทำไมไม่บอกผมล่ะครับ

 

“............”

 

 

อี้ฟานเห็นแววตาตัดพ้อจากคนตรงหน้าแม้ว่าประโยคที่เอ่ยออกมาจะแสดงความห่วงใยก็ตาม

 

 

และกลับเป็นเขาเองที่รู้สึกผิด

 

 

 

ชานยอล..

 

 

ผมผิดใช่มั้ยครับ..ผมเหมือนคนโง่ด้วย มีแต่คนหลอกผมเต็มไปหมด

 

“............”

 

ตอนที่พี่ทำเหมือนว่าชอบมัน ตอนนั้นผมดูตลกมากแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ

 

 

 

 

ประโยคนั้นมันชัดเจนแล้วว่าชานยอลรู้สึกอย่างไร ร่างโปร่งกำลังรู้สึกแย่ที่เหมือนตัวเองโดนหลอก อี้ฟานรู้ว่าตัวเองแพ้อาหารแต่ก็ไม่ยอมบอกเขา ทุกคนรู้ รู้แม้กระทั่งแบคฮยอน

 

 

ชานยอลพี่ผิดเอง อย่าคิดแบบนั้นสิ

 

“............”

 

พี่แค่คิดว่ามันผ่านมานานแล้วพี่อาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้

 

 

ชานยอลคลี่ยิ้มจางๆ หากแต่แววตาไม่ได้สัมพันธ์กับความรู้สึกนั้นเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกผิดเขารู้สึกมันมาตลอดทางที่มาที่นี่และขณะเดียวกันความรู้สึกย่ำแย่ก็เกิดขึ้นว่าเขาไม่รู้อะไรเลยส่วนคนที่รู้ทุกอย่างดีก็เอาแต่เล่นตามน้ำจนดูเหมือนกลั่นแกล้งกัน

 

 

เหรอครับ.. ผมขอโทษที่ไม่รู้อะไรเลย

 

 

และประโยคนั้นมันทำให้อี้ฟานเจ็บปวดกว่าคนที่พูดมันออกมาซะอีก

 

มือหนาเอื้อมไปจับมือของชานยอลไว้ก่อนจะบีบมันเบาๆ เรามองตากันเงียบๆ แต่เมื่อเสียงประตูดังขึ้นชานยอลก็ดึงมือกลับในทันที

 

 

ชานยอลกูจะกลับไปส่งคยองซูมึงจะกลับมั้ยจะได้รอ

 

 

ชานยอลยังคงมองหน้าคนที่นอนอยู่บนเตียงเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายยังมองเขาอยู่ แบคฮยอนทำแค่ยืนรออยู่ด้านหลังและเพื่อนตัวเล็กคนนั้นไม่ได้สนใจหรอกว่าคนที่ตนเองเอ่ยถามจะไม่หันมามองหน้ากันเลย เขารอเพียงแค่คำตอบจากอีกฝ่ายก็เท่านั้น

 

 

ไม่ ถ้ากลับพี่อี้ฟานจะอยู่กับใคร

 

 

 

เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นแบคฮยอนจึงพยักหน้ารับและขอตัวกลับก่อนหากเพื่อนต้องการอะไรก็ให้โทรไปบอกเขาจะเอามาให้พรุ่งนี้แต่ถ้าหมอให้กลับบ้านได้เขาก็จะมารับ

 

 

 

 

ชานยอลออกไปคุยโทรศัพท์หลังจากที่แบคฮยอนกลับไปได้สักพักแล้วไม่นานร่างโปร่งก็กลับมานั่งที่เดิมแต่อี้ฟานก็ยังไม่ได้นอนหลับไปอย่างที่คิด เขารอให้ชานยอลเข้ามาและยังค้างคาในแววตาคู่นั้นอยู่ว่ายังโกรธเคืองเขาอยู่รึเปล่า

 

 

แบคฮยอนถึงห้องแล้วล่ะครับ

 

ยังโกรธพี่อยู่มั้ย

 

ผมไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย นอนเถอะครับมันดึกแล้ว

 

 

ชานยอลขยับเข้ามาใกล้ยื่นใบหน้าเข้าไปคุยกับคนที่นอนอยู่และเอ่ยกระซิบเบาๆ บอกให้อีกฝ่ายพักผ่อนได้แล้วก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ให้

 

 

นายน่าจะกลับไปกับแบคฮยอน นอนที่นี่มันไม่ค่อยสบายตัว

 

 

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้ว่าพี่อยากให้ผมอยู่

 

 

“...........”

 

 

พี่ดูแลผมดีขนาดนี้ ผมจะทิ้งพี่ได้ยังไงล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ เอาใจช่วยพ่อพระเอกของเรากัน

 

เป็นกำลังใจและขอบคุณไรท์เตอร์ด้วยการคอมเมนต์หรือสกรีม #shadowky กันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users