Jump to content


Photo

Just a shadow (1/5)

#shadowky

  • Please log in to reply
1 reply to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 94 posts

Posted 12 May 2019 - 10:04 AM

SF : Just a shadow

Author : Me_MyLak

Chapter : 01

 

แท็ก #shadowky 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “พี่อี้ฟาน พี่ชอบผมใช่ไหมครับ”

            “.............”

 

นิ้วเรียวที่กำพวงมาลัยรถอยู่กระตุกอย่างไม่รู้ตัวกับคำถามที่ถูกถามออกมาโดยไม่มีสัญญาณอะไรบอกกล่าว ซึ่งคำถามนั้นก็ซื่อตรงและชัดเจนจนเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึกที่มีอย่างไร้เกราะกำบัง

 

ความรู้สึกภายในใจที่ไม่สามารถปฏิเสธมันได้

แม้จะพูดออกไปให้ตรงกันข้ามแต่มันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

 

            อู๋อี้ฟานรักปาร์คชานยอล

 

 

 

 

ปาร์คชานยอลแฟนของคิมจงอิน

 

 

“หรือว่าผมคิดไปเอง”

 

คำถามใหม่ที่ถูกส่งมาทำให้บรรยากาศภายในรถช่างน่าอัดอึดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว สายตาเรียบนิ่งที่เอาแต่จ้องมองเพื่อรอคอยคำตอบละออกจากชายหนุ่มร่างสูงไปยังถนนเบื้องหน้าแทนเมื่อไม่มีประโยคใดถูกเอื้อนเอ่ยกลับมาสักทีแม้ว่าประโยคคำถามนั้นจะจบลงไปสักพักแล้วก็ตาม

 

ชานยอลไม่ได้หงุดหงิดที่ไม่ได้รับคำตอบ แววตาคู่นั้นเรียบเฉยราวกับในหัวไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ หลงเหลืออยู่ อี้ฟานอาจไม่เข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆ คำถามนั้นถึงได้ออกมาจากริมฝีปากอิ่มหากแต่เขาพอจะรู้ว่าท่าทางที่อีกฝ่ายเป็นอยู่มันเกิดมาจากอะไร

 

ยิ่งเงียบความอึดอัดก็ยิ่งทวีคูณ ฝ่ายถูกถามยังคงกลืนน้ำลายเหนียวฝืดลงคอไม่อาจปฏิเสธและตอบรับในเวลาเดียวกันบางทีมันอาจเป็นความขลาดเขลาของเขาเองที่ไม่กล้าจะตอบรับหรือปฏิเสธออกไปตรงๆ ในเวลานี้แม้ว่าความรู้สึกนั้นจะไม่อาจปิดบังคนข้างกายได้ก็ตาม

 

เหตุใดคำถามนั้นจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีเหตุผลใดเอื้ออำนวย มันเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบและความปกติที่เราเคยเป็น อี้ฟานหันไปมองคนข้างกายที่ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดเพิ่มเติมนอกจากมองตรงไปข้างหน้าบนท้องถนนที่คุ้นเคย ซึ่งบางทีนั่นอาจเป็นคำตอบของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

 

ปาร์คชานยอลยังไม่เสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

 

 

ตั้งแต่เลิกกับคิมจงอิน

 

 

การออกมากับอี้ฟานไปทานข้าวด้วยกันอย่างเช่นปกติไม่ได้ทำให้ความคิดในหัวที่มีแต่จงอินลดน้อยลง ทุกการกระทำใบหน้าของใครคนนั้นยังคงปรากฏ ทุกรอยยิ้มของคนตรงหน้ามักจะถูกซ้อนทับด้วยรอยยิ้มของใครอีกคนอยู่เสมอ

 

ปาร์คชานยอลไม่เคยลืมคิมจงอินแม้แต่นาทีเดียว

 

สุดท้ายแล้วความเงียบก็เหมือนคำตอบว่า “ใช่” อู๋อี้ฟานชอบปาร์คชานยอล และมันไม่ใช่แค่คำว่าชอบเหมือนที่อีกฝ่ายถามออกมาด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าชานยอลจะคิดแบบนั้นหรือเปล่าหรืออาจจะคิดว่าเขากำลังหาทางปฏิเสธความจริงที่เป็นอยู่ว่าจะพูดอย่างไรให้คนฟังไม่รู้สึกเสียหน้า

 

            “พี่ .. จอดรถหน่อยได้ไหมครับ”

            “...........”

            “ชานยอลพี่..”

 

แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนพูดแต่รถก็ถูกจอดลงข้างทางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ หรือบางทีเขาควรจะบอกออกไปตอนนี้เพื่อยืนยันความรู้สึกที่ชัดเจนของตนเองในตอนที่อีกคนไม่มีใครและกำลังต้องการคนดูแลความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

 

มันอาจจะเรียกว่าโอกาสให้เขาได้มีสิทธิ์แทรกซึมเข้าไปในหัวใจดวงนั้นก็ได้ การทำได้เพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายมีความสุขกับคนที่ตัวเองรักมันช่างแสนทรมานแต่อี้ฟานก็เลือกที่จะเฝ้ามองอยู่อย่างนั้น บางทีมันก็อาจจะเป็นความสุขสำหรับเขาเวลาที่อีกฝ่ายมีความสุขกับชีวิตที่มีใครคนนั้นข้างกาย แต่ลึกๆ แล้วมันกลับเหมือนมีแผลเล็กๆ เกิดขึ้นในอกและมีใครสะกิดให้มันเจ็บแปลบขึ้นมาอยู่เสมอ

 

การรู้จักกันมานานไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง เคยเรียกพี่อี้ฟานด้วยแววตาเช่นไรเขาก็ยังคงเป็นพี่อี้ฟานของปาร์คชานยอลด้วยแววตาคู่เดิม

เป็นพี่อี้ฟานที่คอยมองคนที่ตัวเองรัก..เล่าเรื่องราวความรักของตนให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

 

ความอัดอึดยังคงไม่ได้หายจากไปไหนอีกทั้งอากาศที่มีราวกับว่ามันกำลังค่อยๆ เบาบางลงสายตาคมหันไปมองร่างโปร่งข้างกายด้วยความหวาดหวั่น บางทีชานยอลอาจจะอยากเปิดประตูรถแล้วเดินจากไป หรือบางทีเขาควรจะตอบคำถามนั้นออกไปให้ชัดเจน แม้ว่าผลลัพธ์มันจะทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

 

            “พี่ไม่ชอบผมสักนิดเลยเหรอครับ”

            “พี่...”

 

ใบหน้าหวานที่เคยจ้องมองบัดนี้กลับเข้ามาชิดใกล้จนลมหายใจสัมผัสปลายจมูกกันและกันเปลือกตาสีอ่อนปิดลงอย่างเชื่องช้าก่อนกลีบปากสีสดจะทาบทับริมฝีปากของอี้ฟานอย่างแผ่วเบาโดยที่เขายังไม่ทันได้ประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งก่อนจะรั้งให้ริมฝีปากสัมผัสกันแนบแน่นยิ่งขึ้น ริมฝีปากนุ่มหยุ่นขยับขบกัดอีกฝ่ายอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะแทรกเรียวลิ้นอุ่นเข้าไปอย่างง่ายดาย คริสได้แต่นั่งนิ่งด้วยความตกใจ ไม่รู้ว่าการที่รู้สึกว่าร่างกายตนเองว่างเปล่าหรือการที่หัวใจเต้นแรงจนหายใจติดขัดนั้นเขาควรจัดการกับมันอย่างไร ตาคมค่อยๆ ปิดลงราวกับมันคือความฝันหากทว่าสัมผัสที่เกิดขึ้นคอยย้ำชัดในความรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่ไม่อาจลบเลือนไปได้

 

 

ปาร์คชานยอลกำลังจูบอู๋อี้ฟาน

 

 

 

จูบเหมือนที่เคยจูบคิมจงอิน

 

 

 

มือหนายกขึ้นสัมผัสเอวบางอย่างสั่นเทาอยากโอบกอดให้มากกว่านี้ อยากรั้งอีกคนไว้ในอ้อมกอดให้นานเท่านานแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่นึกคิดอยากจะทำ ริมฝีปากอิ่มผละออกพร้อมกับสายใยสีจางที่เลอะมุมปาก ตาคมที่ลืมขึ้นอีกครั้งแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ด้วยซ้ำ

 

            “พี่...อยากมีอะไรกับผมไหม”

            “..........”

 

 

 

 

 

................................

 

 

 

 

 

สัมผัสเร่าร้อนบนพื้นเตียงสีขาว ร่างกายที่ขยับตามความปรารถนา ฝ่ามือเปียกชื้นที่ขยำกลุ่มผมสีเข้มแน่นราวกับต้องการหาที่ระบายไม่ได้ทำให้ความต้องการที่มีลดน้อยหรือผ่อนคลายลง

 

ปาร์คชานยอลหอบครางเสียงสั่นในขณะที่ปลายเท้าจิกลงบนพื้นเตียงพร้อมกับเรียวขาเนียนที่เกี่ยวกระหวัดหาที่พักพิง

 

อู๋อี้ฟานกำลังมอบความสุขให้คนที่ตัวเองรักในขณะที่เขาเองก็มีความสุขในการครอบครองไม่ต่างกัน

 

หากร้องครางให้ดังกว่านี้ได้

 

 

ปาร์คชานยอลก็จะทำ..

 

 

หากว่าเสียงนี้เล็ดลอดผ่านบานประตูไปยังห้องที่อยู่ตรงข้ามเพียงห้องเดียวของชั้นนี้หรือทำให้เสียงครางสั่นของตนเล็ดลอดออกไปจนทำให้คนที่เดินผ่านได้ยินปาร์คชานยอลที่จะครางออกไปจนสุดเสียงที่มี

 

 

เขาจะไม่เรียกมันว่าความผิดพลาดในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งคู่ต่างรู้ตัวดี มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิดการฉวยโอกาสหรืออะไรก็ตามหากแต่มันคือสิ่งที่พวกเขาเลือกแล้วทั้งสองฝ่ายว่าจะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างเรา

 

 

 

 

 

 

เปลือกตาบางขยับน้อยๆ เป็นสัญญาณว่าร่างกายตื่นจากการพักผ่อนในช่วงสาย ตากลมลืมขึ้นพบเจอเพียงความว่างเปล่าของพื้นเตียงสีขาวที่ยังคงยับยู่ ชานยอลพยายามมองหาชายหนุ่มร่างสูงที่นอนหลับไปข้างกายกันเมื่อคืนหากแต่ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิมว่าเขาไม่พบเจอใคร

 

ร่างโปร่งลุกขึ้นทำให้ผ้าห่มร่นลงจนเห็นผิวกายขาวที่แต่งแต้มด้วยรอยรักหากเจ้าตัวไม่คิดจะใส่ใจมองหรือปกปิด ขาเรียวก้าวลงจากเตียงก่อนจะ หยิบเสื้อผ้าที่อยู่ใกล้มือมาสวมใส่เพื่อลุกไปเข้าห้องน้ำ

 

            “ชานยอลตื่นแล้วเหรอ”

            “พี่อี้ฟาน”

 

ดวงตากลมโตมองคนที่เดินออกมาจากครัวด้วยท่าทางเรียบนิ่งก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

 

            “พี่ทำอะไรไว้ให้ทาน หิวแล้วใช่ไหม”

            “ขอบคุณครับ แล้วพี่จะกลับรึยัง”

 

หากน้ำเสียงที่ชานยอลตอบกลับมามันชวนให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ก็คงไม่แปลก เพราะมันทั้งเฉยชาและเอ่ยราวกับว่าต้องการให้เขาออกไปได้แล้ว อี้ฟานยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ถูกเรียกสติกลับคืนมาจากคนคนเดิม

 

            “ถ้ายังก็ทานกับผมก่อนนะครับ”

 

รอยยิ้มเล็กๆ ถูกส่งให้ก่อนร่างโปร่งจะเดินเข้าห้องน้ำไป ประโยคเมื่อครู่มันควรทำให้เขายิ้มออกมาได้แล้วใช่รึเปล่า

 

 

 

 

 

            “ชานยอล..”

            “พี่ทำอาหารอร่อยนะครับ”

 

ประโยคที่เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายยังไม่อยากให้เขาพูดอะไรออกไปและพยายามที่จะพูดคุยเรื่องอื่นมากกว่าทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่ควรพูดคุยกันในตอนนี้คือเรื่องความสัมพันธ์เมื่อคืนของเราทั้งคู่ที่มันเปลี่ยนไปจากเดิม

 

            “พี่ดูกังวลนะครับ”

            “เรา..”

            “ผมกับพี่ สนิทกันขึ้น ขอบคุณที่ดูแลผมนะครับ”

            “.............”

 

ท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะยังไม่อยากพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้อี้ฟานเลือกที่จะเก็บมันไว้ก่อนหากมันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะตอนนี้มันก็เร็วเกินไปหากจะให้ชานยอลกับเขาประกาศเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ทั้งที่ชานยอลเพิ่งเลิกกับจงอินได้ไม่นาน

 

เพราะฉะนั้นตอนนี้อี้ฟานจึงทำได้แค่ยิ้มให้กับคนตรงหน้า

 

ยิ้มให้คนที่ตนรักมากที่สุดเพียงเท่านั้น

 

 

 

 

อี้ฟานเดินไปหยิบมือถือในห้องนอนก่อนจะกลับในขณะที่ชานยอลกลับมานอนอยู่ใต้ผ้าห่มอีกครั้งหลังจากอาบน้ำและทานข้าวเสร็จ ตากลมที่จับจ้องอยู่บนหน้าจอมือถือของตนเงยขึ้นมามองร่างสูงที่เดินมาหาก่อนจะส่งยิ้มให้เมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งล้างจานเสร็จเดินเข้ามา

 

            “พี่จะกลับแล้วเหรอครับ”

            “ถ้ามีอะไรโทรหาพี่นะ”

            “ครับ”

 

ส่งยิ้มให้ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะก้มลงมองมือถือเครื่องเล็กต่อแล้ววางมันลงในเวลาต่อมา

 

            “ผมเดินไปส่งนะ”

 

 

จู่ๆ ชานยอลที่นั่งมองจอมือถือก็เลือกที่จะวางมันลงแล้วเอ่ยบอกว่าจะเดินออกไปส่งพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 

และไม่มีครั้งไหนที่อู๋อี้ฟานจะไม่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

 

 

 

 

 

ความจริงอี้ฟานไม่ได้ต้องการแบบนั้นสักเท่าไหร่เขาอยากให้ชานยอลพักมากกว่าเดินออกไปส่งเขาในระยะทางใกล้ๆ แค่หน้าประตูนี้เท่านั้นแต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะดื้อเกินไปจนขอออกมาส่งหน้าประตูห้องจนได้

 

เราสบตากันนิ่งๆ ราวกับต้องการสื่อความหมายแต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรจนกระทั่งอี้ฟานค่อยๆ ยกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ยข้างแก้มชานยอลเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้

 

อี้ฟานอยากให้ชานยอลมั่นใจว่าเขาสามารถเป็นที่เพิ่งยามอีกฝ่ายเหนื่อยล้า เป็นคนที่พร้อมอยู่ข้างๆ ชานยอลได้เสมอเพียงแค่เชื่อมั่นในแววตาคู่นี้ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตั้งแต่วันแรกที่พบเจอจนกระทั่งถึงวินาทีนี้มันก็ยังคงเหมือนเดิม

 

..ชานยอลเองก็เช่นกัน มันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

 

ร่างโปร่งเดินกลับเข้าห้องหลังจากอี้ฟานกลับไปแล้วด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก การที่ประตูของห้องตรงข้ามยังคงปิดสนิท การที่ความบังเอิญไม่เกิดขึ้นเลยสำหรับเขามันน่าหงุดหงิดจนปกปิดสีหน้าไว้ไม่มิด

 

หากเพียงแค่ประตูบานนั้นเปิดออก หากได้เจอใครบางคน ชานยอลอาจจะอารมณ์ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่ วันนี้เขามีเรียนแต่ก็เลือกที่จะปล่อยมันผ่านไปในคาบเช้าและบางทีเขาก็ไม่ควรจะทิ้งคาบเรียนในช่วงบ่ายไปอีก  มือเรียวหยิบมือถือของตนขึ้นมาก่อนจะกดโทรออกหาปลายสายซึ่งเป็นคนที่เขาเดินไปส่งเมื่อครู่

 

          “พี่อี้ฟาน ตอนบ่ายผมมีเรียน พี่มารับผมได้ไหมครับ”

 

 

 

 

 

…………………………..

 

 

 

 

 

หลังจากเดินมาถึงโต๊ะนั่งประจำร่างโปร่งก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรและท่าทางที่ดูมีความหงุดหงิดแฝงอยู่ไม่น้อยนั้นก็เรียกคำถามจากเพื่อนข้างกายได้เป็นอย่างดี

 

            “ชานยอล ยังไม่โอเคเหรอวะ”

            “กำลัง..”

            “ไม่ใช่ว่าหลอกตัวเองหรอกเหรอ กูยังเห็นมึงมองหาเขาบ่อยๆ”

            “ก็กู..”

            “ยังรักมันอยู่”

 

ประโยคจากเพื่อนข้างกายทำให้ใบหน้าหวานชาได้ไม่น้อย ราวกับมีดปลายแหลมปักลงกลางอกเจ็บแปลบขึ้นมาดื้อๆ

 

            “แล้วกูผิดอะไร ทำไมทิ้งกูไปมีคนอื่น”

            “ชานยอล..”

            “แบคฮยอนกูผิดอะไร กูไม่ดีตรงไหน”

 

 

ชานยอลขบเม้มริมฝีปากของตนเองหลังจากพูดจบ ท่าทางอ้ำอึ้งและแววตาที่ยังคงสั่นไหวนั้นบ่งบอกได้ดีว่าร่างโปร่งกำลังเก็บกลั้นความรู้สึกเจ็บปวดไว้จนมันล้นออกมาทางดวงตา คำพูดตัดพ้อที่ออกมาจากริมฝีปากมันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและปวดร้าวไม่ใช่พูดออกมาเพราะอยากแสดงออกว่าตัวเองเข้มแข็ง

 

เป็นคาบเรียนที่แทบไม่มีอะไรอยู่ในหัวนอกจากความคิดฟุ้งซ่านซ้ำๆ เดิมๆ เกี่ยวกับใครบางคน ชานยอลยังคงมีสีหน้าหงุดหงิดไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อนข้างกายที่กำลังนั่งเอามือท้าวคางมองร่างโปร่งถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้ว มือเล็กๆ เอื้อมไปขยี้กลุ่มผมสีเข้มเป็นการปลอบใจ ความจริงเขามีนัดแต่ตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะลุกไปไหนเมื่อเห็นว่าชานยอลยังคงนั่งเหม่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม

 

ไม่คิดว่าชานยอลจะเสียใจขนาดนี้แต่ก็ทำได้แค่คิดว่าสักวันทุกอย่างจะดีขึ้นเพราะพวกเขาเพิ่งเลิกกันได้ไม่นานการจะทำใจหรือปล่อยให้ความรู้สึกที่เคยมีกลายเป็นความเคยชินหรือเฉยชาคงต้องใช้เวลาสักพักและทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น

 

 

            “แบคฮยอน”

 

เสียงที่เอ่ยขึ้นเบาๆ เรียกความสนใจจากทั้งสองได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มที่นั่งท้าวคางมองเพื่อนคลี่ยิ้มให้กับเจ้าของเสียงก่อนจะลุกเดินไปหาในเวลาต่อมา

 

            “เลิกเรียนแล้วเหรอ”

            “อืม..”

 

คยองซูตอบรับโดยการพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะชำเลืองมองใครอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องด้วยท่าทางเดิมๆ

 

            “ชานยอลมันยังไม่โอเค คงไม่รำคาญนะ”

            “อืม..”

 

เมื่อแบคฮยอนเอ่ยบอกแบบนั้นโดคยองซูก็พยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ คนตัวเล็กถูกจับจูงให้เข้ามานั่งในห้องก่อนเพื่อคุยกับชานยอลอีกสักพักแล้วพวกเขาถึงจะออกไป แต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะดูออกจึงได้ชิงเอ่ยตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน

 

            “งั้นเดี๋ยวกลับก่อนแล้วกัน มีอะไรจะโทรหานะแบคฮยอน”

            “เอางั้นเหรอ แล้วจะกลับยังไง ให้ไปส่งไหม”

            “ไม่เป็นไร”

 

แววตาของชานยอลยังคงเรียบนิ่งหากริมฝีปากฉีกยิ้มน้อยๆ ให้เพื่อนคลายความกังวล ร่างโปร่งเก็บกระเป๋าแล้วลุกขึ้นเพื่อรอให้ทั้งสองคนเดินออกไปด้วยกัน แต่แบคฮยอนก็ยังคงไม่สบายใจกับช่วงเวลานี้ที่จะปล่อยให้ชานยอลอยู่คนเดียว เขาเคยเอ่ยชวนให้ไปพักหรือไปอยู่ที่ห้องด้วยกันบ่อยๆ จะได้ไม่เหงาแต่ชานยอลก็มักปฏิเสธทุกครั้งหากก็ย้ำให้แบคฮยอนสบายใจเสมอว่าเขาไม่เคยคิดจะทำร้ายตัวเองไม่อยากให้เป็นห่วง

 

            “งั้นกูกับคยองซูกลับแล้วนะ จะไปรับมงมงเอาไปทิ้งไว้ที่คลินิก ป่านนี้คิดถึงพ่อมันจะแย่แล้วมั้ง”

            “อืม แล้วเจอกัน”

            “แล้วตกลงกลับยังไงเมื่อเช้าก็ไม่มา กูนึกว่าเป็นอะไร”

            “ก็อย่างที่บอกนั่นแหละตื่นสายเลยขี้เกียจ พี่อี้ฟานมาส่งเดี๋ยวพี่เขาก็มารับ”

 

เอ่ยตอบออกไปเรียบๆ ก่อนจะยกสายสะพายข้างหนึ่งของกระเป๋าขึ้นบ่า แบคฮยอนมองเพื่อนด้วยความฉงนใจไม่น้อย หากไม่ใช่การแคลงใจที่พี่ชายคนสนิทมารับแต่แคลงใจในร่องรอยบางอย่างบนตัวของชานยอลที่เขามองเห็น

 

            “คบกันเหรอ”

 

แบคฮยอนเอ่ยถามออกไปตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมเพราะความเป็นไปได้มันมีมากพอๆ กับเป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญคำถามนี้มันไม่ได้น่าตกใจสำหรับใครก็ตามในที่นี้หากจะได้ยินมัน

 

ถ้าจะพูดตามความจริงแล้วตั้งแต่ที่เขารู้จักทั้งชานยอลและพี่อี้ฟาน ไม่มีใครดูแลชานยอลดีเท่าพี่ชายคนนี้เลย และแบคฮยอนเองก็รู้ด้วยว่าแววตาที่พี่ชายคนนั้นมีให้เพื่อนของเขามันแตกต่างไปจากคนอื่นซึ่งชานยอลเองก็คงจะรู้สึกถึงมันได้เช่นกันแต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังคงดำเนินไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

 

                   "....

            “เปล่า”

 

ชานยอลนิ่งไปชั่วครู่แต่ก็ตอบออกมาด้วยความมั่นใจและมันก็ไม่ใช่คำโกหกเลยสักนิด สุดท้ายก็ต่างฝ่ายต่างหันหลังเพื่อแยกทางกัน แบคฮยอนไม่ได้ติดใจหรือคิดมากกับรอยแดงจางๆ ที่คอของชานยอลอีกเพราะจงอินไม่กลับมาหาชานยอลอย่างแน่นอน และเพื่อนเขาเองก็เป็นคนแพ้ง่ายโดนอะไรนิดหน่อยก็เป็นผื่นถึงขั้นที่ว่ามีครั้งหนึ่งพวกเขาออกไปปั่นจักรยานกันและชานยอลโดนแมลงสักอย่างบินมาเกาะ พอกลับมาที่บ้านเพื่อนเขาก็ผื่นขึ้นทั้งตัว ร้องไห้จนต้องมานั่งให้พี่อี้ฟานทายาให้จนตัวขาวโพลนไปหมด

 

เรารู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ ความรู้สึกรวมถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจก็ค่อยๆ ถูกหล่อหลอมขึ้นมาพร้อมๆ กัน

 

รถคันเดิมที่มาส่งชานยอลเมื่อเช้าหยุดลงในเวลาต่อมาแบคฮยอนเดินออกมาแล้วแต่ก็จำรถของพี่อี้ฟานได้จึงหันกลับไปมองและก็พบว่ามันจริงอย่างที่ชานยอลพูดว่าอีกฝ่ายจะมารับเมื่อเห็นเป็นแบบนั้นเขาก็สบายใจมากขึ้น มีเรื่องราวหลายอย่างที่อยู่ในใจบางเรื่องเป็นความลับบางเรื่องเป็นสิ่งที่เฝ้าสงสัย แต่จนถึงปัจจุบันแบคฮยอนก็ยังคงเก็บมันไว้กับตัวเพียงคนเดียว

 

ชานยอลคลี่ยิ้มกว้างให้คนในรถก่อนจะเปิดประตูอีกฝั่งขึ้นรถไป การกระทำเมื่อครู่มันคงไม่แปลกมากนักหากสายตาสองคู่ไม่ได้เห็นภาพอย่างอื่นมาก่อนหน้ารอยยิ้มนั่น คนที่กำลังหงุดหงิดและเศร้าหมองไม่กี่นาทีก่อนหน้าที่ยืนอยู่ด้วยกันตอนนี้กลับยิ้มกว้างราวกับเป็นคนละคน

 

 

 

            “กลับห้องเลยรึเปล่า”

            “ครับ”

 

ชานยอลเอ่ยตอบเรียบๆ ก่อนจะเอนตัวพิงกับเบาะและค่อยๆ หลับตาลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นอี้ฟานจึงไม่อยากชวนพูดคุยอะไรเพื่อให้ร่างโปร่งได้พักผ่อนแม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ก็ตาม

 

การอยู่กับความเงียบ..เราได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงกว่าปกติจริงรึเปล่า

 

 

ทำไมชานยอลถึงได้รู้สึกว่าเสียงหัวใจของเขาช่างเต้นแผ่วเบากว่าที่เคยเป็น

 

สัมผัสแผ่วเบาที่มือทำให้ชานยอลลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นมือของตนถูกคนข้างๆ กุมไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตากลมโตจดจ้องมันราวกับมีคำถามมากมายอยู่ในหัวแต่ก็ไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ย พี่อี้ฟานยังคงขับรถด้วยมือเดียว สายตาคมคู่นั้นยังจดจ้องไปยังท้องถนนตรงหน้า ชานยอลแสร้งหลับตาลงอีกครั้งแล้วพลิกตัวเบาๆ

 

มือข้างนั้นมันอุ่นก็จริง..

 

แต่มันคงดีกว่าถ้าพี่อี้ฟานจะขับรถด้วยความสะดวก

 

 

มือข้างนั้นถูกดึงกลับมาไว้ที่หน้าตัก.. ตอนนี้มันยังไม่สมควรถูกใครกุมไว้แม้มันจะสั่นไหวแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

เรื่องที่ 2 ของโปรเจคมาแล้วค่ะ

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีมได้ที่แท็ก #shadowky เพื่อเป็นกำลังใจและให้ฟีดแบคกับไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



#2 Jellymormor

Jellymormor

    Novice

  • Shippers
  • 25 posts

Posted 25 August 2020 - 03:32 AM

จะติดตามไปดรื่อยๆน้าค้าาข





0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users