Jump to content


Photo

Bittersweet (4/4)

#bittersweet_ky

No replies to this topic

#1 THE E11EVEN ♠ KY

THE E11EVEN ♠ KY

    Administrator

  • Administrators
  • PipPipPip
  • 86 posts

Posted 27 April 2019 - 02:19 PM

SF : Bittersweet

Author : Yeolly Wu

Chapter : 04 (end)

 

แท็ก #bittersweet_ky

 

 

 

 

 

 

บริเวณหน้าห้องคลอดดูจะวุ่นวายไม่น้อยเมื่อว่าที่คุณพ่อมือใหม่เดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าห้องคลอดไม่หยุดเพราะความตื่นเต้น  ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นขณะมองประตูห้องคลอดที่ยังคงถูกปิดสนิทด้วยความลุ้นว่าเจ้าตัวน้อยในท้องของยูอีจะออกมาลืมตาดูโลกเมื่อไหร่กันแน่

 

เมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อนในขณะที่กำลังขับรถเดินทางไปบ้านของยูอี  คริสได้รับโทรศัพท์จากคุณพ่อของเธอว่าตอนนี้ยูอีกำลังอยู่ที่โรงพยาบาล  ด้านคริสที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายเจ็บท้องคลอดก็รู้สึกตกใจระคนดีใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก  เร่งรีบวางสายก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางตรงมายังโรงพยาบาลตามที่คุณพ่อของเธอบอกในทันที

 

เวลาผ่านไปพักใหญ่ในที่สุดเสียงเด็กร้องที่ดังลั่นออกมาจากด้านในก็ทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มออกมาด้วยความดีใจในทันที  ด้านคุณพ่อคุณแม่ของยูอีและคุณพ่อคุณแม่ของคริสที่เดินทางตามมาทีหลังก็เช่นเดียวกัน  ทุกคนต่างก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการถือกำเนิดของเจ้าตัวน้อยที่ทุกคนรอคอยมานานนับเก้าเดือน

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

ระหว่างที่ยูอียังคงพักรักษาตัวหลังคลอดอยู่ภายในโรงพยาบาล  คริสก็คอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง  ชายหนุ่มเรียนรู้วิธีอุ้มทารกจากพยาบาลในระยะเวลาอันสั้น  ก่อนจะอุ้มลูกสาวตัวน้อยเอาไว้แนบอกด้วยความรักและความเอ็นดูอย่างถึงที่สุด

 

คริสจัดการถ่ายภาพทารกน้อยเก็บไว้เป็นที่ระลึก  ก่อนจะส่งไปให้ชานยอลดูตามคำขอของอีกฝ่ายที่อยากเห็นหน้ายัยหนูตัวน้อยในวัยแรกเกิด  ใบหน้าเล็กๆนั่นทั้งน่ารักและจิ้มลิ้มไปในเวลาเดียวกันจนชานยอลเอ่ยชมเปราะด้วยความเอ็นดู

 

“คริส...ช่วยหยิบน้ำให้หน่อยสิ”

 

“อ๋อได้สิ  รอเดี๋ยวนะ”  ชายหนุ่มว่าพลางเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินไปรินน้ำเปล่าใส่แก้วให้กับร่างบาง  หญิงสาวจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉยหากแต่ในใจกลับรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก  เห็นอีกฝ่ายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่โทรศัพท์แบบนั้นเธอก็สามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าคริสคงกำลังคุยกับชานยอลอยู่

 

ทำไมกัน...ทั้งที่เธอเพิ่งคลอดลูกของเราสองคนออกมาแท้ๆ...แต่คริสก็ยังคงให้ความสนใจกับชานยอลมากกว่าเธอไม่เคยเปลี่ยน

 

มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลยสักนิด!

 

ยูอีรับน้ำดื่มมาจากมือของอีกฝ่ายก่อนจะจิบมันลงคอเพียงเล็กน้อย  ดวงหน้าหวานยังคงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ  หากแต่ภายในใจกลับลุกเป็นไฟด้วยความอิจฉาริษยา  ยูอีนึกโกรธเกลียดโชคชะตาน่าบัดซบที่ทำให้เธอต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้  ทั้งที่เธออยู่ในสถานะภรรยาของคริส...แต่กลับไม่เคยเข้าถึงหัวใจของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

ต้องทำยังไงคริสถึงจะมอบความรักให้กับเธอบ้าง...ต้องทำยังไงคริสถึงจะดูแลเธอด้วยความรักมิใช่เพียงเพราะมันเป็นแค่หน้าที่...มิใช่เพียงเพราะเธอเป็นแค่คนคนหนึ่งที่อุ้มท้องลูกของเขา

 

ต้องทำยังไง...

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

หลังจากคุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้  ยูอีก็เดินทางกลับมาที่บ้านของตัวเองพร้อมกับทารกน้อยที่นอนหลับสนิทมาตลอดการเดินทาง  ยูอีอุ้มลูกสาวตัวน้อยเข้าไปในบ้าน...โดยมีคริสช่วยถือสัมภาระต่างๆเดินตามหลังมาไม่ห่าง

 

“เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ของฉันพูดเมื่อวันก่อนน่ะ...นายคิดว่ายังไงบ้าง”  เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นขณะวางลูกสาวตัวน้อยลงในเปลเด็กสีหวาน  ก่อนจะจัดแจงขยับตัวยัยหนูให้นอนในท่าที่สบายที่สุดตามคำแนะนำของคุณหมอที่ช่วยอบรมเธอในเรื่องของการเลี้ยงลูก

 

คริสเงียบไปอย่างใช้ความคิดขณะนึกย้อนไปถึงการสนทนากันเมื่อวันก่อน  คุณพ่อคุณแม่ของยูอีออกความเห็นว่าควรให้หญิงสาวไปอยู่ที่บ้านของเขาสักทีเพราะไหนๆเธอก็คลอดยัยหนูออกมาแล้ว  ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่นเขาจะได้มีเวลาดูแลสองแม่ลูกได้อย่างเต็มที่  และไม่ต้องขับรถเทียวไปเทียวมาให้เสียเวลาเปล่า

 

“เรื่องนั้น...เอ่อ...”  ยูอีเหลือบมองสีหน้าลังเลของอีกฝ่ายก่อนจะเผลอเม้มริมฝีปากแน่น  ท่าทีแบบนั้นต่อให้เป็นเด็กอนุบาลก็ดูออกว่าคริสไม่ต้องการให้เธอไปอยู่ด้วย

 

“ถ้านายลำบากใจก็ไม่เป็นไร...ฉันจะคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้เอง”

 

“จริงๆฉันก็อยากอยู่กับลูกนะ...แต่ว่า...”

 

“ชานยอลงั้นเหรอ?”  เสียงหวานโพล่งถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง  คริสเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะยอมรับออกมาตามตรง

 

“อืม...ถึงแม้ว่าชานยอลจะเข้าใจ...และยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้  ในเมื่อเขาทำเพื่อฉันมากถึงขนาดนั้น...ฉันเองก็ต้องแคร์ความรู้สึกของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นเดียวกัน

 

“.....”

 

“ฉันคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเรายังแยกกันอยู่เหมือนเดิม”

 

หญิงสาวเงียบไปเมื่อได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย  ราวกับถูกของแข็งทุบเข้าที่ศีรษะอย่างแรงเมื่อคำบอกกล่าวของเขามันเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันว่าคริสรักและแคร์ชานยอลมากจนถึงขนาดยอมอยู่ห่างจากลูกน้อยที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

 

สำหรับคริสแล้วไม่ว่ายังไง...ชานยอลก็ยังคงสำคัญกับเขามากกว่าเธอและลูกอย่างนั้นสินะ...

 

“...ฉันเข้าใจแล้ว..”

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

ชานยอลนั่งอ่านหนังสือเงียบๆอยู่ภายในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมาได้สักพักหนึ่งแล้ว  เมื่อครู่เขาเพิ่งวางสายจากคริสไปหลังจากได้ความว่าอีกฝ่ายจะแวะมาหาเขาที่นี่ก่อน...แล้วค่อยเดินทางไปบ้านของยูอีเพื่อช่วยเธอดูแลลูกเพราะวันนี้คริสมีเรียนแค่ช่วงเช้าเท่านั้น

 

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา  คริสเดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆคนรักของเขาพร้อมทั้งส่งยิ้มให้เหมือนอย่างเคย  ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย  ก่อนที่ชานยอลจะถามหารูปยัยหนูตัวน้อยที่อีกฝ่ายไม่ได้ส่งมาให้เขาดูเป็นระยะเวลาสักพักหนึ่งแล้ว

 

“ไหนดูซิ  อ่า...น่ารักจัง  ดูเหมือนจะโตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”  ชานยอลว่าพลางกดเลื่อนดูรูปในโทรศัพท์มือถือของคริสซึ่งเต็มไปด้วยรูปยัยหนูตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ในเปลเด็ก  “จะว่าไปยองแอหน้าตาคล้ายนายเอามากๆเลยนะ”

 

“งั้นเหรอ?”

 

“อื้อ...ทั้งโครงหน้าแล้วก็จมูกกับปากถอดแบบมาจากนายเป๊ะเลยล่ะ”

 

“ก็นั่นลูกสาวฉันนี่นา...”  คริสว่าพลางอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ  “พอมามีลูกเองแล้วฉันชักจะสงสารพ่อกับแม่ขึ้นมาซะแล้วสิ  การเลี้ยงเด็กมันไม่ง่ายเลยจริงๆ  ตอนนี้ยองแอก็อายุได้สองเดือนแล้ว...แต่คอก็ยังไม่ค่อยแข็งเท่าไหร่  คุณหมอบอกว่าต้องรอสักสามเดือนโน่นล่ะ...ตอนนี้ก็เลยยังต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่”

 

“อ่า...คงเหนื่อยกันแย่เลยสินะ”

 

“ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก...เพราะยูอีคงจะเหนื่อยมากกว่า  นับว่ายังดีที่ยองแอไม่ค่อยงอแงมากเท่าไหร่  วันๆเอาแต่นอนหลับซะเป็นส่วนใหญ่  เป็นเด็กที่ขี้เซาน่าดูเลยทีเดียว...”

 

Rrrr....

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือทำให้บทสนทนาหยุดชะงักลงไปอย่างห้ามไม่ได้  คริสหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารที่กำลังแผดเสียงร้องออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไป

 

“ฮัลโหล...ว่าไงยูอี”

 

( เลิกเรียนแล้วหรือใช่มั้ย?  กำลังขับรถอยู่หรือเปล่า? )

 

“อ๋อ...ตอนนี้ฉันอยู่กับชานยอลที่มหาวิทยาลัยน่ะ”

 

เจ้าของปลายสายเงียบไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น  คิ้วเรียกสวยขมวดเข้าหากันยุ่งพร้อมกับดวงหน้าหวานที่บึ้งตึงขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำบอกกล่าวไม่เข้าหู  ทั้งที่คิดว่าเลิกเรียนแล้วคริสคงจะเดินทางมาหาเธอและลูกในทันที...แต่แท้จริงแล้วมันกลับตรงกันข้ามอย่างน่าเจ็บใจ

 

ทั้งที่เธอเฝ้ารอให้คริสมาหาอยู่แท้ๆ...แต่อีกฝ่ายกลับมัวแต่ไปพลอดรักกับชานยอลอย่างไม่ใยดีเธอกับลูกเลยสักนิด

 

ปาร์คชานยอล...เกลียดนัก!

 

( งั้นเหรอ )  หญิงสาวรับคำเสียงเรียบ  เธอต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการบังคับน้ำเสียงไม่ให้แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างที่เธอกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้

 

“เธอมีอะไรหรือเปล่า  หรือว่าจะฝากซื้อของกันล่ะ?”

 

( เปล่า...ฉันแค่โทรมาถามเฉยๆน่ะ  ถ้างั้นแค่นี้ก่อนนะคริส...ยัยหนูตื่นนอนแล้วล่ะ )

 

ปลายสายตัดไปแล้วชายหนุ่มจึงลดโทรศัพท์ในมือลง  ก่อนจะหันกลับมาสนใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆกันอีกครั้ง  ด้านชานยอลที่เห็นว่ายูอีโทรมาหาจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและเอ่ยถาม

 

“ยูอีโทรมามีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า?”

 

“เปล่าหรอก  อ่า...ฉันว่าเราไปหาข้าวกินกันก่อนดีมั้ยที่รัก  เหลือเวลาอีกตั้งนานกว่านายจะต้องขึ้นไปเรียนต่อ

 

“อื้อ...เอาสิ”  ชานยอลพยักหน้ารับพร้อมกับส่งยิ้มให้

 

เมื่อตกลงกันได้คู่รักจึงพากันไปกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย  นั่งกินไปพร้อมกับพูดคุยและหยอกล้อกันไปตามประสา  วันนี้ชานยอลรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อได้ใช้ช่วงเวลาดีๆร่วมกับคนที่รักหลังจากที่เราไม่ค่อยมีเวลาเจอกันมากนัก  เช่นนั้นเวลาทุกวินาทีที่ผันผ่านมันจึงมีค่าสำหรับเขามากจริงๆ

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

3 เดือนต่อมา...

 

คิมยูอีสาวเท้าก้าวออกมาจากร้านขนมปังหอมกรุ่นเจ้าประจำที่เธอมักแวะมาซื้อทุกครั้งที่ออกมาทำธุระนอกบ้าน  วันนี้หญิงสาวเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อติดต่อเรื่องการเล่าเรียนของตัวเองหลังจากที่ดร็อปเรียนเอาไว้เป็นปี...และตอนนี้มันก็ถึงเวลาอันควรแล้วที่เธอจะได้กลับไปเรียนต่อเสียที

 

ยูอีได้รับโทรศัพท์จากคริสเมื่อช่วงเช้าว่าเจ้าตัวติดธุระคงจะแวะไปหาเธอกับลูกได้ในช่วงบ่าย  เช่นนั้นเธอจึงฝากให้คุณพ่อกับคุณแม่ช่วยดูแลลูกสาวตัวน้อยให้ในระหว่างที่เธอไม่อยู่บ้าน  หญิงสาวค่อยๆเดินไปยังรถที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง...ก่อนจะนำถุงข้าวของทั้งหมดวางเอาไว้ที่กระโปรงท้ายรถ  จากนั้นจึงก้าวขึ้นไปนั่งประจำยังตำแหน่งคนขับด้วยความคล่องแคล่ว

 

รถยนต์เคลื่อนตัวไปตามท้องถนนอย่างเชื่องช้า  หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อดูว่าเธอควรซื้ออะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่  ดวงตากลมสวยจ้องมองท้องถนนสลับกับร้านค้าข้างทางไปเรื่อยๆก่อนจะต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อมองเห็นร่างคุ้นตาอยู่ห่างออกไปไม่ไกล...และเธอมั่นใจว่านั่นคือคริสอย่างแน่นอน

 

สัญญาณไฟจราจรที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงทำให้หญิงสาวต้องหยุดรถตามกฎจราจรอย่างช่วยไม่ได้  ยูอีมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังเดินห่างออกไปก่อนจะเผลอเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นว่าคนที่เดินอยู่ข้างๆคริสนั่นก็คือชานยอล

 

หมายความว่ายังไง...ธุระที่ว่านั่นคือการออกมาเดทกับชานยอลอย่างนั้นหรือ?

 

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความคับแค้นใจ  ดวงหน้าหวานฉายแววโกรธขึงอย่างไม่พอใจที่คริสเลือกที่จะละเลยเธอกับลูกเพื่อออกมาเดทกับชานยอล

 

แย่...แย่ที่สุด...ต้องทำยังไงคริสถึงจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับชานยอลอย่างเด็ดขาดเสียที

 

ต้องทำยังไง...

 

เมื่อไฟจราจรถูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวเธอจึงรีบเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถยนต์เคลื่อนตัวไปข้างหน้า  เมื่อครู่เธอเห็นคริสกับชานยอลเดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือ...เธอจึงตัดสินใจเลี้ยวรถตามไปยังทิศทางนั้น  ดวงตากลมสวยพยายามมองหาสองคนนั้นที่ถูกกลืนหายไปฝูงชน  หญิงสาวค่อยๆชะลอรถเพื่อให้ตนสามารถกวาดสายตามองหาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ก่อนจะพบว่าทั้งคู่ยังคงเดินอยู่ด้วยกันและกำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข

 

มีความสุข...บนความทุกข์ของเธอ...

 

ยูอีกัดริมฝีปากแน่น  เธอต้องทำอะไรสักอย่าง...อะไรก็ได้ที่จะทำให้ปาร์คชานยอลไม่ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของคนที่เธอรักอีก...

 

ต้องกำจัดชานยอลออกไป...แบบที่ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยยิ่งดี

 

มือบางกำพวงมาลัยรถแน่น  ดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยประกายของความเกลียดชังจ้องเขม็งไปยังชานยอลที่กำลังโบกมือลาคนที่เธอรัก  สายตายามที่คริสมองไปยังชานยอลนั้นมันทำให้เธอเจ็บไปหมดทั้งใจ  ถ้าหากไม่มีชานยอลสักคน...เธอคงจะได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความรักแบบนั้นบ้างอย่างนั้นใช่มั้ย

 

หายไป...หายไปซะ

 

นายเป็นหนามที่ทิ่มแทงใจของฉันมานานเกินไปแล้วปาร์คชานยอล!

 

ทันทีที่ชานยอลเดินผละห่างออกไปจากคริส  หญิงสาวก็เหยียบคันเร่งจนมิดก่อนจะพุ่งตรงไปยังร่างผอมบางที่กำลังก้าวออกไปเบื้องหน้า  เสียงเครื่องยนต์ที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ร่างนั้นหันมามองก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

 

ยูอีเม้มริมฝีปากแน่นขณะพุ่งรถเข้าไปหาชานยอล...เธอต้องกำจัดชานยอลออกไป  กำจัดหนามแหลมที่คอยแต่จะทิ่มแทงใจเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันให้มันหายไปสักที

 

ทว่า...

 

เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งที่ภาพความทรงจำในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาย้อนกลับเข้ามาในความคิด  เธอรู้ดีว่าทั้งคริสและชานยอลต่างก็รักกันมากขนาดไหน  ถ้าหากไม่เกิดเรื่องผิดพลาดแบบนั้นขึ้น...เธอคงไม่มีวันได้ใกล้ชิดกับคริสอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  เธอรู้ดีว่าตัวเองมาทีหลัง...รู้มาโดยตลอดว่าที่ตรงนั้นมันเป็นของชานยอลแต่เพียงผู้เดียว  แต่กระนั้นก็เป็นเธอเองที่ดื้อดึงและดันทุรังอยากได้ความรักจากคริสบ้าง...ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

 

ทำไมกัน...ทำไมความรักมันถึงทำให้เธอเจ็บปวดทรมานได้มากถึงขนาดนี้...

 

เสียงล้อบดถนนส่งเสียงดังสนั่นเมื่อเจ้าของรถไม่มีทีท่าจะลดความเร็วลงเลยสักนิด  ด้านคริสที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเมื่อเห็นว่ารถยนต์คันหนึ่งกำลังพุ่งตรงไปหาชานยอล  ชายหนุ่มจึงรีบวิ่งเข้าไปหาร่างที่กำลังยืนนิ่งด้วยความตกตะลึงนั้นอย่างไม่คิดชีวิต

 

ยูอีเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าคริสกำลังวิ่งไปหาชานยอล...ไปหาคนที่เธอกำลังขับรถพุ่งเข้าไปหา  และทันทีที่คริสวิ่งมาถึงตัวชานยอล...ระยะห่างระหว่างรถและทั้งคู่ก็เหลือเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น  และเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ยูอีตัดสินใจหักพวงมาลัยไปอีกทางด้วยกลัวว่าจะชนคริสไปด้วย  ส่งผลให้รถยนต์คันสวยพุ่งไปชนเข้ากับกำแพงล้อมรอบอาคารแห่งหนึ่งเข้าอย่างจังจนบังเกิดเสียงดังโครมใหญ่อย่างน่ากลัว

 

ชานยอลเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังโอบกอดเขาเอาไว้  ดวงตากลมโตยังคงฉายแววตื่นตระหนกไม่หายให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ชานยอลค่อยๆหันไปมองรถยนต์ที่เมื่อครู่มันพุ่งตรงมาทางเขา...ก่อนจะหักหลบออกไปในระยะประชิดที่มีเพียงแค่อากาศกั้น  ตอนนี้รถยนต์คันนั้นกำลังตกอยู่ในสภาพเสียหายเป็นอย่างมาก  บริเวณห้องเครื่องนั้นยับเยินอย่างไม่มีชิ้นดีตามแรงปะทะที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

“ชานยอล...ชานยอล!  ไม่เจ็บตรงไหนใช่มั้ย!?”  เสียงทุ้มเข้มเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงแม้ว่าเขาจะแน่ใจว่ารถคันนั้นหักหลบออกไปก่อนที่จะพุ่งเข้ามาถึงตัวพวกเขาทั้งสองคน  ชานยอลค่อยๆหันกลับมามองคริสอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ

 

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ปลอดภัยดี  ก่อนที่ดวงตาคมจะเบนมองไปยังรถยนต์คันดังกล่าวที่กำลังตกอยู่ในสภาพยับเยิน  ไม่ผิดแน่...สีรถแบบนั้น...กับเลขทะเบียนนั่น...

 

มันคือรถของยูอี

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วยุ่ง  เขาอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา...การที่จู่ๆยูอีก็ขับรถพุ่งเข้าไปหาชานยอลแบบนั้น...ดูยังไงมันก็ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน

 

ไม่ช้าเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ  ก่อนจะค่อยๆนำร่างของเจ้าของรถลงมาจากห้องโดยสาร  ชานยอลเบิกตาโพลงเมื่อมองเห็นเสี้ยวหน้าของหญิงสาวและพบว่านั่นคือยูอี...

 

ทำไมกัน...ทำไมยูอีถึงขับรถพุ่งเข้ามาหาเขาแบบนั้น...

 

...อุบัติเหตุ...หรือว่าตั้งใจ...

 

ร่างบางจ้องมองเจ้าหน้าที่ค่อยๆนำร่างของเธอนอนลงบนเปลฉุกเฉิน  ก่อนจะทำการตรวจสอบและพบว่าเธอได้เสียชีวิตลงแล้วเนื่องจากกระดูกคอหักซึ่งน่าจะเป็นเพราะแรงปะทะที่เกิดขึ้นจากการชนกำแพง  เมื่อทำการสันนิษฐานเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว...เจ้าหน้าที่จึงนำผ้าขาวมาคลุมร่างของเธอเอาไว้ในเวลาต่อมา

 

ด้านคริสกับชานยอลที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่นำผ้าขาวมาคลุมร่างของเธอเอาไว้ก็รู้สึกตกใจไม่น้อย  เพราะนั่นหมายถึงเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว  และเมื่อทั้งสองคนได้ยินเจ้าหน้าที่พูดคุยกันเรื่องติดต่อญาติของผู้เสียชีวิต  คริสจึงรีบเดินเข้าไปหาและแจ้งสถานะของตนให้เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นทราบในทันที

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

บรรยากาศของงานศพเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเศร้า  คริสยืนอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่ยังคงไม่ประสีประสาเอาไว้ในอ้อมอกขณะจ้องมองหลุมศพของยูอีด้วยความเงียบงัน  ข้างกันนั้นคือพ่อแม่ของหญิงสาวที่กำลังร้องห่มร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจให้กับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของเธอ

 

คริสไม่ได้ปริปากบอกใครถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น  เขาไม่ได้บอกใครว่ายูอีตั้งใจขับรถพุ่งเข้าไปหาชานยอลเพื่อหมายเอาชีวิต  เขาเพียงแต่บอกทุกคนว่ามันคืออุบัติเหตุ  เพราะอย่างน้อย...นี่คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำให้เธอได้ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง

 

“เธอไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้นนะยูอี...ฉันสัญญาว่าจะเลี้ยงดูลูกสาวของพวกเราเป็นอย่างดี  ฉันรู้ว่ายองแอคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ...ฉันเองก็เหมือนกัน...ยองแอคือสิ่งสำคัญที่ฉันจะปกป้องเขาด้วยชีวิตของฉัน...”

 

“.....”

 

มือหนาสัมผัสเบาๆลงบนสร้อยคอเส้นเล็กๆที่ประดับอยู่บนลำคอของลูกสาวตัวน้อย  จี้รูปดาวขนาดจิ๋วนั้นกำลังส่องประกายแวววาวท้าสายตาคนมองได้เป็นอย่างดี

 

“สร้อยเส้นนี้...ฉันซื้อมาให้ยองแอเป็นของขวัญสำหรับวันครบรอบห้าเดือนที่เขาเกิดมา  ฉันเป็นคนขอให้ชานยอลช่วยเลือกสร้อยเส้นนี้ให้เพราะฉันไม่ค่อยมีเซ้นส์ดีๆกับของแบบนี้สักเท่าไหร่  แต่น่าเสียดายที่วันนั้นดันเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน  ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เห็นฉันใส่สร้อยเส้นนี้ให้ลูกด้วยตาตัวเอง...มันคงจะดีกว่าเป็นไหนๆจริงมั้ย...”

 

“.....”

 

“หลับให้สบายเถอะ...สักวันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก”

 

 

 

 

- Bittersweet -

 

 

 

 

4 ปีต่อมา...

 

“ปะป๊า...ยองแอทำการบ้านเสร็จแล้วค่ะ”  ร่างเล็กพูดขึ้นเสียงใสก่อนจะถือสมุดการบ้านวิ่งไปหาผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์  ตำแหน่งผู้จัดการที่เพิ่งได้รับมาทำให้ภาระหน้าที่การงานของเขาเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว  เช่นนั้นความเครียดและความกดดันจึงเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างช่วยไม่ได้  หากแต่เสียงหวานๆของลูกสาวตัวน้อยที่ดังขึ้นมาก็ทำให้ชายหนุ่มเผยยิ้มออกมาได้อย่างไม่ยากนัก

 

“ไหนคะ...ขอปะป๊าดูหน่อย”

 

“นี่ค่ะ!”  ยัยหนูตัวน้อยว่าพลางยื่นสมุดการบ้านให้ผู้เป็นพ่อดู  คริสรับมาก่อนจะพินิจพิจารณาเงียบๆ  ก่อนจะส่งมันคืนให้กับลูกสาวตัวน้อยที่ยืนรออยู่

 

“วันนี้ปะป๊าปวดหัวมากเลย...คงตรวจการบ้านให้หนูไม่ได้  งั้นหนูเอาไปให้อาชานยอลตรวจให้นะคะ...อาชานยาลอยู่ในครัวโน่นแน่ะ”

 

“ค่า~”

 

เด็กน้อยรับคำเสียงใสก่อนจะถือสมุดการบ้านวิ่งโร่ไปหาใครอีกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำมื้อเย็นในครัว  ร่างบางเคี่ยวซุปในหม้ออย่างตั้งใจก่อนจะสะดุ้งนิดเมื่อรู้สึกถึงแรงสะกิดเบาๆที่ช่วงเอว  เมื่อหันกลับไปมองดูก็พบว่าเป็นยัยหนูตัวน้อยที่กำลังส่งยิ้มแฉ่งมาให้

 

“ว่าไงคะสาวน้อย”

 

“ปะป๊าบอกว่าให้อาชานยอลตรวจการบ้านให้ยองแอหน่อยค่ะ”

 

“หืม?  แล้วทำไมปะป๊าไม่ตรวจให้ล่ะคะ?”

 

“ปะป๊าบอกว่าปวดหัวค่ะ...ก็เลยตรวจการบ้านให้ยองแอไม่ได้”

 

“อ่า...งั้นเดี๋ยวอาตรวจให้นะคะ  รอเดี๋ยวนะ”  ชานยอลว่ายิ้มๆก่อนจะหันไปปิดเตาแก๊สและจัดการล้างมือให้เรียบร้อย  มือบางปลดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวก่อนจะช้อนตัวยัยหนูขึ้นอุ้มและเดินออกมาจากห้องครัวในเวลาต่อมา

 

คริสเหลือบมองชานยอลที่กำลังอุ้มลูกสาวของเขาเดินตรงมาทางนี้ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย  มันผ่านมาหลายปีแล้วที่พวกเขามาอยู่อาศัยในบ้านเดียวกันทั้งสามคน  หลังจากที่เรียนจบและทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง...เขากับชานยอลก็ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้และย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่  โดยมีสมาชิกคนสำคัญอย่างยัยหนูยองแอมาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย  แน่นอนว่าคริสสามารถเลี้ยงดูลูกสาวของตัวเองได้เป็นอย่างดี  ชายหนุ่มทำหน้าที่ของพ่อได้ดีอย่างไม่มีข้อบกพร่องใดๆ  โดยมีชานยอลช่วยเลี้ยงดูยัยหนูอีกแรง  ซึ่งแม้ว่ายองแอจะไม่ใช่ลูกของเขา...แต่กระนั้นชานยอลก็รักและหวังดีกับยัยหนูตัวน้อยไม่ต่างจากพ่อของเจ้าตัวเลยสักนิด

 

คริสนั่งมองชานยอลตรวจการบ้านให้ยัยหนูเงียบๆ  หากข้อไหนยัยหนูตอบผิด...คุณอาแสนใจดีก็จะอธิบายคำตอบที่ถูกต้องให้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร  คริสอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยตั้งใจฟังคำอธิบายเหล่านั้นพร้อมทั้งตอบรับอย่างฉะฉาน  พอเห็นทั้งคู่เข้ากันได้ดีแบบนี้เขาเองก็อุ่นใจ  อย่างน้อยยองแอก็ไม่ได้งอแงเรื่องที่เจ้าตัวไม่มีแม่ไปรับไปส่งที่โรงเรียนเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ  ในแต่ละวันจะมีก็แต่เขากับชานยอลที่ผลัดกันไปส่งเจ้าตัวที่โรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน  และมันกลายเป็นภาพชินตาสำหรับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่เห็นเขากับชานยอลพายัยหนูออกไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะอยู่บ่อยๆ

 

“เอาล่ะ...เรียบร้อยแล้ว  หิวหรือยังคะสาวน้อย”  ชานยอลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดีขณะเก็บสมุดการบ้านของยัยหนูลงกระเป๋าให้

 

“ยองแอหิวแล้วค่ะ”

 

“เดี๋ยวรอแป๊บนะคะ  อาหารใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ”

 

“ค่า~”

 

ชานยอลอมยิ้มพร้อมกับลูบศีรษะเล็กเบาๆด้วยความเอ็นดู  ก่อนจะผละเข้าไปจัดการมื้อเย็นในครัวต่อด้วยความรีบเร่งเพราะเกรงว่ายัยหนูตัวน้อยจะหิวไปมากกว่านี้

 

ใช้เวลาไม่นานอาหารทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย  ก่อนที่มันจะถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะอาหาร  ชานยอลจัดการอุ้มยัยหนูตัวน้อยขึ้นนั่งบนตัก  ก่อนจะจัดแจงตักอาหารจานโปรดให้ยัยหนูกินอย่างเอร็ดอร่อย  ภาพที่เห็นนั้นมันช่างดูอบอุ่นหัวใจเสียจนชายหนุ่มรู้สึกมีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้

 

แม้ว่ายองแอจะขาดแม่...แต่กระนั้นเด็กคนนี้ก็ไม่เคยขาดความอบอุ่น  ยองแอได้รับความรักจากทั้งเขาและชานยอลอย่างเต็มเปี่ยม  ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆที่ถูกฟูมฟักด้วยความรักของคนเป็นพ่อแม่  ทั้งเขาและยองแอช่างโชคดีจริงๆที่มีปาร์คชานยอลเข้ามาในชีวิต...คนที่คอยเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มันขาดหายไปแม้สักเสี้ยววินาที

 

คริสเผยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขขณะทอดสายตามองภาพน่ารักๆเบื้องหน้า  และเพียงแค่ดวงตากลมโตคู่นั้นทอดมองมา...เราต่างก็ส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ  รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีอย่างที่มีให้กันเสมอมา

 

มันอาจจะไม่ใช่ครอบครัวที่ดีพร้อมและสมบูรณ์แบบ...

 

...แต่มันก็สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเขา...

 

 

 

 

 

 

[ END ]

 

 

 

เรื่องแรกของโปรเจค #7yearswithkrisyeol ก็จบลงแล้วนะคะ

อย่าลืมคอมเมนต์หรือสกรีม #bittersweet_ky ให้ไรท์เตอร์กันด้วยนะคะ

ขอบคุณไรท์เตอร์มากๆ ด้วยค่ะที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้

 

และฝากติดตามเรื่องต่อไปของโปรเจคด้วยนะคะ ^ ^

 

 

 





Reply to this topic



  



0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users